Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
10 สำนวนในการเขียนภาษาไทย กรณีสำนวนต่างประเทศจะนำไปใช้ในความเรียงไม่ได้
1.เขาถูกเชิญไปรับประทานอาหาร (ผิด)
เขาได้รับเชิญไปรับประทานอาหาร (ถูก)
2. เขาได้รับการลงโทษอย่างหนัก (ผิด)
เขาถูกลงโทษอย่างหนัก (ถูก)
3. เขาจับรถไฟไปเชียงใหม่ (ผิด)
เขาโดยสารรถไฟไปเชียงใหม่ (ถูก)
เขาไปเชียงใหม่ทางรถไฟ (ถูก)
4. วาสิฏฐีแต่งโดยเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป (ผิด)
เสฐียรโกเศศและนาคะประทีปแต่งวาสิฏฐี (ถูก)
วาสิฏฐีเป็นนิพนธ์ของเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป (ถูก)
5. กำหนดนัดตรงกับ ๒๐ นาฬิกา แต่เขามาสายไป ๑๕ นาที (ผิด)
กำหนดนัดตรงกับ ๒๐ นาฬิกา แต่เขามาช้าไป ๑๕ นาที (ถูก)
6. เธอพบตัวเองอยู่ในห้องคนเดียว (ผิด)
เธอรู้สึกตัวว่าอยู่ในห้องคนเดียว (ถูก)
7. สนามเต็มไปด้วยหญ้า (ผิด)
ในสนามมีหญ้าเต็ม (ถูก)
สนามมีหญ้าเต็ม (ถูก)
8. กองทัพไทยภายใต้การนำของสมเด็จพระนเรศวร มีชัยชนะแก่กองทัพพม่า (ผิด)
กองทัพไทยซึ่งสมเด็จพระนเรศวรทรงนำ มีชัยชนะแก่กองทัพพม่า (ถูก)
9. ในอนาคตอันใกล้นี้ ฉันจะได้เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยแล้ว (ผิด)
ฉันจะได้เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเร็วนี้ (ถูก)
10. พอทราบผลการสอบไล่ เขาก็ตกอยู่ในห้วงแห่งความระทมทุกข์ (ผิด)
พอทราบผลการสอบไล่เขาก็เกิดความระทมทุกข์ (ถูก)
ทำอย่างไรให้ใจเป็นสุข โดยพระอ.มานพ อุปสโม สอนวิปัสสนา
ถอดสาระธรรมบรรยายตอนท้าย เรื่อง ทำอย่างไรให้ใจเป็นสุข
บรรยายเมื่อ 4 เมษายน 2552 ที่ยุวพุทธฯบางแค
โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม อาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานท่านหนึ่งของ
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ข้อความตอนสุดท้าย ความว่า......
.....พอดูลมหายใจเข้าออกไปสักระยะหนึ่ง ลมหายใจก็จะเริ่มนิ่ง ใจนิ่ง ใจสงบ ใจหยุด
ยุติการดำริถึงเรื่องต่างๆ เรียกว่าใจเป็นสมาธิ ใจที่เป็นสมาธิ ใจที่ตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจ
ขณะนั้นสติของเราทำงาน มีการพัฒนาอยู่ แล้วก็สมาธิเกิดขึ้นแก่ใจเรา เราได้รับประโยชน์สองประการ
ทำให้ได้ระลึกกับรู้สึก ประการที่หนึ่ง
อีกประการหนึ่ง เราได้ความสงบด้วย
คราวนี้วิธีการฝึก ฝึกใหม่ๆ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า
จริงๆ แล้ว จุดมุ่งหมายที่แท้จริงพระพุทธเจ้าต้องการให้เราอยู่กับใจ
ต้องการให้เรามองเห็นใจ ต้องการให้เราเอาใจใส่ใจ
เรานั่งสมาธิดูลมหายใจเข้าออก หรือเราดูอาการพอง อาการยุบนะ
อาการพอง อาการยุบก็คือการเคลื่อนไหว มีอาการเคลื่อนเราก็ใส่ใจเห็น
มีอาการขยับเขยื้อนส่วนใดส่วนหนึ่งเราก็ใส่ใจ มองเห็นการขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว
ขณะนั้นใจของเรามีสติ มีสัมปชัญญะ เราเข้าไปใส่ใจ เข้าไปตามสังเกตอยู่บ่อยๆ จะทำให้ใจเราหยุดคิด
ทีนี้ถ้าใจคิดเราก็ไม่ต้องรำคาญใจ ขณะดูลมหายใจเข้าออก ขณะดูอาการพองยุบอยู่
แล้วใจของเราก็แวบคิดไปเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราอย่ารำคาญใจ ให้มองดูใจคิดนั้นนิดนึง
มองดูใจที่คิด สังเกตใจที่คิดนั้น เข้าไปสังเกตใจที่คิดไปแวบนึง
เอาแค่ครั้งเดียว ใส่ใจครั้งเดียวก็พอ แล้วกลับมาดูลมหายใจเข้าออกต่อ
หรือมาดูพองยุบต่อ ถ้าเราดูพอง ดูยุบ ก็ดูพองยุบต่อไปเฉยๆ
แล้วใจก็แวบไปอีก เราก็ตามไปดูใจ ขณะเราสังเกตลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
เราทันลมหายใจเข้าออก เรียกว่าสติสัมปชัญญะ แต่ถ้าใจแวบไป คิดไป ใจทิ้งลมหายใจเข้าออก
ไปคิดถึงเรื่องใหม่ ตัวใจที่คิดไปแวบไป ตรงนี้นี่แหละ ถ้าเราตามดูใจตรงนี้ทัน
ปัญญาจะเกิดแก่ตัวเรา รอบรู้จะเกิดแก่ตัวเรา แล้วท่านต้องการให้เราทำใจให้รอบรู้ ทำใจให้เกิดปัญญา
ถ้าเราไปตามดูความรู้สึก แล้วเราเห็นความรู้สึก แต่ละความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่ตัวเราจะเป็นหนทางให้เกิดปัญญา
เวลาใจคิดอย่ารำคาญใจ ดูลมหายใจเข้าออก แล้วใจหวนไปคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่ารำคาญใจ
เราไปตามดูใจนั้น ถ้าไปสังเกตใจได้ สังเกตใจทัน ปัญญาจะเกิดแก่ตัวเรา
แล้วก็การไปดูใจที่แวบไป คิดไป หลุดไปทัน หนทางแห่งการหลุดพ้นอยู่ตรงนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้
ไปเห็นใจตามความเป็นจริงปัญญาเกิด เมื่อปัญญาเกิด วิปัสสนาปัญญาดำเนินไป แล้ววิปัสสนาจะวิวัฒนาการไป
เบื้องต้นก็เห็นการเกิด การดับ เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เห็นการเกิด เห็นการดับ เห็นการดับไป เห็นการเกิดขึ้น ดับไปชัดเจน
ปัญญาจะค่อยๆ วิวัฒนา ใส่ใจอยู่ตรงนี้ ใจก็ไม่ไปหาเรื่อง ไม่ไปจมอยู่กับเรื่อง
สาระสำคัญอยู่ตรงนี้ สาระสำคัญของวิปัสสนา เราใส่ใจอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอยู่
เป็นการฝึกใจให้มีสติสัมปชัญญะ พอจิตทิ้งอารมณ์นั้นๆ ไป หวนกลับไปคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เราตามจิตนั้นทัน จิตเหล่านั้นเป็นหนทางให้เกิดปัญญา ก็ลองค่อยๆ ใส่ใจ ค่อยๆ สังเกต
