โดย ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ 16 สิงหาคม 2553 15:17 น.
ต่อให้หัวจิตหัวใจแกร่งกล้าแค่ไหน แต่ด้วยช่วงวัยที่สูงขึ้น ความป่วยไข้ทางร่างกายก็ย่อมบ่อนทอนจิตใจเข้มแข็งลงไป ดังข้อเท็จจริงที่พบว่าจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลใน 3 กองทุนหลักของประเทศไทย ทั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีสัดส่วนไม่น้อยเมื่อเทียบกับ ประชากรทั้งหมด
แม้นว่าถึงที่สุดแล้วผู้สูงอายุเหล่านั้นจะยังคงมีจิตใจแข็งแกร่ง เหมือนสมัยหนุ่มๆ สาวๆ แต่ทว่าท้ายสุดก็ต้องไปพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพราะทนโรคร้ายหลายหลากรุม เร้าร่างกายไม่ไหว
ในจำนวนประชากรทั้งสิ้น 62.2 ล้านคนที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ 3 กองทุนในปี 2552 นั้นเป็นผู้สูงอายุมากถึงร้อยละ 13 โดยกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 25 ของจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด และมีอัตราเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 ต่อปี ส่วนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีสัดส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 13 ของจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด และมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ต่อปี ขณะที่กองทุนประกันสังคมมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น
นั่นทำให้ผู้สูงอายุไทยที่เป็นกลุ่มเปราะบางทางชุมชนและสังคมเนื่อง จากร่างกายอ่อนแอ ขาดสวัสดิการสังคมรองรับ และไร้รายได้ทางเศรษฐกิจสามารถเข้าถึงและใช้บริการรักษาพยาบาลจาก 3 กองทุนที่เกี่ยวกับสุขภาพได้ค่อนข้างดี ถึงแม้นว่าในจำนวนผู้สูงอายุที่มีสิทธิการรักษาทั้งสิ้น 7,408,341 คน หรือร้อยละ 94.2 ของผู้สูงอายุทั้งประเทศในปี 2551 จะมีผู้สูงอายุมากถึง 95,476 คน หรือร้อยละ 1.3 ยังคงไร้หลักประกันสุขภาพใดๆ (สิทธิว่าง) อยู่ หากก็มาจากการสิ้นสภาพการใช้สิทธิข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจหรือสิทธิประกัน สังคมแล้ว แต่ยังไม่แสดงความจำนงใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพเมื่อเข้ารักษาในโรงพยาบาล ซึ่งกลุ่มผู้สูงวัย 80 ปีขึ้นไปไร้หลักประกันสุขภาพสูงสุด
นอกเหนือจากนั้นก็เป็นผู้สูงอายุที่มีสิทธิบัตรประกันสุขภาพจำนวนสูง สุด 5,909,828 คน หรือร้อยละ 79.8 รองลงมาเป็นสิทธิข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 1,252,384 คน หรือร้อยละ 16.9
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยในย้อนหลังตั้งแต่ปี 2549-2552 พบว่าอัตราการใช้บริการในแต่ละกลุ่มโรคค่อนข้างคงที่ โดยโรคร้ายที่รุมเร้าผู้สูงอายุจนต้องนอนโรงพยาบาลสูงสุดคือโรคระบบไหลเวียน โลหิต โรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีอัตราการใช้บริการเพิ่มขึ้นตามอายุ รองลงมาคือโรคระบบทางเดินอาหาร โรคติดเชื้อ ส่วนโรคในกลุ่มเนื้องอก เช่น มะเร็ง โรคตา และโรคต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวานจะมีอัตราการใช้บริการลดลงตามอายุ ซึ่งผู้สูงอายุหญิงจะเจ็บป่วยสูงกว่าผู้สูงอายุชายทุกโรค โดยผู้สูงอายุ 70-79 ปีเจ็บป่วยในทุกโรคสูงสุด รองลงมาเป็นผู้สูงอายุ 60-69 ปี และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปน้อยสุด ยกเว้นโรคเบาหวานที่เป็นในผู้สูงอายุ 60-69 ปีสูงสุด
นอกจากนั้นผู้สูงอายุยังประสบอาการบาดเจ็บจากภายนอกเสมอๆ ดัง 5 อันดับแรกในปี 2551 ที่พบว่าผู้สูงอายุพลัดตกหกล้มสูงสุดเนื่องจากภาวะความเสื่อมของร่างกาย โดยเฉพาะตาที่มีปัญหาในการมองเห็น รองลงมาเป็นถูกกลไกที่ไม่มีชีวิต อุบัติเหตุจากการขับขี่จักรยานยนต์ สัมผัสกับสัตว์หรือพืชมีพิษ และการรักษาทางศัลยกรรมและอายุรกรรมที่ทำให้เกิดความผิดปกติ
ที่สำคัญ เมื่อผู้สูงอายุหกล้มราวร้อยละ 50 จะอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต หรือไม่ก็เกิดภาวะพิการเรื้อรังตามมา และมีชีวิตอยู่ได้ในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุหญิงมากกว่าชาย
ปัจจุบัน แม้จำนวนและสัดส่วนผู้สูงอายุยังคงเป็นส่วนน้อยอยู่เมื่อเทียบกับประชากร ทั้งประเทศ ทว่าอัตราและสัดส่วนการใช้บริการด้านรักษาพยาบาลก็อยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนจะกระทบการเงินและระบบบริการสุขภาพในที่สุด ซึ่งแต่ละกองทุนจะมีภาระทางการเงินในการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุตามสัดส่วนและ การใช้บริการของผู้สูงอายุที่แตกต่างกัน
ดังตัวเลขปี 2552 ที่พบว่าในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีสัดส่วนผู้ป่วยในสูงอายุถึง ร้อยละ 52 ของผู้ป่วยในทั้งหมด คิดเป็นค่าใช้จ่ายร้อยละ 63 ของค่าใช้จ่ายกรณีผู้ป่วยในทั้งหมด ส่วนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีผู้ป่วยในสูงอายุร้อยละ 24 ของผู้ป่วยในทั้งหมด คิดเป็นค่าใช้จ่ายร้อยละ 35 ของค่าใช้จ่ายกรณีผู้ป่วยในทั้งหมด ขณะที่กองทุนประกันสังคมมีผลกระทบทางการเงินไม่มากนักเนื่องจากมีผู้สูงอายุ เพียงร้อยละ 1 ของผู้ประกันตนทั้งหมด
ที่สำคัญในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุ มากถึง 2 เท่าของค่าเฉลี่ยประเทศและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้รัฐบาลอาจ แบกรับภาระหนักหนานี้ไม่ไหว ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยในและใช้สิทธิบัตร ประกันสุขภาพมหาศาลในแต่ละปี เฉพาะปี 2551 ภาครัฐก็เสียค่ารักษาพยาบาลผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยในไปถึง 16,976,263,090 บาท จากผู้ป่วยสูงอายุ 1,273,708 คน หรือเฉลี่ยค่ารักษาคนละ 13,328 บาท
ทั้งนี้ ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุที่สูงนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะว่า ช่วงวัยนี้มีการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น อีกทั้งการดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิต (End of Life Care) เป็นช่วงที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยค่าใช้จ่ายผู้ป่วยในถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของค่าใช้จ่ายในการดูแลในช่วง สุดท้ายของชีวิตนั่นเอง โดยค่าใช้จ่ายต่อปีของผู้สูงอายุที่มารับบริการแบบผู้ป่วยในที่ไม่เสียชีวิต ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุที่เสียชีวิตประมาณ 4 เท่า ถึงแม้ว่าอัตราใช้บริการผู้ป่วยในจะสูงในกลุ่มเด็กแรกเกิด แล้วลดลงตามอายุ ก่อนกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน แต่โดยภาพรวมแล้วอัตราการใช้บริการผู้ป่วยในของประชากรไทยช่วงปี 2549-2552 ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุ โดยกลุ่มผู้สูงอายุ 70-79 ปีมีอัตราการใช้บริการสูงสุด รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป
เหนืออื่นใดผู้สูงอายุที่กลายสถานะเป็นผู้ป่วยในเหล่านี้ไม่ได้เป็น ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจที่มีสวัสดิการสุขภาพหรือร่ำรวยจนมีเงินออมมากพอจะ จ่ายค่ารักษาพยาบาลแสนแพงแต่อย่างใด
ดัง ข้อเท็จจริงของสังคมไทยที่ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ยากจนข้นแค้น การเร่งคุ้มครองสุขภาวะผู้สูงอายุตามเจตนารมณ์มาตรา 53 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุให้ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพได้รับสวัสดิการด้าน การรักษาพยาบาลอย่างสมศักดิ์ศรีจากรัฐ จึงจำเป็น เท่าๆ กับการปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่เน้นการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงด้วยความมั่นใจ และผู้ให้บริการมีความสุข อย่างเคร่งครัดจริงจัง เพราะจะไม่ก่อเกิดการหวาดระแวงระหว่างแพทย์กับคนไข้จนนำไปสู่การฟ้องร้อง
เมื่อผู้สูงอายุเข้าถึงการรักษาพยาบาลด้วยความสุขใจมั่นใจ ก็จะทำให้วันเวลาที่ต้องสวมยูนิฟอร์มคนไข้หัวใจไม่ห่อเหี่ยวทุกข์ทรมานมาก เกินกว่าอาการของโรค ถึงเฉลี่ยแล้วผู้สูงอายุ 60-69 ปีจะต้องนอนโรงพยาบาล 4.92 วัน อายุ 70-79 ปีนอน 5.22 วัน และอายุ 80 ปีขึ้นไปนอน 6.77 วัน โดยภาวะปัญญาอ่อน (Mental retardation) เป็นโรคที่ทำให้ผู้สูงอายุนอนนานสุดเฉลี่ย 170.67 วัน
ส่วนโรคเบาหวานและไตวายทำให้ผู้สูงวัยเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน เฉลี่ยไม่เกิน 5 วัน ขณะความดันโลหิตสูงซึ่งผู้สูงอายุป่วยสูงสุดอันดับ 1 ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยไม่เกิน 3 วัน
สุขภาวะที่ดีขึ้นของผู้สูงวัยในยามป่วยไข้ภายใต้การบริหารจัดการของ 3 กองทุนข้างต้นจึงนับเป็น ‘จุดคลิก’แรกในการถักถ้อยร้อยรัดความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับและผู้ให้บริการ สาธารณสุขให้กลับมากระชับแนบแน่น จน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายประหัตประหารกันหรือทำลายศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ระหว่างกัน
สถานภาพ การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลของผู้สูงอายุไทยใน 3 กองทุนหลักที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพจึงเป็นหนึ่งรูปธรรมที่ท้าทายรัฐบาลว่า ได้ทุ่มเทงบประมาณและศักยภาพทั้งมวลที่มีเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะและ สวัสดิการคนไทยอย่างจริงจังแล้วหรือยัง?
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) www.thainhf.org
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553
เกิดมาทำไม ?
ไม่ ทันไรเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมหวนกลับมาคิดว่าชีวิตแต่ละวันที่ผ่านไปนั้น เราทำอะไรไปบ้างเพราะชีวิตคนเรานั้นว่าไปแล้วมันหาความแน่นอนไม่ได้ บางคนเห็นหน้ากันดีๆ อาจมีเหตุให้ ล้มหายตายจาก บางคนตั้งความหวังไว้ว่าพอเกษียณอายุงานแล้ว จะเข้าวัดศึกษาธรรมะหรือไม่ก็ทำไร่ทำนาไป ตามประสาคนมีอายุ แต่ที่ไหนได้ มีเหตุไม่คาดฝัน ทำให้กลับบ้านเก่าเร็วกว่าที่คาดคิด ทำให้ความฝันที่ฝันไว้ เสียดิบดีต้องสลายลงไป นี่แหละครับความเป็นอนิจจังที่แน่นอนเสียยิ่งกว่าอะไร
วันนี้ผมหยิบหนังสือจากห้องสมุดของครอบครัวมาได้หนึ่งเล่ม ไม่รู้ช่วงนี้เป็นอะไร อยากศึกษา ธรรมะพอดีเห็นหนังสือเล่มหนึ่งน่าสนใจ ชื่อ ชำแหละกฎแห่งกรรม เขียนโดย ร.ต.เจ้าประเวศ ณ เชียงใหม่ พลิกอ่านเนื้อหาข้างในมีแต่เรื่องน่าสนใจทั้งนั้นเลยครับ แต่มีเรื่องหนึ่งที่สะดุดตาสะดุดใจเป็นพิเศษ เป็นตอนที่มีชื่อว่า "เกิดมาทำไม" จึงอยากนำมาสรุปให้ท่านลองอ่านแล้ววิเคราะห์ตัวท่านเองสิครับว่าท่านเกิดมา ทำไม
เนื้อหาของตอนนี้บอกให้เราทราบว่าสาเหตุของการเกิดของมนุษย์นั้น มีเจตจำนงค์ในการปฏิสนธิ แตกต่างกัน ดังนี้
1. เกิดมาเพื่อชดใช้กรรม ชาติก่อนทำบุญไว้มาก ทำบาปไม่เกิน 30 % ของกรรมทั้งหมด พอตายไปขึ้นสวรรค์ เสวยสุขไปชั่วระยะหนึ่ง เกิดความไม่สบายใจ จึงตัดสินใจลงมาใช้กรรมเก่าชั่วคราวคนผู้นี้เมื่อมาเกิดใหม่ จะได้รับความทุกข์ทรมาน แต่ความเดือดร้อนนั้นจะไม่มีพลังหักเหให้เขาหันกลับไปทำความชั่วอีก เมื่อชดใช้กรรมหมดแล้ว ก็จะได้กลับไปเสวยสุขบนสวรรค์อีก
2. เกิดมาเพื่อสร้างบารมี เมื่อโลกมนุษย์เกิดความระส่ำระสาย เทพเจ้าผู้ปกครองสวรรค์จะคัดเลือกเทพลงมาช่วยแก้สถานการณ์ เทพเหล่านี้เมื่อลงมาเกิดในโลกมนุษย์ ตลอดชีวิตจะต่อสู้เพื่อสังคม เพื่อความดีงาม เพื่อเสรีภาพไม่หยุดหย่อน แม้ภาวการณ์คลี่คลายลง เทพนั้นก็จะละร่างไปเสวยสุขในโลกเบื้องสูงต่อไป
3. เกิดมาเพื่อเป็นประมุข เป็นผู้นำ เทพบางองค์ยอมเสียสละความสุขบนสวรรค์ลงมาเกิดเพื่อเป็นผู้นำหรือเป็นประมุขปกครองคนหมู่มากให้มีความสุข เป็นการสร้างบารมีไปในตัวด้วย
4. หนีนรกมาเกิด สัตว์นรกบางตนใช้กรรมในนรกยังไม่ทันหมดก็หนีมาเกิดในโลกมนุษย์ ครั้นนายนิรยบาลทราบเรื่องก็จะให้ยมทูตมาเอาตัวกลับไปทรมานอีก สัตว์นรกในร่างมนุษย์นั้นจะอายุสั้นตายตั้งแต่อายุยังน้อย
5. หนี แดนโจรมาเกิด สัตว์ในแดนโจรบางตน ทนทุกข์ทรมานในแดนโจรแต่ยังไม่หมดกรรม ก็หนีมาเกิดในโลกมนุษย์ ทำให้มาเกิดเป็นคนพิการแต่กำเนิดหรือมีอุบัติเหตุทำให้กลายเป็นคนพิการในที่ สุด
6. หนีแดนเปรตมาเกิด เปรตที่ยังไม่หมดกรรม หนีมาเกิดในโลกมนุษย์ จะเป็นผู้ที่อดหยากยากไร้หิวโหย หาได้ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง อดมื้อกินมื้อ หรือกินแต่ของบูดเน่า ของเหลือเดน
