++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิธีใช้หนี้พ่อแม่ : ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

1.จงสร้างความดีให้กับตัวเอง

และ นี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก



2. ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว

ก็ ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ

3. ผู้ใดก็ตาม

ที่ คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม ล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษฯ

4. ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน

อย่า คิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

5. บางคนลืมพ่อลืมแม่

อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร ก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ ท่านยกตัวอย่าง (เรื่องจริงนะจ๊ะ)

ตัวอย่าง ที่ 1

บ้านหนึ่งพ่อมีเมีย ๔ คน เมียหลวงบอกลูกว่าพ่อเจ้าไม่ดี ลูกก็ไปด่าพ่อว่าพ่อ

แล้วมาบวชวัดนี้ บวชแล้วเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ จนจะกลายเป็นโรคประสาท

นี่แหละบวชก็ไม่ได้ผล หลวงพ่อก็ให้ไปถอน คำพูด และขอสมาลาโทษกับพ่อเขาก่อน แล้วกลับมานั่งกรรมฐานจึงได้ผล

(กรณีนี้ หลวงพ่อจะเตือนผู้เป็นลูกบ่อยๆไม่ให้ว่าพ่อ) แต่ให้เป็นเรื่องของแม่ที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งหลวงพ่อสอนไว้แล้ว

ตัวอย่าง ที่ 2

เมื่อ เร็วๆนี้ลูกฆ่าพ่อ แม่สงสารพามาเจริญกรรมฐานพอเข้าวัดมันร้อนไปหมด ปวดหัวเข้าไม่ได้นี่เวรกรรมตามสนอง ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทำกรรมฐานไม่ได้แน่นอน ต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงในวัดนี้ ฯ

6. คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้

คน ไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆน้องๆ

จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกม ะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส

อัน ว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย

คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า ฯ

นี่ แหละ ท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ

หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณ นั่นคือหนี้บุญคุณของบิดา มารดา

ตัวอย่าง ที่ 3

"หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง"

เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบันเป็นดอกเตอร์อยู่อเมริกา หลวงพ่ อสอนครั้งเดียวจำได้

บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ

แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่

ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ

ให้ แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง...

พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วงสร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้เลย พ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด

7. ลูกหลานโปรดจำไว้

เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่

ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล

8. ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม

ไม่ จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี

9. ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย

ของ พ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา.........

พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้าง ฯ

10. ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย

คนเรามี ๒ ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ

นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล

ตัวอย่าง เรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ &nbs p;บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว







ถ้าส่งต่อก็จะเป็นบุญแก่ตัวเองนะ



ไม่ได้บังคับ

จับอุบาทว์

จับอุบาทว์

ครั้งหนึ่งเคยได้ยินเขาเล่าว่า สมัยก่อนพุทธกาลนั้น ทางเหนือสุดของแม่น้ำคงคาเลยแคว้นมคธไกลขึ้นไป พื้นที่ส่วนมากเป็นทุ่งหญ้า ป่าไม้ ดงตาล พื้นที่แถบนั้นค่อยๆ ลาดสูงขึ้นไปเรื่อยจนบรรจบกับเนินเขาหิมาลัย อันเป็นทางต้นน้ำของแม่น้ำสายนี้ แลเห็นทะเลหมอกและหิมะทาทาบปกคลุมทุ่งหญ้า ขุนเขา อันสูง ตระหง่าน จนสุดลูกหูลูกตา ฝูงแพะ แกะ และเล็มหญ้าอ่อนอยู่เป็นกลุ่มๆ

นครชัยบุรี เป็นราชธานีของแคว้นหิมวันตประเทศ ตั้งอยู่ทางเหนือของแม่น้ำคงคา พระราชาแห่งนครนี้ ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้ร่มเย็นเป็นสุขด้วยทศพิธราชธรรม

มีวันหนึ่ง องค์ราชาเสด็จออกจากวังอย่างเงียบๆ เพื่อสำรวจตรวจตราความทุกข์สุข ของเหล่าประชาราษฎร์ ของพระองค์ การเสด็จวันนั้นมีเสนาอำมาตย์ใกล้ชิดติดตามเพียงไม่กี่คน รถพระที่นั่งผ่านไปตามถนน สายต่างๆ สองฟากเนืองแน่นไปด้วยบ้านเรือน ร้านค้า และเทวสถาน แสงไฟจากดวงโคมส่องแสงสลัว ออกมา ถึงท้องถนนเป็นระยะๆ เสียงผู้คนสรวลเสเฮฮา เสียงขับกล่อม และเสียงดนตรี เคล้าคละ ประสานกันอึงมี่ ทำให้พระราชาทรงเบิกบานพระทัยยิ่งนัก พอใจในสันติสุข ของไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน ของพระองค์

รถพระที่นั่งผ่านเลยไปเรื่อยๆ....
แต่ครั้นถึงหมู่บ้านคฤหบดี พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นบ้านร้างหลังหนึ่งใหญ่โตโอ่อ่า แต่เงียบเหงา ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ในนั้น ไม่มีแสงไฟ ไม่มีแม้แต่คนที่จะคอยปิดหน้าต่าง ซึ่งถูกตีด้วยแรงลม เสียงดังปึงปัง อยู่หลายบานให้สนิทเรียบร้อย พระองค์ทอดพระเนตร แล้วทรงรับ สั่งให้หยุดรถ พระที่นั่ง เพื่อที่จะไต่ถาม ใครสักคนที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งพอจะทราบเรื่องราว ของบ้านใหญ่ ที่รกร้างหลังนี้บ้าง และพระองค์ ก็ทรง ทอดพระเนตร เห็นปากทาง เข้าบ้านหลังนั้น ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับที่รถพระที่นั่งจอดอยู่ และข้างๆ ทางนั้นเอง เห็นตายายสูงอายุคู่หนึ่ง กำลังนั่ง รับประทานอาหาร อยู่ในกระท่อมหลังเล็กๆ ท่ามกลาง แสงสว่าง จากโคมอันริบหรี่ จนแทบจะมอง ไม่เห็นหน้ากัน พระราชาทรงเสด็จเข้าไปประทับยืน ข้างกระท่อม ของตายาย เพื่อทรงสนทนาด้วย

"ทำอะไรจ๊ะ คุณตา?" พระราชาทรงทักทาย

"กินข้าวกันจ้ะ" ตอบอย่างไม่สนใจอาคันตุกะ

"การทำมาหากิน หมู่นี้เป็นอย่างไรบ้างครับคุณตา?"

"แย่...หมู่นี้ท่านเอ๋ย"

"อ้าว ทำไมล่ะ?"

"ก็จะทำไมเสียอีกเล่า ท่านมองดูที่บ้านหลังใหญ่นั่นซิ เงียบเป็นป่าช้าเห็นไหม?"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกันรึ?"

"โธ่ ลูกหลานเอ๋ย จะไม่ให้เกี่ยวกันได้อย่างไร ฉันตายายสองคนได้อาศัยท่าน การอยู่การกินอาศัยท่านทั้งนั้น เมื่อท่าน ต้องมีอันเป็นไปเสียอย่างนี้แล้วพวกเราตายายก็แย่ ไม่รู้จะอาศัยใคร"

"ฉันไม่เข้าใจจ้ะตา ทำไมบ้านหลังใหญ่ต้องเงียบเหงานักล่ะ?"

"บ้านไม่มีคนมันก็เงียบเหงาซิจ๊ะ"

"แล้วคนเขาไปไหนกันหมดน่ะ?"

"ตาก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะมันกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง"

"มันเกิดอะไรขึ้นรึ ถึงได้แตกแยกอยู่กันไม่ได้ ดูซิบ้านออกใหญ่โต?"

"ก็มันอยู่ไม่ได้นั่นแหละหลานเอ๋ย เขาถึงไม่อยู่"

"ทำไมถึงอยู่ด้วยกันไม่ได้เล่าครับคุณตา?"

มันจะอยู่ได้อย่างไรเล่า ก็อุบาทว์ลงย่อยยับหมดแล้วนี่จ๊ะ"

หือ...อุบาทว์ลง อุบาทว์ลงแล้วอยู่ด้วยกันไม่ได้เลยหรือตา?"

ไม่ได้ อยู่ด้วยกันไม่ได้ อย่าว่าแต่บ้านหลังใหญ่เท่านี้เลย ต่อให้วังพระเจ้าแผ่นดินก็เถอะ ถ้าอุบาทว์ มันได้ลง แล้วละก็ จะต้องกลายเป็นปราสาทร้างไปเหมือนกัน"

อืมม์ ตัวอุบาทว์ที่ว่านี้มันร้ายนักรึ?"