สังเกตลมหายใจเข้าก็ได้ สังเกตลมหายใจออกก็ได้ สังเกตอาการพอง อาการยุบก็ได้
ต่อจากนี้ไปจะให้นั่งนิ่งๆ สัก 5 นาที สังเกตตัวเองให้ดีๆ จิตคิด สังเกตจิต
พอสังเกตจิตแล้ว กลับมาสังเกตลมหายใจเข้าออกต่อ จิตคิดสังเกตจิต
พอสังเกตจิตแล้วกลับมาดูอาการพอง อาการยุบต่อ สังเกตมองดูเฉยๆ นะ
มองดูอาการของท้องพอง ท้องยุบ มองดูอาการของลมหายใจเข้าออก
ใส่ใจระลึกทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ หมั่นสังเกตหมั่นตามดูตามรู้ หมั่นใส่ใจ หมั่นทำความรู้สึก
หมั่นระลึกถึงอยู่เนืองๆ ระลึกถึงอยู่เป็นประจำๆ ใจของเราก็จะไม่ตกต่ำ
ใจของเราก็จะไม่เพลี่ยงพล้ำ ใจของเราก็จะมีการพัฒนายิ่งขึ้นตามลำดับ
ต่อจากนี้ไปก็จะให้ใส่ใจสัก 5 นาที เพื่อดูใจต่อไป
ขอบคุณธรรมจักรดอทเนต
บรรยายเมื่อ 4 เมษายน 2552 ที่ยุวพุทธฯบางแค
โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม อาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานท่านหนึ่งของ
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ข้อความตอนสุดท้าย ความว่า......
.....พอดูลมหายใจเข้าออกไปสักระยะหนึ่ง ลมหายใจก็จะเริ่มนิ่ง ใจนิ่ง ใจสงบ ใจหยุด
ยุติการดำริถึงเรื่องต่างๆ เรียกว่าใจเป็นสมาธิ ใจที่เป็นสมาธิ ใจที่ตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจ
ขณะนั้นสติของเราทำงาน มีการพัฒนาอยู่ แล้วก็สมาธิเกิดขึ้นแก่ใจเรา เราได้รับประโยชน์สองประการ
ทำให้ได้ระลึกกับรู้สึก ประการที่หนึ่ง
อีกประการหนึ่ง เราได้ความสงบด้วย
คราวนี้วิธีการฝึก ฝึกใหม่ๆ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า
จริงๆ แล้ว จุดมุ่งหมายที่แท้จริงพระพุทธเจ้าต้องการให้เราอยู่กับใจ
ต้องการให้เรามองเห็นใจ ต้องการให้เราเอาใจใส่ใจ
เรานั่งสมาธิดูลมหายใจเข้าออก หรือเราดูอาการพอง อาการยุบนะ
อาการพอง อาการยุบก็คือการเคลื่อนไหว มีอาการเคลื่อนเราก็ใส่ใจเห็น
มีอาการขยับเขยื้อนส่วนใดส่วนหนึ่งเราก็ใส่ใจ มองเห็นการขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว
ขณะนั้นใจของเรามีสติ มีสัมปชัญญะ เราเข้าไปใส่ใจ เข้าไปตามสังเกตอยู่บ่อยๆ จะทำให้ใจเราหยุดคิด
ทีนี้ถ้าใจคิดเราก็ไม่ต้องรำคาญใจ ขณะดูลมหายใจเข้าออก ขณะดูอาการพองยุบอยู่
แล้วใจของเราก็แวบคิดไปเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราอย่ารำคาญใจ ให้มองดูใจคิดนั้นนิดนึง
มองดูใจที่คิด สังเกตใจที่คิดนั้น เข้าไปสังเกตใจที่คิดไปแวบนึง
เอาแค่ครั้งเดียว ใส่ใจครั้งเดียวก็พอ แล้วกลับมาดูลมหายใจเข้าออกต่อ
หรือมาดูพองยุบต่อ ถ้าเราดูพอง ดูยุบ ก็ดูพองยุบต่อไปเฉยๆ
แล้วใจก็แวบไปอีก เราก็ตามไปดูใจ ขณะเราสังเกตลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
เราทันลมหายใจเข้าออก เรียกว่าสติสัมปชัญญะ แต่ถ้าใจแวบไป คิดไป ใจทิ้งลมหายใจเข้าออก
ไปคิดถึงเรื่องใหม่ ตัวใจที่คิดไปแวบไป ตรงนี้นี่แหละ ถ้าเราตามดูใจตรงนี้ทัน
ปัญญาจะเกิดแก่ตัวเรา รอบรู้จะเกิดแก่ตัวเรา แล้วท่านต้องการให้เราทำใจให้รอบรู้ ทำใจให้เกิดปัญญา
ถ้าเราไปตามดูความรู้สึก แล้วเราเห็นความรู้สึก แต่ละความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่ตัวเราจะเป็นหนทางให้เกิดปัญญา
เวลาใจคิดอย่ารำคาญใจ ดูลมหายใจเข้าออก แล้วใจหวนไปคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่ารำคาญใจ
เราไปตามดูใจนั้น ถ้าไปสังเกตใจได้ สังเกตใจทัน ปัญญาจะเกิดแก่ตัวเรา
แล้วก็การไปดูใจที่แวบไป คิดไป หลุดไปทัน หนทางแห่งการหลุดพ้นอยู่ตรงนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้
ไปเห็นใจตามความเป็นจริงปัญญาเกิด เมื่อปัญญาเกิด วิปัสสนาปัญญาดำเนินไป แล้ววิปัสสนาจะวิวัฒนาการไป
เบื้องต้นก็เห็นการเกิด การดับ เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เห็นการเกิด เห็นการดับ เห็นการดับไป เห็นการเกิดขึ้น ดับไปชัดเจน
ปัญญาจะค่อยๆ วิวัฒนา ใส่ใจอยู่ตรงนี้ ใจก็ไม่ไปหาเรื่อง ไม่ไปจมอยู่กับเรื่อง
สาระสำคัญอยู่ตรงนี้ สาระสำคัญของวิปัสสนา เราใส่ใจอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอยู่
เป็นการฝึกใจให้มีสติสัมปชัญญะ พอจิตทิ้งอารมณ์นั้นๆ ไป หวนกลับไปคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เราตามจิตนั้นทัน จิตเหล่านั้นเป็นหนทางให้เกิดปัญญา ก็ลองค่อยๆ ใส่ใจ ค่อยๆ สังเกต
สังเกตลมหายใจเข้าก็ได้ สังเกตลมหายใจออกก็ได้ สังเกตอาการพอง อาการยุบก็ได้
ต่อจากนี้ไปจะให้นั่งนิ่งๆ สัก 5 นาที สังเกตตัวเองให้ดีๆ จิตคิด สังเกตจิต
พอสังเกตจิตแล้ว กลับมาสังเกตลมหายใจเข้าออกต่อ จิตคิดสังเกตจิต
พอสังเกตจิตแล้วกลับมาดูอาการพอง อาการยุบต่อ สังเกตมองดูเฉยๆ นะ
มองดูอาการของท้องพอง ท้องยุบ มองดูอาการของลมหายใจเข้าออก
ใส่ใจระลึกทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ หมั่นสังเกตหมั่นตามดูตามรู้ หมั่นใส่ใจ หมั่นทำความรู้สึก
หมั่นระลึกถึงอยู่เนืองๆ ระลึกถึงอยู่เป็นประจำๆ ใจของเราก็จะไม่ตกต่ำ
ใจของเราก็จะไม่เพลี่ยงพล้ำ ใจของเราก็จะมีการพัฒนายิ่งขึ้นตามลำดับ
