++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทัศนคติ

ผู้ส่งอี-เมล ข้อเขียนภาษาอังกฤษมาให้ผม ภายใต้ชื่อว่า You have two choices อ่านแล้วรู้สึกประทับใจ จึงขอแปลและถ่ายทอดต่อในวันนี้

เจอรี่เป็นผู้จัดการภัตตาคาร เขาเป็นคนอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดที่มีคนถามว่าเขาสบายดีหรือ เขาตอบอย่างนี้เสมอ "ถ้าจะให้สุขกว่านี้ได้คงต้องมีคู่แฝด" (มีความสุขล้นอยู่แล้ว หากจะให้สุขกว่านี้ได้ก็ต้องมีอีกร่างมารองรับความสุข หรือเป็นเพื่อน-ผู้เขียน)

เมื่อเจอรี่เปลี่ยนงาน พนักงานเสิร์ฟหลายคนก็มักจะลาออกจากงานตามเขาไปด้วยจากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่ง ทำไม? เพราะว่าเจอรี่เป็นนักจูงใจโดยธรรมชาติให้ผู้คนมีกำลังใจ

ถ้าลูกจ้างคนไหนมีสภาพจิตใจไม่ดี เขาก็จะเป็นเพื่อนข้างเคียงที่ชี้ชวนให้มองด้านบวกของสถานการณ์เสมอ

เมื่อเจอรี่เป็นอย่างนี้ ทำให้ผมอยากรู้เคล็ดลับของเขา วันหนึ่งผมก็เดินไปหาเขาและถามเจอรี่ว่า "ผมไม่เข้าใจ ไม่มีใครสามารถมองโลกในด้านดีได้ตลอดเวลา คุณทำได้ยังไงนะเจอรี่ ?"

เจอรี่ตอบว่า "ทุกเช้าที่ผมตื่นขึ้น ผมจะบอกตัวเองว่าวันนี้ผมมีสองทางเลือก ผมสามารถเลือกที่จะมีอารมณ์ดี หรือเลือกที่จะมีอารมณ์เสีย และผมเลือกที่จะมีอารมณ์ดีทุกครั้ง เมื่อมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น ผมสามารถเลือกที่จะเป็นเหยื่อของมันหรือผมเลือกที่จะเรียนรู้จากมัน และผมก็เลือกที่จะเรียนจากมันเสมอเช่นกัน"

ทุกครั้งที่มีคนมาหาผมและถามว่า ผมสามารถเลือกที่จะรับคำบ่นว่าของเขาหรือชี้ให้เห็นด้านบวกของชีวิต และผมก็เลือกการชี้ด้านบวกของชีวิตเสมอ

"แต่มันไม่ได้ง่ายๆ อย่างนั้นเสมอไปไม่ใช่หรือ" ผมท้วง "ใช่ครับมันไม่ง่าย" เจอรี่ตอบ

ชีวิตเป็นเรื่องของการเลือกทั้งสิ้น ถ้าคุณตัดไอ้ส่วนที่เป็นขยะออกไปแล้ว ทุกสถานการณ์คือการเลือกอย่างหนึ่งนั่นเอง

คุณเลือกที่จะมีปฏิกิริยาอย่างไรก็ได้ต่อสถานการณ์หนึ่ง

คุณเลือกที่จะให้คนอื่นมีผลกระทบอย่างไรก็ได้ต่ออารมณ์ของคุณ

คุณเลือกได้ที่จะอยู่ในภาวะอารมณ์ดี หรืออารมณ์เสีย

มันเป็นทางเลือกของคุณว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร

หลายปีต่อมา ผมได้ยินว่าเจอรี่ได้เลินเล่อกระทำสิ่งต้องห้ามในธุรกิจร้านอาหารนั่นก็คือเผลอเปิดประตูหลังร้านไว้

ในเช้าวันหนึ่งเขาก็ถูกปล้นโดยชายสามคน ขณะที่ถูกบังคับให้เปิดเซฟ มือเขาสั่นจากความหวาดกลัวจนหมุนรหัสไม่ถูกต้อง โจรตื่นตกใจก็เลยยิงเขา