โอ ลูกเอ๋ยหลานเอ๋ย อะไรมันจะร้ายเท่าอุบาทว์ในโลกนี้ไม่มีอีกแล้ว ขอโทษเถอะ ตัวท่านเองเป็นทหารหลวง ใช่ไหม?"

"ใช่จ้ะลุง"

"ท่านเคยไปเที่ยวที่เมืองคีรีนครหรือเปล่า?"

"เคยไปเหมือนกันสมัยยังเด็ก"

"นั่นแหละ เมืองคีรีนครเดิมเป็นเมืองหลวงของเรา เจ้าได้สังเกตไหมว่าเมืองคีรีเป็นเมืองใหญ่ มีประตูคู่ค่าย และ หอรบ พร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง ข้าศึกพยายามเข้าตีหลายครั้งแต่ก็ต้องพ่ายแพ้กลับไปทุกครั้ง ครั้นต่อมา ในสงครามครั้งสุดท้าย กองบัญชาการป้องกันคีรีนครของเราได้ถูกอุบาทว์ลง จนเสีย บรรดาแม่ทัพ นายกอง แตกกระจัดกระจาย ไม่สามารถประสานบัญชาการรบให้เข้มแข็งได้ ผลสุดท้ายเมืองคีรีก็แตกเสียทีแก่ข้าศึก อย่างง่ายดาย อุบาทว์ลงแล้วใครเล่าจะเอาธุระในการรักษาเมือง ดูแต่บ้านหลังนี้ซิ ยังถูกทิ้งให้รกร้างไป อย่างน่าเสียดาย แม้แต่ประตูหน้าต่างก็ไม่มีใครอยากปิด ก็เพราะเจ้าอุบาทว์จังไรมันทำเหตุแท้ๆ"

"อุบาทว์มันเป็นตัวอย่างไรกันนะ แปลกแท้ๆ"

"ตาก็ไม่เคยเห็นตัวมันสักที รู้แต่ฤทธิ์เดชของมันเท่านั้น"

"ถ้าเรารู้จักตัวมันและจับมันให้ได้คงจะดีนะคุณตา?"

"อ๋อ แน่นอนตาจะสับมันให้แหลกละเอียดเลย"

"เอาละ วันนี้ฉันขอลาคุณตาไปก่อน ว่างๆ จะแวะมาคุยใหม่"

"เจริญๆ นะพ่อนะ"

จากนั้นรถพระที่นั่งก็เคลื่อนต่อไป จนสิ้นสุดเขตพระนคร แล้วก็วกกลับพระราชวัง ราตรีนั้น พระราชา ทรงครุ่นคิด อยู่เกือบตลอดคืน อุบาทว์ตัวมันเป็นเช่นไร หรือว่าเป็นผีชนิดหนึ่ง ที่มองไม่เห็นตัว มันถึง ร้ายแรงนัก จนสภาเมือง สโมสร บ้านวัด และมิตรภาพ ของบุคคล ถึงกับล่มจมแตกแยก กระจัดกระจาย แหลกสลายอย่างไม่เป็นท่าเช่นนี้ อุบาทว์มันอยู่ที่ไหน แม้แต่โหรหลวงก็ยังบอกไม่แน่นอน มีแต่บอกว่า วันนั้นวันนี้ เป็นวันอุบาทว์ อันว่าตัวเรานี้ เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ใต้ฟ้า อาณา ประชาราษฎร์ บัดนี้ใต้ฟ้าข้าแผ่นดิน ได้รับทุกข์เพราะอุบาทว์ลง จะทำอย่างไรกันดี เห็นที เราจะต้อง เล่นงาน ไอ้เจ้าอุบาทว์นี้ให้จริงจังเสียที

เมื่อพระราชาทรงดำริเช่นนั้น วันรุ่งขึ้นพระองค์ทรงรับสั่งให้ประชุมเสนาข้าราชการ ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ณ ท้องพระโรงหลวง เช้าวันนั้นพระองค์มีพระพักตร์อ่อนโรยเล็กน้อย ขณะเสด็จออกขุนนาง เพราะทรงคิด อยู่แต่เรื่องนี้ เกือบตลอดคืน เมื่อข้าราชการฝ่ายต่างๆ พร้อมแล้ว พระองค์ก็ทรงเล่าเรื่อง ที่ได้ทรงประสบมา ให้ที่ประชุมฟัง อย่างละเอียดแล้ว จึงรับสั่งถามเป็นรายตัวบุคคล

"ท่านเสนาบดี ท่านเคยเห็นตัวอุบาทว์บ้างมั้ย ตัวมันเป็นยังไงข้าพเจ้าอยากทราบเหลือเกิน" พระองค์ ทรงรับสั่ง ถามเสนาบดีก่อนคนอื่น

"ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าพระองค์ไม่เคยเห็นพะยะค่ะ เคยได้ยินแต่ชื่อ"

"ท่านมหาอำมาตย์ล่ะ เคยเห็นบ้างมั้ย?"

"ไม่เคยเหมือนกันพะยะคะ"

"โน่นล่ะ เสนา..... " รับสั่งพร้อมกับชี้พระหัตถ์ไปทางหมู่เสนาที่นั่งเป็นแถวอยู่ด้านหลัง

"ไม่เคยเห็นพะยะค่ะ" เสียงตอบเกือบจะพร้อมกันของหมู่เสนาผู้น้อย

"ตกลงว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครเคยเห็นตัวอุบาทว์เลย แต่เราก็ยังไม่เคยสืบจับมันให้จริงจังสักที เอาหละ ท่านเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ต่อแต่นี้ไปเราจะออกสืบจับตัวอุบาทว์กันละนะ นี่แน่ะเสนา..." พลางชี้พระหัตถ์ ไปที่เสนาคนหนึ่ง ซึ่งเคยติดตามไปกับขบวนเสด็จตรวจพระนคร "ข้าขอมอบเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของเจ้า เจ้าจงรีบ ไปหาจับตัวอุบาทว์มาให้ข้าฯ ให้ได้ภายในเจ็ดวัน เราจะปูนบำเหน็จแก่เจ้าอย่างงามเลยทีเดียว แต่ถ้าไม่ได้ หัวเจ้าจะต้องขาด ตามอาญาแผ่นดิน"

เสนากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ แล้วก็หมอบ กราบรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าใส่กระหม่อม แล้วออก ตระเวน สืบหาจับตัวอุบาทว์ไปตามหมู่บ้านต่างๆ พบใครก็ถามว่าเห็นตัวอุบาทว์บ้างหรือไม่ ยิ่งนานวันเข้า ความหวังที่จะได้พบตัวอุบาทว์ก็ยิ่งน้อยลง ยิ่งถามใครต่อใครมากเข้า ความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ ก็ยิ่งลดน้อยล งทุกที อย่าว่าแต่จะมีผู้รู้จักที่อยู่ของมันเลย แม้แต่คนที่เคยเห็นตัวก็ยังไม่มี

ห้าวันผ่านไป พร้อมกับความหวังที่เลื่อนลอย พอย่างเข้าวันที่หก เสนาผู้น่าสงสารก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า ตัวอุบาทว์ เห็นจะไม่มีเป็นแน่แท้ แม้จะดั้นด้นตามหาสักเท่าไรก็คงไม่พบ แต่พระมหากษัตริย์ตรัสแล้ว ไม่คืนคำนี่ซิ จะทำอย่างไร พระองค์ว่าประหารก็ต้องประหาร ถ้าเราขืนกลับเข้าเมืองอีกก็มีหวังตาย อย่างเดียว อย่ากระนั้นเลย เราจะเดินไปตาย ในป่าเขาหิมาลัยจะดีกว่า

ครั้นตัดสินใจแน่แล้ว เสนาผู้ซึ่งขณะนี้เป็นเสมือนนักโทษรอวันประหาร ก็เดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ป่า ขณะที่ ใจของเขา เฝ้าพะวักพะวนอยู่กับลูกเมีย และมวลญาติทางเมืองหลวง ส่วนเท้าก็ก้าวไปข้างหน้า อย่างไม่หยุดยั้ง ใจก็คิดว่า จะต้องไปให้ไกลที่สุด เท่าที่แรงขาจะพอมีกำลัง ช่วยให้รอดพ้น จากคมประหาร