7. หนีแดนปีศาจมาเกิด ผู้ที่ชอบรีดนาทาเร้น คดโกงผู้อื่น ตายไปแล้วต้องไปต่อสู้ฟาดฟันกันเองในแดนปีศาจ บางตนใช้กรรมยังไม่หมดก็หนีมาเกิดในโลกมนุษย์ คนพวกนี้จะเป็นคนอาภัพ ได้รับการดูถูกเหยียดหยาม ถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคมและผู้เกี่ยวข้อง
8. เกิดมาเพื่อเสวยสุข บางคนทำบุญไว้น้อย ทำบาปไว้มาก จึงต้องไปรับกรรมในอบายภูมิ เพื่อชดใช้กรรมหมด ก็ได้กลับมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อรับผลของบุญที่ทำไว้ คนพวกนี้จะมีนิสัยเลวร้ายชอบเอาเปรียบคดโกง แล้วร่ำรวยเพราะการกระทำดังกล่าว เขาจะเสวยสุขเพื่อรอวาระสุดท้ายในชีวิต ซึ่งยมทูตจะมารับกลับไปทรมานในอบายภูมิเช่นเดิม
9. เกิดมาเพื่อเพิ่มเติมบารมีให้เต็ม เทพเจ้าบางองค์ ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระปัจเจกโพธิเจ้า เป็นพระอรหันตสาวก ฯลฯ แม้ตัวท่านจะมีบุญบารมีมากมาย แต่เขายังบกพร่องในบารมีธรรมบางข้อ ท่านจึงได้อำลาพรหมโลก ละทิ้งป่าหิมพานต์ หนีจากแดนบาดาลมา
เกิดเป็นมนุษย์ คนพวกนี้จะตั้งหน้าตั้งตากอบโกยเอาแต่บุญบารมี ไม่ยอมสะสมหลักฐานหรือทรัพย์สมบัติใดเพื่อตนเอง ท่านจะยอมลำบากลำบน ทำแต่ความดี สร้างบารมี บางครั้งคนทั่วไปเลยหาว่าโง่
10. เกิดมาเพื่อเสวยสุขและทุกข์ตามกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติ บางคนไม่สนใจเรื่องบุญบาป นรกสวรรค์ คนพวกนี้ทำบุญไว้มากกว่าบาป แต่บุญไม่มากพอที่จะส่งขึ้นสวรรค์ บาปก็ไม่มากพอที่จะส่งลงนรก เมื่อตายไปแล้วจึงต้องกลับมาเป็นมนุษย์อีก เสวยผลกรรมตามที่ทำไว้ในอดีตชาติ เขาจะใช้ชีวิตเฉกเช่นสามัญชนทั่วไป แสวงหารักแท้ ดิ้นรนเพื่อหน้าที่การงาน ต่อสู้เพื่อให้มีหลักฐานความมั่นคง ทำดีเพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่ควรกระทำ
11. เกิดมาเพื่อทำลายล้าง บางคนเป็นคนที่มากไปด้วยความแค้น ไม่ยอมใคร หากในอดีตชาติเขาถูกศัตรูกลั่นแกล้งทรมาน เขาจะต้องหาทางแก้แค้น หากไม่ทันได้แก้แค้นและศัตรูตายไปก่อน เขาก็จะยังไม่ยอมเลิกรา ด้วยอำนาจความแค้นจะทำให้เขาเกิดร่วมชาติกับศัตรู เพื่อตามทำลายล้างกันตั้งแต่ต้นจนจบลูกชายเจ้าสำราญ ล้างผลาญทรัพย์สินของพ่อแม่ที่อดออมมาเป็นเวลานานภรรยา โขกสับสามี จิกหัวใช้สามีเยี่ยงทาสอาจารย์กลั่นแกล้งนักศึกษาจนต้องลาออก ไม่ได้รับประกาศนียบัตรประกอบการค้าเล็กๆ แต่ก็ถูกนายทุนใหญ่กลั่นแกล้งจนตัวเองล่มจม
12. เกิดมาเพื่อปลดเปลื้องคำสาป บางคนทำบุญไว้มาก แต่ไม่เคยประพฤติศีลในครบถ้วน เมื่อ ตายไปได้ขึ้นสวรรค์ แต่ไม่รู้จักประพฤติตนให้เหมาะสม เทพเจ้าผู้ปกครองสวรรค์จึงใช้อำนาจบันดาลให้เขามาลงรับบทเรียนบางอย่างในโลกมนุษย์ มนุษย์พวกนี้ลงมาเกิดด้วยฤทธิ์คำสาปของสวรรค์ และด้วยบุญที่ทำมามาก เขาจึงมาเสวยสุขในโลกมนุษย์ แต่เป็นแบบมีขอบเขต เช่น มีเงิน
ทองมากมาย แต่คิดทำการใหญ่เมื่อใด ก็จะขาดทุนป่นปี้ มีอาการแพ้วัตถุบางอย่าง เช่น ขึ้นเครื่องบินไม่ได้ เพราะมีอาการแพ้รุนแรง หรือ ต้องบูชาเทพบางองค์ ถ้าขาดบูชาเมื่อใดมักมีเรื่องเดือดร้อนตามมา
13. เกิด มาเพื่อทดสอบอุดมคติ บางคนทำความดีไว้มาก ตายไปได้ขึ้นสวรรค์ ได้รับความเมตตาจากเทพฝ่ายบริการ ครั้นสนิทสนมกันดีก็สงสัยว่าไฉนเทพฝ่ายบริการซึ่งบุญบารมีใกล้เคียงกับตนเอง จึงมีฤทธิ์เหนือกว่า สามารถไปมาระหว่างโลกสวรรค์ โลกมนุษย์และโลกทิพย์ได้ จึงตั้งความปรารถนาที่จะมีฤทธิ์แบบเทพฝ่ายบริการบ้าง จึงขออนุญาติเทพเจ้าผู้ปกครองสวรรค์ลงมาสร้างฤทธิ์อำนาจในโลกมนุษย์ มนุษย์พวกนี้จะมาเกิดในหมู่โจร เกิดท่ามกลางคนชั่วคนเลว อันธพาล ผู้มีอิทธิพล นักการเมืองที่มีอำนาจ นี่คืออุปสรรคหรือบททดสอบสำหรับเขาถ้าเขาปรับตัวเข้ากับบุคคลเหล่านั้นได้ ยอมร่วมมือทำความชั่ว เขาจะมีความสุข มีอำนาจในโลกมนุษย์ แต่จะไม่มีฤทธิ์อำนาจตามที่ปรารถนาเอาไว้ถ้าเขาเข้มแข็ง เป็นคนดีในหมู่โจร ไม่ยอมทำความชั่วแม้จะถูกบีบคั้น เมื่อเขาตาย ก็จะตายในขณะที่คุณความดียังอยู่ เมื่อเขาตาย สวรรค์จะต้อนรับเขา เขาคือ ครูญาณ ทูตสวรรค์ เขาจะมีฤทธิ์อำนาจไปมาข้ามห้วงเวลาได้ สามารถปรากฎตัวในโลกมนุษย์เพื่อรับวัตถุทานที่บุตรหลานบำเพ็ญกุศลไปให้ หรือปรากฎตัวในแดนสวรรค์เพื่อเสวยสุข หรือปรากฎตัวในอบายภูมิเพื่อศึกษาเรื่องผลของกรรม
14. เกิดมาเพื่อเปลี่ยนวงจรชีวิต มนุษย์บางคนเกิดมาทำบุญน้อย ทำบาปมาก หลังจากตายแล้ว ต้องรับโทษ เมื่อรับโทษหมดไปประมาณ 90 % ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ และดำเนินชีวิตแบบเดิมคือ ทำบุญน้อย ทำบาปมาก วงจรชีวิตจะหมุนเวียนระหว่างโลกมนุษย์กับอบายภูมิ จนก่อนละโลกครั้งหลัง เขาได้พบสมณชีพราหมณ์ เกิดความเลื่อมใส ทำให้เริ่มหันหน้าเข้าวัด แต่ผลบุญยังน้อยมิอาจต้านทานกระแสบาปได้ ตายไปจึงต้องไปรับทุกข์ในอบายภูมิตามเดิม ก่อนตายได้ตั้งสัตยอธิษฐานว่าจะทำความดีเพื่อไม่ให้ตกต่ำไปกว่าเดิมดังนั้น เมื่อเกิดมาก็ยังต้องทนทุกข์ทรมาน เป็นคนอาภัพ ทำคุณคนไม่ขึ้น ปิดทองหลังพระ แต่เขาจะฝืนทำความดี ถึงแม้ว่าจะกลายเป็นคนดีที่โลกไม่แยแส เมื่อจบชีวิตแล้ว ทูตสวรรค์จะมารับวิญญาณไปสู่สวรรค์เบื้องสูง วงจรชีวิตจะเปลี่ยนไป ได้เสวยสุขในสวรรค์
15. เกิดมาเพื่อก่อตั้งศาสนา เมื่อใดที่ศาสนาเสื่อมทรามจนเหลือแต่หลักวิชา และพระโพธิสัตว์จะมาจุติในโลก เหล่าทวยเทพจะติดตามลงมาเพื่อช่วยกันประกาศหลักธรรม เพื่อให้ศาสนาดำรงอยู่เป็นที่พึ่งของคนทั่วไป
16. เกิด มาเพื่อรับพุทธพยากรณ์ ในโลกธาตุหนึ่ง จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้พร้อมกันสองพระองค์พร้อมกันมิได้เป็นอันขาด ในขณะที่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ายังอยู่ครบครันมั่นคง หากจะมีใครคนหนึ่งอ้างตัวเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ เขาผู้นั้นเป็นคนโกหกหลอกลวงอย่างหน้าด้านที่สุดขณะที่พระโพธิสัตว์องค์ หนึ่งจุติลงมาตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อประดิษฐานพระศาสนา พระโพธิสัตว์ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปก็จะติดตามลงมาเกิด เป็นมนุษย์เพื่อรับพุทธพยากรณ์ เป้าหมายของพระโพธิสัตว์ คือ พุทธภูมิ ดังนั้นจะพร่ำสอนชี้แจงอย่างไร พระโพธิสัตว์ก็มิอาจบรรลุคุณวิเศษอันใดได้ พระโพธิสัตว์เกิดมาเพื่อรับพุทธพยากรณ์เท่านั้น
17. เกิดมาเพื่ออุปถัมภ์ บางคนเคยทำบุญร่วมกัน แต่ไม่ได้ทำบาปร่วมกัน คนหนึ่งตายแล้วไปสวรรค์ อีกคนหนึ่งเกิดบนโลกมนุษย์ คนที่เกิดบนโลกมนุษย์จะยิ่งได้รับผลบุญมากเต็มที่เมื่ออยู่ร่วมกับคนที่อยู่บนสวรรค์ หากคนที่อยู่บนสวรรค์ลงมาเกิดและอยู่ร่วมด้วย คนที่อยู่บนโลกมนุษย์ก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ลูกบางคนเกิดมาทำให้พ่อแม่ร่ำรวย ค้าขายคล่อง การงานก้าวหน้า แต่ตัวลูกเองประพฤติตัวเกเร ถ้าพ่อแม่ไล่ออกจากบ้านก็จะทำให้ความเป็นอยู่ของพ่อแม่เดือดร้อนอีก
18. เกิดมาเพื่อรับใช้อุปัฎฐาก เมื่อเทพเจ้าจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อเพิ่มเติมบารมีธรรมให้เต็มเปี่ยม เทพฝ่ายบริการ เทพผู้รับใช้ประจำตัวจะติดตามลงมาเกิด โดยทิ้งช่วงห่างประมาณ 10 ปีถึง 25 ปี เมื่อเทพเจ้าพระองค์นั้น (ในร่างมนุษย์) สร้างบารมีตนเอง เทพรับใช้ก็จะมามอบตัวเป็นลูกศิษย์คอยช่วยเหลือปฏิบัติดูแลเทพองค์นั้น เมื่อเทพองค์นั้นอำลาจากโลกมนุษย์ เทพรับใช้ก็จะอยู่ปฏิบัติงานจนเรียบร้อยแล้วก็จะติดตามกลับไปรับใช้ในโลก ทิพย์ต่อไป
19. เกิดมาเพื่อทดสอบพรหมวิหารธรรม เทพเจ้าผู้สละพรหมโลกมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อสร้างบารมีเลื่อนอันดับเป็นเทพเจ้าผู้ปกครอง ปกติจะเป็นนักบวช อุทิศชีวิตเพื่อความรุ่งเรืองของศาสนาเป็นนักปฏิบัติธรรมผู้ไม่หวังลาภยศ วางเฉยได้ทั้งต่อคำยกย่องและคำด่า เพราะในหัวใจของท่านอัดแน่นไปด้วยฮัมมตัณหา ไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับกามตัณหา
20. เกิดมาเพื่ออนุรักษ์ประเพณีโบราณ ยามใดที่โลกมีวิญญาณชั้นสูงมาเกิดน้อย วิญญาณชั้นต่ำมาเกิดมาก พวกเทพจะอาสามาเกิดเป็นมนุษย์เพื่ออนุรักษ์ประเพณีโบราณ เทพเหล่านี้จะได้รับความเจริญในชีวิต ได้รับความคุ้มครองจากสวรรค์เป็นการตอบแทน ประเพณีโบราณได้แก่ ศิลปวิทยาการอันเก่าแก่ เช่น ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ ดนตรี การขับร้องฟ้อนรำ วรรณคดี จิตรกรรม ประติมากรรม วัฒนธรรม
--
****************************************************************************
"ขอนอบน้อมแ่ด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง"
ขอขอบคุณเจ้าของเรื่องและภาพมา ณ โอกาสนี้
วันนี้ผมหยิบหนังสือจากห้องสมุดของครอบครัวมาได้หนึ่งเล่ม ไม่รู้ช่วงนี้เป็นอะไร อยากศึกษา ธรรมะพอดีเห็นหนังสือเล่มหนึ่งน่าสนใจ ชื่อ ชำแหละกฎแห่งกรรม เขียนโดย ร.ต.เจ้าประเวศ ณ เชียงใหม่ พลิกอ่านเนื้อหาข้างในมีแต่เรื่องน่าสนใจทั้งนั้นเลยครับ แต่มีเรื่องหนึ่งที่สะดุดตาสะดุดใจเป็นพิเศษ เป็นตอนที่มีชื่อว่า "เกิดมาทำไม" จึงอยากนำมาสรุปให้ท่านลองอ่านแล้ววิเคราะห์ตัวท่านเองสิครับว่าท่านเกิดมา ทำไม
เนื้อหาของตอนนี้บอกให้เราทราบว่าสาเหตุของการเกิดของมนุษย์นั้น มีเจตจำนงค์ในการปฏิสนธิ แตกต่างกัน ดังนี้
1. เกิดมาเพื่อชดใช้กรรม ชาติก่อนทำบุญไว้มาก ทำบาปไม่เกิน 30 % ของกรรมทั้งหมด พอตายไปขึ้นสวรรค์ เสวยสุขไปชั่วระยะหนึ่ง เกิดความไม่สบายใจ จึงตัดสินใจลงมาใช้กรรมเก่าชั่วคราวคนผู้นี้เมื่อมาเกิดใหม่ จะได้รับความทุกข์ทรมาน แต่ความเดือดร้อนนั้นจะไม่มีพลังหักเหให้เขาหันกลับไปทำความชั่วอีก เมื่อชดใช้กรรมหมดแล้ว ก็จะได้กลับไปเสวยสุขบนสวรรค์อีก
2. เกิดมาเพื่อสร้างบารมี เมื่อโลกมนุษย์เกิดความระส่ำระสาย เทพเจ้าผู้ปกครองสวรรค์จะคัดเลือกเทพลงมาช่วยแก้สถานการณ์ เทพเหล่านี้เมื่อลงมาเกิดในโลกมนุษย์ ตลอดชีวิตจะต่อสู้เพื่อสังคม เพื่อความดีงาม เพื่อเสรีภาพไม่หยุดหย่อน แม้ภาวการณ์คลี่คลายลง เทพนั้นก็จะละร่างไปเสวยสุขในโลกเบื้องสูงต่อไป
3. เกิดมาเพื่อเป็นประมุข เป็นผู้นำ เทพบางองค์ยอมเสียสละความสุขบนสวรรค์ลงมาเกิดเพื่อเป็นผู้นำหรือเป็นประมุขปกครองคนหมู่มากให้มีความสุข เป็นการสร้างบารมีไปในตัวด้วย
4. หนีนรกมาเกิด สัตว์นรกบางตนใช้กรรมในนรกยังไม่ทันหมดก็หนีมาเกิดในโลกมนุษย์ ครั้นนายนิรยบาลทราบเรื่องก็จะให้ยมทูตมาเอาตัวกลับไปทรมานอีก สัตว์นรกในร่างมนุษย์นั้นจะอายุสั้นตายตั้งแต่อายุยังน้อย
5. หนี แดนโจรมาเกิด สัตว์ในแดนโจรบางตน ทนทุกข์ทรมานในแดนโจรแต่ยังไม่หมดกรรม ก็หนีมาเกิดในโลกมนุษย์ ทำให้มาเกิดเป็นคนพิการแต่กำเนิดหรือมีอุบัติเหตุทำให้กลายเป็นคนพิการในที่ สุด
6. หนีแดนเปรตมาเกิด เปรตที่ยังไม่หมดกรรม หนีมาเกิดในโลกมนุษย์ จะเป็นผู้ที่อดหยากยากไร้หิวโหย หาได้ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง อดมื้อกินมื้อ หรือกินแต่ของบูดเน่า ของเหลือเดน
7. หนีแดนปีศาจมาเกิด ผู้ที่ชอบรีดนาทาเร้น คดโกงผู้อื่น ตายไปแล้วต้องไปต่อสู้ฟาดฟันกันเองในแดนปีศาจ บางตนใช้กรรมยังไม่หมดก็หนีมาเกิดในโลกมนุษย์ คนพวกนี้จะเป็นคนอาภัพ ได้รับการดูถูกเหยียดหยาม ถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคมและผู้เกี่ยวข้อง
8. เกิดมาเพื่อเสวยสุข บางคนทำบุญไว้น้อย ทำบาปไว้มาก จึงต้องไปรับกรรมในอบายภูมิ เพื่อชดใช้กรรมหมด ก็ได้กลับมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อรับผลของบุญที่ทำไว้ คนพวกนี้จะมีนิสัยเลวร้ายชอบเอาเปรียบคดโกง แล้วร่ำรวยเพราะการกระทำดังกล่าว เขาจะเสวยสุขเพื่อรอวาระสุดท้ายในชีวิต ซึ่งยมทูตจะมารับกลับไปทรมานในอบายภูมิเช่นเดิม
9. เกิดมาเพื่อเพิ่มเติมบารมีให้เต็ม เทพเจ้าบางองค์ ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระปัจเจกโพธิเจ้า เป็นพระอรหันตสาวก ฯลฯ แม้ตัวท่านจะมีบุญบารมีมากมาย แต่เขายังบกพร่องในบารมีธรรมบางข้อ ท่านจึงได้อำลาพรหมโลก ละทิ้งป่าหิมพานต์ หนีจากแดนบาดาลมา
เกิดเป็นมนุษย์ คนพวกนี้จะตั้งหน้าตั้งตากอบโกยเอาแต่บุญบารมี ไม่ยอมสะสมหลักฐานหรือทรัพย์สมบัติใดเพื่อตนเอง ท่านจะยอมลำบากลำบน ทำแต่ความดี สร้างบารมี บางครั้งคนทั่วไปเลยหาว่าโง่
10. เกิดมาเพื่อเสวยสุขและทุกข์ตามกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติ บางคนไม่สนใจเรื่องบุญบาป นรกสวรรค์ คนพวกนี้ทำบุญไว้มากกว่าบาป แต่บุญไม่มากพอที่จะส่งขึ้นสวรรค์ บาปก็ไม่มากพอที่จะส่งลงนรก เมื่อตายไปแล้วจึงต้องกลับมาเป็นมนุษย์อีก เสวยผลกรรมตามที่ทำไว้ในอดีตชาติ เขาจะใช้ชีวิตเฉกเช่นสามัญชนทั่วไป แสวงหารักแท้ ดิ้นรนเพื่อหน้าที่การงาน ต่อสู้เพื่อให้มีหลักฐานความมั่นคง ทำดีเพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่ควรกระทำ