ต่อจากนี้ไปก็จะให้ใส่ใจสัก 5 นาที เพื่อดูใจต่อไป
ขอบคุณธรรมจักรดอทเนต
ความสำคัญของการปรับฐานความคิด กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านถ้ำ อ.ดอกคำใต้ จ.เชียงราย
เรียบเรียงโดย ณัฐฏ์ รัตนกานต์
บ้านถ้ำชุมชนที่เก่าแก่มากว่า 150 ปี ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีถ้ำหลายแห่งจึงเรียกกันติดปากว่า "ชาวบ้านถ้ำ หรือ คนบ้านถ้ำ" ธรรมชาติของคนในชุมชนบ้านถ้ำนั้น ชาวบ้านไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่แสดงความคิดเห็น มักจะเป็นฝ่ายรับฟังเพียงอย่างเดียว ชาวบ้านที่นี่มีความเชื่อและศรัทธาในตัวผู้นำมาก ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไรจะยกให้เป็นหน้าที่ของผู้นำในการตัดสินใจ เช่นเดียวกับเรื่องสุขภาพ หากถามชาวบ้านถ้ำถึงเรื่องสุขภาพของพวกเขาเอง ก็จะได้คำตอบว่า เป็นหน้าที่ของหมอและเจ้าหน้าที่อนามัย
"หมออนามัยว่ายังไง ชาวบ้านก็ว่าตาม"
กองทุนหลักประกันสุขภาพฯ ของชาวบ้านถ้ำอยู่ภายใต้การดูแลของกองสาธารณสุข และมีหัวหน้ากอสาธารณสุขเป็นผู้ประสานงาน ให้แนวทางในการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
"สำหรับเป้าหมายของหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น ที่เทศบาลตำบลบ้านถ้ำตั้งไว้ คือ ต้องให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากกองทุนฯ มากที่สุด โดยชาวบ้านสามารถคิด และวางแผนในการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพด้วยตนเอง"
ความมุ่งหวังหรือเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนาเรื่องสุขภาพของชุมชนบ้านถ้ำ เริ่มจากผู้นำชุมชนขึ้น ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพที่ชุมชนควรจะมีผู้นำชุมชน นำความรู้ ความเข้าใจเรื่องนี้ไปเผยแพร่ โดยการพูดคุยในเวทีประชาคมแต่ละหมู่บ้าน โดยมีกองสาธารณสุขเป็นพี่เลี้ยง
เมื่อชาวบ้านตระหนักถึงประโยชน์ในการดูแลสุขภาพของตนแล้ว ก็ได้มีการจัดโครงการต่างๆเพิ่มขึ้นตามความต้องการของคนในชุมชนเอง โครงการเด่นในชุมชนบ้านถ้ำ ได้แก่ "โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา"
ประธานกองทุนฯ ได้กล่าวไว้ว่า
" โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ก็พบว่า มีผู้เข้าร่วมโครงการสามารถงดเหล้าได้บางส่วน โดยประเมินผลจากการที่ชาวบ้านในหมู่บ้าน มีการติดตามประเมินผลกันเอง เมื่อไปพบกันในงานต่างๆ งานศพ งานบุญต่างๆในหมู่บ้าน จากคนที่เคยดื่มเหล้า ก็ปฏิเสธการดื่มเหล้า แต่โครงการนี้ก็ยังไม่สามารถทำได้ครอบคลุมกับชาวบ้านทุกคน เนื่องจากการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ ให้เป็นกลุ่มคนทำงาน แต่ชาวบ้านอีกบางส่วนก้ไม่ได้เข้าร่วม ชาวบ้านก็ให้ข้อคิดเห็นว่าควรจะทำให้ครอบคลุมเหมือนๆกัน เนื่องจากการจัดกลุ่มเป้าหมายในครั้งแรก คณะดำเนินการร่วมกันคิดว่าน่าจะทำในกลุ่มผู้นำก่อน เฉพาะกลุ่มเล็กๆ เพื่อว่า ถ้าทำกลุ่มใหญ่ทั้งหมด และไม่เกิดผลสำเร็จ กลัวว่าจะเกิดการท้อถอยขึ้น จึงคิดกันว่า ทำในกลุ่มผู้นำในชุมชนก่อนเพื่อเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็นและอยากทำตาม"
หลังจากทำโครงการนี้แล้วก็ค้นพบว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในชุมชนบ้านถ้ำนั้น สามารถเริ่มต้นจากผู้นำชุมชนได้ เพราะความเชื่อและศรัทธาในตัวผู้นำชุมชน เมื่อผู้นำชุมชนเห็นว่าดีและปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ชาวบ้านก็จะทำตามมากขึ้นตามลำดับ พร้อมกับพัฒนาความรู้ในเรื่องสุขภาพมากขึ้นตามลำดับเช่นกัน
ปัจจัยที่ทำให้โครงการนี้ สำเร็จได้เกิดขึ้นจาก
วิสัยทัศน์ของผู้บริหารงาน คือ หัวหน้ากองสาธารณสุข ซึ่งมองเห็นปัญหาแล้วรู้จักวิธีการเริ่มต้นแก้ปัญหาได้ดีโดย
ผู้นำชุมชนที่ปฏิบัติเป็นแบบอย่างให้เกิดความเข้าใจก่อน จากนั้นชุมชนก็ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อสม. ทุกส่วนมีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น รวมไปถึง คนในชุมชนเองที่ยอมปรับเปลี่ยนและพัฒนาตนเองตามผู้นำชุมชน
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การเริ่มต้นโดยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนฐานความคิดของผู้นำชุมชนนัน ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนวงกว้างได้มากทีเดียว แม้คำกล่าวที่ว่า "เชื่อผู้นำ ชาติเจริญ" จะดูเชยและตกยุค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทและความคิดของผู้นำนั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับชุมชนบ้านถ้ำได้จริงๆ
ข้อมูลพื้นฐานประกอบการเขียน โดย
พวงผกา คำดี
จันร์จิรา จันทร์บก
วพบ.เชียงใหม่/วพบ.พะเยา
ที่มา ถอดบทเรียน การดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่
(กองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต. และเทศบาล) ในพื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ กรณีศึกษา ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง
เลข ISBN : 978-974-379-047-8
ธันวาคม 2551