พอดวงตะวันคล้อย เขาก็สามารถเดินบุกเข้าไปได้ลึกจนถึงกลางป่า เมื่อมาอยู่กลางป่ากลางดงเช่นนี้ ความวิเวก วังเวง ทำให้เขามีหัวใจที่ว้าวุ่น เหมือนกับคนที่กำลังจะเป็นบ้า บรรยากาศเช่นนี้ ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตได้หมดคุณค่าลง ถึงไม่ตายด้วยคมประหารในเมืองหลวง แต่ก็คงต้องตายด้วยความอดอยาก ความเจ็บไข้ หรือไม่ก็เขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายอยู่ดี เขารำพึงอยู่ในใจว่า "ไหนๆ ตัวเราก็จะต้องตาย ไม่ช้าก็เร็ว ชีวิตสิ้นหวัง ไม่หลงเหลือ ความหมายใดๆ อีกต่อไป เป็นมนุษย์แท้ๆ แต่ต้องซุกหัวอยู่อย่างสัตว์ จะกิน จะเที่ยว อย่างสัตว์ในป่านี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ สัตว์มันเกิดที่นี่ ภูมิลำเนาของมันอยู่ที่นี่ พี่น้องลูกเมียของมัน ก็อยู่ที่นี่ มันมีอิสระที่จะท่องเที่ยวไปไหนต่อไหนในป่านี้ได้อย่างเสรี เราเป็นมนุษย์กลับต้องหนีมาหดหัว หลบอาญาแผ่นดิน อยู่กลางดงกลางป่า หาอิสระไม่มีเลย ถ้าเช่นนั้น เราจะอยู่ต่อไป เพื่อประโยชน์อะไร รีบตาย ให้พ้นจากโลก อันโหดร้ายนี้เสียดีกว่า ผ้าขาวม้าผืนเดียวก็เหลือตายแล้ว" ความเงียบเหงาวังเวง ทำให้เขาตัดสินใจ ง่ายขึ้น เขามองหาต้นไม้มีกิ่งพอที่จะยืดตัวขึ้นแขวนคอตัวเองได้แล้ว ก็ไม่ลังเล รีบแก้ ผ้าขาวม้า ที่คาดเอวออกมาสลัดทีหนึ่ง แล้วก็บิดเข้าเป็นเกลียวเล็กน้อย โดยไม่เสียเวลา เขาผูกชายข้างหนึ่ง เข้ากับคอตัวเอง แล้วก็ปีนขึ้นต้นไม้ซึ่งไม่สูงนัก เขาพยายามอีกสองอึดใจ ก็จะสมประสงค์แล้ว

"อืมม์... นั่นใคร?" เสียงของใครคนหนึ่งดังมาจากด้านหลังของต้นไม้ เสนาสะดุ้ง เพราะไม่แน่ว่าหูแว่วไปเอง หรือ เป็นเสียงของภูตผีปีศาจ ผู้จะมาเอาชีวิตเขากันแน่

"กำลังทำอะไรนะ?" เสียงดังขึ้นอีก

เขาหันกลับไปมองทางเจ้าของเสียงนั้น และทันทีก็ได้เห็นท่านนักพรตรูปหนึ่ง กำลังมองมายังเขา ด้วยท่าทาง ที่สงสัย

"ฤาษี..." เขาอุทาน

"ถูกแล้วท่าน อาตมาเป็นฤาษี แล้วท่านล่ะเป็นใคร?"

"พระคุณเจ้า กระผมเป็นเสนาบดีแห่งเมืองชัยบุรี ขอรับ" เขาตอบ

"แล้วท่านเสนาจะทำอะไรกันเล่า?"

"กระผมกำลังจะผูกคอตายขอรับ พระคุณเจ้ามาพบก็ดีแล้ว ช่วยสวดส่งวิญญาณให้กระผมหน่อยเถอะ"

"เดี๋ยวก่อนท่านเสนา ท่านมีเรื่องทุกข์ร้อนมากมายเทียวรึ จึงได้ตัดสินใจอย่างนั้น?"

"กระผมถูกความตายไล่ต้อน จนไม่อาจมีชีวิตอยู่ดูโลกต่อไปได้ กลับเมืองก็จะถูกประหาร ครั้นหนีมาอยู่ป่า ก็คงตาย ด้วยเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้าย หรือไม่ก็ไข้ป่าเป็นแท้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปทำไม กระผมจึงตัดสินใจ ผูกคอตายเสียในตอนนี้เสียจะดีกว่า"

"อื่มม์ เช่นนี้นี่เอง อาตมาไม่มีอะไรขัดข้อง เจริญพร แต่ไหนๆ ท่านก็จะตายอยู่แล้ว ก็เล่าเรื่องให้อาตมาฟังไว้ สักหน่อย ไม่ดีรึ เผื่อบางทีญาติพี่น้องมาถามหา จะได้บอกเขาถูก"

"ได้ซิ พระคุณเจ้า กระผมเป็นเสนาเมืองชัยบุรี ในหลวงทรงใคร่ทอดพระเนตรตัวอุบาทว์ เมื่อหาที่ไหนไม่ได้ ก็มีพระราชดำรัส สั่งให้กระผมเที่ยวไปสืบเสาะหาจับตัวอุบาทว์ไปถวายภายในเจ็ดวัน และทรงคาดโทษ เอาไว้ว่า ถ้าหาจับตัวอุบาทว์ไปถวายไม่ได้ จะประหารชีวิตตัวกระผมเสีย"

"อ่อ แล้วยังไง?"

"พระคุณเจ้า กระผมหาสืบที่อยู่ของตัวอุบาทว์มาห้าหกวันแล้ว ไม่พบแม้แต่ผู้ที่รู้จักตัวอุบาทว์ สักคนเดียว มันซุกซ่อน อยู่แห่งหนตำบลใด ก็ไม่มีใครอาจรู้ได้เลย"

"แล้วยังไงต่อไปอีกเล่า?"

"กระผมคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีตัวอุบาทว์เสียเป็นแน่แล้ว แต่จะกลับบ้านเมืองก็คงไม่พ้นถูกประหาร ข้าน้อย หมดหนทาง กลับเข้าเมืองก็ตาย อยู่ในป่านี้ก็ตาย จึงตัดสินใจตายเสียเดี๋ยวนี้จะดีกว่า"

"พุทโธ่ ท่านเสนา... เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ ตัวอุบาทว์มีเยอะแยะไป เต็มบ้านเต็มเมือง หน้าพระที่นั่ง ก็ยังมีท่านเอ๋ย" ฤาษีว่า

"จริงรึพระคุณเจ้า?" เสนาร้องถามเกือบเป็นเสียงตะโกนด้วยความดีใจ

"จริงซิ ว่าแต่ท่านเสนาลงมาจากต้นไม้ก่อนเถิด แล้วอาตมาจะหาตัวอุบาทว์ให้"

เสนาดีใจยิ่งนักรีบไต่ลงจากต้นไม้อย่างตื่นเต้น แล้วมาหมอบกราบลงแทบเท้าของนักพรตอย่างปีติ

"ท่านเสนา รีบไปตัดกระบอกไม้ไผ่มาให้อาตมาสักกระบอกไป๊ เลือกเอาไม้ปล้องที่มันลึกๆ สักหน่อยยิ่งดี" ฤาษีสั่ง

เสนารู้สึกดีใจยิ่งนัก รีบไปหาตัดกระบอกไม้ไผ่มาให้นักพรตอย่างเร่งรีบตามคำสั่ง ส่วนพระฤาษี นั่งเคี้ยวหมาก คอยท่า สักครู่เสนาก็รีบนำกระบอกไม้ไผ่มายื่นให้ ฤาษีรีบรับเอากระบอกจากมือเสนา แล้วเดินหลบ ออกหลังพุ่มไม้ ครู่เดียวก็เดินกลับมาพร้อมกับกระบอกไม้ไผ่ บรรจุตัวอุบาทว์ อุดจุกจนสนิท เรียบร้อยแล้ว ส่งให้เสนา พลางสั่งว่า

"นี่แน่ะท่านเสนา อาตมาจับตัวอุบาทว์ใส่กระบอกไม้ไผ่ให้แล้ว ขอท่านจงรีบนำขึ้นทูลเกล้าถวายเถิด ยังเหลือเวลา พอที่จะเข้าเฝ้าได้มิใช่หรือ ระวังอย่าไปเปิดก่อนล่ะ ประเดี๋ยวตัวอุบาทว์มันจะหนีไปได้ หัวของท่าน ก็จะขาดไปเสียเปล่า แล้วกราบทูลพระราชาของท่านด้วยว่า เวลาทอดพระเนตร อย่าเทออก เป็นอันขาด เดี๋ยวจะทอดพระเนตรไม่ทัน ต้องค่อยๆ เปิดจุกออก แล้วก็ค่อยทอดพระเนตร ลงในกระบอก ทีเดียว จะได้เห็นตัวมันชัดๆ"

เสนาดีใจนัก กราบลาท่านนักพรต สาวเท้าก้าวเดินอย่างรีบเร่ง เพื่อจะได้ทันเข้าเฝ้าก่อนครบกำหนดเจ็ดวัน