โชคดีที่มีคนพบเขาและส่งโรงพยาบาลทันเวลา หลังจากการผ่าตัดนาน 8 ชั่วโมง และอีกหลายอาทิตย์ของการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด เจอรี่ก็กลับบ้านได้โดยมีเศษโลหะจากหัวกระสุนฝังอยู่ในตัวเขา

ผมพบเจอรี่ประมาณ 6 เดือนหลังจากเหตุการณ์นั้น เมื่อผมถามเขาว่าสบายดีหรือ เขาก็ตอบอย่างเดิมว่า "ถ้าจะให้สุขกว่านี้ได้คงต้องมีคู่แฝดละครับ จะดูแผลเป็นของผมไหม?"

ผมปฏิเสธที่จะดูรอยแผลของเขา แต่ถามเขาว่าเขาคิดอะไรอยู่ในขณะที่ถูกปล้น "สิ่งแรกที่ผ่านเข้ามาในใจผมก็คือ ผมควรล็อคประตูหลังร้าน" เจอรี่ตอบ

ขณะที่นอนอยู่บนพื้นหลังจากถูกยิง ผมจำได้ว่าผมมีสองทางเลือก หนึ่งคือเลือกที่จะมีชีวิตรอด หรือสองเลือกที่จะตาย

"คุณไม่กลัวเหรอ" ผมถาม เจอรี่ก็พูดต่อไปว่า "พวกบุคลากรแพทย์ปฐมพยาบาลนั้นยอดมาก เขาบอกผมตลอดเวลาที่พาไปโรงพยาบาลว่าทุกอย่างโอเคผมรอดแน่

แต่เมื่อเขาเอาผมใส่รถเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน ผมเห็นสีหน้าของพวกหมอและพยาบาลแล้ว ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เพราะในตาของพวกเขาอ่านได้ว่า "เขาคงตายแน่" ผมรู้ทันทีว่าผมต้องทำอะไรสักอย่าง คุณทำอะไรล่ะ" ผมถาม

"มีพยาบาลตัวใหญ่คนหนึ่งตะโกนถามคำถามผม เธอถามว่าผมแพ้อะไรบ้าง" ผมก็ตอบว่า "ผมแพ้ลูกปืนครับ"

ในขณะที่เขาหัวเราะกัน ผมก็บอกเขาว่า "ผมเลือกที่จะมีชีวิตรอด กรุณาผ่าตัดผมเสมือนว่าผมเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ซากศพที่ตายแล้วนะครับ"

เจอรี่รอดชีวิตมาได้เพราะฝีมือของหมอ และทัศนคติอันน่าอัศจรรย์ของเขา

ผมเรียนรู้จากเขาทุกวันว่า คุณมีทางเลือกที่จะหาความสุขจากชีวิตหรือขมขื่นกับชีวิต

สิ่งที่เป็นของคุณอย่างแท้จริงชนิดที่ไม่มีใครสามารถควบคุมหรือเอาไปจากตัวคุณได้ก็คือทัศนคติของคุณ ถ้าคุณสามารถจัดการในเรื่องนี้ได้สิ่งอื่นๆ ในชีวิตจะง่ายขึ้นอีกมากมาย

มาถึงตรงนี้คุณมีสองทางเลือก (1) โยนทิ้งข้อความนี้ไปเสีย หรือ (2) สื่อข้อความนี้ต่อให้ใครสักคนที่คุณห่วงใย

ผมหวังว่าคุณจะเลือกข้อ (2) นะครับ สำหรับผมนั้นได้เลือกข้อ (2) ไปแล้วไง





ที่มา :: มติชนรายวัน วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10400 :: วรากรณ์ สามโกเศศ :: มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