บ้านถ้ำชุมชนที่เก่าแก่มากว่า 150 ปี ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีถ้ำหลายแห่งจึงเรียกกันติดปากว่า "ชาวบ้านถ้ำ หรือ คนบ้านถ้ำ" ธรรมชาติของคนในชุมชนบ้านถ้ำนั้น ชาวบ้านไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่แสดงความคิดเห็น มักจะเป็นฝ่ายรับฟังเพียงอย่างเดียว ชาวบ้านที่นี่มีความเชื่อและศรัทธาในตัวผู้นำมาก ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไรจะยกให้เป็นหน้าที่ของผู้นำในการตัดสินใจ เช่นเดียวกับเรื่องสุขภาพ หากถามชาวบ้านถ้ำถึงเรื่องสุขภาพของพวกเขาเอง ก็จะได้คำตอบว่า เป็นหน้าที่ของหมอและเจ้าหน้าที่อนามัย
"หมออนามัยว่ายังไง ชาวบ้านก็ว่าตาม"
กองทุนหลักประกันสุขภาพฯ ของชาวบ้านถ้ำอยู่ภายใต้การดูแลของกองสาธารณสุข และมีหัวหน้ากอสาธารณสุขเป็นผู้ประสานงาน ให้แนวทางในการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
"สำหรับเป้าหมายของหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น ที่เทศบาลตำบลบ้านถ้ำตั้งไว้ คือ ต้องให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากกองทุนฯ มากที่สุด โดยชาวบ้านสามารถคิด และวางแผนในการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพด้วยตนเอง"
ความมุ่งหวังหรือเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนาเรื่องสุขภาพของชุมชนบ้านถ้ำ เริ่มจากผู้นำชุมชนขึ้น ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพที่ชุมชนควรจะมีผู้นำชุมชน นำความรู้ ความเข้าใจเรื่องนี้ไปเผยแพร่ โดยการพูดคุยในเวทีประชาคมแต่ละหมู่บ้าน โดยมีกองสาธารณสุขเป็นพี่เลี้ยง
เมื่อชาวบ้านตระหนักถึงประโยชน์ในการดูแลสุขภาพของตนแล้ว ก็ได้มีการจัดโครงการต่างๆเพิ่มขึ้นตามความต้องการของคนในชุมชนเอง โครงการเด่นในชุมชนบ้านถ้ำ ได้แก่ "โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา"
ประธานกองทุนฯ ได้กล่าวไว้ว่า
" โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ก็พบว่า มีผู้เข้าร่วมโครงการสามารถงดเหล้าได้บางส่วน โดยประเมินผลจากการที่ชาวบ้านในหมู่บ้าน มีการติดตามประเมินผลกันเอง เมื่อไปพบกันในงานต่างๆ งานศพ งานบุญต่างๆในหมู่บ้าน จากคนที่เคยดื่มเหล้า ก็ปฏิเสธการดื่มเหล้า แต่โครงการนี้ก็ยังไม่สามารถทำได้ครอบคลุมกับชาวบ้านทุกคน เนื่องจากการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ ให้เป็นกลุ่มคนทำงาน แต่ชาวบ้านอีกบางส่วนก้ไม่ได้เข้าร่วม ชาวบ้านก็ให้ข้อคิดเห็นว่าควรจะทำให้ครอบคลุมเหมือนๆกัน เนื่องจากการจัดกลุ่มเป้าหมายในครั้งแรก คณะดำเนินการร่วมกันคิดว่าน่าจะทำในกลุ่มผู้นำก่อน เฉพาะกลุ่มเล็กๆ เพื่อว่า ถ้าทำกลุ่มใหญ่ทั้งหมด และไม่เกิดผลสำเร็จ กลัวว่าจะเกิดการท้อถอยขึ้น จึงคิดกันว่า ทำในกลุ่มผู้นำในชุมชนก่อนเพื่อเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็นและอยากทำตาม"
หลังจากทำโครงการนี้แล้วก็ค้นพบว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในชุมชนบ้านถ้ำนั้น สามารถเริ่มต้นจากผู้นำชุมชนได้ เพราะความเชื่อและศรัทธาในตัวผู้นำชุมชน เมื่อผู้นำชุมชนเห็นว่าดีและปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ชาวบ้านก็จะทำตามมากขึ้นตามลำดับ พร้อมกับพัฒนาความรู้ในเรื่องสุขภาพมากขึ้นตามลำดับเช่นกัน
ปัจจัยที่ทำให้โครงการนี้ สำเร็จได้เกิดขึ้นจาก
วิสัยทัศน์ของผู้บริหารงาน คือ หัวหน้ากองสาธารณสุข ซึ่งมองเห็นปัญหาแล้วรู้จักวิธีการเริ่มต้นแก้ปัญหาได้ดีโดย
ผู้นำชุมชนที่ปฏิบัติเป็นแบบอย่างให้เกิดความเข้าใจก่อน จากนั้นชุมชนก็ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อสม. ทุกส่วนมีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น รวมไปถึง คนในชุมชนเองที่ยอมปรับเปลี่ยนและพัฒนาตนเองตามผู้นำชุมชน
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การเริ่มต้นโดยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนฐานความคิดของผู้นำชุมชนนัน ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนวงกว้างได้มากทีเดียว แม้คำกล่าวที่ว่า "เชื่อผู้นำ ชาติเจริญ" จะดูเชยและตกยุค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทและความคิดของผู้นำนั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับชุมชนบ้านถ้ำได้จริงๆ
ข้อมูลพื้นฐานประกอบการเขียน โดย
พวงผกา คำดี
จันร์จิรา จันทร์บก
วพบ.เชียงใหม่/วพบ.พะเยา
ที่มา ถอดบทเรียน การดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่
(กองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต. และเทศบาล) ในพื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ กรณีศึกษา ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง
เลข ISBN : 978-974-379-047-8
ธันวาคม 2551
จารึกวัดป่ามะม่วง - วรรณคดีสมัยกรุงสุโขทัย
เรื่องย่อ - กล่าวถึงการสร้างป่ามะม่วง พระปรีชาสามารถและพระราชจริยวัตรต่างๆของพญาฤาไทย (พระยาลิไท) เช่น ทรงรอบรู้พระไตรปิฏก ทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรมและทรงพระเมตตาปราณีแก่ชนทั้งปวง แม้แต่เชลยศึก