11. เกิดมาเพื่อทำลายล้าง บางคนเป็นคนที่มากไปด้วยความแค้น ไม่ยอมใคร หากในอดีตชาติเขาถูกศัตรูกลั่นแกล้งทรมาน เขาจะต้องหาทางแก้แค้น หากไม่ทันได้แก้แค้นและศัตรูตายไปก่อน เขาก็จะยังไม่ยอมเลิกรา ด้วยอำนาจความแค้นจะทำให้เขาเกิดร่วมชาติกับศัตรู เพื่อตามทำลายล้างกันตั้งแต่ต้นจนจบลูกชายเจ้าสำราญ ล้างผลาญทรัพย์สินของพ่อแม่ที่อดออมมาเป็นเวลานานภรรยา โขกสับสามี จิกหัวใช้สามีเยี่ยงทาสอาจารย์กลั่นแกล้งนักศึกษาจนต้องลาออก ไม่ได้รับประกาศนียบัตรประกอบการค้าเล็กๆ แต่ก็ถูกนายทุนใหญ่กลั่นแกล้งจนตัวเองล่มจม
12. เกิดมาเพื่อปลดเปลื้องคำสาป บางคนทำบุญไว้มาก แต่ไม่เคยประพฤติศีลในครบถ้วน เมื่อ ตายไปได้ขึ้นสวรรค์ แต่ไม่รู้จักประพฤติตนให้เหมาะสม เทพเจ้าผู้ปกครองสวรรค์จึงใช้อำนาจบันดาลให้เขามาลงรับบทเรียนบางอย่างในโลกมนุษย์ มนุษย์พวกนี้ลงมาเกิดด้วยฤทธิ์คำสาปของสวรรค์ และด้วยบุญที่ทำมามาก เขาจึงมาเสวยสุขในโลกมนุษย์ แต่เป็นแบบมีขอบเขต เช่น มีเงิน
ทองมากมาย แต่คิดทำการใหญ่เมื่อใด ก็จะขาดทุนป่นปี้ มีอาการแพ้วัตถุบางอย่าง เช่น ขึ้นเครื่องบินไม่ได้ เพราะมีอาการแพ้รุนแรง หรือ ต้องบูชาเทพบางองค์ ถ้าขาดบูชาเมื่อใดมักมีเรื่องเดือดร้อนตามมา
13. เกิด มาเพื่อทดสอบอุดมคติ บางคนทำความดีไว้มาก ตายไปได้ขึ้นสวรรค์ ได้รับความเมตตาจากเทพฝ่ายบริการ ครั้นสนิทสนมกันดีก็สงสัยว่าไฉนเทพฝ่ายบริการซึ่งบุญบารมีใกล้เคียงกับตนเอง จึงมีฤทธิ์เหนือกว่า สามารถไปมาระหว่างโลกสวรรค์ โลกมนุษย์และโลกทิพย์ได้ จึงตั้งความปรารถนาที่จะมีฤทธิ์แบบเทพฝ่ายบริการบ้าง จึงขออนุญาติเทพเจ้าผู้ปกครองสวรรค์ลงมาสร้างฤทธิ์อำนาจในโลกมนุษย์ มนุษย์พวกนี้จะมาเกิดในหมู่โจร เกิดท่ามกลางคนชั่วคนเลว อันธพาล ผู้มีอิทธิพล นักการเมืองที่มีอำนาจ นี่คืออุปสรรคหรือบททดสอบสำหรับเขาถ้าเขาปรับตัวเข้ากับบุคคลเหล่านั้นได้ ยอมร่วมมือทำความชั่ว เขาจะมีความสุข มีอำนาจในโลกมนุษย์ แต่จะไม่มีฤทธิ์อำนาจตามที่ปรารถนาเอาไว้ถ้าเขาเข้มแข็ง เป็นคนดีในหมู่โจร ไม่ยอมทำความชั่วแม้จะถูกบีบคั้น เมื่อเขาตาย ก็จะตายในขณะที่คุณความดียังอยู่ เมื่อเขาตาย สวรรค์จะต้อนรับเขา เขาคือ ครูญาณ ทูตสวรรค์ เขาจะมีฤทธิ์อำนาจไปมาข้ามห้วงเวลาได้ สามารถปรากฎตัวในโลกมนุษย์เพื่อรับวัตถุทานที่บุตรหลานบำเพ็ญกุศลไปให้ หรือปรากฎตัวในแดนสวรรค์เพื่อเสวยสุข หรือปรากฎตัวในอบายภูมิเพื่อศึกษาเรื่องผลของกรรม
14. เกิดมาเพื่อเปลี่ยนวงจรชีวิต มนุษย์บางคนเกิดมาทำบุญน้อย ทำบาปมาก หลังจากตายแล้ว ต้องรับโทษ เมื่อรับโทษหมดไปประมาณ 90 % ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ และดำเนินชีวิตแบบเดิมคือ ทำบุญน้อย ทำบาปมาก วงจรชีวิตจะหมุนเวียนระหว่างโลกมนุษย์กับอบายภูมิ จนก่อนละโลกครั้งหลัง เขาได้พบสมณชีพราหมณ์ เกิดความเลื่อมใส ทำให้เริ่มหันหน้าเข้าวัด แต่ผลบุญยังน้อยมิอาจต้านทานกระแสบาปได้ ตายไปจึงต้องไปรับทุกข์ในอบายภูมิตามเดิม ก่อนตายได้ตั้งสัตยอธิษฐานว่าจะทำความดีเพื่อไม่ให้ตกต่ำไปกว่าเดิมดังนั้น เมื่อเกิดมาก็ยังต้องทนทุกข์ทรมาน เป็นคนอาภัพ ทำคุณคนไม่ขึ้น ปิดทองหลังพระ แต่เขาจะฝืนทำความดี ถึงแม้ว่าจะกลายเป็นคนดีที่โลกไม่แยแส เมื่อจบชีวิตแล้ว ทูตสวรรค์จะมารับวิญญาณไปสู่สวรรค์เบื้องสูง วงจรชีวิตจะเปลี่ยนไป ได้เสวยสุขในสวรรค์
15. เกิดมาเพื่อก่อตั้งศาสนา เมื่อใดที่ศาสนาเสื่อมทรามจนเหลือแต่หลักวิชา และพระโพธิสัตว์จะมาจุติในโลก เหล่าทวยเทพจะติดตามลงมาเพื่อช่วยกันประกาศหลักธรรม เพื่อให้ศาสนาดำรงอยู่เป็นที่พึ่งของคนทั่วไป
16. เกิด มาเพื่อรับพุทธพยากรณ์ ในโลกธาตุหนึ่ง จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้พร้อมกันสองพระองค์พร้อมกันมิได้เป็นอันขาด ในขณะที่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ายังอยู่ครบครันมั่นคง หากจะมีใครคนหนึ่งอ้างตัวเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ เขาผู้นั้นเป็นคนโกหกหลอกลวงอย่างหน้าด้านที่สุดขณะที่พระโพธิสัตว์องค์ หนึ่งจุติลงมาตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อประดิษฐานพระศาสนา พระโพธิสัตว์ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปก็จะติดตามลงมาเกิด เป็นมนุษย์เพื่อรับพุทธพยากรณ์ เป้าหมายของพระโพธิสัตว์ คือ พุทธภูมิ ดังนั้นจะพร่ำสอนชี้แจงอย่างไร พระโพธิสัตว์ก็มิอาจบรรลุคุณวิเศษอันใดได้ พระโพธิสัตว์เกิดมาเพื่อรับพุทธพยากรณ์เท่านั้น
17. เกิดมาเพื่ออุปถัมภ์ บางคนเคยทำบุญร่วมกัน แต่ไม่ได้ทำบาปร่วมกัน คนหนึ่งตายแล้วไปสวรรค์ อีกคนหนึ่งเกิดบนโลกมนุษย์ คนที่เกิดบนโลกมนุษย์จะยิ่งได้รับผลบุญมากเต็มที่เมื่ออยู่ร่วมกับคนที่อยู่บนสวรรค์ หากคนที่อยู่บนสวรรค์ลงมาเกิดและอยู่ร่วมด้วย คนที่อยู่บนโลกมนุษย์ก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ลูกบางคนเกิดมาทำให้พ่อแม่ร่ำรวย ค้าขายคล่อง การงานก้าวหน้า แต่ตัวลูกเองประพฤติตัวเกเร ถ้าพ่อแม่ไล่ออกจากบ้านก็จะทำให้ความเป็นอยู่ของพ่อแม่เดือดร้อนอีก
18. เกิดมาเพื่อรับใช้อุปัฎฐาก เมื่อเทพเจ้าจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อเพิ่มเติมบารมีธรรมให้เต็มเปี่ยม เทพฝ่ายบริการ เทพผู้รับใช้ประจำตัวจะติดตามลงมาเกิด โดยทิ้งช่วงห่างประมาณ 10 ปีถึง 25 ปี เมื่อเทพเจ้าพระองค์นั้น (ในร่างมนุษย์) สร้างบารมีตนเอง เทพรับใช้ก็จะมามอบตัวเป็นลูกศิษย์คอยช่วยเหลือปฏิบัติดูแลเทพองค์นั้น เมื่อเทพองค์นั้นอำลาจากโลกมนุษย์ เทพรับใช้ก็จะอยู่ปฏิบัติงานจนเรียบร้อยแล้วก็จะติดตามกลับไปรับใช้ในโลก ทิพย์ต่อไป
19. เกิดมาเพื่อทดสอบพรหมวิหารธรรม เทพเจ้าผู้สละพรหมโลกมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อสร้างบารมีเลื่อนอันดับเป็นเทพเจ้าผู้ปกครอง ปกติจะเป็นนักบวช อุทิศชีวิตเพื่อความรุ่งเรืองของศาสนาเป็นนักปฏิบัติธรรมผู้ไม่หวังลาภยศ วางเฉยได้ทั้งต่อคำยกย่องและคำด่า เพราะในหัวใจของท่านอัดแน่นไปด้วยฮัมมตัณหา ไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับกามตัณหา
20. เกิดมาเพื่ออนุรักษ์ประเพณีโบราณ ยามใดที่โลกมีวิญญาณชั้นสูงมาเกิดน้อย วิญญาณชั้นต่ำมาเกิดมาก พวกเทพจะอาสามาเกิดเป็นมนุษย์เพื่ออนุรักษ์ประเพณีโบราณ เทพเหล่านี้จะได้รับความเจริญในชีวิต ได้รับความคุ้มครองจากสวรรค์เป็นการตอบแทน ประเพณีโบราณได้แก่ ศิลปวิทยาการอันเก่าแก่ เช่น ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ ดนตรี การขับร้องฟ้อนรำ วรรณคดี จิตรกรรม ประติมากรรม วัฒนธรรม
--
****************************************************************************
"ขอนอบน้อมแ่ด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง"
ขอขอบคุณเจ้าของเรื่องและภาพมา ณ โอกาสนี้
ใบไม้ในกำมือ
เรียบเรียงจาก "พระอานนท์พุทธอนุชา"
ของอ.วศิน อินทสระ
เป็นหลักธรรมที่นำมาจากบาลีพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฏกผู้อ่านจะได้ทั้งความเพลิดเพลิน ในทั้งเนื้อหาสาระ และได้หลักธรรมที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ตรงประเด็นตลอดถึงสามารถเป็น คำตอบ ที่จะแก้ความสงสัยที่เป็นปัญหาตรงกับใจของคนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ป่าไม้ประดู่ลาย เขตเมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ถือเอาใบประดู่ลาย แล้วทรงตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในฝ่าพระหัตถ์กับที่อยู่บนต้น อย่างไหนมีมากกว่ากัน พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบ ทูลว่า ใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้นมีมากกว่า
พระพุทธองค์ทรงตรัสอธิบายว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงหยั่งทราบด้วยพระปัญญาอันยิ่งนั้น มีมากกว่าธรรมที่พระองค์ทรงประกาศ เปรียบดังใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้น มีมากกว่าในฝ่า พระหัตถ์ แล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ทรงแสดงธรรมทั้งหลาย เหล่านั้น ซึ่งเปรียบดังใบประดู่ลายบนต้นนั่นก็เพราะธรรมเหล่านั้น ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ ความสงบ ระงับ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และพระนิพพาน
ของอ.วศิน อินทสระ
เป็นหลักธรรมที่นำมาจากบาลีพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฏกผู้อ่านจะได้ทั้งความเพลิดเพลิน ในทั้งเนื้อหาสาระ และได้หลักธรรมที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ตรงประเด็นตลอดถึงสามารถเป็น คำตอบ ที่จะแก้ความสงสัยที่เป็นปัญหาตรงกับใจของคนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ป่าไม้ประดู่ลาย เขตเมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ถือเอาใบประดู่ลาย แล้วทรงตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในฝ่าพระหัตถ์กับที่อยู่บนต้น อย่างไหนมีมากกว่ากัน พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบ ทูลว่า ใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้นมีมากกว่า
พระพุทธองค์ทรงตรัสอธิบายว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงหยั่งทราบด้วยพระปัญญาอันยิ่งนั้น มีมากกว่าธรรมที่พระองค์ทรงประกาศ เปรียบดังใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้น มีมากกว่าในฝ่า พระหัตถ์ แล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ทรงแสดงธรรมทั้งหลาย เหล่านั้น ซึ่งเปรียบดังใบประดู่ลายบนต้นนั่นก็เพราะธรรมเหล่านั้น ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ ความสงบ ระงับ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และพระนิพพาน
รักษาศีลข้อที่ 2 แล้วได้อะไร
ศีลข้อที่2อทินนาทานาเวรมณีเว้นจากการลักทรัพย์ด้วยตนเองหรือผู้อื่นลัก
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อทินนา อันบุคคลเสพแล้วเจริญ แล้วกระทำให้มากแล้วย่อมยังสัตว์ให้ไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานในเปรตวิสัย วิบากแห่งอทินนาทานอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความพินาศและโภคะให้เป็นไปแก่ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีสมบัติต้องพินาศเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกจะได้รับผล 6 ประการ
1. เป็นคนด้อยทรัพย์
2. เป็นคนยากจน
3. เป็นคนอดอยาก
4. ไม่ได้สมบัติที่ตนต้องการ
5. ต้องพินาศในการค้า
6. ทรัพย์พินาศเพราะภัยต่าง ๆ เช่น อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ราชภัย โจรภัย เป็นต้น
รักษาศีลข้อที่ 2 แล้วได้อะไร
1. ได้รับผลในปฏิสนธิกาล คือ ได้เกิดเป็น มนุษย์ หรือ เทวดา เรียกว่า กามสุคติภูมิ
2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือหลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะได้รับผลอีก 11 ประการ
อานิสงส์ของการรักษาศีลข้อที่ 2 มี 11 ประการ
1. จะเป็นผู้มีทรัพย์มาก
2. มีข้าวของและอาหารมาก
3. หาโภคทรัพย์ได้ไม่สิ้นสุด
4. โภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น
5. หาสิ่งที่ปรารถนาได้รวดเร็ว
6. สมบัติไม่กระจายด้วยภัยต่าง ๆ
7. หาทรัพย์ได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก
8. ได้โลกุตตรทรัพย์คือนิพพาน
9. อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข
10. ไม่รู้ไม่เคยได้ยินคำว่าไม่มี
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อทินนา อันบุคคลเสพแล้วเจริญ แล้วกระทำให้มากแล้วย่อมยังสัตว์ให้ไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานในเปรตวิสัย วิบากแห่งอทินนาทานอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความพินาศและโภคะให้เป็นไปแก่ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีสมบัติต้องพินาศเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกจะได้รับผล 6 ประการ
1. เป็นคนด้อยทรัพย์
2. เป็นคนยากจน
3. เป็นคนอดอยาก
4. ไม่ได้สมบัติที่ตนต้องการ
5. ต้องพินาศในการค้า
6. ทรัพย์พินาศเพราะภัยต่าง ๆ เช่น อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ราชภัย โจรภัย เป็นต้น
รักษาศีลข้อที่ 2 แล้วได้อะไร
1. ได้รับผลในปฏิสนธิกาล คือ ได้เกิดเป็น มนุษย์ หรือ เทวดา เรียกว่า กามสุคติภูมิ
2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือหลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะได้รับผลอีก 11 ประการ
อานิสงส์ของการรักษาศีลข้อที่ 2 มี 11 ประการ
1. จะเป็นผู้มีทรัพย์มาก
2. มีข้าวของและอาหารมาก
3. หาโภคทรัพย์ได้ไม่สิ้นสุด
4. โภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น
5. หาสิ่งที่ปรารถนาได้รวดเร็ว
6. สมบัติไม่กระจายด้วยภัยต่าง ๆ
7. หาทรัพย์ได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก
8. ได้โลกุตตรทรัพย์คือนิพพาน
9. อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข
10. ไม่รู้ไม่เคยได้ยินคำว่าไม่มี
มหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10
The 10th Thailand Open Source Software Festival 2010
“ปลดพันธนาการความคิดสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กร”
มหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 นำเสนอแนวทางประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในองค์กร ทางเลือกเพื่อการพัฒนาศักยภาพธุรกิจซอฟต์แวร์ภายในประเทศไทย และการถ่ายทอดความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการแสดงนิทรรศการ จากผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติให้ความสำคัญกับการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เพื่อเป็นซอฟต์แวร์ทางเลือกสำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จึงได้จัดงานมหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 ภายใต้แนวคิดว่า “ปลดพันธนาการความคิดสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กร” ในระหว่าง วันที่ 30 กันยายน - 1 ตุลาคม 2553 ณ ห้องคอนเวนชันฮออล์ 1-6 อาคารปัญญาภิวัฒน์ สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยศูนย์ฯ จัดให้มีการนำเสนอข้อมูลสัมมนาสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ในวันที่ 30 กันยายน 2553 และนำเสนอข้อมูลสัมมนาสำหรับหน่วยงานภาคเอกชน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2553
ติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่
http://ossfestival.in.th
“ปลดพันธนาการความคิดสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กร”
มหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 นำเสนอแนวทางประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในองค์กร ทางเลือกเพื่อการพัฒนาศักยภาพธุรกิจซอฟต์แวร์ภายในประเทศไทย และการถ่ายทอดความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการแสดงนิทรรศการ จากผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติให้ความสำคัญกับการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เพื่อเป็นซอฟต์แวร์ทางเลือกสำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จึงได้จัดงานมหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 ภายใต้แนวคิดว่า “ปลดพันธนาการความคิดสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กร” ในระหว่าง วันที่ 30 กันยายน - 1 ตุลาคม 2553 ณ ห้องคอนเวนชันฮออล์ 1-6 อาคารปัญญาภิวัฒน์ สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยศูนย์ฯ จัดให้มีการนำเสนอข้อมูลสัมมนาสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ในวันที่ 30 กันยายน 2553 และนำเสนอข้อมูลสัมมนาสำหรับหน่วยงานภาคเอกชน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2553
ติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่
http://ossfestival.in.th
*วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด*
ถ้าเรารู้สึกไม่ชอบหน้าใครสักคนหนึ่งแต่จำเป็นต้องอยู่ทำงานด้วยกันในที่ทำงานเดียวกันทุกๆ วัน ผมควรจะวางตัวอย่างไรดีครับ
มันอึดอัดไปหมด ไม่มีความสุขเลยตลอดเวลาที่อยู่ในสำนักงานร่วมกันคนคนนี้
==========================
วิสัชนา โดย ว.วชิรเมธี
รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี
ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า
''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''
คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า
ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า
วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''
แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น
วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะ
มันอึดอัดไปหมด ไม่มีความสุขเลยตลอดเวลาที่อยู่ในสำนักงานร่วมกันคนคนนี้
==========================
วิสัชนา โดย ว.วชิรเมธี
รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี
ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า
''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''
คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า
ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า
วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''
แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น
วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะ
ถอดรหัสอุบัติเหตุรถทัวร์นรก
โดย ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ
ข้อสรุปง่ายๆ เมื่อเกิดโศกนาฏกรรมรถโดยสารสาธารณะว่ามาจากความประมาทของคนขับรถเพียงอย่าง เดียวไม่สมเหตุสมผล แม้ข้อมูลกรมทางหลวงจะระบุว่าสาเหตุของอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะเกิดจากคน ขับรถถึงร้อยละ 75 ก็ตามที เพราะโดยข้อเท็จจริงสลับซับซ้อนกว่านั้นมาก ด้วยเกี่ยวพันกับสภาพถนน มาตรฐานรถ ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการขนส่งประจำทาง จนถึงนโยบายระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้ออำนวยในการสร้างเสริมความปลอดภัยผู้ โดยสาร
ในจำนวนอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะกว่า 3 พันครั้ง/ปี หรือเฉลี่ย 1 ครั้งใน 10 วันนั้นจึงมีเหตุปัจจัยมากมายให้ต้องสอบสวน (Accident investigation) มากกว่าการด่วนสรุปว่าสาเหตุของอุบัติเหตุทุกครั้งคือน้ำมือของคนขับเท่า นั้น เพราะนั่นนอกจากจะเท่ากับเป็นการละเลยรากเหง้าของภูเขาน้ำแข็งที่ซุกซ่อน อยู่ใต้มหาสมุทรมหาศาลราว 9 ใน 10 ส่วนแล้ว ยังหมายถึงการไม่นำพาชีวิตผู้โดยสาร 11-12 ล้านคนที่เดินทางด้วยรถโดยสารในแต่ละปีอีกด้วย เนื่องจากว่าร้อยละ 90 ของรถโดยสารสาธารณะ 8.5 พันคันที่วิ่งอยู่บนถนนในปัจจุบันนี้เป็นรถร่วมบริการที่มีอัตราการเกิด อุบัติเหตุสูง เหลืออีกร้อยละ 10 เป็นของบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่า ชีวิตผู้โดยสารกว่า 10 ล้านคนจึงตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกจะเข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณาออกใบ อนุญาตประกอบการขนส่งเพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางได้รับ ความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางมากยิ่งขึ้น และเป็นการพัฒนาระบบการขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสารให้สามารถแข่งขันกับบริการ ขนส่งสาธารณะระบบอื่นที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างทัดเทียม โดยกำหนดกฎระเบียบให้ผู้ยื่นขออนุญาตประกอบการขนส่งต้องจัดทำข้อมูล ข้อเสนอ และแผนงานต่างๆ ตั้งแต่สภาพของรถ การเป็นเจ้าของรถ แผนงานด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม สถานที่เก็บ ซ่อมและบำรุงรักษารถ จุดพักรถต้นทางและปลายทาง แผนการให้บริการ แผนการบริหารจัดการและการจัดการเดินรถ แผนด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับตัวรถและผู้โดยสาร ถึงฐานะความมั่นคงของผู้ขอ
หากทว่าท้ายที่สุดแล้วกฎระเบียบข้างต้น ตลอดจนเงื่อนไขในการเดินรถอื่นๆ อาทิ ราคาค่าโดยสาร จำนวนเที่ยวขั้นต่ำต่อวัน จำนวนรถ และมาตรฐานรถ ต่างถูกหลบเลี่ยงโดยผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบบางส่วน กระทั่งนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมรุนแรงต่างๆ ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ทั้งในช่วงเวลาปกติและเทศกาลปีใหม่ไทยและสากล
อุบัติเหตุ รถโดยสารสาธารณะที่แต่ละครั้งคร่าชีวิตผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยจึงถูกรายงาน ผ่านสื่อมวลชน ‘ทั้งปี’ ควบคู่มากับอาการหวาดผวา ‘ทุกครั้ง’ ของประชาชนคนไทยที่ส่วนใหญ่ต้องใช้บริการรถโดยสารเพราะฐานะยากจนจนการเดิน ทางด้วยรถโดยสารเป็นทางเลือกเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ แม้นจะตระหนักรู้ถึงฉายาสุดแสนอันตรายและน่ากลัวอย่าง ‘ทัวร์ผี-ทัวร์นรก’
แต่ถึงที่สุดแล้วประชาชนคนยากจนก็ไม่มีทางเลือกอื่นมากนักเพราะแต่ละ เส้นทางมีบริษัทรถโดยสารให้เลือกไม่มากนักหรือไม่มีเลย แม้นจะประจักษ์แจ้งว่ารถโดยสารที่ตนเองใช้บริการไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยใดๆ เลยก็ตาม แต่ก็ต้องไปเพื่อให้ถึงที่หมาย ด้วยเหตุปัจจัยนี้ฉายารถทัวร์ผี-ทัวร์นรก ที่สื่อมวลชนและประชาชนมอบให้รถโดยสารไทยจึงจำเป็นต้องทำการ ‘ถอดรหัส’ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องมากกว่าจะโยนความผิดบาปทั้งหมดแก่คนขับ ดังที่ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ โดยนำกรณีอุบัติเหตุรถโดยสารที่เกิดห้วงสงกรานต์มาศึกษาเพื่อพลิกวิกฤตเป็น โอกาสสังคมไทย
สำหรับกรณีโศกนาฏกรรมทัวร์ผีคว่ำตาย 2 เซ่นสงกรานต์ แม้จะพบว่าสาเหตุเสียชีวิตมาจากเก้าอี้หลุดมาอัดก๊อบปี้ทับผู้โดยสาร แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบเงื่อนงำไม่ชอบมาพากลจากการที่รถคันที่เกิด อุบัติเหตุเป็นรถโดยสารปรับอากาศสองชั้นไม่ประจำทางที่ได้ให้เด็กรถไปหาผู้ โดยสารที่ตกค้างตามช่องขายตั๋วได้ 50 ราย ปลายทาง จ.ยโสธร โดยคาดว่าคนขับพยายามแซงรถพ่วง 18 ล้อ จนเป็นเหตุให้รถเสียหลักพลิกคว่ำก่อนไถลชนต้นขี้เหล็ก หลังเกิดเหตุคนขับหลบหนี
กรณีนี้ถึงความประมาทของคนขับจะเป็นสาเหตุหลัก หากแต่การวิเคราะห์สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงสำคัญก็ทำให้การฝากชีวิตไว้กับรถ โดยสารสาธารณะครั้งต่อๆ ไปของผู้โดยสารคนต่อๆ ไปในรถเส้นทางนี้และเส้นทางอื่นๆ ก่อคุณูปการยิ่งยวด ด้วยจะเป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะและระบบขนส่งสาธารณะ ของประเทศไทยได้ เพราะ
1) การวิเคราะห์ที่พิจารณาสภาพถนน วัตถุข้างทาง เช่น ต้นไม้ และตัวรถที่สูงสองชั้น ร่วมกับปัจจัยด้านพนักงานขับรถ ได้ทลายมุมมองที่คับแคบลง 2) ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่มี 2 รายเสียชีวิตเนื่องจากเก้าอี้นั่งหลุดมาอัดก๊อบปี้นั้นเป็นเพราะเก้าอี้ที่ ยึดกับโครงสร้างตัวรถ รวมทั้งเข็มขัดนิรภัยของรถคันดังกล่าวด้อยมาตรฐาน ทั้งๆ ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในการลดการบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิตเมื่อรถพลิกคว่ำ ได้สูงถึงร้อยละ 75
การสอบสวนอุบัติเหตุที่ไม่ได้แค่พุ่งเป้าไปที่คนขับได้สะท้อนความ เห็นแก่ได้ของผู้ประกอบการ และความล้มเหลวของระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทยจนเด่นชัด ถึงแม้คนขับจะหลบหนีไปตามระเบียบก็ตามที ดังที่ นพ.ธนะพงศ์ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ ดังนี้
1) คนขับรถอาจอ่อนล้าจนตัดสินใจและควบคุมรถผิดพลาด เพราะโดยทั่วไปรถเสริมหรือรถทัศนาจรมักมีพนักงานขับรถแค่คนเดียว ขณะที่ระยะทางจากกรุงเทพฯ-ยโสธร ยาวกว่า 600 กิโลเมตร จำเป็นต้องมีคนขับสำรอง และระเบียบกำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามขับต่อเนื่องเกิน 8 ชั่วโมง โดยทุก 4 ชั่วโมง ต้องพักอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงและรวมกันไม่เกิน 8 ชั่วโมง/วัน รวมถึงคนขับอาจพักผ่อนไม่พอเพราะเป็นช่วงเทศกาล ‘งานเข้า’ รายได้ดีจากการรับงานติดๆ กัน ต้องเร่งทำเวลา
2) คนขับรถที่หลบหนีมีใบอนุญาตขับรถโดยสารสาธารณะหรือไม่ ได้มาอย่างไร ถ้าลักลอบเข้ามาในระบบก็อาจไปอยู่บริษัทอื่นแทน ระบบตรวจสอบคัดกรองก่อนรับเป็นพนักงานขับรถรองรับปรากฏการณ์นี้หรือไม่ และถ้าคนขับประสบอุบัติเหตุอันเนื่องจากความประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้โดยสาร บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตจำนวนมากจะมีมาตรการจัดการอย่างไร
3) รถสองชั้นเสี่ยงพลิกคว่ำสูง ยิ่งมีการเปลี่ยนทิศทางขณะใช้ความเร็วสูงและมีระยะกระชั้นชิดด้วยแล้ว โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็จะสูงยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว
และ 4) สภาพรถอาจไม่พร้อม เพราะข้อมูลไม่ได้ระบุว่ารถคันนี้มีการตรวจสภาพครั้งสุดท้ายเมื่อใด โดยระเบียบของกรมการขนส่งทางบกกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะต้องเข้ารับการตรวจ สภาพ 2 ครั้ง/ปี ที่สำคัญถ้าผ่านการตรวจสภาพจริง เหตุใดเมื่อรถคว่ำจึงมีเก้าอี้หลุดจากที่ยึดเกาะ หรือที่จริงแล้วระบบการตรวจสภาพรถไม่มีการตรวจความแข็งแรงของโครงสร้างและ การยึดเกาะของเก้าอี้ จนเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้อุบัติเหตุแต่ละครั้งมีผู้โดยสารบาดเจ็บเสียชีวิต จำนวนมาก
คำถาม ข้อวิเคราะห์ และสมมติฐานเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการ ‘ถอดรหัสอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ’ ที่มีความสลับซับซ้อนของเหตุปัจจัย ช่วยให้เห็นภูเขาน้ำแข็งที่เป็นรากเหง้าของวิกฤต เท่าๆ กับทำลายมายาคติว่าสาเหตุของอุบัติเหตุทั้งหมดมาจากคนขับเท่านั้น
ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริงกลับสวนทางเมื่อพนักงานสอบสวน โจทก์ที่เป็นเหยื่อผู้สูญเสีย หรือแม้แต่สื่อมวลชนกลับมองข้ามข้อเท็จจริงหรือละเลยการวิเคราะห์เชิงโครง สร้างหรือตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ระบบเหล่านี้ สุดท้ายคดีจึงมักจบลงที่การขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ของคนขับ พร้อมๆ กับการประนีประนอมยอมความของผู้ประสบอุบัติเหตุที่ถูกล็อบบี้โดยเจ้าของหรือ ตัวแทนผู้ประกอบการขนส่ง หรือไม่ก็ตัวแทนบริษัทประกันภัยที่ใช้ทักษะการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อจบปัญหา อันเนื่องจากความไม่รับผิดชอบชีวิตทรัพย์สินของผู้โดยสารด้วยเงินน้อยนิด
ดัง นั้น ตราบใดสังคมไทยทุกภาคส่วนยังไม่ช่วยกันถอดรหัสอุบัติเหตุให้ลึกถึงรากฐานของ ปัญหา ทางออกของวิกฤตการณ์โศกนาฏกกรรมรถโดยสารสาธารณะที่ทำได้ก็คงแค่ดำเนินคดีกับ คนขับรถ และถูกข่าว ‘รถทัวร์ผี-ทัวร์นรก’ หลอกหลอนไม่รู้จบ
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) www.thainhf.org
ข้อสรุปง่ายๆ เมื่อเกิดโศกนาฏกรรมรถโดยสารสาธารณะว่ามาจากความประมาทของคนขับรถเพียงอย่าง เดียวไม่สมเหตุสมผล แม้ข้อมูลกรมทางหลวงจะระบุว่าสาเหตุของอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะเกิดจากคน ขับรถถึงร้อยละ 75 ก็ตามที เพราะโดยข้อเท็จจริงสลับซับซ้อนกว่านั้นมาก ด้วยเกี่ยวพันกับสภาพถนน มาตรฐานรถ ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการขนส่งประจำทาง จนถึงนโยบายระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้ออำนวยในการสร้างเสริมความปลอดภัยผู้ โดยสาร
ในจำนวนอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะกว่า 3 พันครั้ง/ปี หรือเฉลี่ย 1 ครั้งใน 10 วันนั้นจึงมีเหตุปัจจัยมากมายให้ต้องสอบสวน (Accident investigation) มากกว่าการด่วนสรุปว่าสาเหตุของอุบัติเหตุทุกครั้งคือน้ำมือของคนขับเท่า นั้น เพราะนั่นนอกจากจะเท่ากับเป็นการละเลยรากเหง้าของภูเขาน้ำแข็งที่ซุกซ่อน อยู่ใต้มหาสมุทรมหาศาลราว 9 ใน 10 ส่วนแล้ว ยังหมายถึงการไม่นำพาชีวิตผู้โดยสาร 11-12 ล้านคนที่เดินทางด้วยรถโดยสารในแต่ละปีอีกด้วย เนื่องจากว่าร้อยละ 90 ของรถโดยสารสาธารณะ 8.5 พันคันที่วิ่งอยู่บนถนนในปัจจุบันนี้เป็นรถร่วมบริการที่มีอัตราการเกิด อุบัติเหตุสูง เหลืออีกร้อยละ 10 เป็นของบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่า ชีวิตผู้โดยสารกว่า 10 ล้านคนจึงตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกจะเข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณาออกใบ อนุญาตประกอบการขนส่งเพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางได้รับ ความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางมากยิ่งขึ้น และเป็นการพัฒนาระบบการขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสารให้สามารถแข่งขันกับบริการ ขนส่งสาธารณะระบบอื่นที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างทัดเทียม โดยกำหนดกฎระเบียบให้ผู้ยื่นขออนุญาตประกอบการขนส่งต้องจัดทำข้อมูล ข้อเสนอ และแผนงานต่างๆ ตั้งแต่สภาพของรถ การเป็นเจ้าของรถ แผนงานด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม สถานที่เก็บ ซ่อมและบำรุงรักษารถ จุดพักรถต้นทางและปลายทาง แผนการให้บริการ แผนการบริหารจัดการและการจัดการเดินรถ แผนด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับตัวรถและผู้โดยสาร ถึงฐานะความมั่นคงของผู้ขอ
หากทว่าท้ายที่สุดแล้วกฎระเบียบข้างต้น ตลอดจนเงื่อนไขในการเดินรถอื่นๆ อาทิ ราคาค่าโดยสาร จำนวนเที่ยวขั้นต่ำต่อวัน จำนวนรถ และมาตรฐานรถ ต่างถูกหลบเลี่ยงโดยผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบบางส่วน กระทั่งนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมรุนแรงต่างๆ ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ทั้งในช่วงเวลาปกติและเทศกาลปีใหม่ไทยและสากล
อุบัติเหตุ รถโดยสารสาธารณะที่แต่ละครั้งคร่าชีวิตผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยจึงถูกรายงาน ผ่านสื่อมวลชน ‘ทั้งปี’ ควบคู่มากับอาการหวาดผวา ‘ทุกครั้ง’ ของประชาชนคนไทยที่ส่วนใหญ่ต้องใช้บริการรถโดยสารเพราะฐานะยากจนจนการเดิน ทางด้วยรถโดยสารเป็นทางเลือกเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ แม้นจะตระหนักรู้ถึงฉายาสุดแสนอันตรายและน่ากลัวอย่าง ‘ทัวร์ผี-ทัวร์นรก’
แต่ถึงที่สุดแล้วประชาชนคนยากจนก็ไม่มีทางเลือกอื่นมากนักเพราะแต่ละ เส้นทางมีบริษัทรถโดยสารให้เลือกไม่มากนักหรือไม่มีเลย แม้นจะประจักษ์แจ้งว่ารถโดยสารที่ตนเองใช้บริการไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยใดๆ เลยก็ตาม แต่ก็ต้องไปเพื่อให้ถึงที่หมาย ด้วยเหตุปัจจัยนี้ฉายารถทัวร์ผี-ทัวร์นรก ที่สื่อมวลชนและประชาชนมอบให้รถโดยสารไทยจึงจำเป็นต้องทำการ ‘ถอดรหัส’ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องมากกว่าจะโยนความผิดบาปทั้งหมดแก่คนขับ ดังที่ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ โดยนำกรณีอุบัติเหตุรถโดยสารที่เกิดห้วงสงกรานต์มาศึกษาเพื่อพลิกวิกฤตเป็น โอกาสสังคมไทย
สำหรับกรณีโศกนาฏกรรมทัวร์ผีคว่ำตาย 2 เซ่นสงกรานต์ แม้จะพบว่าสาเหตุเสียชีวิตมาจากเก้าอี้หลุดมาอัดก๊อบปี้ทับผู้โดยสาร แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบเงื่อนงำไม่ชอบมาพากลจากการที่รถคันที่เกิด อุบัติเหตุเป็นรถโดยสารปรับอากาศสองชั้นไม่ประจำทางที่ได้ให้เด็กรถไปหาผู้ โดยสารที่ตกค้างตามช่องขายตั๋วได้ 50 ราย ปลายทาง จ.ยโสธร โดยคาดว่าคนขับพยายามแซงรถพ่วง 18 ล้อ จนเป็นเหตุให้รถเสียหลักพลิกคว่ำก่อนไถลชนต้นขี้เหล็ก หลังเกิดเหตุคนขับหลบหนี
กรณีนี้ถึงความประมาทของคนขับจะเป็นสาเหตุหลัก หากแต่การวิเคราะห์สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงสำคัญก็ทำให้การฝากชีวิตไว้กับรถ โดยสารสาธารณะครั้งต่อๆ ไปของผู้โดยสารคนต่อๆ ไปในรถเส้นทางนี้และเส้นทางอื่นๆ ก่อคุณูปการยิ่งยวด ด้วยจะเป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะและระบบขนส่งสาธารณะ ของประเทศไทยได้ เพราะ
1) การวิเคราะห์ที่พิจารณาสภาพถนน วัตถุข้างทาง เช่น ต้นไม้ และตัวรถที่สูงสองชั้น ร่วมกับปัจจัยด้านพนักงานขับรถ ได้ทลายมุมมองที่คับแคบลง 2) ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่มี 2 รายเสียชีวิตเนื่องจากเก้าอี้นั่งหลุดมาอัดก๊อบปี้นั้นเป็นเพราะเก้าอี้ที่ ยึดกับโครงสร้างตัวรถ รวมทั้งเข็มขัดนิรภัยของรถคันดังกล่าวด้อยมาตรฐาน ทั้งๆ ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในการลดการบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิตเมื่อรถพลิกคว่ำ ได้สูงถึงร้อยละ 75
การสอบสวนอุบัติเหตุที่ไม่ได้แค่พุ่งเป้าไปที่คนขับได้สะท้อนความ เห็นแก่ได้ของผู้ประกอบการ และความล้มเหลวของระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทยจนเด่นชัด ถึงแม้คนขับจะหลบหนีไปตามระเบียบก็ตามที ดังที่ นพ.ธนะพงศ์ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ ดังนี้
1) คนขับรถอาจอ่อนล้าจนตัดสินใจและควบคุมรถผิดพลาด เพราะโดยทั่วไปรถเสริมหรือรถทัศนาจรมักมีพนักงานขับรถแค่คนเดียว ขณะที่ระยะทางจากกรุงเทพฯ-ยโสธร ยาวกว่า 600 กิโลเมตร จำเป็นต้องมีคนขับสำรอง และระเบียบกำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามขับต่อเนื่องเกิน 8 ชั่วโมง โดยทุก 4 ชั่วโมง ต้องพักอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงและรวมกันไม่เกิน 8 ชั่วโมง/วัน รวมถึงคนขับอาจพักผ่อนไม่พอเพราะเป็นช่วงเทศกาล ‘งานเข้า’ รายได้ดีจากการรับงานติดๆ กัน ต้องเร่งทำเวลา
2) คนขับรถที่หลบหนีมีใบอนุญาตขับรถโดยสารสาธารณะหรือไม่ ได้มาอย่างไร ถ้าลักลอบเข้ามาในระบบก็อาจไปอยู่บริษัทอื่นแทน ระบบตรวจสอบคัดกรองก่อนรับเป็นพนักงานขับรถรองรับปรากฏการณ์นี้หรือไม่ และถ้าคนขับประสบอุบัติเหตุอันเนื่องจากความประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้โดยสาร บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตจำนวนมากจะมีมาตรการจัดการอย่างไร
3) รถสองชั้นเสี่ยงพลิกคว่ำสูง ยิ่งมีการเปลี่ยนทิศทางขณะใช้ความเร็วสูงและมีระยะกระชั้นชิดด้วยแล้ว โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็จะสูงยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว
และ 4) สภาพรถอาจไม่พร้อม เพราะข้อมูลไม่ได้ระบุว่ารถคันนี้มีการตรวจสภาพครั้งสุดท้ายเมื่อใด โดยระเบียบของกรมการขนส่งทางบกกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะต้องเข้ารับการตรวจ สภาพ 2 ครั้ง/ปี ที่สำคัญถ้าผ่านการตรวจสภาพจริง เหตุใดเมื่อรถคว่ำจึงมีเก้าอี้หลุดจากที่ยึดเกาะ หรือที่จริงแล้วระบบการตรวจสภาพรถไม่มีการตรวจความแข็งแรงของโครงสร้างและ การยึดเกาะของเก้าอี้ จนเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้อุบัติเหตุแต่ละครั้งมีผู้โดยสารบาดเจ็บเสียชีวิต จำนวนมาก
คำถาม ข้อวิเคราะห์ และสมมติฐานเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการ ‘ถอดรหัสอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ’ ที่มีความสลับซับซ้อนของเหตุปัจจัย ช่วยให้เห็นภูเขาน้ำแข็งที่เป็นรากเหง้าของวิกฤต เท่าๆ กับทำลายมายาคติว่าสาเหตุของอุบัติเหตุทั้งหมดมาจากคนขับเท่านั้น
ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริงกลับสวนทางเมื่อพนักงานสอบสวน โจทก์ที่เป็นเหยื่อผู้สูญเสีย หรือแม้แต่สื่อมวลชนกลับมองข้ามข้อเท็จจริงหรือละเลยการวิเคราะห์เชิงโครง สร้างหรือตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ระบบเหล่านี้ สุดท้ายคดีจึงมักจบลงที่การขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ของคนขับ พร้อมๆ กับการประนีประนอมยอมความของผู้ประสบอุบัติเหตุที่ถูกล็อบบี้โดยเจ้าของหรือ ตัวแทนผู้ประกอบการขนส่ง หรือไม่ก็ตัวแทนบริษัทประกันภัยที่ใช้ทักษะการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อจบปัญหา อันเนื่องจากความไม่รับผิดชอบชีวิตทรัพย์สินของผู้โดยสารด้วยเงินน้อยนิด
ดัง นั้น ตราบใดสังคมไทยทุกภาคส่วนยังไม่ช่วยกันถอดรหัสอุบัติเหตุให้ลึกถึงรากฐานของ ปัญหา ทางออกของวิกฤตการณ์โศกนาฏกกรรมรถโดยสารสาธารณะที่ทำได้ก็คงแค่ดำเนินคดีกับ คนขับรถ และถูกข่าว ‘รถทัวร์ผี-ทัวร์นรก’ หลอกหลอนไม่รู้จบ
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) www.thainhf.org
วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553
พุทธทำนาย พระสุบินนิมิต 16 ประการ
พุทธทำนายในที่นี้ จะกล่าวถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายพระสุบิน (ความฝัน) ของพระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้น ในยุคสมัยที่ศาสนาได้เสื่อมลง ซึ่งหลายอย่างได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน เนื้อความดังกล่าวปรากฏใน อรรถกถาพระไตรปิฎก มหาสุบินชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย มีเนื้อความดังต่อไปนี้
1.โคอุสุภราชทั้งหลาย
2. ต้นไม้ทั้งหลาย
3. แม่โคทั้งหลาย
4.โคทั้งหลาย
5. ม้า
6. ถาดทอง ๑
7. สุนัขจิ้งจอก
8. หม้อน้ำ
9. สระโบกขรณี
10. ข้าวไม่สุก
11. แก่นจันทน์
12. น้ำเต้าจม
13. ศิลาลอย
14. เขียดหยอกงู
15. หงส์ทองล้อมกา
16. เสือกลัวแพะ
.......................................................................................................................................................................