นิทานเซน ใครชนะ

ในประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อน มีประเพณีอย่างหนึ่งของพระภิกษุนิกายเซ็น คือ พระภิกษุอาคันตุกะ ที่เดินทางมาถึงที่วัดใด จะต้องตอบปัญหาธรรมชนะพระภิกษุที่อยู่ก่อน จึงจะมีสิทธิ์เข้าพักได้ถ้าแพ้ก็ต้องเดินทางหาวัดใหม่ต่อไปวันหนึ่ง มีพระอาคันตุกะองค์หนึ่ง จาริกมาจากที่ไกลถึงที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น มีพระภิกษุพี่น้อง 2 องค์อาศัยอยู่ องค์พี่เป็นผู้คงแก่เรียนรอบรู้แตกฉานมาก องค์น้องนอกจากจะตาบอดข้างหนึ่งแล้ว ยังมีสติปัญญาค่อนข้างทึบอีกด้วย เมื่อทราบระเบียบว่า จะต้องมีการโต้ธรรมะกันก่อนเข้าพักอาศัย พระอาคันตุกะก็ยินดีปฏิบัติตาม แต่เนื่องจากพระองค์พี่เหน็ดเหนื่อยจากการปฏิบัติงานมาทั้งวัน จึงได้มอบให้พระองค์น้องทาหน้าที่โต้ปัญหาธรรมแทน และได้แนะให้พระองค์น้องใช้วิธีโต้ปัญหาแบบ "เงียบ" พระทั้งสององค์จึงไปยังที่บูชา จุดธูปบูชาพระรัตนตรัย เสร็จแล้วการโต้ปัญหาธรรมะก็เริ่มขึ้น ชั่วครู่เดียวพระอาคันตุกะก็เดินออกไปหาพระองค์พี่ แล้วกล่าวว่า"น้องชายท่านเก่งเหลือเกิน ผมยอมแพ้แล้ว ""ท่านโต้ปัญหากันว่าอย่างไรล่ะ" พระองค์พี่ถามพระอาคันตุกะจึงชี้แจงว่า "ทีแรกผมชูนิ้วขึ้นมาก่อนหนึ่งนิ้ว ซึ่งหมายถึงพระพุทธ น้องชายของท่านชูสองนิ้วตอบ ซึ่งหมายความว่าเมื่อมีพระพุทธก็ต้องมีพระธรรมด้วย ผมจึงชูสามนิ้วตอบซึ่งหมายถึงว่าถ้าจะให้ครบ ก็ต้องมีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วย คราวนี้น้องชายท่านกลับชูกาปั้นมาที่หน้าผม ซึ่งหมายความว่า จะเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ตาม ก็ต้องมารวมเป็นหนึ่งเดียว คือสัจธรรม ผมจึงว่าน้องท่านเป็นผู้ชนะ ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่"พระภิกษุอาคันตุกะกล่าวแล้ว ก็ลาพระภิกษุองค์พี่เดินทางต่อไปสักครู่ พระองค์น้องก็เข้ามาหาพระพี่ชายอย่างเร่งรีบ แล้วถามหาพระอาคันตุกะว่า"เจ้าหมอนั่นมันไปไหนแล้วล่ะ ?""เธอชนะเขาแล้วไม่ใช่หรือ ?" พระผู้พี่ถามด้วยความสงสัย"ชนะกะผีอะไรล่ะ" พระองค์น้องโกรธ"เธอโต้ปัญหากับเขาว่าอย่างไรล่ะ?" พระองค์พี่ถามต่อ"โต้อย่างไรนะหรือ" พระองค์น้องตะโกน "พอเห็นหน้าผมเท่านั้น มันก็ชูนิ้วเดียวมาที่หน้าผม ซึ่งมันดูหมิ่นว่าผมมีตาข้างเดียว ผมสู้อดทนเพราะเห็นว่าเป็นแขก จึงชูตอบไปสองนิ้ว แสดงความยินดีที่เขามีตาครบบริบูรณ์ แทนที่มันจะรู้ตัว มันกลับชูนิ้วกลับมาอีกสามนิ้ว ซึ่งหมายความว่า ทั้งผมและมันมีตารวมกันอยู่สามตา อย่างนี้ไม่ใช่เยาะเย้ยแล้วจะเรียกว่าอะไร ผมเหลืออดจริงๆ จึงชูกาปั้นขึ้นมาจะต่อยหน้ามันสักหน่อย แต่มันกลับวิ่งออกมาเสียก่อน"พระที่แท้นั้น ท่านมองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมะไปทั้งหมด แต่พระที่พบเห็นในปัจจุบันส่วนมากจะเป็นแบบพระองค์น้องเสียทั้งนั้น คัดลอกจาก http://www.dharma-gateway.com/ผู้คัดลอก

คุณสมบัติของพลเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตย มี 6 ประการ

คุณสมบัติของพลเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตย มี 6 ประการ
1. พึ่งตนเองและรับผิดชอบตัวเองได้ ไม่ได้อยู่ภายใต้การครอบงำระบบอุปถัมภ์
2. เคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ใช้เสรีภาพของตนเองไปละเมิดเสรีภาพของคนอื่น ตามมาตรา 28 บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองเท่าที่ไม่ละเมิดสิทะเสรีภาพของบุคคลอื่น
3. เคารพความแตกต่าง มีทักษะในการฟังและยอมรับความคิดเห้นที่แตกต่างจากตน
4. เคารพหลักความเสมอภาค เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นและเห้นคนเท่าเทียมกัน มองคนไปนแนวระนาบไม่ใช่แนวดิ่ง
5. เคารพกติกา เคารพกฏหมาย ใช้กติกาในการแก้ปัญหาไม่ใช่กำลังและยอมรับผลของการละเมิดผิดกฏหมาย
6. รับผิดชอบต่อสังคม ตระหนักว่าตนเองเป้นส่วนหนึ่งของสังคมกระตือรือร้นที่จะรับผิดชอบและร่วมแก้ปัญหาสังคมโดยเริ่มที่ตนเอง ตนเองต้องเป็นพลเมืองก้าวสู่สังคมพลเมืองเพื่อลดวิกฤติความเห็นแก่ตัวของคนไทย

บุญกิริยาวัตถุ 10 (bases of meritorious action)

บุญกิริยาวัตถุ หมายถึง ที่ตั้งแห่งการทำบุญ, หนทางทำความดี หรือเรื่องที่จัดว่าเป็นการทำบุญ คำว่า “การทำบุญ” คือ การทำความดีด้วยวิธีการต่าง ๆ มี 10 ประการคือ

1. ทานมัย หมายถึง ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ หรือการบริจาคทรัพย์และสิ่งของช่วยเหลือคนที่ยากจนหรือด้อยกว่าและบำเพ็ญเพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นต้น
2. สีลมัย หมายถึง ทำบุญด้วยการรักษาศีล หรือประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ด้วยกายและวาจา
3. ภาวนามัย หมายถึง ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือการฝึกอบรมจิตใจให้เจริญด้วยสมาธิ และปัญญา
4. อปจายนมัย หมายถึง ทำบุญด้วยการประพฤติตนเป็นคนสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่หรือผู้มีพระคุณหรือบุคคลดีมีศีลธรรม
5. ไวยาวัจมัย หมายถึง ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้ ให้บริการ บำเพ็ญประโยชน์
6. ปัตติทานมัย หมายถึง ทำบุญด้วยการให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการทำความดี หรือการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น
7. ปัตตานุโมทนามัย หมายถึง ทำบุญด้วยการพลอยยินดีในการทำความดีของผู้อื่น หรือผู้อื่นทำดีพลอยอนุโมทนาด้วย
8. ธัมมัสสวนมัย หมายถึง ทำบุญด้วยการฟังธรรม ศึกษาหาความรู้ที่ปราศจากโทษ
9. ธัมมเทศนามัย หมายถึง ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรมให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์
10. ทิฏฐุชุกัมม์ หมายถึง ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้อง รู้จักมองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