ข้อคิดเห็น - ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงมีลักษณะคล้ายศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง โดยบรรยายพระเกียรติคุณของพระเจ้าแผ่นดิน บางตอนใช้ข้อความซ้ำกัน เช่น "เหนเขาท่านย่ใคร่ฟีน เหนสีนท่านบ่ใคร่เดิด" "ไดขาเสิกขาเสิอหววพุ่งหววรบก่บดีบ่ข๋าบ่ตี" ศิลาจารึกนี้คู่กับอักษรขอม ซึ่งมีใจความเท่ากัน แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ทรงนิยมขอม
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ฟังเพลงกสิกรรมธรรมชาติ-ศิลปิน ไก่ แมลงสาบ - สุเวศน์ ภู่ระหงษ์
พลงกสิกรรมธรรมชาติ-ไก่ แมลงสาบ&สุเวศน์ ภู่ระหงษ์-ชุดเกษตรโยธิน
ศิลปิน ไก่ แมลงสาบ - สุเวศน์ ภู่ระหงษ์
โดย เนื้อหาของเพลงในอัลบั้มชุดนี้ได้นำหลั กปรัชญาและกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็ จพระเจ้าอยู่หัวมาเขียนเป็นบทเพลง เช่น เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี เงินทองเป็นของมายา รวบรวมเป็นอัลบั้ม ชุด เกษตรโยธิน ทั้งหมด 10 เพลง ซึ่งอัลบั้มชุดนี้ 2 ศิลปิน คู่หูคู่ซี้ ดนตรีที่อิสระโดย ไก่ แมลงสาบ-สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ได้ทูลเกล้าถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสย ามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 ณ สวนสัตว์เขาเขียว ศรีราชา
อำนวยการผลิตโดย อ.ธีระ วงษ์เจริญ
ตรวจสอบเนื้อหาเพลงโดย อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร
ศิลปิน คู่หูคู่ซี้ ดนตรีที่อิสระโดย ไก่ แมลงสาบ - สุเวศน์ ภู่ระหงษ์
"คำพูด"
"คิดจะพูดแต่ก็พูดอย่างไม่คิด"
อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
แม้เจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย
เจ็บจนตายก็เพราะเหน็บให้เจ็บใจ
จาก "เพลงยาวถวายโอวาท"
ความจริงเมื่อเกือบสองร้อยปีที่แล้ว สุนทรภู่กล่าวไว้อย่างไร ปัจจุบันก็ยังเป็นจริงอยู่....เวลาเราถูกทำร้ายร่างกาย แผลหรือรอยบอบช้ำ เป็นสิ่งที่เราเห็นกันได้ง่าย แต่ว่าการทำร้ายกันอย่างหนึ่งมีผลเสียไปนาน มีแผลในใจนานกว่าการทำร้ายร่างกายหลายเท่านัก สิ่งนั้นก็คือ การทำร้ายกันด้วยวาจา และ การทำร้ายกันทางอารมณ์ (verbal and emotional abuse)
บางครั้งในการที่เราพูดอะไรออกไปนั้น เราควรคิดถึงจิตใจของคนที่เขาได้รับด้วยว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเป็นตัวเองเจอแบบนั้นจะรับได้ไหม? และจะเสียความรู้สึกรึเปล่า? บางครั้งการที่เราพูดตรง ๆ หรือตรงเกินไปมันก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป อาจจะดีในบางเรื่อง(เท่านั้น) เราควรรู้จักรักษาน้ำใจคนอื่นด้วย ถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วยกับเขาหรืออะไรก็ตามแต่ แต่เราก็ควรให้เกียรติและรับฟังเขา หรือถ้าในบางทีเราอดทนไม่ได้จริง ๆ ก็ควรหาวิธีพูดที่ดีที่เหมาะสม ที่จะไม่น่าเกลียดจนเกินไป ลองพูดกับเขาดู ถ้าเราสนิทกับเขามากหน่อยก็อาจจะพูดจาที่ตรง ๆ ได้ แต่มันก็ไม่แน่เสมอไป คนที่เราสนิทด้วยอาจจะเสียความรู้สึกยิ่งกว่า เขาอาจคิดว่านี่ขนาดสนิทยังไม่รักษาน้ำใจกันเลย แต่คนเรามันก็มองได้หลายแง่ หลายมุม ถ้าเขาเป็นคนมองโลกในแง่ดี ว่าเราอาจจะเห็นว่าสนิทเลยพูดแบบนั้น พูดตรง ๆ เขาจะได้รู้สักที ก็ดีไป แต่ถ้าเขาเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายก็อาจจะผิดใจกันได้ ในเรื่องของจิตใจคนเรานั้นมันเป็น เรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องมีอ่อนแอกันบ้าง เสียใจ เสียความรู้สึก คิดมาก น้อยใจกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ว่าจะเข้มแข็งเสมอไป บางคนที่ดูแล้วข้างนอกเข้มแข็งแต่ข้างในอาจจะอ่อนแอก็เป็นได้ การที่เราพูดไปโดยไม่ได้คิด ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น แต่ ณ ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิด แต่พอได้มาคุยกับคนอื่น ๆ ถึงได้รู้ว่ามันไม่ดีเท่าไร จึงได้คิดได้ก็อาจสายเกินไป ต้องระวังคำพูดของเราโดยตลอด
คำพูดเพียงไม่กี่คำของคนเรานั้นที่เอ่ยไป ที่มันเอ่ยออกจากปากเรา อาจจะทำให้เราดูไม่ดีในสายตาของคนอื่นเลยก็เป็นได้ อาจจะไม่อยากคุยกับเราอีกเลย เพราะคำพูดของเรา ด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่มันก็หลุดออกจากปากเราไปแล้ว เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุด ที่สุด ที่สุด...เราควรระวังเรื่องคำพูดของเรา นี่เป็นหลักง่าย ๆ ในการที่เราจะไปก่อให้เกิดบาปในจิตใจผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ
อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
แม้เจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย
เจ็บจนตายก็เพราะเหน็บให้เจ็บใจ
จาก "เพลงยาวถวายโอวาท"
ความจริงเมื่อเกือบสองร้อยปีที่แล้ว สุนทรภู่กล่าวไว้อย่างไร ปัจจุบันก็ยังเป็นจริงอยู่....เวลาเราถูกทำร้ายร่างกาย แผลหรือรอยบอบช้ำ เป็นสิ่งที่เราเห็นกันได้ง่าย แต่ว่าการทำร้ายกันอย่างหนึ่งมีผลเสียไปนาน มีแผลในใจนานกว่าการทำร้ายร่างกายหลายเท่านัก สิ่งนั้นก็คือ การทำร้ายกันด้วยวาจา และ การทำร้ายกันทางอารมณ์ (verbal and emotional abuse)