สุบินนิมิตข้อที่ 1 : ภัยธรรมชาติ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นโคล่ำสัน 4 ตัว วิ่งมาจากทิศทั้ง 4 มีลักษณะอาการเกรี้ยวกราด ประดุจจะชนกัน ด้วยความโกรธแค้นกันมานาน พอโคทั้ง 4 วิ่งเข้ามาใกล้กันแล้ว กลับถอยห่างออกจากกันไป ไม่ชนกันเลย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น จะเกิดภัยธรรมชาติขึ้น คือ ฟ้าฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล จะมีก้อนเมฆขนาดใหญ่ลอยมาจากทิศทั้ง 4 เหมือนกับฟ้าฝนจะตกลงมาในพื้นปฐพีอย่างหนัก เมื่อก้อนเมฆทั้ง 4 ลอยเข้ามาใกล้กันแล้ว ก็ลอยถอยห่างออกจากกันไป ไม่มีฝนตกลงมาในพื้นปฐพีเลย
สุบินนิมิตข้อที่ 2 : เยาวชนมั่วสุมเสพกาม
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นต้นไม้นานาชนิด ยังไม่ใหญ่โตพอที่จะมีดอกมีผล แต่ต้นไม้นั้นเต็มไปด้วยดอกและผล จนกิ่งก้านสาขาจะรอรับดอกผลนั้นไม่ไหว
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น กุมารีที่มีวัยยังไม่สมควรจะมีสามี แต่กุมารีนั้นอยากแต่งงานให้เป็นครอบครัว เพราะมีความกระสัน ใฝ่ฝันในราคะตัณหา ใจมีความกำเริบในกามคุณ มีความยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นอย่างมาก มีความอยากในกามารมณ์แห่งความรักความใคร่ จึงได้แต่งงานกันเมื่ออายุยังวัยเด็ก ถูกต้องตามประเพณีนิยม บางคนมั่วสุมกัน ไม่มีความละอาย เยี่ยงสัตว์ดิรัจฉาน เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็หาวิธีฆ่าลูกในท้องของตัวเอง จึงเป็นบาปกรรมต่อไปในภายภาคหน้ายิ่งนัก เด็กบางคน ยังมีพ่อแม่เลี้ยงดูอยู่บ้าง เด็กบางคนพ่อแม่เลี้ยงดูไม่ไหว จึงได้ปล่อยปละละเลยให้หาขอทานกินตามลำพัง เป็นเด็กเร่ร่อนจรจัด ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีตระกูล ไม่มีการศึกษา ไม่มีที่พึ่งพาอาศัยในบ้านเรือน ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น อดบ้าง อิ่มบ้าง น่าเวทนายิ่งนัก เหตุการณ์อย่างนี้ จะมีในภายภาคหน้าโน้นใครได้ไปเกิดในยุคนั้น สมัยนั้น ก็จะต้องเจอเหตุการณ์อย่างนี้แล
สุบินนิมิตข้อที่ 3 : พ่อแม่ต้องเอาใจลูก
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิต เห็นฝูงพ่อแม่โคทั้งหลายพากันดูดกิน นมลูกของตัวเอง
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น พ่อแม่ทั้งหลาย จะได้อาศัยกินหยาดเหงื่อแรงงานของลูก อาศัยข้าวปลาอาหารเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่ลูกแสวงหามาเลี้ยงดู พร้อมทั้งเงินทอง ก็ต้องแบ่งปันให้พ่อแม่ได้จับจ่ายใช้สอย ในยุคนั้นสมัยนั้น พ่อแม่ก็ต้องเอาอกเอาใจลูกยิ่งนัก ต้องประจบประแจงปะเหลาะลูกอยู่เสมอ ถ้าพูดต่อลูกดีๆ ลูกก็แบ่งปันเงินทองให้ได้ใช้บ้าง ถ้าพ่อแม่พูดไม่ดี ก็จะไม่ได้รับส่วนแบ่งอะไรจากลูกนี้เลย เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 4 : ผู้อ่อนประสพการณ์บริหารประเทศ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นฝูงคนทั้งหลายพากันจับลูกโคตัวเล็กๆ เข้ามาเทียมแอกเพื่อลากล้อเกวียน เมื่อลากไปไม่ไหว ก็จะพากันเฆี่ยนตี
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนทั้งหลายจะพากันนิยมเอาเด็กที่จบปริญญามาใหม่ๆ ไปรับราชการแผ่นดิน บริหารการพัฒนาประเทศชาติ บ้านเมือง อันเป็นงานที่หนัก ถึงจะมีความรู้อยู่ก็ตาม แต่เด็กนั้นยังขาดประสบการณ์ ขาดความสามารถ ขาดความรอบรู้ ขาดความรอบคอบ ในการบริหารเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม จึงเกิดความผิดพลาด ล่าช้า ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ขาดความรับผิดชอบ ขาดดุลการค้า ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้ถ่วงความเจริญของประเทศชาติ ทำให้คนดุด่าว่ากล่าวนานาประการ เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 5 : ความไม่เป็นธรรมในการตัดสินความ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นม้าตัวเดียว หัวเดียว มีสองปาก กินหญ้าได้สองทาง กินเท่าไรก็ไม่มีความอิ่มพอ
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนผู้มีหน้าที่ตัดสินคดีความต่างๆ จะใช้อุบายวิธีอันมีเล่ห์เหลี่ยม เพื่อเอาเงินจากคู่กรณีทั้งสอง เอาทั้งฝ่ายโจทก์ เอาทั้งฝ่ายจำเลย เพื่อเป็นค่าจ้างรางวัลในการวินิจฉัยคดีความบ้าง เอาค่านั้นบ้าง เอาค่านี้บ้าง ถ้าไม่ได้ตามความเรียกร้อง ก็จะไม่รับเรื่องที่มาร้องเรียน ต้องการเท่าไรก็เรียกร้องตามใจชอบ ถ้าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็เรียกร้องเอาน้อย ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ก็จะเรียกร้องเอาเงินอย่างเต็มที่ แล้วจึงจะมาวินิจฉัยคดี ตัดสินต่อไป เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีภายภาคหน้าทั่วโลก
สุบินนิมิตข้อที่ 6 : พระธรรมคำสอนถูกเหยียบย่ำ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นมีหมู่มนุษย์ ถือถาดทองคำอันมีค่ามหาศาล ไปวางไว้สุนัขจิ้งจอกถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะใส่
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น กลุ่มคนที่โง่เขลาปัญญาทราม จะเอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ไปให้ลัทธิต่างๆ เหยียบย่ำทำลาย แล้วถ่ายทอดลัทธิของเขา เอาคำสอนของเขาที่สกปรกโสโครกด้วยกิเลสตัณหา มากลบเกลื่อนในคำสอนของเรา แล้วดัดแปลงแก้ไขคำสอนของเรา ให้เข้ากันกับลัทธิของเขา แล้วประกาศว่า คำสอนของเราตถาคต เป็นส่วนหนึ่งในลัทธิของเขา ให้คนทั้งหลายมีความเข้าใจผิดว่า คำสอนของเราเข้ากันได้กับของเขา ถือว่าเป็นอันเดียวกัน ลัทธิเหล่านั้นก็จะไม่รู้คุณค่าของคำสอนของเราตถาคตแต่อย่างใด มนุษย์อย่างนี้ก็จะมีในเมื่อเราตถาคตนิพพานไปแล้ว และจะมีลัทธิต่างๆ มาอวดอ้างว่าเป็นศาสนาเป็นจำนวนมาก
สุบินนิมิตข้อที่ 7 : ผู้มีใจต่ำแอบอ้างสถาบันกษัตริย์
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นชายคนหนึ่ง เอาหนังสือมานั่งฟั่นให้เป็นเชือก อยู่บนม้านั่ง แล้วมีสุนัขจิ้งจอกคอยกัดกินอยู่ เมื่อฟั่นเชือกเสร็จ สุนัขจิ้งจอกก็กินหมดทันที
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนผู้มีจิตใจต่ำ ปัญญาทราม จะได้รับสมมุติ ยกย่องขึ้นเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ นั่งทำงานอยู่ในพระราชสำนักระดับสูง อาศัยอำนาจ พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ว่าราชการแผ่นดินแทนพระองค์อยู่เนืองนิตย์ โดยมีความโง่เขลาเบาปัญญา พูดจาขาดความสำรวม กล่าวเปิดเผยความลับต่างๆ ในพระราชสำนัก ให้หมู่ประชาชนได้รู้ คนลัทธิต่างๆ ที่ไม่มีความหวังดีต่อพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ได้ยินเข้า จึงนำเอาไปตีแผ่ โฆษณาให้คนอื่นคลายศรัทธา หมดความเคารพในวงศ์พระมหากษัตริย์ และหมดความเชื่อถือในพระราชวงศ์ต่อไป เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้นคนที่ไม่มีความหวังดีต่อพระมหากษัตริย์ จะเป็นหนอนบ่อนไส้เสียเอง
สุบินนิมิตข้อที่ 8 : ทำบุญเลือกหน้า
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นโอ่งน้ำใหญ่และโอ่งน้ำเล็กตั้งอยู่ในที่แห่งเดียวกัน แล้มีทคนทั้งหลาย แย่งกันตักน้ำ เทใส่โอ่งน้ำใหญ่ จนล้นเหลือ ส่วนโอ่งน้ำเล็ก ไม่มีใครตักน้ำใส่เลย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น จะมีคนทำบุญโดยเลือกหน้า พระองค์ที่มีอายุมาก พรรษามาก มียศถาบรรดาศักดิ์ในตำแหน่งต่างๆ จะมีคนให้ความสนใจจะพากันถวายเครื่องไทยทานเป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่ของที่ดีๆ มีค่า มีราคา ข้าวปลาอาหาร ปิ่นโตเถาขนาดใหญ่ ตั้งต่อหน้า จนเหลือเฟือ ส่วนพระเล็กเณรน้อยนั่งอยู่รอบข้าง ไม่มีใครคิดถวายอะไรเลย มีแต่งนั่งดูตาปริบๆ เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 9 : คอรัปชั่นในแผ่นดิน
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นสระน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำรอบนอกใส่สะอาดเยือกเย็น ส่วนน้ำในกลางสระขุ่นข้นเป็นโคลนตม แล้วมีสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย พากันแย่งชิงกินน้ำในสระที่ขุ่นข้นเป็นตมนั้น ส่วนน้ำรอบนอกที่ใสสะอาดเยือกเย็น ไม่มีสัตว์ตัวใดอยากจะกินเลย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนจะมีความโลภ ความอยาก ไม่อิ่มพอในเงินทองมากขึ้น การงานที่สะอาด บริสุทธิ์ และสุจริต ไม่อยากทำ ถือว่า เงินเดือนน้อย ร่ำรวยช้า ไม่พอกับความโลภความอยากของตัวเอง จึงได้ลงสมัครตัวเข้ามาในสภาสันนิบาต เพื่อจะมีอำนาจในการบริหารงานและบริหารเงินของแผ่นดินได้อย่างเต็มที่ ใช้อุบายวิธี อันมีเล่ห์เหลี่ยม ทุจริต คิดมิชอบ ในเงินของแผ่นดิน มือใครยาว สาวได้สาวเอา จะได้เงินมาด้วยวิธีสกปรกอย่างไร จะไม่มีความละอายแก่ใจตัวเองเลย ขอให้ได้เงินก้อนโตมา ก็เป็นที่พอใจ ลักษณะนี้จะมีกันทั่วโลก มีทั่วทุกประเทศเขตแดน และจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น จะเกิดความยุ่งเหยิงในสภาสันนิบาตของประเทศนั้นๆ เพราะการแบ่งสันตำแหน่งในการดูดกินเงินภายในประเทศนั้น ไม่ลงตัว ผู้นั้นจะได้กินน้อย ผู้นั้นจะได้กินมาก ผู้นั้นจะไม่ได้กินอะไรเลย สุดท้ายก็เกิดงัดข้อกันเอง เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 10 : สงสัยในมรรคผลนิพพาน
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นหม้อหุงข้าวหม้อเดียวมีความแตกต่างกัน ข้าวในหม้อซีกหนึ่งสุก ซีกหนึ่งดิบๆ สุกๆ อีกซีกหนึ่งข้าวไม่สุกเลย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนในโลกนี้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป กลุ่มหนึ่งจะมีความเชื่อว่า เราตถาคตเป็นที่พึ่งที่เคารพจริง พระธรรมคำสอนของเราตถาคตเป็นสวากขาตธรรม เมื่อนำไปปฏิบัติให้ถึงที่สุดแล้วจะพ้นจากทุกข์ได้จริง เชื่อว่ามีมรรคผลนิพพานจริง นรกสวรรค์มีจริง กรรมดีกรรมชั่วให้ผลแก่บุคคลที่กระทำจริง ตายแล้วเมื่อยังมีกิเลสตัณหาอยู่เชื่อว่าได้มาเกิดใหม่ อีกกลุ่มหนึ่งยังไม่แน่ใจว่า มรรคผลนิพพานในยุคนี้ สมัยนี้ มีจริงหรือไม่ เพราะพระพุทธศาสนาได้ล่วงเลยไปนาน พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มีความสมบูรณ์อยู่หรือไม่ พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในยุคนี้มีจริงหรือไม่ มีแต่ความสงสัยลังเล ไม่แน่ใจ อีกกลุ่มหนึ่งปฏิเสธว่า มรรคผลนิพพานไม่มีนรกสวรรค์ไม่มี ทำดี ทำชั่วไม่ให้ผลในภายหน้าชาติหน้า ตายแล้วไม่ได้เกิดใหม่แต่อย่างใด ในช่วงปลายพุทธศาสนาโน้น คนจะเกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดมากขึ้นๆ ดังนี้
สุบินนิมิตข้อที่ 11 : นำพระธรรมมาขายกิน
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นคนพวกหนึ่ง เอาแก่นจันทร์แดงที่มีค่าราคาแพง ไปแลกกับนมเปรี้ยวหม้อเดียว ซึ่งไม่สมค่าราคากันเลย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนพวกหนึ่ง จะเอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา จะเขียนเป็นตำราเพื่อออกจำหน่าย ขายกิน หารายได้เพื่อเลี้ยงชีวิต เอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ทำเป็นการแสดง แต่งกลอน เพื่อผลประโยชน์ในกัณฑ์เทศน์ แสดงธรรมเพื่อเห็นแก่ค่าจ้างรางวัล อันเป็นอามิส ไม่สมค่าราคากันเลย สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นในช่วงปลายศาสนาของเราตถาคตโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 12 : คนดีถูกขัดขวางรังแก
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นน้ำเต้าแห้งเปล่ากลวงใน ตามธรรมดาแล้วจะลอยอยู่บนน้ำ แต่น้ำเต้าเปล่านั้น กลับดิ่งจมลงในน้ำนั้นเสีย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนดี มีความรู้ดี มีสติปัญญาดี มีความรอบรู้ มีความฉลาด มีความสามารถ มีทั้งพระและฆราวาส จะไม่ได้รับความยกย่องเชิดชูในสังคม จะถูกขัดขวางจากกลุ่มคนพาลสันดานชั่วอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นฆราวาส ก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานในการบริหารแระเทศชาติบ้านเมือง คนมีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภาสันนิบาต หรือได้รับเลือกเข้ามาแล้ว ก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ จะมีกลุ่มทุจริตคิดมิชอบ เพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆ เบียดสีให้ตกเก้าอี้ไป ในสายตาของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ จะมองเห็นคนดีๆ ว่าเป็นตัวกาลกิณีของเขา ไม่ยอมที่จะให้เข้าไปรู้เห็นในความทุจริตคิดมิชอบของตน คนดีๆ จึงไม่มีในสังคมนี้เลย ถ้าเป็นนักบวช ก็เป็นในลักษณะนี้เช่นกันท่านองค์ใดมีใจบริสุทธิ์ผุดผ่องในพระธรรมวินัย มีความรู้ดี ปฏิบัติชอบต่อมรรคผลนิพพาน ท่านเหล่านั้นจะไม่มีใครให้ความสนใจ ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากฟังธรรม จะมองเห็นว่าเป็นพระคร่ำครึล้าสมัยไม่เกิดศรัทธา ไม่อยู่ในสายตาของเขาแต่อย่างใด เพราะใจไม่มีความเคารพเชื่อถือในท่านเหล่านั้น แม้แต่จะแบ่งปันปัจจัยทั้งสี่ ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ ก็ไม่เต็มใจ ถึงจะถวายให้ ก็นิดหน่อยพอเป็นพิธีเท่านั้น ท่านเหล่านี้จึงมีชีวิตอยู่ด้วยความลำบาก ใครก็ไม่อยากบวชเป็นพระในลักษณะนี้ ในที่สุด พระดีๆ มีคุณธรรม ก็จะค่อยหมดไปๆ ในศาสนาของเราตถาคต เรื่องเหล่านี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 13 : คนชั่วเรืองอำนาจ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นก้อนศิลาแท่งทึบ ขนาดใหญ่เท่าเรือ ลอยอยู่บนผิวน้ำเหมือนกับเรือสำเภาเปล่า ตามธรรมดาแล้ว ก้อนศิลาย่อมจมอยู่ใต้น้ำ แต่ก้อนศิลานั้นกลับลอยอยู่บนผิวน้ำ
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนพาลสันดานชั่ว คนทุศีล คนทุธรรม คนขี้โกง คนหัวประจบสอพลอ คนทุจริตคิดมิชอบ คนไม่มีความละอาย จะได้เป็นที่ยกย่องเชิดชูในสังคม เป็นผู้มีบทบาท มีอำนาจ มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีพวกพ้องบริวารมาก ถ้าเป็นฆราวาสก็จะมีแต่ผู้เชิดหน้าชูตา ไปไหนมาไหนมีแต่คนเคารพยำเกรง มีฝูงชนให้การต้อนรับเอาใจ เรียกว่าเป็นกระจกบานใหญ่ ให้แสงสะท้อนเงาของประเทศนั้นๆ สังคมของประเทศนั้นมีความเจริญหรือเสื่อมลง ก็ให้ดูกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในสภา จะเป็นสื่อบอกประตู้หน้าต่างของสังคมได้เป็นอย่างดี ประเทศใดมีตัวแทนในลักษณะใด จะรู้ได้ว่าผู้ที่เลือกเขาเข้ามา ก็เป็นลักษณะอย่างนั้น เขาจะเลือกเอาเกรดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ถ้าเป็นนักบวช นักพรต ก็เป็นลักษณะนี้ศาสนาจะมีความเจริญขึ้นหรือเสื่อมลง ก็ขึ้นอยู่กับบริษัททั้งสี่ ลำพังพระอย่างเดียว จะโดดเด่นขึ้นในท่ามกลางของสังคมนั้นไม่ได้ พระที่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็เพราะญาติโยมนำไปออกข่าวโฆษณา ว่าองค์นั้นมีความขลังอย่างนั้น องค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ มีอภินิหาร ไปทางไหนก็นำไปออกข่าว องค์ไหนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ องค์ไหนเป็นพระอริยเจ้า ฆราวาสจะเป็นผู้คาดการณ์ให้เอง ในยุคสมัยนั้น พระอรหันต์จะเกิดจากลูกศิษย์ยกให้เอง ศิษย์แต่ละครู ศิษย์แต่ละสำนัก จะผลิตจะกำหนดรูปแบบอาจารย์ของตัวเอง ให้เป็นพระอรหันต์ขึ้น เรื่องข้อวัตรปฏิบัติของอาจารย์ มีความเคร่งครัดอย่างไร ก็นำไปโฆษณาอย่างหยดย้อย นี่เองก้อนศิลาแท่งทึงจึงได้ลอยอยู่บนผิวน้ำมีความโดดเด่นเห็นได้อย่างชัดเจน จึงเป็นธุรกิจในคราบผ้ากาสาวพัสตร์บังหน้า เอาศาสนามาแอบอ้างหากิน เมื่อช่วงปลายศาสนาโน้น คนจะหมดความเลื่อมใสในศาสนาของเราตถาคต คนที่มีศรัทธาเบาบางก็จะค่อยจืดจางไป เพราะเห็นความชั่วร้ายในพระยุคนั้นๆ ผู้ที่มีปัญญาดี มีความมั่นคง มีเหตุมีผล เขาจะแสวงหาพระที่เป็นพระได้อย่างถูกต้อง เมื่อปลายศาสนาโน้น เรื่องอย่างนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
สุบินนิมิตข้อที่ 14 : นักบวชหลงลาภยศ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นนางเขียดน้อยไล่กินงูเห่าตัวมหึมา เมื่อไล่ทันก็กระโดดคาบกลืนกินทันที
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น นักบวชองค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีคำพูดเป็นวาทศิลป์ เคยแผ่พังพานในการแสดงธรรม มีบทบาทในสังคม มีประชาชนให้ความเคารพเชื่อถือเป็นอย่างมาก ได้รับลาภ ยศ สรรเสริญจนลืมตัว ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา รักษาใจไม่มีความฉลาด จึงขาดในการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ปล่อยให้ไปสัมผัสในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จึงทำให้ใจเกิดอัฏฐารมณ์ คือ อารมณ์แห่งความรักความใคร่ในกามคุณ มีความกำหนัดย้อมใจ นางเขียดน้อย (สตรี) ได้มองเห็นช่องโหว่ จึงได้วางแผนหว่านล้อมด้วยมารยานานาประการ มีคำหวานอันหยดย้อยเหมือนน้ำอ้อยน้ำตาล ชโลมหัวใจงูเห่าจนหน้ามือตาลาย หายใจไม่เต็มปอดอีนางเขียดน้อยได้จังหวะก็กระโดดคาบกลืนกินทันทีเรียบร้อยไป
สุบินนิมิตข้อที่ 15 : แวดล้อมด้วยพระทุศีล
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นหงส์สีทองทั้งหลาย ไปห้อมล้อมอีกา อีกาไปไหน ฝูงหงส์สีทองทั้งหลาย ก็ห้อมล้อมเป็นบริวาร
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น พระเณรผู้บวชใหม่ ใจยังมีความบริสุทธิ์อยู่ในศีลในธรรม จะห้อมล้อมพระที่ทุศีลทุธรรม จะยกให้เป็นครูอาจารย์เพื่อเคารพกราบไหว้อย่างเหลือเฟือ อีกาฉลาด มีเล่ห์เหลี่ยมในการหาอาหารฉันใด พระทุศีลทุธรรมเหล่านี้ก็ฉลาด มีเล่ห์เหลี่ยมในการหาลาภสักการะได้ฉันนั้น และแบ่งลาภสักการะให้แก่หงส์เล็กหงส์ใหญ่ได้อย่างทั่วถึง ฝูงหงส์ทั้งหลาย จึงให้ความสำคัญในอีกาเป็นอย่างมาก ในยุคต่อไปช่วงปลายศาสนาโน้น การเปลี่ยนไปในสังคมของสมณะก็จะเป็นอย่างนี้ พระที่ทุศีลทุธรรมจะเพิ่มมากขึ้น พระเณรที่ขาดการศึกษา จะไม่รู้ธรรมวินัย ไม่เข้าใจว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรผิดศีล อะไรผิดธรรม จะไม่รู้หน้าที่ของตน เพียงบวชกันตามประเพณีเท่านั้น เหตุการณ์อย่างนี้ ก็จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 16 : โค่นล้มราชาธิปไตย
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นฝูงแพะทั้งหลายพากันไล่จับเสือมาเป็นอาหาร พากันเคี้ยวกินอยู่กรอบๆ พระ
พุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น ประชาชนทั้งหลาย ไม่พอใจการปกครองแบบราชาธิปไตย จึงพากันจับกลุ่มเพื่อเรียกร้องต่อต้านการปกครองของพระราชา ให้ได้มาซึ่งการปกครองแบบประชาธิปไตย ให้พระราชลดบทบาท ลดอำนาจลง อยู่ในการปกครองภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน เมื่อพระราชาไม่ยินยอม ก็พากันปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ถ้าพระราชชาองค์ใดขัดขืน ก็ลบล้างพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นประมุขของประเทศนั้นๆ พร้อมด้วยพระราชวงศ์ ให้หมดไปจากประเทศชาตินั้นเสีย มีบางประเทศที่พระราชยินยอมตามคำขอร้องของประชาชน ยอมลงจากอำนาจเดิมคือราชาธิปไตย ประชาราษฎรในบ้านนั้นเมืองนั้น ก็จะพากันให้ความเคารพเชื่อถือในองค์พระมหากษัตริย์ พากันยกย่องเชิดชูในพระราชวงศ์นั้นจนสุดชีวิต เพื่อให้เป็นร่มโพธิร่มไทร เป็นสมมุติเทพ กราบไหว้เทิดทูน ให้เป็นศูนย์รวมน้ำใจของประเทศนั้นๆ ตลอดไปสินกาลนาน เหตุการณ์อย่างนี้ ก็จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
ลองดูนะว่า เป็นจริงแล้วกี่คำทำนาย เหลืออีกกี่คำทำนาย
Thanks & Best Regards
ธนเดช สายพันธ์ (Thanadeach Saiphan)
1.โคอุสุภราชทั้งหลาย
2. ต้นไม้ทั้งหลาย
3. แม่โคทั้งหลาย
4.โคทั้งหลาย
5. ม้า
6. ถาดทอง ๑
7. สุนัขจิ้งจอก
8. หม้อน้ำ
9. สระโบกขรณี
10. ข้าวไม่สุก
11. แก่นจันทน์
12. น้ำเต้าจม
13. ศิลาลอย
14. เขียดหยอกงู
15. หงส์ทองล้อมกา
16. เสือกลัวแพะ
.......................................................................................................................................................................