หน้าที่ของอุบาสก อุบาสิกา ที่มีต่อพระภิกษุสงฆ์ เพื่อดำรงพระพุทธศาสน

หน้าที่ของอุบาสก อุบาสิกา ที่มีต่อพระภิกษุสงฆ์ เพื่อดำรงพระพุทธศาสนาครับ
(ขอเลือกบำรุงพระสงฆ์เฉพาะที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นสิทธิของ อุบาสก อุบาสิกาด้วย)
พระสาธิต โปธาเศษ(มั้ง)
กิจหรือหน้าที่ของอุบาสกอุบาสิกา
สุตันตะปิฎก อังคุตรนิกาย สตัตกะนิบาต พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ หน้า ๒๖ คือ
๑. ไม่ขาดการเยี่ยมเยือนพบปะพระภิกษุ
๒. ไม่ละเลยการฟังธรรม
๓. ศึกษาในอธิศีล คือ ฝึกอบรมตนให้ก้าวหน้าในศีลขั้นสูงขึ้นไป
๔. พรั่งพร้อมด้วยความเลื่อมใส ในพระภิกษุทั้งหลาย ทั้งที่เป็นพระเถระ คือ พระที่มีอายุพรรษาเลย ๑๐ พรรษาขึ้นไป พระมัชฌิมะคือพระที่มีอายุ พรรษาเลย ๕ พรรษาขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๑๐ พรรษา และ พระนวกะ คือพระที่มีอายุพรรษาตั้งแต่ ๑ – ๕ พรรษา
๕. ฟังธรรมโดยมิใช่จะตั้งใจคอยจ้องจับผิดหาช่องที่จะติเตียน
๖. ไม่แสวงหาทักขิไณยภายนอกคำสอนนี้ คือ ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลัก พระพุทธศาสนา คือ ไปทำบุญกับพ่อหมด หมอผี หมอดู เจ้าทรง ต่างๆ
๗. กระทำความสนับสนุนในพระพุทธศาสนานี้เป็นตั้ง คือ เอาใจใส่ทำนุบำรุง และช่วยกิจการพระพุทธศาสนา

ผู้สืบทอดในทางศาสนาพุทธ

ผู้สืบทอดในทางศาสนาพุทธ ได้แก่ พุทธบริษัท 4 อันหมายถึง พุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ พุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือ ร่วมกันศึกษา และร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้

* ผู้นับถือศาสนาพุทธที่ได้บวชเพื่อศึกษา ปฏิบัติตามคำสอน (ธรรม) และคำสั่ง (วินัย) และมีหน้าที่เผยแผ่พระธรรมของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระภิกษุสงฆ์ ในกรณีที่เป็นเพศชาย และ พระภิกษุณีสงฆ์ ในกรณีที่เป็นเพศหญิง
* สำหรับผู้บวชที่ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ 20 ปี จะเรียกว่าเป็น สามเณร สำหรับเด็กชาย และ สามเณรีและสิกขมานา (สามเณรีที่ต้องไม่ผิดศีล 6 ข้อตลอด 2 ปี) สำหรับเด็กหญิง ลักษณะการบวชสำหรับภิกษุหรือภิกษุณี จะเรียกเป็นการอุปสมบท สำหรับสามเณรหรือสามเณรีและสิกขมานา จะเรียกเป็นการ บรรพชา
* ส่วนผู้นับถือที่ไม่ได้บวชจะเรียกว่า "ฆราวาส" หรืออุบาสก ในกรณีที่เป็นเพศชาย และอุบาสิกา ในกรณีที่เป็นเพศหญิง

บุญ ๑๐ วิธี

ตามหลักพุทธศาสนา มีการทำบุญด้วยกัน ๑๐ วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ ๑๐ ประการ) คือ

๑. ให้ทาน แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ (ทานมัย) การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ความคับแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว และความติดยึดในวัตถุ นอกจากนี้สิ่งของที่เราแบ่งปันออกไปก็จะเป็นประโยชน์กับบุคคลหรือชุมชนโดยส่วนรวม