บางครั้งในการที่เราพูดอะไรออกไปนั้น เราควรคิดถึงจิตใจของคนที่เขาได้รับด้วยว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเป็นตัวเองเจอแบบนั้นจะรับได้ไหม? และจะเสียความรู้สึกรึเปล่า? บางครั้งการที่เราพูดตรง ๆ หรือตรงเกินไปมันก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป อาจจะดีในบางเรื่อง(เท่านั้น) เราควรรู้จักรักษาน้ำใจคนอื่นด้วย ถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วยกับเขาหรืออะไรก็ตามแต่ แต่เราก็ควรให้เกียรติและรับฟังเขา หรือถ้าในบางทีเราอดทนไม่ได้จริง ๆ ก็ควรหาวิธีพูดที่ดีที่เหมาะสม ที่จะไม่น่าเกลียดจนเกินไป ลองพูดกับเขาดู ถ้าเราสนิทกับเขามากหน่อยก็อาจจะพูดจาที่ตรง ๆ ได้ แต่มันก็ไม่แน่เสมอไป คนที่เราสนิทด้วยอาจจะเสียความรู้สึกยิ่งกว่า เขาอาจคิดว่านี่ขนาดสนิทยังไม่รักษาน้ำใจกันเลย แต่คนเรามันก็มองได้หลายแง่ หลายมุม ถ้าเขาเป็นคนมองโลกในแง่ดี ว่าเราอาจจะเห็นว่าสนิทเลยพูดแบบนั้น พูดตรง ๆ เขาจะได้รู้สักที ก็ดีไป แต่ถ้าเขาเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายก็อาจจะผิดใจกันได้ ในเรื่องของจิตใจคนเรานั้นมันเป็น เรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องมีอ่อนแอกันบ้าง เสียใจ เสียความรู้สึก คิดมาก น้อยใจกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ว่าจะเข้มแข็งเสมอไป บางคนที่ดูแล้วข้างนอกเข้มแข็งแต่ข้างในอาจจะอ่อนแอก็เป็นได้ การที่เราพูดไปโดยไม่ได้คิด ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น แต่ ณ ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิด แต่พอได้มาคุยกับคนอื่น ๆ ถึงได้รู้ว่ามันไม่ดีเท่าไร จึงได้คิดได้ก็อาจสายเกินไป ต้องระวังคำพูดของเราโดยตลอด
คำพูดเพียงไม่กี่คำของคนเรานั้นที่เอ่ยไป ที่มันเอ่ยออกจากปากเรา อาจจะทำให้เราดูไม่ดีในสายตาของคนอื่นเลยก็เป็นได้ อาจจะไม่อยากคุยกับเราอีกเลย เพราะคำพูดของเรา ด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่มันก็หลุดออกจากปากเราไปแล้ว เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุด ที่สุด ที่สุด...เราควรระวังเรื่องคำพูดของเรา นี่เป็นหลักง่าย ๆ ในการที่เราจะไปก่อให้เกิดบาปในจิตใจผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ
หนูรักฟันสวย จิตสำนึกของชุมชนที่ยั่งยืน กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง
เรียบเรียงโดย ณัฐฏ์ รัตนกานต์
บนที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำตากและแม่น้ำวัง เป็นผืนนากว้างสุดลูกหูลูกตา มีต้นเรียงขนาดน้อยใหญ่ ขึ้นเป็นทิวแถว สลับสูงต่ำคละเคล้ากันไป แล้วยังมีรังผึ้งซึ่งเป็นผึ้งป่ามากมายหลายร้อยรังมาอาศัยอยู่ และนั่นเป็นที่มาของชื่อตำบลนี้ "ทุ่งผึ้ง" อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอแจ้ห่ม ประกอบด้วย 6 หมู่บ้าน มีประชากรอาศัยอยู่ 4,131 คน ทั้งหมด 1,261 ครัวเรือน ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขามีป่าล้อมรอบ มีที่ลาดเชิงเขา และที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำ
นายก อบต.ทุ่งผึ้ง มีมุมมองด้านบวกต่อกองทุนฯ ว่า สุขภาพเป็นความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจและสังคม สุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของประชาชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นงานรองจากงานด้านสุขภาพ ถ้าสุขภาพดี การกินดีอยู่ดีก็จะเกิดขึ้น และการส่งเสริมป้องกันปัญหาเรื่องสุขภาพ มีความสำคัญยิ่งกว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพ ผู้นำจึงต้องปลุกจิตสำนึกในการดูแลสุขภาพ ให้คนในชุมชน โดนคนในชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง
ชาวทุ่งผึ้งมีเป้าหมายในการดำเนินงานกองทุนฯ ว่า ประชาชนต้องตระหนักถึงความสำคัญด้านสุขภาพ แต่สิ่งที่ลำบากที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนางาน คือ ชาวบ้านยังลำบากยากจน เห็นความสำคัญของปากท้องมากกว่าเรื่องสุขภาพ เมื่อค้นพบว่า ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาหลัก จึงมีแนวคิดที่จะปลุกจิตสำนึกของประชาชน โดยให้ป้องกันปัญหามากกว่าแก้ปัญหา และชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นที่มาของการเสียค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีกมากมาย หลายๆโครงการของกองทุนฯ จึงสามารถทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โครงการหนูน้อยฟันสวย"
โครงการนี้มีที่มาจากปัญหาสุขภาพปาก และฟันของเด็กก่อนวัยเรียน ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีผลกระทบทั้งตัวเด็กเองและกระทบกับผู้ปกครอง เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อลูกหลานปวดฟัน ยิ่งครอบครัวใดมีความยากจนอยู่แล้ว ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทางกองทุนฯ จึงส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพฟันให้กับชุมชน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีปัญหาเพิ่มขึ้น