สุบินนิมิตข้อที่ 1 : ภัยธรรมชาติ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นโคล่ำสัน 4 ตัว วิ่งมาจากทิศทั้ง 4 มีลักษณะอาการเกรี้ยวกราด ประดุจจะชนกัน ด้วยความโกรธแค้นกันมานาน พอโคทั้ง 4 วิ่งเข้ามาใกล้กันแล้ว กลับถอยห่างออกจากกันไป ไม่ชนกันเลย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น จะเกิดภัยธรรมชาติขึ้น คือ ฟ้าฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล จะมีก้อนเมฆขนาดใหญ่ลอยมาจากทิศทั้ง 4 เหมือนกับฟ้าฝนจะตกลงมาในพื้นปฐพีอย่างหนัก เมื่อก้อนเมฆทั้ง 4 ลอยเข้ามาใกล้กันแล้ว ก็ลอยถอยห่างออกจากกันไป ไม่มีฝนตกลงมาในพื้นปฐพีเลย
สุบินนิมิตข้อที่ 2 : เยาวชนมั่วสุมเสพกาม
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นต้นไม้นานาชนิด ยังไม่ใหญ่โตพอที่จะมีดอกมีผล แต่ต้นไม้นั้นเต็มไปด้วยดอกและผล จนกิ่งก้านสาขาจะรอรับดอกผลนั้นไม่ไหว
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น กุมารีที่มีวัยยังไม่สมควรจะมีสามี แต่กุมารีนั้นอยากแต่งงานให้เป็นครอบครัว เพราะมีความกระสัน ใฝ่ฝันในราคะตัณหา ใจมีความกำเริบในกามคุณ มีความยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นอย่างมาก มีความอยากในกามารมณ์แห่งความรักความใคร่ จึงได้แต่งงานกันเมื่ออายุยังวัยเด็ก ถูกต้องตามประเพณีนิยม บางคนมั่วสุมกัน ไม่มีความละอาย เยี่ยงสัตว์ดิรัจฉาน เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็หาวิธีฆ่าลูกในท้องของตัวเอง จึงเป็นบาปกรรมต่อไปในภายภาคหน้ายิ่งนัก เด็กบางคน ยังมีพ่อแม่เลี้ยงดูอยู่บ้าง เด็กบางคนพ่อแม่เลี้ยงดูไม่ไหว จึงได้ปล่อยปละละเลยให้หาขอทานกินตามลำพัง เป็นเด็กเร่ร่อนจรจัด ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีตระกูล ไม่มีการศึกษา ไม่มีที่พึ่งพาอาศัยในบ้านเรือน ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น อดบ้าง อิ่มบ้าง น่าเวทนายิ่งนัก เหตุการณ์อย่างนี้ จะมีในภายภาคหน้าโน้นใครได้ไปเกิดในยุคนั้น สมัยนั้น ก็จะต้องเจอเหตุการณ์อย่างนี้แล
สุบินนิมิตข้อที่ 3 : พ่อแม่ต้องเอาใจลูก
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิต เห็นฝูงพ่อแม่โคทั้งหลายพากันดูดกิน นมลูกของตัวเอง
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น พ่อแม่ทั้งหลาย จะได้อาศัยกินหยาดเหงื่อแรงงานของลูก อาศัยข้าวปลาอาหารเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่ลูกแสวงหามาเลี้ยงดู พร้อมทั้งเงินทอง ก็ต้องแบ่งปันให้พ่อแม่ได้จับจ่ายใช้สอย ในยุคนั้นสมัยนั้น พ่อแม่ก็ต้องเอาอกเอาใจลูกยิ่งนัก ต้องประจบประแจงปะเหลาะลูกอยู่เสมอ ถ้าพูดต่อลูกดีๆ ลูกก็แบ่งปันเงินทองให้ได้ใช้บ้าง ถ้าพ่อแม่พูดไม่ดี ก็จะไม่ได้รับส่วนแบ่งอะไรจากลูกนี้เลย เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 4 : ผู้อ่อนประสพการณ์บริหารประเทศ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นฝูงคนทั้งหลายพากันจับลูกโคตัวเล็กๆ เข้ามาเทียมแอกเพื่อลากล้อเกวียน เมื่อลากไปไม่ไหว ก็จะพากันเฆี่ยนตี
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนทั้งหลายจะพากันนิยมเอาเด็กที่จบปริญญามาใหม่ๆ ไปรับราชการแผ่นดิน บริหารการพัฒนาประเทศชาติ บ้านเมือง อันเป็นงานที่หนัก ถึงจะมีความรู้อยู่ก็ตาม แต่เด็กนั้นยังขาดประสบการณ์ ขาดความสามารถ ขาดความรอบรู้ ขาดความรอบคอบ ในการบริหารเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม จึงเกิดความผิดพลาด ล่าช้า ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ขาดความรับผิดชอบ ขาดดุลการค้า ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้ถ่วงความเจริญของประเทศชาติ ทำให้คนดุด่าว่ากล่าวนานาประการ เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 5 : ความไม่เป็นธรรมในการตัดสินความ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นม้าตัวเดียว หัวเดียว มีสองปาก กินหญ้าได้สองทาง กินเท่าไรก็ไม่มีความอิ่มพอ
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนผู้มีหน้าที่ตัดสินคดีความต่างๆ จะใช้อุบายวิธีอันมีเล่ห์เหลี่ยม เพื่อเอาเงินจากคู่กรณีทั้งสอง เอาทั้งฝ่ายโจทก์ เอาทั้งฝ่ายจำเลย เพื่อเป็นค่าจ้างรางวัลในการวินิจฉัยคดีความบ้าง เอาค่านั้นบ้าง เอาค่านี้บ้าง ถ้าไม่ได้ตามความเรียกร้อง ก็จะไม่รับเรื่องที่มาร้องเรียน ต้องการเท่าไรก็เรียกร้องตามใจชอบ ถ้าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็เรียกร้องเอาน้อย ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ก็จะเรียกร้องเอาเงินอย่างเต็มที่ แล้วจึงจะมาวินิจฉัยคดี ตัดสินต่อไป เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีภายภาคหน้าทั่วโลก
สุบินนิมิตข้อที่ 6 : พระธรรมคำสอนถูกเหยียบย่ำ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นมีหมู่มนุษย์ ถือถาดทองคำอันมีค่ามหาศาล ไปวางไว้สุนัขจิ้งจอกถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะใส่
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น กลุ่มคนที่โง่เขลาปัญญาทราม จะเอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ไปให้ลัทธิต่างๆ เหยียบย่ำทำลาย แล้วถ่ายทอดลัทธิของเขา เอาคำสอนของเขาที่สกปรกโสโครกด้วยกิเลสตัณหา มากลบเกลื่อนในคำสอนของเรา แล้วดัดแปลงแก้ไขคำสอนของเรา ให้เข้ากันกับลัทธิของเขา แล้วประกาศว่า คำสอนของเราตถาคต เป็นส่วนหนึ่งในลัทธิของเขา ให้คนทั้งหลายมีความเข้าใจผิดว่า คำสอนของเราเข้ากันได้กับของเขา ถือว่าเป็นอันเดียวกัน ลัทธิเหล่านั้นก็จะไม่รู้คุณค่าของคำสอนของเราตถาคตแต่อย่างใด มนุษย์อย่างนี้ก็จะมีในเมื่อเราตถาคตนิพพานไปแล้ว และจะมีลัทธิต่างๆ มาอวดอ้างว่าเป็นศาสนาเป็นจำนวนมาก
สุบินนิมิตข้อที่ 7 : ผู้มีใจต่ำแอบอ้างสถาบันกษัตริย์
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นชายคนหนึ่ง เอาหนังสือมานั่งฟั่นให้เป็นเชือก อยู่บนม้านั่ง แล้วมีสุนัขจิ้งจอกคอยกัดกินอยู่ เมื่อฟั่นเชือกเสร็จ สุนัขจิ้งจอกก็กินหมดทันที
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนผู้มีจิตใจต่ำ ปัญญาทราม จะได้รับสมมุติ ยกย่องขึ้นเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ นั่งทำงานอยู่ในพระราชสำนักระดับสูง อาศัยอำนาจ พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ว่าราชการแผ่นดินแทนพระองค์อยู่เนืองนิตย์ โดยมีความโง่เขลาเบาปัญญา พูดจาขาดความสำรวม กล่าวเปิดเผยความลับต่างๆ ในพระราชสำนัก ให้หมู่ประชาชนได้รู้ คนลัทธิต่างๆ ที่ไม่มีความหวังดีต่อพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ได้ยินเข้า จึงนำเอาไปตีแผ่ โฆษณาให้คนอื่นคลายศรัทธา หมดความเคารพในวงศ์พระมหากษัตริย์ และหมดความเชื่อถือในพระราชวงศ์ต่อไป เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้นคนที่ไม่มีความหวังดีต่อพระมหากษัตริย์ จะเป็นหนอนบ่อนไส้เสียเอง
สุบินนิมิตข้อที่ 8 : ทำบุญเลือกหน้า
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นโอ่งน้ำใหญ่และโอ่งน้ำเล็กตั้งอยู่ในที่แห่งเดียวกัน แล้มีทคนทั้งหลาย แย่งกันตักน้ำ เทใส่โอ่งน้ำใหญ่ จนล้นเหลือ ส่วนโอ่งน้ำเล็ก ไม่มีใครตักน้ำใส่เลย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น จะมีคนทำบุญโดยเลือกหน้า พระองค์ที่มีอายุมาก พรรษามาก มียศถาบรรดาศักดิ์ในตำแหน่งต่างๆ จะมีคนให้ความสนใจจะพากันถวายเครื่องไทยทานเป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่ของที่ดีๆ มีค่า มีราคา ข้าวปลาอาหาร ปิ่นโตเถาขนาดใหญ่ ตั้งต่อหน้า จนเหลือเฟือ ส่วนพระเล็กเณรน้อยนั่งอยู่รอบข้าง ไม่มีใครคิดถวายอะไรเลย มีแต่งนั่งดูตาปริบๆ เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 9 : คอรัปชั่นในแผ่นดิน
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นสระน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำรอบนอกใส่สะอาดเยือกเย็น ส่วนน้ำในกลางสระขุ่นข้นเป็นโคลนตม แล้วมีสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย พากันแย่งชิงกินน้ำในสระที่ขุ่นข้นเป็นตมนั้น ส่วนน้ำรอบนอกที่ใสสะอาดเยือกเย็น ไม่มีสัตว์ตัวใดอยากจะกินเลย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนจะมีความโลภ ความอยาก ไม่อิ่มพอในเงินทองมากขึ้น การงานที่สะอาด บริสุทธิ์ และสุจริต ไม่อยากทำ ถือว่า เงินเดือนน้อย ร่ำรวยช้า ไม่พอกับความโลภความอยากของตัวเอง จึงได้ลงสมัครตัวเข้ามาในสภาสันนิบาต เพื่อจะมีอำนาจในการบริหารงานและบริหารเงินของแผ่นดินได้อย่างเต็มที่ ใช้อุบายวิธี อันมีเล่ห์เหลี่ยม ทุจริต คิดมิชอบ ในเงินของแผ่นดิน มือใครยาว สาวได้สาวเอา จะได้เงินมาด้วยวิธีสกปรกอย่างไร จะไม่มีความละอายแก่ใจตัวเองเลย ขอให้ได้เงินก้อนโตมา ก็เป็นที่พอใจ ลักษณะนี้จะมีกันทั่วโลก มีทั่วทุกประเทศเขตแดน และจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น จะเกิดความยุ่งเหยิงในสภาสันนิบาตของประเทศนั้นๆ เพราะการแบ่งสันตำแหน่งในการดูดกินเงินภายในประเทศนั้น ไม่ลงตัว ผู้นั้นจะได้กินน้อย ผู้นั้นจะได้กินมาก ผู้นั้นจะไม่ได้กินอะไรเลย สุดท้ายก็เกิดงัดข้อกันเอง เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 10 : สงสัยในมรรคผลนิพพาน
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นหม้อหุงข้าวหม้อเดียวมีความแตกต่างกัน ข้าวในหม้อซีกหนึ่งสุก ซีกหนึ่งดิบๆ สุกๆ อีกซีกหนึ่งข้าวไม่สุกเลย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนในโลกนี้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป กลุ่มหนึ่งจะมีความเชื่อว่า เราตถาคตเป็นที่พึ่งที่เคารพจริง พระธรรมคำสอนของเราตถาคตเป็นสวากขาตธรรม เมื่อนำไปปฏิบัติให้ถึงที่สุดแล้วจะพ้นจากทุกข์ได้จริง เชื่อว่ามีมรรคผลนิพพานจริง นรกสวรรค์มีจริง กรรมดีกรรมชั่วให้ผลแก่บุคคลที่กระทำจริง ตายแล้วเมื่อยังมีกิเลสตัณหาอยู่เชื่อว่าได้มาเกิดใหม่ อีกกลุ่มหนึ่งยังไม่แน่ใจว่า มรรคผลนิพพานในยุคนี้ สมัยนี้ มีจริงหรือไม่ เพราะพระพุทธศาสนาได้ล่วงเลยไปนาน พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มีความสมบูรณ์อยู่หรือไม่ พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในยุคนี้มีจริงหรือไม่ มีแต่ความสงสัยลังเล ไม่แน่ใจ อีกกลุ่มหนึ่งปฏิเสธว่า มรรคผลนิพพานไม่มีนรกสวรรค์ไม่มี ทำดี ทำชั่วไม่ให้ผลในภายหน้าชาติหน้า ตายแล้วไม่ได้เกิดใหม่แต่อย่างใด ในช่วงปลายพุทธศาสนาโน้น คนจะเกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดมากขึ้นๆ ดังนี้
สุบินนิมิตข้อที่ 11 : นำพระธรรมมาขายกิน
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นคนพวกหนึ่ง เอาแก่นจันทร์แดงที่มีค่าราคาแพง ไปแลกกับนมเปรี้ยวหม้อเดียว ซึ่งไม่สมค่าราคากันเลย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนพวกหนึ่ง จะเอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา จะเขียนเป็นตำราเพื่อออกจำหน่าย ขายกิน หารายได้เพื่อเลี้ยงชีวิต เอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ทำเป็นการแสดง แต่งกลอน เพื่อผลประโยชน์ในกัณฑ์เทศน์ แสดงธรรมเพื่อเห็นแก่ค่าจ้างรางวัล อันเป็นอามิส ไม่สมค่าราคากันเลย สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นในช่วงปลายศาสนาของเราตถาคตโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 12 : คนดีถูกขัดขวางรังแก