๒. รักษาศีล ก็เป็นบุญ (ศีลมัย) เป็นการฝึกฝนที่จะ ลด ละ เลิกความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นเป็นการหล่อเลี้ยงบ่มเพาะให้เกิดความดีงามและพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ
๓. เจริญภาวนา ก็เป็นบุญ (ภาวนามัย) การภาวนาเป็นการพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง เห็นคุณค่าสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ผู้ที่ภาวนาอยู่เสมอย่อมเป็นหลักประกันว่า จิตจะมีความสงบ ชีวิตมีความสุข คุณภาพชีวิตดีขึ้น สูงขึ้น
๔. อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรมรวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกันทั้งในความคิด ความเชื่อและวิถีปฏิบัติของบุคคลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ก็เป็นบุญ (อปจายนมัย)
๕. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง ช่วยเหลือสละแรงกาย เพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นบุญ (ไวยาวัจจมัย)
๖. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา หรือในการทำงานก็เปิดโอกาสให้คนอื่นมีส่วนร่วมทำ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ก็เป็นบุญ (ปัตติทานมัย)
๗. ยอมรับและยินดีในการทำความดี หรือทำบุญของผู้อื่น การชื่นชมยินดีหรืออนุโมทนาไม่อิจฉาหรือระแวงสงสัยในการกระทำความดีของผู้อื่น ก็เป็นบุญ (ปัตตานุโมทนามัย)
๘. ฟังธรรม บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังธรรมะ ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติปัญญา หรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ (ธรรมสวนมัย)
๙. แสดงธรรม ให้ธรรมะและข้อคิดที่ดีกับผู้อื่น แสดงธรรมนำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นเรื่องของความจริง ความดี ความงามก็เป็นบุญ (ธรรมเทศนามัย)
๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม มีการปรับทิฏฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม ให้เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญ ถือเป็นบุญด้วยเช่นกัน (ทิฏฐุชุกรรม)
ทิฏฐุชุกรรมหรือสัมมาทัศนะ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำบุญทุกชนิดและทุกโอกาส จะต้องประกบและประกอบเข้ากับบุญกิริยาวัตถุข้ออื่นทุกข้อ เพื่อให้งานบุญข้อนั้น ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องตามความหมายและความมุ่งหมาย พร้อมทั้งได้ผลถูกทาง
การทำบุญ ๑๐ ประการนี้ สามารถสรุปเป็นข้อความคล้องจองกันว่า
๑. แบ่งปันกันกิน
๒. รักษาศีล คือ กาย วาจา
๓. เจริญสมาธิภาวนา
๔. กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม
๕. ยอมตนรับใช้
๖. แบ่งให้ความดี
๗. มีใจอนุโมทนา
๘. ใฝ่หาฟังธรรม
๙. นำแสดงออกไม่ได้เว้น
๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้อง

ลูกเอาแต่ใจ สมาธิสั้นอาจเป็นเพราะเรา

เกิด เป็นคุณพ่อคุณแม่ยุคไอทีนั้นต้องเก่งรอบด้านจริงๆ ไหนจะรบกับงานกองโต ปัญหาเรื่องเงินทอง ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนที่ทำงานด้วย แต่ถ้าเป็นเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมของคุณลูกสุดซนแล้วละก็ ปัญหายอดฮิตติด ชาร์ตของคุณพ่อคุณแม่รวมไปถึงครูเองก็คือ เด็กมีสมาธิที่หดสั้นอดทนต่อสิ่งที่ต้องรอคอยได้น้อยเหลือเกิน ช่างเอาแต่ใจ ใจร้อน ฯลฯ จนนำมาสู่การมองว่าสิ่งที่เด็กๆทำนั้นเป็นเรื่องความผิดปกติต้องพาไปพบนัก บำบัดเพื่อแก้ไข เอะอะก็หาว่าหนูเป็นเด็กไฮเปอร์ บางทีก็บอกหนูก้าวร้าว วันนี้ ลองเปิดใจให้กว้างสำรวจสังเกตดูพฤติกรรมของตัวคุณพ่อคุณแม่เองดีไหมครับว่า เราเองหรือเปล่าที่เป็นผู้ส่งเสริมให้พฤติกรรมอันน่าปวดหัวของลูก แท้จริงแล้วมาจากการเลี้ยงดูของเราเอง เพราะพฤติกรรมที่เราเรียกว่าไฮเปอร์แอคทีฟไม่ได้เกิดจากความผิดปกติภายในตัว เด็กเสมอไป