โครงการหนูน้อยฟันสวยนับเป็นโครงการเด่นในพื้นที่ เพราะเป็นปัญหาที่พบมากและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ส่วนปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ที่พบในพื้นที่ทุ่งผึ้ง เช่นกัน คือ ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งเต้านมและปัญหาผู้สูงอายุขาดการดูแล ปัญหาเหล่านี้ คณะกรรมการได้นำมาทำเป็นแผนงานเพื่อดำเนินการต่อไป
กองทุนฯ ใช้วิธีจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการประชาสัมพันธ์โครงการแล้ว ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานีอนามัยทุ่งผึ้ง สถานีอนามัยทุ่งฮ้าง โรงพยาบาลแจ้ห่ม หรือ สาธารณสุขอำเภอแจ้ห่ม โดยใช้ทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวและการประสานงานตามระบบราชการ จากนั้น ทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับโครงการ นัดหมายกับกลุ่มเป้าหมาย กำหนดวัน เวลา สถานที่ ในการดำเนินโครงการ และจัดการดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้
เทคนิคในการดำเนินงานกองทุน ของ อบต.ทุ่งผึ้ง จะเน้นการให้บริการเชิงรุก คือ เริ่มการทำงานจากกลุ่มเล็กๆ แล้วขยายการดูแลไปสู่กลุ่มใหญ่ในพื้นที่ เพื่อง่ายต่อการปฏิบัติงานให้ครอบคลุม และง่ายต่อประเมินผลงาน ว่าการแก้ไขปัญหาที่จัดทำขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
ผลการดำเนินงานในทุกโครงการ จะประเมินจากการสอบถาม พูดคุยถึงความพึงพอใจ รวมไปถึง ประเมินความรู้ที่ชาวบ้านได้รับ ว่ามีการนำความรู้นั้น ไปสู่การปฏิบัติหรือไม่
ผลสะท้อนที่เป็นรูปธรรมจากกองทุนฯ คือ พบว่า เด็กก่อนวัยเรียนมีสุขภาพปากและฟันดีขึ้น ชุมชนมีความพอใจในโครงการที่จัดทำและคนในชุมชนก็มีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสุดท้าย ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการดำเนินงานไปได้ด้วยดี
ใครว่าจนแล้วต้องเจ็บ (ไข้ได้ป่วย) ชาวทุ่งผึ้งทำให้เห็นแล้วอย่างไรว่า ถึงด้อยในเรื่องเงินทอง แต่ความมั่นคงทางสุขภาพไม่เคยด้อยตาม
ข้อมูลพื้นฐานประกอบการเขียน โดย
ปานจันทร์ อิ่มหนำ
ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ
วลัยลักษณ์ ขันทา
วาสนา มั่งคั่ง
ศิริวรรณ ใบตระกูล
ดร.พัฒนา นาคทอง
วพบ.ลำปาง
ที่มา ถอดบทเรียน การดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่
(กองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต. และเทศบาล) ในพื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ กรณีศึกษา ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง
เลข ISBN : 978-974-379-047-8
ธันวาคม 2551
บนที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำตากและแม่น้ำวัง เป็นผืนนากว้างสุดลูกหูลูกตา มีต้นเรียงขนาดน้อยใหญ่ ขึ้นเป็นทิวแถว สลับสูงต่ำคละเคล้ากันไป แล้วยังมีรังผึ้งซึ่งเป็นผึ้งป่ามากมายหลายร้อยรังมาอาศัยอยู่ และนั่นเป็นที่มาของชื่อตำบลนี้ "ทุ่งผึ้ง" อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอแจ้ห่ม ประกอบด้วย 6 หมู่บ้าน มีประชากรอาศัยอยู่ 4,131 คน ทั้งหมด 1,261 ครัวเรือน ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขามีป่าล้อมรอบ มีที่ลาดเชิงเขา และที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำ
นายก อบต.ทุ่งผึ้ง มีมุมมองด้านบวกต่อกองทุนฯ ว่า สุขภาพเป็นความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจและสังคม สุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของประชาชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นงานรองจากงานด้านสุขภาพ ถ้าสุขภาพดี การกินดีอยู่ดีก็จะเกิดขึ้น และการส่งเสริมป้องกันปัญหาเรื่องสุขภาพ มีความสำคัญยิ่งกว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพ ผู้นำจึงต้องปลุกจิตสำนึกในการดูแลสุขภาพ ให้คนในชุมชน โดนคนในชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง
ชาวทุ่งผึ้งมีเป้าหมายในการดำเนินงานกองทุนฯ ว่า ประชาชนต้องตระหนักถึงความสำคัญด้านสุขภาพ แต่สิ่งที่ลำบากที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนางาน คือ ชาวบ้านยังลำบากยากจน เห็นความสำคัญของปากท้องมากกว่าเรื่องสุขภาพ เมื่อค้นพบว่า ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาหลัก จึงมีแนวคิดที่จะปลุกจิตสำนึกของประชาชน โดยให้ป้องกันปัญหามากกว่าแก้ปัญหา และชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นที่มาของการเสียค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีกมากมาย หลายๆโครงการของกองทุนฯ จึงสามารถทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โครงการหนูน้อยฟันสวย"
โครงการนี้มีที่มาจากปัญหาสุขภาพปาก และฟันของเด็กก่อนวัยเรียน ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีผลกระทบทั้งตัวเด็กเองและกระทบกับผู้ปกครอง เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อลูกหลานปวดฟัน ยิ่งครอบครัวใดมีความยากจนอยู่แล้ว ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทางกองทุนฯ จึงส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพฟันให้กับชุมชน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีปัญหาเพิ่มขึ้น
โครงการหนูน้อยฟันสวยนับเป็นโครงการเด่นในพื้นที่ เพราะเป็นปัญหาที่พบมากและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ส่วนปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ที่พบในพื้นที่ทุ่งผึ้ง เช่นกัน คือ ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งเต้านมและปัญหาผู้สูงอายุขาดการดูแล ปัญหาเหล่านี้ คณะกรรมการได้นำมาทำเป็นแผนงานเพื่อดำเนินการต่อไป
กองทุนฯ ใช้วิธีจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการประชาสัมพันธ์โครงการแล้ว ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานีอนามัยทุ่งผึ้ง สถานีอนามัยทุ่งฮ้าง โรงพยาบาลแจ้ห่ม หรือ สาธารณสุขอำเภอแจ้ห่ม โดยใช้ทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวและการประสานงานตามระบบราชการ จากนั้น ทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับโครงการ นัดหมายกับกลุ่มเป้าหมาย กำหนดวัน เวลา สถานที่ ในการดำเนินโครงการ และจัดการดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้
เทคนิคในการดำเนินงานกองทุน ของ อบต.ทุ่งผึ้ง จะเน้นการให้บริการเชิงรุก คือ เริ่มการทำงานจากกลุ่มเล็กๆ แล้วขยายการดูแลไปสู่กลุ่มใหญ่ในพื้นที่ เพื่อง่ายต่อการปฏิบัติงานให้ครอบคลุม และง่ายต่อประเมินผลงาน ว่าการแก้ไขปัญหาที่จัดทำขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
ผลการดำเนินงานในทุกโครงการ จะประเมินจากการสอบถาม พูดคุยถึงความพึงพอใจ รวมไปถึง ประเมินความรู้ที่ชาวบ้านได้รับ ว่ามีการนำความรู้นั้น ไปสู่การปฏิบัติหรือไม่
ผลสะท้อนที่เป็นรูปธรรมจากกองทุนฯ คือ พบว่า เด็กก่อนวัยเรียนมีสุขภาพปากและฟันดีขึ้น ชุมชนมีความพอใจในโครงการที่จัดทำและคนในชุมชนก็มีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสุดท้าย ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการดำเนินงานไปได้ด้วยดี
ใครว่าจนแล้วต้องเจ็บ (ไข้ได้ป่วย) ชาวทุ่งผึ้งทำให้เห็นแล้วอย่างไรว่า ถึงด้อยในเรื่องเงินทอง แต่ความมั่นคงทางสุขภาพไม่เคยด้อยตาม
ข้อมูลพื้นฐานประกอบการเขียน โดย
ปานจันทร์ อิ่มหนำ
ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ
วลัยลักษณ์ ขันทา
วาสนา มั่งคั่ง
ศิริวรรณ ใบตระกูล
ดร.พัฒนา นาคทอง
วพบ.ลำปาง
ที่มา ถอดบทเรียน การดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่
(กองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต. และเทศบาล) ในพื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ กรณีศึกษา ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง
เลข ISBN : 978-974-379-047-8
ธันวาคม 2551
บทกวี "ฉัน" .......... โดย นุประภาส (นนทบุรี)
วันนี้ฉันยังอยู่ยังรู้เห็น
วันหน้าเป็นอย่างไร ฉันไม่สน
ถือคติติดตรึงตนพึ่งตน
เกิดเป็นคนยังไม่สิ้นก็ดิ้นไป
มีสองมือแขนขามาเหมือนเขา
ดวงตาเรามองเห็นทางสว่างไสว
มีสมองมีความคิดมีจิตใจ
ประดุจไฟโชติแสงแรงศรัทธา
แม้ไม่มีพรสวรรค์ท่านสร้างให้
พรแสวงมีได้ไผ่สรรหา
ใครว่า พรหมขีดเส้นเกณฑ์ชะตา
ฉันเกิดมาเพื่อลิขิตชีวิตตน
พบทั้งสุขทั้งทุกข์ปนคลุกเคล้า
อีกเรื่องเศร้ายินดีมีหลายหน
จะผิดถูกชั่วดีหรือมีจน
ยังสู้ทนทั้งตัวและหัวใจ
ขอต่อต้านภัยพาลอย่างหาญกล้า
เหนื่อยกายล้าเหงื่อรดให้หยดไหล
ส่วนน้ำตาร้าวรานซ่อนเก็บไว้
อย่าหมายใครเห็นนองหน้าว่าอ่อนแอ
จวบวันนี้วันนั้นฉันยังอยู่
ถึงจะรู้ว่าใครไม่แยแส
แต่ความคิดยึดมั่นไม่ผันแปร
ดังตีแผ่ถอดถ้อยเป็นร้อยกรอง
นุประภาส (นนทบุรี)
14 พฤษภาคม 2534
สุภาษิตพระร่วง - วรรณคดีสมัยสุโขทัย
ทำนองแต่ง - ตอนต้นแต่งด้วยร่ายโบราณ ตอนท้ายเป็นร่ายสุภาพและโคลงสี่สุภาพ
เรื่องย่อ - เริ่มต้นกล่าวถึงพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย ทรงมุ่งประโยชน์ในกาลภายหน้า จึงทรงบัญญัติสุภาษิตสำหรับสอนประชาชนทิ้งไว้ สุภาษิตบทแรกคือ "เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินมาเมื่อใหญ่" สุภาษิตทั้งหมด ๑๕๘ บท จบลงด้วยโคลงกระทู้
ข้อคิดเห็น - สุภาษิตพระร่วง เป็นคติโลก แกมคติธรรม ใช้ถ้อยคำคล้องจองกัน สำนวนกะทัดรัดจับใจ จึงมีผู้จดจำไว้ได้มาก ถึงแก่มีผู้นำไปดัดแปลงแทรกไว้ในวรรณคดีเรื่องอื่น เช่น มหาเวสสันดรชาดกร่ายยาว ตอนพระนางมัทรีตรัสแก่พระชาลีและพระกัณหา เพื่อประชดพระเจ้าสญชัยที่ว่า " อย่าใฝ่สูงให้เกินศักดิ์" ตอนชูชกกว่าแก่เจตบุตรว่า "เราคิดว่าจะอาสาเจ้าจนตัวตายตามสุภาษิต" และตอนพระเวสสันดรแสร้งตรัสต่อว่าพระนางมัทรีว่า "เข้าเถื่อนเจ้าลืมพร้า" ในเสภาขุนช้างขุนแผนตอนกำเนิดพลายงาม กล่าวถึงวิชาที่พลายงามต้องศึกษาเพิ่มเติม เมื่อพักอยู่กับเจ้าหมื่นศรีเสาวรักษ์ว่า มี "สุภาษิตบัณฑิตพระร่วง"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)