ส่วนทางด้านนครชัยบุรี ผู้คนกำลังโจษขานกันเซ็งแซ่ว่า ชะรอยการล่าจับตัวอุบาทว์ จะล้มเหลว เสียเป็นแน่แล้ว แต่ครั้นเสนากลับเข้ามาในเมือง พร้อมกระบอกอุบาทว์ได้ทันเวลา ผู้คนก็แตกตื่น เกรียวกราวกัน เป็นการใหญ่ ฝ่ายเจ้านครชัยบุรี ครั้นได้ทรงทราบข่าวว่า เสนาจับตัวอุบาทว์ มาถวายได้ ก็ทรงดีพระทัย เป็นอันมาก ไม่ทรงรอช้า จึงรับสั่งให้ประชุมเสนาข้าราชการเป็นการด่วน

ชั่วเวลาไม่นาน ท้องพระโรงหลวงก็แออัดไปด้วเสนาอำมาตย์ ข้าราชการต่างๆ ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ส่วนรอบนอก เต็มไปด้วยประชาชนพลเมือง เบียดเสียดกันเนืองแน่น ครั้นได้เวลากษัตริย์ชัยบุรี ก็เสด็จออกประทับ แล้วตรัส ให้เสนารีบนำกระบอกอุบาทว์ เข้าถวายโดยเร็ว

ฝ่ายเสนาผู้พิชิตอุบาทว์ก็ไม่รอช้า รีบนำกระบอกไม้ไผ่บรรจุตัวอุบาทว์ขึ้นน้อมเกล้าถวาย อย่างภาคภูมิ ทุกสายตา ในท้องพระโรง รวมสู่จุดเดียวกัน คือกระบอกอุบาทว์นั้น

"ขอเดชะ อาญาไม่พ้นเกล้า อุบาทว์หายากเหลือเกินพะยะค่ะ เวลาพระองค์ทอดพระเนตร อย่าเทออก เป็นอันขาด เพราะถ้าทรงเท มันจะหนีไปเสียก่อน ไม่ทันได้ทอดพระเนตรพะยะค่ะ" เสนากราบทูล อย่างเสียง ห้าวหาญ พร้อมกับน้อมเกล้าถวายกระบอกอุบาทว์

"เอ้อ เอามานี่ ขอดูหน้ามันทีเถอะ ทำไมฤทธิ์เดชมันถึงมากนัก.." รับสั่งพลาง ทรงดึงจุกออก ด้วยความ ระมัดระวัง แล้วก้มพระพักตร์ลงทอดพระเนตรเข้าไปในกระบอกอย่างระวัง ภายในกระบอกมืด ทรงเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง ครู่หนึ่งก็ทรงอุทานออกมา

"อ่อ.. เอ้าท่านมหาเสนา ดูทีซิ เหมือนตัวอะไร จงดูอย่างระวังหน่อยนะ" แล้วทรงยื่นกระบอกนั้น ให้มหาเสนาดู

มหาเสนารับกระบอกจากพระหัตถ์มาเพ่งมองอย่างพิเคราะห์อยู่สักครู่ แล้วจึงกราบทูลขึ้นว่า "อุบาทว์นี้ ตัวเหมือนอึ่งอ่าง นะพะยะค่ะ" แล้วส่งให้เสนาอำมาตย์ท่านอื่นดูต่อไป กันไปตามลำดับ

เมื่อต่างคนต่างดู ต่างคนต่างพิเคราะห์ ตามความรู้สึกทางจินตภาพของใครของมัน เอาทิฐิมานะเข้าหากัน ก็เลย เป็นเรื่องที่ตกลงกันไม่ได้

"เชื่อฉันเถอะน่า ฉันว่าตัวมันเหมือนด้วงว่ะ"

"เฮ้ย ข้าว่ามันเหมือนกิ้งกือนะ ดูสิ แกว่ามั้ย?" แล้วยื่นไปให้อีกคนหนึ่งดู

"ใช่รึ ฉันพิเคราะห์ดูแล้วเหมือนจิ้งจกมากกว่า"

เฮ่ย จิ้งจก บ้าบอของแกนะซิ เอ้าถ่างตาดูให้มันชัดๆ ซิวะ...." แล้วยื่นกระบอกกลับไปให้คนเดิมสองตาดู "เห็นมั้ยท่าน... มันกิ้งกือดีๆ นี่เอง"

"เฮ่ย ตาเฒ่าเหย เอามานี่ ตาท่านนั้นแก่แล้ว จะมองอะไรรู้เรื่อง ไปนั่งเคี้ยวหมากเลี้ยงหลาน อยู่กับบ้าน เถอะไป๊ อย่ามาออกความเห็นงูๆ ปลาๆ ให้คนอื่นเขารำคาญอยู่เลย" ว่าแล้วก็ดึงกระบอกจากมือมาถือไว้

"อ้าว ท่านพูดจาอะไรควรระวังปากบ้างนะ ถึงข้าแก่ก็แก่งานแก่การมานานเนิ่นนะโว้ย... ใช่อ้อแอ้ หัดขัน เหมือนอย่างแก พุทโธ่ ไอ้นี่ วอนเสียแล้ว..." ผู้เฒ่าชักไม่พอใจ

"ชิชะ หาว่าฉันเด็กน้อยอ่อนงานเรอะ แล้วคนแก่อย่างท่าน มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง?... ท่อ! อย่างดี ก็แค่ทำตัวเป็นที่ปรึกษา พอให้เด็กๆ เขาเยินยอ พอได้หน้าเท่านั้นเองท่านเอ๋ย..."

"อ่อ อ่อ.. นี่แกบังอาจพูดจาดูถูกดูแคลนพวกข้าถึงขนาดนั้นเลยเชียวรึ หน็อย ไอ้จัญไร มึงนะมึง" ว่าแล้ว เสนาผู้เฒ่า ก็ผลุนผลันลุกขึ้นชี้หน้าเสนาหนุ่มอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมที่จะวางมวยกันต่อหน้าพระที่นั่ง ทำเอา ทั้งเสนาอำมาตย์ ข้าราชบริพารทั้งหลายต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กัน

"แกแน่จริงมาลองกับคนแก่ๆ อย่างข้าสักตั้งมั้ย ? ... เอามั้ย ?..."

"เอาอย่างนั้นเลยรึ ?..."

"เออซิวะ ไอ้อุบาทว์ ไอ้จัญไร ไม่รู้จักผู้ใหญ่ผู้น้อย..ฮึ่มม์..."

"หยุด! ใครยังขืนเอะอะจงลากตัวไปประหารให้หมดเดี๋ยวนี้" พระราชาทรงรับสั่งด้วยความกริ้ว ชี้พระหัตถ์ มาทางเสนาทั้งสอง "ท่านทั้งสองช่างไม่รู้เสียเลยว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ข้าให้ดูตัวอุบาทว์เท่านั้น ไม่ได้ให้เจ้า ทะเลาะกัน เอามานี่" พระราชารับสั่งอย่างไม่พอพระทัย

ฝ่ายเสนาทั้งสอง ต่างมองหน้ากันเลิกลั่ก แล้วอีกฝ่ายก็หมอบคลานเข้าถวายคืนกระบอกอุบาทว์ แก่พระองค์ ส่วนเสนาอำมาตย์อื่นๆ และประชาชนทั้งหลาย ที่ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ จนฟังไม่ได้ศัพท์ ต่างก็ เงียบเสียงลง พระทรงทอดพระเนตรไปรอบๆ เห็นว่าที่ประชุมสงบลงแล้ว จึงเริ่มตรัสเสียงขุ่นๆ ว่า

"อุบาทว์นี่ร้ายนัก ข้าพอจะรู้ฤทธิ์ของมันแล้ว ว่ามันคืออะไร ขนาดอยู่ในกระบอก ยังแผลงฤทธิ์ได้ อย่างไม่เกรงกลัว แม้แต่พระบรมเดชานุภาพ" ว่าแล้วก็ทรงเงยพระพักตร์ พร้อมรับสั่งอย่างตะโกน

"เอาล่ะนะ ในกระบอกนี้มีตัวอุบาทว์หรือไม่ หน้าตามันเป็นอย่างไร คอยจ้องดูกันให้ดีๆ ข้าจะเทมันออกล่ะ เอ้า ทุกคนเตรียมพร้อม ดูหน้ามันให้แน่ๆ แล้วฆ่ามันให้ตาย"

ว่าแล้วพระราชาชัยบุรีก็ชูกระบอกอุบาทว์ขึ้น ทุกคนจ้องดูด้วยใจระทึก ท้องพระโรงเงียบกริบ เหมือน ปราศจาก สิ่งมีชีวิตใดๆ เมื่อพระราชาคว่ำกระบอกไม้ไผ่ลง ก็มีก้อนวัตถุสิ่งหนึ่ง ตกแผละลงมา ทุกๆ คน ที่พอจะมองเห็น สิ่งนั้นได้ชัดเจน ต่างอุทานออกพร้อมๆ กันอย่างกับนัด...."ชานหมาก..."