ลองตอบคำถามต่อไปนี้ดูนะครับถ้าตอบว่าใช่เกิน 12 ข้อ แสดงว่ากำลังมีบางสิ่งผิดพลาดในการดูแลเด็กๆนะครับ

1.เรามักปล่อยให้ลูกได้ดูทีวีอยู่เป็นเวลานานเกือบทุกวัน (ใช่/ไม่)

2.เกมส์คอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมเสริมสมาธิให้ลูกเพราะเล่นได้นาน (ใช่/ไม่)

3.ทันทีที่ลูกอยากได้อะไร ขออะไร เราก็จะทำให้ หามาให้ทันทีทันใด (ใช่/ไม่)

4.เมื่อลูกเริ่มทำกิจกรรมอะไรแล้วท้อแท้ เบื่อเราก็จะเปลี่ยนกิจกรรมใหม่ในทันที (ใช่/ไม่)

5.ขณะที่เราทำงานหรือสนทนากับผู้ใหญ่อยู่ ลูกมาถามคำถามแล้วเราหันกลับไปตอบ

โดยไม่ปล่อยให้ลูกต้องรู้จักการรอคอยก่อน (ใช่/ไม่)

6.อาหารที่เราจัดให้ลูกมักเป็นของโปรดเสมอ เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ขนมกรอบๆ

ฟาสฟูดส์จานด่วน (ใช่/ไม่)

7.เรามักจะหนีบลูกไปโน่นมานี่เต็มไปด้วยความรีบเร่งเสมอทั้งที่เป็นวันเสาร์อาทิตย์

ที่ควรจะพักผ่อนทำกิจกรรมสบายๆในบ้าน สวนสาธารณะ (ใช่/ไม่)

8.เมื่อลูกร้องไห้เอาแต่ใจเราจะเข้าไปปลอบแล้วยอมทำทุกอย่างให้ลูก (ใช่/ไม่)

9.เวลาหาเงินของฉันคือสิ่งสำคัญที่ทำเพื่อลูกสบายเลยไม่ค่อยทำกิจกรรมร่วมกัน (ใช่/ไม่)

10.นอนดึกดูรายการโปรด ตื่นสาย กินอาหารในรถ นี่แหละคุณแม่ยุคไฮเทค (ใช่/ไม่)

11.เด็กอยู่กับพี่เลี้ยงมากกว่าอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ (ใช่/ไม่)

12.เวลาไปตามที่ต่างๆเมื่อลูกอยากได้ของเล่น ขนม ก็ซื้อได้ทุกครั้ง โดยไม่มีเงื่อนไข

หากมีเงื่อนไขก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายได้ของเร็ว (ใช่/ไม่)

13.ไม่เคยพาลูกรู้จักกับการนั่งสมาธิ ไปวัด ฟังธรรม ทำอะไรช้าๆ (ใช่/ไม่)

14.เสาร์อาทิตย์คือเวลาติวเข้มเรียนสี่ห้าวิชาเสริมอัจฉริยะให้ลูกตลอดวัน (ใช่/ไม่)

15.ชมลูกทุกอย่าง ลูกดีที่สุดในสายตาเรา แม้ว่าสิ่งนั้นจะทำได้ง่าย ไม่ต้องพยายาม (ใช่/ไม่)

16.เวลาที่เด็กๆทะเลาะกันลูกเราถูกทำร้ายเราจะโกรธ ดุว่า คนที่ทำลูกเรา

ก่อนที่จะสอบถามว่าใครเป็นคนเริ่ม แล้วปลอบลูกเพียงอย่างเดียว (ใช่/ไม่)

17.เราคิดว่าลูกยังเป็นเด็กทำอะไรเพราะความไม่รู้เสมอฉะนั้นไม่ผิดไม่ต้องพูดกล่าว

ตักเตือน ไว้โตแล้วค่อยจะสอน แม้ว่าจะเลียนคำไม่สุภาพมาพูด ขว้างปาสิ่งของ

ไม่รู้จักกล่าวทักทายสวัสดี ขอบคุณผู้ใหญ่ เหยียบหนังสือ ทำข้าวของเสียหาย (ใช่/ไม่)