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นน้ำเต้าแห้งเปล่ากลวงใน ตามธรรมดาแล้วจะลอยอยู่บนน้ำ แต่น้ำเต้าเปล่านั้น กลับดิ่งจมลงในน้ำนั้นเสีย
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนดี มีความรู้ดี มีสติปัญญาดี มีความรอบรู้ มีความฉลาด มีความสามารถ มีทั้งพระและฆราวาส จะไม่ได้รับความยกย่องเชิดชูในสังคม จะถูกขัดขวางจากกลุ่มคนพาลสันดานชั่วอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นฆราวาส ก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานในการบริหารแระเทศชาติบ้านเมือง คนมีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภาสันนิบาต หรือได้รับเลือกเข้ามาแล้ว ก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ จะมีกลุ่มทุจริตคิดมิชอบ เพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆ เบียดสีให้ตกเก้าอี้ไป ในสายตาของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ จะมองเห็นคนดีๆ ว่าเป็นตัวกาลกิณีของเขา ไม่ยอมที่จะให้เข้าไปรู้เห็นในความทุจริตคิดมิชอบของตน คนดีๆ จึงไม่มีในสังคมนี้เลย ถ้าเป็นนักบวช ก็เป็นในลักษณะนี้เช่นกันท่านองค์ใดมีใจบริสุทธิ์ผุดผ่องในพระธรรมวินัย มีความรู้ดี ปฏิบัติชอบต่อมรรคผลนิพพาน ท่านเหล่านั้นจะไม่มีใครให้ความสนใจ ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากฟังธรรม จะมองเห็นว่าเป็นพระคร่ำครึล้าสมัยไม่เกิดศรัทธา ไม่อยู่ในสายตาของเขาแต่อย่างใด เพราะใจไม่มีความเคารพเชื่อถือในท่านเหล่านั้น แม้แต่จะแบ่งปันปัจจัยทั้งสี่ ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ ก็ไม่เต็มใจ ถึงจะถวายให้ ก็นิดหน่อยพอเป็นพิธีเท่านั้น ท่านเหล่านี้จึงมีชีวิตอยู่ด้วยความลำบาก ใครก็ไม่อยากบวชเป็นพระในลักษณะนี้ ในที่สุด พระดีๆ มีคุณธรรม ก็จะค่อยหมดไปๆ ในศาสนาของเราตถาคต เรื่องเหล่านี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 13 : คนชั่วเรืองอำนาจ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นก้อนศิลาแท่งทึบ ขนาดใหญ่เท่าเรือ ลอยอยู่บนผิวน้ำเหมือนกับเรือสำเภาเปล่า ตามธรรมดาแล้ว ก้อนศิลาย่อมจมอยู่ใต้น้ำ แต่ก้อนศิลานั้นกลับลอยอยู่บนผิวน้ำ
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนพาลสันดานชั่ว คนทุศีล คนทุธรรม คนขี้โกง คนหัวประจบสอพลอ คนทุจริตคิดมิชอบ คนไม่มีความละอาย จะได้เป็นที่ยกย่องเชิดชูในสังคม เป็นผู้มีบทบาท มีอำนาจ มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีพวกพ้องบริวารมาก ถ้าเป็นฆราวาสก็จะมีแต่ผู้เชิดหน้าชูตา ไปไหนมาไหนมีแต่คนเคารพยำเกรง มีฝูงชนให้การต้อนรับเอาใจ เรียกว่าเป็นกระจกบานใหญ่ ให้แสงสะท้อนเงาของประเทศนั้นๆ สังคมของประเทศนั้นมีความเจริญหรือเสื่อมลง ก็ให้ดูกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในสภา จะเป็นสื่อบอกประตู้หน้าต่างของสังคมได้เป็นอย่างดี ประเทศใดมีตัวแทนในลักษณะใด จะรู้ได้ว่าผู้ที่เลือกเขาเข้ามา ก็เป็นลักษณะอย่างนั้น เขาจะเลือกเอาเกรดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ถ้าเป็นนักบวช นักพรต ก็เป็นลักษณะนี้ศาสนาจะมีความเจริญขึ้นหรือเสื่อมลง ก็ขึ้นอยู่กับบริษัททั้งสี่ ลำพังพระอย่างเดียว จะโดดเด่นขึ้นในท่ามกลางของสังคมนั้นไม่ได้ พระที่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็เพราะญาติโยมนำไปออกข่าวโฆษณา ว่าองค์นั้นมีความขลังอย่างนั้น องค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ มีอภินิหาร ไปทางไหนก็นำไปออกข่าว องค์ไหนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ องค์ไหนเป็นพระอริยเจ้า ฆราวาสจะเป็นผู้คาดการณ์ให้เอง ในยุคสมัยนั้น พระอรหันต์จะเกิดจากลูกศิษย์ยกให้เอง ศิษย์แต่ละครู ศิษย์แต่ละสำนัก จะผลิตจะกำหนดรูปแบบอาจารย์ของตัวเอง ให้เป็นพระอรหันต์ขึ้น เรื่องข้อวัตรปฏิบัติของอาจารย์ มีความเคร่งครัดอย่างไร ก็นำไปโฆษณาอย่างหยดย้อย นี่เองก้อนศิลาแท่งทึงจึงได้ลอยอยู่บนผิวน้ำมีความโดดเด่นเห็นได้อย่างชัดเจน จึงเป็นธุรกิจในคราบผ้ากาสาวพัสตร์บังหน้า เอาศาสนามาแอบอ้างหากิน เมื่อช่วงปลายศาสนาโน้น คนจะหมดความเลื่อมใสในศาสนาของเราตถาคต คนที่มีศรัทธาเบาบางก็จะค่อยจืดจางไป เพราะเห็นความชั่วร้ายในพระยุคนั้นๆ ผู้ที่มีปัญญาดี มีความมั่นคง มีเหตุมีผล เขาจะแสวงหาพระที่เป็นพระได้อย่างถูกต้อง เมื่อปลายศาสนาโน้น เรื่องอย่างนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
สุบินนิมิตข้อที่ 14 : นักบวชหลงลาภยศ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นนางเขียดน้อยไล่กินงูเห่าตัวมหึมา เมื่อไล่ทันก็กระโดดคาบกลืนกินทันที
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น นักบวชองค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีคำพูดเป็นวาทศิลป์ เคยแผ่พังพานในการแสดงธรรม มีบทบาทในสังคม มีประชาชนให้ความเคารพเชื่อถือเป็นอย่างมาก ได้รับลาภ ยศ สรรเสริญจนลืมตัว ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา รักษาใจไม่มีความฉลาด จึงขาดในการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ปล่อยให้ไปสัมผัสในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จึงทำให้ใจเกิดอัฏฐารมณ์ คือ อารมณ์แห่งความรักความใคร่ในกามคุณ มีความกำหนัดย้อมใจ นางเขียดน้อย (สตรี) ได้มองเห็นช่องโหว่ จึงได้วางแผนหว่านล้อมด้วยมารยานานาประการ มีคำหวานอันหยดย้อยเหมือนน้ำอ้อยน้ำตาล ชโลมหัวใจงูเห่าจนหน้ามือตาลาย หายใจไม่เต็มปอดอีนางเขียดน้อยได้จังหวะก็กระโดดคาบกลืนกินทันทีเรียบร้อยไป
สุบินนิมิตข้อที่ 15 : แวดล้อมด้วยพระทุศีล
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นหงส์สีทองทั้งหลาย ไปห้อมล้อมอีกา อีกาไปไหน ฝูงหงส์สีทองทั้งหลาย ก็ห้อมล้อมเป็นบริวาร
พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น พระเณรผู้บวชใหม่ ใจยังมีความบริสุทธิ์อยู่ในศีลในธรรม จะห้อมล้อมพระที่ทุศีลทุธรรม จะยกให้เป็นครูอาจารย์เพื่อเคารพกราบไหว้อย่างเหลือเฟือ อีกาฉลาด มีเล่ห์เหลี่ยมในการหาอาหารฉันใด พระทุศีลทุธรรมเหล่านี้ก็ฉลาด มีเล่ห์เหลี่ยมในการหาลาภสักการะได้ฉันนั้น และแบ่งลาภสักการะให้แก่หงส์เล็กหงส์ใหญ่ได้อย่างทั่วถึง ฝูงหงส์ทั้งหลาย จึงให้ความสำคัญในอีกาเป็นอย่างมาก ในยุคต่อไปช่วงปลายศาสนาโน้น การเปลี่ยนไปในสังคมของสมณะก็จะเป็นอย่างนี้ พระที่ทุศีลทุธรรมจะเพิ่มมากขึ้น พระเณรที่ขาดการศึกษา จะไม่รู้ธรรมวินัย ไม่เข้าใจว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรผิดศีล อะไรผิดธรรม จะไม่รู้หน้าที่ของตน เพียงบวชกันตามประเพณีเท่านั้น เหตุการณ์อย่างนี้ ก็จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
สุบินนิมิตข้อที่ 16 : โค่นล้มราชาธิปไตย
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นฝูงแพะทั้งหลายพากันไล่จับเสือมาเป็นอาหาร พากันเคี้ยวกินอยู่กรอบๆ พระ
พุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น ประชาชนทั้งหลาย ไม่พอใจการปกครองแบบราชาธิปไตย จึงพากันจับกลุ่มเพื่อเรียกร้องต่อต้านการปกครองของพระราชา ให้ได้มาซึ่งการปกครองแบบประชาธิปไตย ให้พระราชลดบทบาท ลดอำนาจลง อยู่ในการปกครองภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน เมื่อพระราชาไม่ยินยอม ก็พากันปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ถ้าพระราชชาองค์ใดขัดขืน ก็ลบล้างพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นประมุขของประเทศนั้นๆ พร้อมด้วยพระราชวงศ์ ให้หมดไปจากประเทศชาตินั้นเสีย มีบางประเทศที่พระราชยินยอมตามคำขอร้องของประชาชน ยอมลงจากอำนาจเดิมคือราชาธิปไตย ประชาราษฎรในบ้านนั้นเมืองนั้น ก็จะพากันให้ความเคารพเชื่อถือในองค์พระมหากษัตริย์ พากันยกย่องเชิดชูในพระราชวงศ์นั้นจนสุดชีวิต เพื่อให้เป็นร่มโพธิร่มไทร เป็นสมมุติเทพ กราบไหว้เทิดทูน ให้เป็นศูนย์รวมน้ำใจของประเทศนั้นๆ ตลอดไปสินกาลนาน เหตุการณ์อย่างนี้ ก็จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น
ลองดูนะว่า เป็นจริงแล้วกี่คำทำนาย เหลืออีกกี่คำทำนาย
Thanks & Best Regards
ธนเดช สายพันธ์ (Thanadeach Saiphan)
หายใจและยิ้มอย่างมีสติ
เมื่อเรานั่งลงอย่างสงบ หายใจและยิ้มอย่างมีสติ
เรากำลังเป็นตัวเองอย่างแท้จริง
เรากำลังมีอำนาจเหนือตนเอง
แต่เมื่อเปิดดูรายการโทรทัศน์
นั่นเท่ากับเราปล่อยให้รายการนั้นรุกรานเข้ามาในใจ
บางครั้งก็เป็นรายการที่ดี
แต่บ่อยครั้งเป็นเพียงเสียงหนวกหูเสียมากกว่า
เพราะเราต้องการอะไรสักอย่างจากภายนอกให้เข้ามาสู่ตัวเรานั่นเอง
เราจึงนั่งปล่อยให้เสียงโทรทัศน์อันโหวกเหวกรุกรานเรา
โจมตีเรา ทำลายเรา
แม้ระบบประสาทจะถูกกระหน่ำโบยจนบอบช้ำ
เราก็ยังไม่กล้าลุกขึ้นเปิดโทรทัศน์
เพราะถ้าทำเช่นนั้น เราจะต้องกลับมาสู่ตัวเอง
การภาวนานั้นกลับตรงกันข้าม
เพราะสิ่งนี่ช่วยให้เราหวนคืนสู่ตัวจริงของเรา
ทว่าการภาวนาในสภาพสังคมเช่นนี้ นับว่ายากมาก
ทุกอย่างดูเหมือนจะร่วมมือกัน พยายามพรากเราออกจากตัวตนที่แท้จริง
เรามีของนับไม่ถ้วนที่จะชักจูงให้หนีห่างจากตัวเอง
เช่น วิดิโอเทป และดนตรี เป็นต้น
การภาวนาคือการมีสติ ยิ้มและหายใจอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม
ซึ่งเป็นทางตรงข้ามกับวิถีชีวิตข้างต้น
เราหวนคืนสู่ตัวเองก็เพื่อจะได้เห็นความเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย
ความเป็นไปของสรรพสิ่งนับว่าสำคัญมาก
เรากำลังเป็นตัวเองอย่างแท้จริง
เรากำลังมีอำนาจเหนือตนเอง
แต่เมื่อเปิดดูรายการโทรทัศน์
นั่นเท่ากับเราปล่อยให้รายการนั้นรุกรานเข้ามาในใจ
บางครั้งก็เป็นรายการที่ดี
แต่บ่อยครั้งเป็นเพียงเสียงหนวกหูเสียมากกว่า
เพราะเราต้องการอะไรสักอย่างจากภายนอกให้เข้ามาสู่ตัวเรานั่นเอง
เราจึงนั่งปล่อยให้เสียงโทรทัศน์อันโหวกเหวกรุกรานเรา
โจมตีเรา ทำลายเรา
แม้ระบบประสาทจะถูกกระหน่ำโบยจนบอบช้ำ
เราก็ยังไม่กล้าลุกขึ้นเปิดโทรทัศน์
เพราะถ้าทำเช่นนั้น เราจะต้องกลับมาสู่ตัวเอง
การภาวนานั้นกลับตรงกันข้าม
เพราะสิ่งนี่ช่วยให้เราหวนคืนสู่ตัวจริงของเรา
ทว่าการภาวนาในสภาพสังคมเช่นนี้ นับว่ายากมาก
ทุกอย่างดูเหมือนจะร่วมมือกัน พยายามพรากเราออกจากตัวตนที่แท้จริง
เรามีของนับไม่ถ้วนที่จะชักจูงให้หนีห่างจากตัวเอง
เช่น วิดิโอเทป และดนตรี เป็นต้น
การภาวนาคือการมีสติ ยิ้มและหายใจอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม
ซึ่งเป็นทางตรงข้ามกับวิถีชีวิตข้างต้น
เราหวนคืนสู่ตัวเองก็เพื่อจะได้เห็นความเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย
ความเป็นไปของสรรพสิ่งนับว่าสำคัญมาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)