แล้วเสียงเอ็ดอึง ระคนกับเสียงหัวเราะก็เริ่มขึ้น พระราชาก้มพระพักตร์ทอดพระเนตรเล็กน้อย แล้วทรง ลุกขึ้นยืน พลางรับสั่งด้วยสุรเสียงอันดังว่า

"ทุกคนฟังทางนี้ เสนาอำมาตย์ ตลอดจนอาณาประชาราษฎร์ทั้งหลาย บัดนี้เราได้เห็นชัดเจนแล้วว่า ตัวอุบาทว์ เป็นอย่างไร กระบอกไม้ไผ่นี้มันก็ไม่อุบาทว์ ชานหมากที่ฤาษีคายใส่กระบอกมาให้ มันก็ไม่อุบาทว์ ใช่ไหม? แต่ตัวอุบาทว์แท้ๆ มันอยู่ในหัวสมองของคนเรานี้เองต่างหาก ใครคิดไม่ดี ทำไม่ดี มีทิฐิมานะ อวดดี ถือดีกัน ไม่ยอมฟังเสียงหาเหตุหาผลซึ่งกันและกัน ว่าใครถูกใครผิด ดื้อรั้น เอาแต่ใจตัวเองถ่ายเดียว โดยไม่ฟังเสียงใครอื่นเลยนั่นแหละ อุบาทว์ล่ะ จงจำกันเอาไว้เถอะ ถ้าใครอยากรอดพ้น จากความอุบาทว์ เหล่านี้ ก็จงหัดจงคิดแต่สิ่งที่ดี คิดในสิ่งที่สร้างสรรค์ เป็นทั้งประโยชน์เขาประโยชน์เรา ไม่เบียดเบียน ให้ร้าย ใส่ไคล้ผู้อื่น ให้เดือดร้อน และแน่ล่ะ ถ้าเราเป็นคนประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ แล้ว ตัวอุบาทว์ก็จะไม่เกิดขึ้น และโรคอุบาทว์ก็จะไม่มีในสมองของพวกเรา บ้านเมืองและหมู่คณะก็จะอยู่เย็นเป็นสุขทั่วหน้ากัน"

(เราคิดอะไร ฉบับที่ ๑๕๘ กันยายน ๒๕๔๖)

อคติ

โดยธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังมีกิเลสย่อมจะมีอคติด้วยกันทุกคน เพราะมนุษย์เราเมื่อจะทำอะไรก็ตาม มักจะคิดถึงประโยชน์ของตนเอง ญาติพี่น้อง หรือพวกพ้องก่อนเสมอ ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุทำให้ความไม่ถูกใจอยู่เหนือความถูกต้อง ความผิดอยู่เหนือความถูก
1. ความหมายและประเภทของอคติ
อคติ แปลว่า ทางความประพฤติที่ผิด หมายถึง ความลำเอียง ความไม่ยุติธรรม หรือความไม่เป็นธรรม พระพุทธศาสนาแบ่งอคติออกเป็น 4 ประเภท ตามพื้นฐานแห่งจิตใจ คือ
1) ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะรักหรือชอบ หมายถึง การทำให้เกิดความไม่ชอบธรรม หรือการทำให้เสียความยุติธรรม เพราะอ้างเอาความรักหรือความชอบพอกัน ฉันทาคติมักเกิดกับตัวเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน คนใกล้ชิด และพวกพ้อง ความรักหรือความชอบที่มีต่อบุคคลเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุให้เรากลายเป็นคนมีอคติได้ เช่น ถ้าเด็กสองคนทะเลาะกัน พ่อแม่ของเด็กทั้งสองก็มักจะเข้าข้างลูกของตนเองเชื่อไว้ก่อนว่าลูกของตนเองเป็นฝ่ายถูก โดยไม่รับฟังเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่ง นี่เป็นความลำเอียงเพราะรัก
2) โทสาคติ คือความลำเอียงเพราะเกลียดชัง ไม่ชอบ หรือโกรธแค้น หมายถึง การทำให้เกิดความไม่ชอบธรรม หรือการทำให้เกิดเสียความยุติธรรม เพราะเกลียดชัง โกรธ หรือทะลุอำนาจโทสะ โทสาคติมักจะเกิดกับคนที่เราเกลียดมาก ๆ เช่น คู่แข่ง ศัตรู หรือคนที่เคยทำให้เราเจ็บใจ ทำให้เราเสียผลประโยชน์ บุคคลเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้เราเป็นคนลำเอียงได้โดยไม่รู้ตัว เช่น ถ้าทหารทะเลาะกันกับตำรวจ คนขับรถรับจ้างมักจะเข้าข้างทหารไว้ก่อน เพราะคนขับรถถูกตำรวจเขียนใบสั่งบ่อย ๆ นี่เป็นความลำเอียงเพราะไม่ชอบหน้ากัน
3) โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะความไม่รู้ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความหลงผิด หรือความเขลา หมายถึง การทำให้เกิดความไม่ชอบธรรม หรือการทำให้เสียความยุติธรรมเพราะความไม่รู้ โมหาคติมักจะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เนื่องมาจากความสะเพร่า ความไม่ละเอียดถี่ถ้วน รีบตัดสินใจโดยยังมิได้พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน จึงเป็นสาเหตุทำให้คนผิดกลายเป็นคนถูก คนถูกกลายเป็นคนผิด ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ เช่น ผู้ชายสองคน คนหนึ่งแต่งตัวดี ดูภูมิฐาน หน้าตาหล่อเหลา อีกคนหนึ่งนุ่งกางเกงยีนส์เก่า ๆ เสื้อผ้าขาด ๆ ดูโทรม ๆ ไม่น่าไว้วางใจ คนเฝ้าบ้านไว้ใจผู้ชายคนแรกมากกว่าผู้ชายคนหลัง และยอมเปิดประตูบ้านให้เข้าไปนั่งในห้องรับแขก ผู้ชายคนดังกล่าวกลายเป็นโจรผู้ร้าย นี่เป็นความลำเอียงเพราะความเขลา
4) ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะความกลัว หมายถึง การทำให้เกิดความไม่ชอบธรรม หรือการทำให้เสียความยุติธรรม เพราะมีความหวาดกลัว หรือเกรงกลัวภยันตราย ความกลัวมีหลายรูปแบบ เช่น ความกลัวภัยอันตรายมาถึงตนหรือครอบครัว กลัวเสียหน้า กลัวคนเกลียด กลัวจะได้สิ่งที่ไม่ต้องการ เป็นต้น ความกลัวเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราปฏิบัติหน้าที่ด้วยความลำเอียง เช่น ผู้ใต้บังคับบัญชาสองคน คนหนึ่งเป็นลูกของพ่อค้าขายของชำ อีกคนหนึ่งเป็นลูกเจ้าพ่อมีอิทธิพลเลี้ยงนักเลงไว้มาก ทั้งสองคนทำผิด คนแรกถูกผู้บังคับบัญชาไล่ออกจากงาน ส่วนคนหลังยังคงทำงานต่อไป ไม่มีการลงโทษใด ๆ นี่เป็นความลำเอียงเพราะหวาดกลัวอิทธิพลมืด
2. แนวทางปฏิบัติเพื่อชีวิตและสังคม
มนุษย์เราชอบความยุติธรรม รักความซื่อสัตย์ และเกลียดชังความลำเอียง แต่การที่เราจะสร้างความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ และหลีกเลี่ยงความลำเอียงได้นั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยาก วิธีเดียวที่ทำได้ คือ การฝึกฝนจิตใจให้หนักแน่น โดยยึดหลัก การเอาใจเขามาใส่ใจเรา เราเกลียดชังความลำเอียงหรือความอยุติธรรมอย่างไร คนอื่นก็เกลียดชังความลำเอียง ความอยุติธรรมเช่นเดียวกับเรา อย่างไรก็ตาม วิธีแก้ไขข้ออคติแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นก็สามารถทำได้เช่นกัน ดังนี้
1. ฉันทาคติ แก้ไขโดยการฝึกทำใจให้เป็นกลาง โดยการปฏิบัติต่อทุกคนให้เหมาะสมเหมือนกัน ต้องไม่ประมาท ไม่เผลอ และต้องมีสติอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรกับใคร
2. โทสาคติ แก้ไขโดยการทำใจให้หนักแน่น ใจเย็น ไม่วู่วาม รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และพยายามแยกเรื่องส่วนตัวกลับเรื่องงานออกจากกัน
3. โมหาคติ แก้ไขได้โดยการเปิดใจให้กว้าง ทำใจให้สงบ มองโลกในแง่ดี ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และต้องศึกษาสิ่งที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องให้ดี
4. ภยาคติ แก้ไขได้โดยการพยายามฝึกให้เกิดความกล้าหาญ โดยเฉพาะความกล้าหาญทางจริยธรรม คือ กล้าคิด กล้าพูด และกล้าพูดในสิ่งที่ดีงาม

ปลาดุก เวลาล้างให้คลุกแป้งมัน

ปลาดุก เวลาล้างให้คลุกแป้งมันให้ทั่วแล้วจึงล้างออกให้สะอาด ทำให้ปลาไม่ีมีเมือก เมื่อนำไปทอด เนื้อปลาดุกจะสวยและไม่มีกลิ่นคาว
จาก SMS FarmerInfo - DTAC - 23 ก.ค.2554 - 13.14 น.

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปรัชญาชีวิต

ปรัชญาชีวิต

ชีวิตเกิดมาตั้งอยู่แล้วดับไป... สิ่งที่ต้องทำคือความดี...สิ่งที่ต้องมีคือคุณธรรม...สิ่งที่ต้องจำคือบุญคุณ... ทุกชาติ- ทุกชีวิต- ทุกศาสนา...โครงสร้างของร่างกายประกอบด้วยธาตุ4 ดิน- น้ำ- ลม- ไฟ- ความมั่นคงของร่างกายต้องอาศัยปัจจัย4คืออาหาร- ยารักษาโรค- ที่อยู่อาศัย- เครื่องนุ่งห่ม...คุณภาพและคุณธรรมของมนุษย์4อย่างคือเมตตา- กรุณา- มุทิตา- อุเบกขา- หนทางแห่งความดับทุกข์4อย่างคือรู้ทุกข์- รู้สมุทัย- รู้นิโรธ- รู้มรรค

(ทุกข์เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยาก)

การดำรงชีวิตโดยมีศีล- สมาธิ- ปัญญา ย่อมมีความสุขถ้วนหน้า….

มนุษย์มีการเรียนรู้ แต่ ไม่เข้าใจในเหตุและผล ทำให้ขาดความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อหน้าที่และต่อสังคมมุ่งหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง จึงเป็นเหตุให้...ทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ขาดความสมดุลและขาดความสมบูรณ์ ขาดความมั่นคง…

ในปีมหามงคล “ที่พระองค์ท่านได้ครองสิริราชย์ครบ 60 ปี 80 พรรษา “ประชาชนทุกหมู่เหล่าจงร่วมใจกันทำความดีเพื่อถวายพ่อหลวงของเรา และเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

เงิน 10บาท ..... น่าคิด โดยเฉพาะคุณครูและพ่อแม่

ครู คนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า 'ถ้า มีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร' เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า '7 บาท'

แต่มีเด็ก 2คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น คนหนึ่งตอบว่า '2 บาท' อีก คนหนึ่งตอบว่า 'ไม่ ต้องทอน'

ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงิน ทอน 2 บาท คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10 บาท คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้เงินทอน 2 บาท

ถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือ เงินทอนเลย

คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่า ในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญบาทให้ 3 เหรียญ เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา

โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบใน ห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง เด็ก 2 คน นี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจาก คนส่วนใหญ่

การสร้างโจทย์ที่ 'เสมือนจริง' จินตนาการของ 'ครู' อาจ ถูกจำกัดเพียงแค่ 'ตัว เลข' แต่สำหรับเด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาท

เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำตอบเพิ่มอีก 1 คำตอบ คือ ได้เงินทอน 1 บาท

โลกในห้องเรียนกับโลกของความ เป็นจริงนั้นแตกต่างกัน โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ

'อย่ารีบตัดสินความผิดถูก ของคนๆ นั้น เพียงแค่ คำตอบ ของเรา'

'อย่าหยุดความคิดสร้างสรร ของคนๆ นั้น ด้วยกรอบความคิดของเรา'







S_ccess คำ นี้จะแปลว่า ความสำเร็จ ไม่ได้ หากขาด You (คุณ)

อ๋อ! ที่ไม่ควรมีศัตรูเพราะอย่างนี้นี่เอง

"อย่ามีศัตรู"(บทที่ 24 จากหนังสือ"30วิธีเอาชนะโชคชะตา")

ศัตรูแค่คนเดียวก็สามารถทำให้เรามี"โชคร้าย"ได้เยอะแยะมากมาย
........
เพราะศัตรูคนนั้นก็มีเพื่อนๆและพรรคพวก
ซึ่งอาจทำให้ชีวิตเรายากลำบากขึ้นมาก
ยิ่งถ้าศัตรูนั้นหรือพรรคพวกเขาเป็นคนมีอำนาจ
อาจทำให้มีความ"ซวย"มากขึ้นหลายเท่า
ข้อที่แย่ที่สุดก็คือ เราไม่อาจจะไม่มีทางรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
ว่าทำไมอยู่ดีๆไม่ได้งานที่ควรจะได้
หรืออยู่ดีๆถูกไล่ออก ฯลฯ
และกว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว
......
การมีศัตรูจะทำให้ความก้าวหน้าเราช้าลง
โอกาสที่ควรจะได้ก็ไม่ได้!

... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ...
... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ...

"30 วิธีเอาชนะโชคชะตา"
ผลงานเขียนคุณภาพโดย คุณบัณฑิต อึ้งรังษี

vvv สารบัญ vvv
1. คนโชคดีรู้ว่า"โชค"สามารถเปลี่ยนแปลงได้
2. คนโชคดีเชื่อว่าตัวเขาเองสามารถเปลี่ยนแปลงโชคนั้นได้
3. รู้จัก"กฎพ่อและกฎแม่แห่งโชคลาภ"
4. จง"เคารพ"กฎแห่งเหตุและผล(กฎพ่อแห่งโชคลาภ)
5. จง"บูชา"กฎแห่งแรงดึงดูด(กฎแม่แห่งโชคลาภ)
6. กำจัดความเชื่อที่จำกัด
7. ทำตัวเป็น"หมอดูที่แม่นที่สุดในโลก"
8. คนโชคดีตัดสินใจไขว่คว้าหาโชค
9. คนโชคดีลงมือทำวันนี้
10. รู้จักองค์ประกอบของโชค
11. เพิ่มโอกาสโดยลองสิ่งแปลกใหม่
12. เพิ่มโอกาสโดยเอาตนเองเข้าไปอยู่ในหนทางของโอกาส
13. เพิ่มโอกาสโดยการเพิ่มคุณค่าตนเอง
14. เพิ่มโอกาสโดยการออกไปเจอคน
15. คบคนพาล พาลพาไปหาผิด ...
16 เพิ่มโอกาสโดยการเอาประโยชน์ให้มากที่สุดจากสถานการณ์ปัจจุบัน(ที่ไม่ดีนัก)
17. เตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่กำลังจะมาเสมอ
18. เข้าใจว่าโชคส่วนใหญ่ของคุณมาจากคนอื่น
19. เป็น"คนเก่ง"ทางด้านมนุษย์สัมพันธ์
20. ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน
21. สร้างชื่อเสียงที่ดี
22. อย่าหาโชคที่การพนัน
23. อย่าแสวงหาโชคที่ลอตเตอรี่
24. อย่ามีศัตรู
25. คนโชคดีคือ คนขยัน
26. หาทางให้คนอื่นได้ประโยชน์ด้วย
27. การอิจฉาจะนำโชคร้ายมาเพิ่ม
28. อย่าพูดว่า คู่แข่งหรือคนที่คุณไม่ชอบ"โชคดี"
29. "ดูดี"เหมือนคนโชคดี
30. จงรู้จักเห็นค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว

สร้างมิตรดีกว่าสร้างศัตรู
ศัตรูเป็นยากำลังก็จริง
ถ้ามามากไปทำให้กำลังใจเราก็บั่นทอน

โดย พระอาจารย์เผด็จ เมื่อ 2011-07-08 09:46:22

การดูแลป้องกัน " ตา "

1. ปรับช่องแอร์ในรถให้ต่ำลง* อย่าให้ลมเย็นพ่นเข่าตาโดยตรง
เพราะลมเย็นพวกนี้จะเป็นสาเหตุให้ตาแห้ง ถ้าปล่อยไว้นานๆ
กระจกตาก็อาจจะถลอกจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้*

2. บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ดีต่อสายตามากๆ* และหาซื้อได้ไม่ยากเลย
แค่ซื้อแยมบลูเบอร์รี่มาทาขนมปังทาน คุณก็จะได้รับสารอาหาร
แอนโธไซยาโนไซด์ ซึ่งช่วยบำรุงสายตาแล้ว*

3. อย่ามองข้ามมันเทศ* ของดีราคาย่อมเยาที่พ่อค้าเขาเดินขาย
วิตามินในมันเทศจะช่วยปรับสายตาของคุณให้เห็นได้ชัดในที่มืด*

4. เวลาทำกับข้าวอย่าลืมใส่หัวหอมแดงลงไปด้วย*
เพื่อให้สารต้านอนุมูลอิสระเคอร์ซิทินในหอมแดงจะช่วย
ป้องกันต้อหินให้คุณ
*

5. อย่าขี้เกียจเดิน* เพราะผลการวิจัยบอกว่าเดินอย่างน้อย
สัปดาห์ละ 4 ครั้งจะช่วยลดความดันในกระบอกตา
ทำให้สายตาเป็นปกติ*

6. กินปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง* เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดโอเมก้า-3
ที่จำเป็นสำหรับบำรุงสายตา*

7. ลดขนมหวานๆ และอาหารมันจัด* อาหารพวกนี้เกิดมา
เพื่อเป็นศัตรูกับสุขภาพ รวมทั้งสายตาของคุณด้วย*

8. ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมใส่แว่นกันแดดเสมอ*
เพื่อป้องกันทั้งลม แดด ฝุ่นละออง และเชื้อโรค
ที่จะแท็คทีมกันมาทำร้ายสายตาที่รักของเรา*

9. ตรวจวัดความดันโลติตเป็นประจำทุกเดือน*
ความดันที่ผิดปกติมีผลโดยตรงต่อสายตามาก จึงไม่ควร
มองข้ามการวัดความดัน
ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้รักษาได้ทันท่วงที*

10. สวมหมวกปีกกว้าง*แว่นกันแดดอย่างเดียวอาจจะ
สู้กับแดดแรงมหาร้อนอย่างบ้านเราไม่ไหว หมวกปีกกว้างจึงเป็น
อุปกรณ์เสริมอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ เพื่อป้องกันรังสียูวี
ที่อาจจะเล็ดลอดเข้ามาทางด้านบนของแว่นกันแดด*

11. อย่าละเลยการทำความสะอาดดวงตาด้วยน้ำยาล้าง
เครื่องสำอางค์ทุกคืน* เพื่อป้องกันไม่ให้มาสคาร่าที่อาจจะ
เหลือตกค้างอยู่เข้าไปหมักหมมอยู่ในดวงตาจนเกิดการติดเชื้อ
*

12. กินผักใบเขียวเป็นประจำทุกวัน*ผักใบเขียวเป็นแหล่งรวม
ของสารลูเทอินและซีอาแซนธิน ที่ช่วยลดความเสี่ยง
โรคต้อกระจก และยังซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในกระบอกตาได้ด้วย
(คนที่เกลียดผักคงต้องพยายามหน่อยน่ะ)*

13. ผักบีตสดๆเป็นของขวัญชั้นดีที่จะมอบให้ดวงตาของตัวเองได้*
ผักชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยปกป้องหลอดเลือด
ในกระบอกตา ทำให้ตาคุณมีเลือดไปเลี้ยงอย่างสมบูรณ์
ทำให้ตาคุณสวยและใส*

14. เลิกทานอาหารที่เค็มจัด* เพราะคนที่ติดรสเค็มจะมี
โอกาสเป็นโรคต้อกระจกมากกว่าคนที่ชอบอาหารรสจืด
*

15. หมั่นซักผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวบ่อยๆ* เพื่อให้ผ้าส่วนตัวของคุณ
สะอาด ปราศจากเชื้อโรค ทีสำคัญไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับใคร
เพราะในผ้าพวกนั้นอาจจะมีเชื้อโรคตาแดงซ่อนอยู่*

16. น้ำหอมกลิ่นมะลิ วนิลา หรือเปปเปอร์มินต์
มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบลิมบิกในสมอง*ซึ่งจะไปกระตุ้นเซลล์
รูปแท่งในจอตาอีกต่อหนึ่ง ทำให้คุณมองเห็นในที่มืดได้ชัดขึ้น
แค่หยดน้ำหอมกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งไว้ที่แขนเสื้อ ก็จะมีสายตาดี
ขึ้นได้แล้ว ว้าว!! ง่ายจัง*

17. อย่าเพ่งมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินไป* แม้การอ่านหนังสือ
ก็ควรถอนสายตามองออกไปที่ไกลๆทุกๆ 30 นาที
เพื่อพักสายตาไม่ให้เพลียหรือล้าถาวร*

18.กินผักโขมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง* ผักชนิดนี้มีสารลูเทอิน
ซึ่งจะช่วยป้องกันต้อกระจกและภาวะศูนย์กลางประสาท*

19. เปลี่ยนมาสคาร่าขวดใหม่ทุกๆ 3 เดือน* ทุกครั้งที่
มาสคาร่าสัมผัสตาคุณ จะต้องมีความสกปรกเล็กๆน้อยๆ
ติดมาด้วย เมื่อมาหมักหมมปนกันนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป
มาสคาร่าขวดโปรดของคุณก็จะกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรค
ไปโดยปริยาย

“ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน”

สรุปการบรรยายของอาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด)
ในหัวข้อ “ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน”
หลัก 3 อ.
1. อารมณ์ต้องดี
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3. อาหาร

การออกกำลังกาย
ควรออกกำลังกายทุกวัน ออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เช่น
1. การขยับนิ้วมือ เป็นการช่วยเรื่องน้ำในข้อ ผลที่ได้กระดูกจะไม่ผุ
2. งอนิ้วมือ ช่วยในเรื่องของอาการนิ้วล็อค
3. กำมือและแบมือสลับข้างกันไปมา ช่วยในเรื่องของโรคหัวใจ และลด Cholesterol
4. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ และขยับเท้ายกขึ้นทำท่าวิ่งบนอากาศ
5. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ ทุบขาด้านนอก และด้านใน ทุบแขน สลับกันไป
6. การนั่งตรง ๆ นั่งแค่ครึ่งเก้าอี้ ประมาณ 10 นาที ช่วยป้องกันในเรื่องของริดสีดวงทวาร
7. กำมือขวาหมุนเป็นวงกลมออกนอกตัว และกำมือซ้ายหมุนเป็นวงกลมเข้าหาตัว เป็นการบริหารสมองทั้ง 2 ซีก
8. มือประสานกันสองของ ยืดตรงไปข้างหน้า เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล มองตรง แล้วหมุนเอวไปรอบ ๆ ทั้งด้านซ้าย และขวา ครั้งละ 5 รอบ ทำตอนเช้า จะช่วยลดส่วนเกินตรงหน้าท้อง

อาหาร
ควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกอย่างที่มีส่วนผสมของสารเคมี
การสระผม
ไม่ควรใช้แชมพู เนื่องจากมีส่วนผสมของโซดาไฟ ควรสระผมด้วยสบู่เด็ก ควรสระผมช่วงเช้า ไม่ควรสระผมตอนเย็น เพราะผมจะไม่สามารถแห้งได้ทัน เวลานอนจะเกิดเชื้อรากลางคืน เป็นเหตุของอาการคันศีรษะ
น้ำมันพืช
ควรหยุดกินน้ำมันพืช เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยป้องกันการบูด กันหืน แต่งสี เพราะเมื่อน้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 60 องศา จะเปลี่ยนสภาพเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ควรบริโภคมะพร้าว น้ำมันหมู น้ำมันไก่
ตับจะทำหน้าที่ผลิต Cholesterol โดยที่ Cholesterol LDL จะช่วยป้องกันผิวหนัง และผลิต Cholesterol HDL เพื่อดักจับ LDL ไปทิ้ง
การทำน้ำมันหมู
นำน้ำมันหมูเปลว 1 ก.ก. กับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เจียวบนกระทะ จะทำให้ไม่ติดกระทะ ไม่กระเด็น ได้น้ำมันเกือบ 2 ลิตร กากหมูจะกรอบมาก เนื่องจากเกลือจะเป็นตัวช่วยดึงน้ำมันออกมาจนหมด
น้ำมันมะพร้าว นำกะทิใส่ถุงแช่ตู้เย็น 3 ช.ม. เพื่อให้เนื้อกับน้ำแยกตัวกัน นำเนื้อมะพร้าวส่วนบนไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน เก็บไว้ใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน
เกลือ
การบริโภคเกลือ ไม่ได้ทำให้ไตวาย แต่เนื่องจากในอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่ขาวละเอียดมีการเติมโพลิเมอร์ โดยหยดลงบนเกลือ ทำให้โครงสร้างจากเดิมโซเดียมคลอไรด์เปลี่ยนเป็นโซเดียมซัลเฟต ซึ่งมีผลต่อไต เพราะไม่สามารถขับออกได้ ซึ่งเกลือชนิดนี้จะโรยบนอาหารแล้วยังคงทำให้อาหารกรอบ แต่ถ้าเป็นเกลือที่เป็นโซเดียมคลอไรด์นั้น จะมีคุณสมบัติดูดความชื้นทำให้อาหารไม่คงความกรอบ
กะทิ
กะทิไม่มี Cholesterol เนื่องจาก Cholesterol จะเกิดจากการผลิตขึ้นเองโดยร่างกายมนุษย์ ซึ่งตับจะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดังกล่าว สามารถใช้กะทิแทนน้ำมันมะพร้าวได้ กะทิให้แคลเซียมดีกว่านม ลดความอ้วน ป้องกันเบาหวาน โดยให้ดื่มทุกเช้าวันละ 1 กล่อง (สามารถช่วยแก้เจ็บคอได้ด้วย)
ทั้งกะทิชาวเกาะ และอร่อยดี ไม่มีการเติมสารเคมี เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ
น้ำมันมะพร้าว
ช่วยลดความอ้วน โดยกินก่อนอาหาร 4 ช้อนกาแฟ
ใช้เป็น Hair Serum
ใช้ล้างเครื่องสำอาง
ใช้เป็นเดย์ครีม ไนท์ครีมได้
มี SPF 90 (Sun block)
Oil Pulling
ใช้น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันทานตะวัน ที่ผ่านกรรมวิธีแบบหีบเย็น ปริมาณ 2 ช้อน อมไว้ประมาณ 15 นาที แล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยนำเชื้อโรคออกจากช่องปาก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่อยู่ในช่องปากจะมีไขมันเกาะอยู่ ช่วยลดอาการทางช่องปากได้
น้ำเปล่า อุณหภูมิห้อง
ควรดื่มครั้งละไม่เกิน 150 ซีซี เนื่องจากกระเพาะจุได้ 400 ซีซี เวลาดื่มน้ำให้ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มรวดเดียว และให้ดื่มให้ได้วันละ 14 ครั้งเป็นอย่างน้อย การดื่มน้ำเย็นครั้งละมาก ๆ จะมีผลให้น้ำซึมเข้าสู่สมอง ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดภาวะสมองบวมน้ำ
น้ำตาลปื๊บ
น้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลปึกเป็นชนิดเดียวกัน ถ้านำไปเคี่ยวจะกลายเป็นน้ำผึ้ง (น้ำผึ้งเทียม) น้ำตาลปี๊บแท้ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เมื่อดมกลิ่น จะได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว
น้ำตาลทราย/น้ำตาลกรวด
เมื่อทานแล้วจะไม่เปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่จะสะสมที่ตับเป็นไขมัน ก่อให้เกิดไตรกลีเซอร์ไรด์ สำหรับน้ำตาลที่ฟอกขาวจะใช้สารคลอลีน ซึ่งมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ท็อฟฟี่ จึงมีน้ำตาลสูง ไม่ควรบริโภค
กาแฟ
การดื่มกาแฟ จะมีผลไปยับยั้งไม่ให้แคลเซียมไปเกาะกระดูก จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกผุ มะเร็ง แต่กลิ่นของกาแฟจะสามารถช่วยบำบัดโรคได้ ดังนั้นจึงควรสูดกลิ่นกาแฟ แต่ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีน เป็นตัวกระตุ้นเซลมะเร็ง หากชงกาแฟควรใช้น้ำตาลปี๊บ
ไมโครเวฟ
การใช้ไมโครเวฟ ระวังมะเร็ง เนื่องจากมีการกระจายคลื่นเข้าสู่เซลมีผลทำให้ตายได้
ขนมหวานจากกะทิ
ส่วนผสม กะทิ 4 กล่อง โดยกะทิ 1 กล่องจะใช้เกลือป่น 1 ช้อนกาแฟ (ต้องโยนลงในกะทิที่ตั้งไฟ เพราะช่วยลดการเกิดฟอง) และใช้น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะต่อกะทิ 1 กล่อง เคี่ยวกะทิให้เดือด แล้วใส่
-กล้วย ต้องเป็นกล้วยสุก (ใช้ได้ทั้งกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่) แล้วยกขึ้นทันที เนื่องจากถ้าต้มต่อไปจะทำให้กล้วยมีรสเปรี้ยว
-มันเทศ เผือก ฟักทอง ให้แช่น้ำปูนใส 2 นาที แล้วนำไปต้ม 5 นาที จากนั้นค่อยนำไปใส่กะทิเดือดอยู่คนให้ทั่วแล้วยกลง
กล้วยไข่
กล้วยไข่ 1 ผล มีสารป้องกันมะเร็งมากกว่า Apple
กล้วยน้ำว้า
ถ้าห่าม ๆ แก้ท้องเสีย กินลดอาการของแผลสด
ผลสุก 2 ลูก และน้ำอุ่น 1 แก้วก่อนนอน ช่วยลดอาการท้องผูก (ใช้เป็นยาระบาย)
ที่สำคัญ เด็กอายุเกิน 6 เดือนถึงจะกินกล้วยน้ำว้าได้
กล้วยน้ำว้าทั้งหวี หากต้องการเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน ให้จุ่มลงในน้ำเดือด 10 วินาที แล้วนำมาผึ่ง
น้ำมะพร้าวอ่อน
ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 1 ลูก ช่วยฟอกเลือด และบำรุงไต ส่วนเนื้อมะพร้าวช่วยบำรุงตับ
กล้วยหอม
มีโปแทสเซียม ป้องกันโรคพากินสัน และอัลไซเมอร์ สำหรับผู้สูงอายุให้ทานสัปดาห์ละ 3 ผล เพื่อปรับสมดุลของฮอร์โมน
สับปะรด
มีสารบอบิเรน ป้องกันมะเร็ง มีมากที่แกนสับปะรด โดยให้ดูดแต่น้ำ แล้วคายกากทิ้ง
ตะไคร้แกง
นำมาหั่นแล้วต้มเป็นน้ำตะไคร้ ดื่มเพื่อช่วยลดเบาหวาน
การทำบุหงารำไป
พริกไทดำ 1 ส่วน กานพลู 1 ส่วน โป้ยกั๊ก 1 ส่วน (แก้หวัด 2009) ดอกจันทร์ กลีบใหญ่เอามาเด็ดกลีบ 1 ส่วน นำมาคลุกรวมกัน
แต่ถ้านำมาเติมพิมเสน 1 ส่วน การบูร 1 ส่วน (ครึ่งกระป๋อง) เมนทอล 1 ส่วน คลุกรวมกัน ทิ้งไว้ 1 วัน เทใส่ตะแกง นำเอาส่วนที่แห้ง ๆ มาใส่ขวดเล็ก ๆ ไว้ดมกลิ่น ถ้าไม่หอมให้นำไปตากแดด เก็บไว้ใช้ได้นาน 4 ปี แต่ถ้านำน้ำที่แยกออกมาและเติมสมุนไพรอีก 12 ชนิด หมักไว้ 1 เดือน ก็จะคล้าย ๆ น้ำมันที่มีกลิ่นเหมือนพิมเสนเอาไว้ดม และทา
ไข่
ไข่ต้ม ไข่เค็ม ไข่พะโล้ โดยเฉพาะไข่แดง หากกินวันละ 2 ฟอง จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด (ลดเบาหวาน) เนื่องจากไข่แดงมีซิลิเนียม งานวิจัยของฮาวาดร์ พบว่าหากบริโภคไข่วันละ 3 ฟอง (อายุต่ำกว่า 45 ปี) บริโภควันละ 2 ฟอง (อายุ 45 ปี – 50 ปี) และบริโภควันละ 1 ฟอง (อายุเกิน 50 ปี) จะไม่เป็นเบาหวาน
ไข่ต้ม 1 ฟอง มีสรรพคุณสูงกว่านม 5 กล่อง
นม
ไม่ควรดื่มนมข้ามสายพันธุ์ ดังนั้น ไม่ควรดื่มนมวัว นมแพะ
ทุเรียน
กินแล้วไม่อ้วน แต่ช่วยลดความอ้วน และ Cholesterol
ข้าวเหนียว
กินแล้วไม่อ้วน ถ้าไม่มีน้ำตาลทราย
กวาวเครือขาว
สำหรับสุภาพสตรี ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม บริโภคทุกวันวันละ 1 เม็ด จะไม่เป็นวัยทอง