18.เมื่อลูกทำผิดเราเริ่มดุลูกเริ่มร้องไห้เราก็จะหยุดดุว่าแล้วปลอบใจลูกแทน (ใช่/ไม่)

19.เวลาลูกโกรธ โมโห หงุดหงิดเราจะรีบเข้าไปจัดการให้ลูกหายทันทีโดยไม่สอบถามว่า

สาเหตุคืออะไร ไม่มีการสอนลูกว่าควรเข้าใจในสิ่งนั้นอย่างไรจะได้ไม่โกรธง่าย (ใช่/ไม่)

20.เวลาลูกอยากทำอะไรมากๆ เช่นเรียนศิลปะ อยากจะต่อตัวต่อ เราจะทำให้เพราะเห็นว่า

มีประโยชน์แต่เมื่อทำไปได้ไม่นานเด็กเบื่อเราก็พร้อมจะให้ลูกหยุดทำสิ่งนั้นทันที (ใช่/ไม่)

เป็นอย่างไรบ้างครับลองทำมา 20 ข้อตอบว่าใช่กันกี่ข้อละครับ



แบ่งปันอีกนิดที่ไปปฏิบัติธรรมมา

เช้าวันหนึ่ง ตักข้าวต้มแล้วไปวางไว้หัวโต๊ะอาหารแล้วเดินไปหยิบน้ำ พอกลับมาที่โต๊ะมีเด็กผู้ชายอ้วนๆ มานั่งอยู่ข้างๆ มองในถาดข้าวของเขา มีไข่เค็มอยู่ 6 ซีก อดรนทนไม่ไหวก็เลยทักว่าเรียนอยู่ปออะไรเนี่ย เขาตอบว่าไม่บอก เราก็ว่าอยู่ ป.5 เขาบอกถูกอ่ะ รู้ได้ไง (เดาอ่ะ) เราก็เลยบอกว่าไข่น่ะกินมากไม่ดีนะ วันหนึ่งเขากินฟองเดียวก็เยอะแล้ว นี่ 3 ฟองใน 1 มื้อ อันตรายนะ กินมากไม่ดี ไม่ใช่กินเพราะชอบ ที่ไม่ชอบก็ต้องกิน ใครๆ ก็ชอบไข่ น้าก็ชอบ ยังหยิบมาซีกเดียว ครึ่งฟองเอง มากับใครเนี่ย เ็ด็กบอกมากับแม่ สักพักแม่เขาก็มานั่งข้างๆ เด็ก เด็กก็กินไปเกือบจะหมดก็ตักไข่ให้แม่เขา แล้วทำท่าจะเลิกกิน เราก็บอกว่าเหลือข้าวไว้ทำไม ทำไมไม่กินให้หมด แสดงว่าเราไม่รู้คุณค่าของข้าว... เราก็พูดมากไปมั้ง แม่เขามองค้อนเราอ่ะ แต่เด็กก็กวาดข้าวที่เหลือจนหมด แล้วเราก็บอกเด็กว่ามื้อต่อไปให้หยิบผักมาด้วยนะ สักคำก็ยังดี คราวหน้าจะเช็คนะ พอเด็กกับแม่ไปแล้ว เราก็โดนเพื่อนแซวว่าไปยุ่งกับเด็กน่ะ เห็นหน้าแม่เขาหรือเปล่า เห็นสิ งง แม่เขาไม่สอนลูกหรือยังไง สอนลูกให้ยังจะมาค้อนเราอีก เพื่อนเขาสันนิษฐานว่าแม่คงตามใจลูกมั้ง คนเรามีอะไรแปลกๆ...

ตำแหน่งงาน ณ : วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

ตำแหน่งงาน ณ : วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

1.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ปฏิบัติการ(ด้านเคมี/เคมีวิเคราะห์)ปริญญาโท จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554 - วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไปhttp://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634387398910156250

2.) ชื่อตำแหน่งงาน : วิศวกรโยธาปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมวิชาการเกษตร
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554 - วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไปhttp://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634387331301875000

ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ.