++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เลือกจบชีวิตคู่ด้วยการหย่าร้าง/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน 4 พฤศจิกายน 2552 07:16 น.
การ ใช้ชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป
เพราะการใช้ชีวิตคู่เป็นเรื่องของคนสองคนที่จะนิยามว่าควรจะต้องมีองค์
ประกอบอะไรในการใช้ชีวิตคู่

การใช้ชีวิตคู่ไม่ได้มีสูตรสำเร็จว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะครองรัก
ครองเรือนกันได้นาน หรือวิธีของใครได้ผล ของใครดีกว่า
เพราะการใช้ชีวิตคู่มีเงื่อนไขของชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน
การประคับประคองให้ชีวิตคู่มีความสุข ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร
ก็ไม่ใช่เรื่องที่สามารถลอกเลียนแบบวิธีการกันได้

เพราะการใช้ชีวิตคู่เป็นศาสตร์และศิลปแขนงหนึ่งทีเดียว

ปัจจุบันมีหลายครอบครัวที่ไม่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคชีวิตคู่ไปได้
และสุดท้ายก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน
และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นๆ จนน่าเป็นห่วง

ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด
แต่ท้ายสุดเมื่อคุณเลือกจบชีวิตคู่ด้วยการหย่าร้าง คำถามที่ตามมา ก็คือ
แล้วจากนี้จะทำอย่างไรต่อไป ?


ในเมื่อตัดสินใจแยกทางกันเดิน ก็ควรเป็นการจากกันด้วยดี
ให้นึกถึงเมื่อครั้งที่รักกันก่อนจะแต่งงานกัน หรือคิดถึงสิ่งดีๆ
ที่มีให้กัน และเมื่อเข้ากันไม่ได้ หรือมีเหตุให้ต้องหย่าร้างกัน
ก็น่าจะเก็บความรู้สึกดีๆ ที่ครั้งหนึ่งมีให้กันและเคยรักกัน...
และการจากกันด้วยดี แม้จะทุกข์เพียงใด คิดซะว่าสุดท้ายเราก็ต้องผ่านไปได้

แต่...สิ่งที่คุณต้องคิดต่อและต้องมีสติ ก็คือ
จากนี้ไปคุณต้องเผชิญกับอะไรบ้างต่างหาก

ประการแรก ต้องเข้มแข็ง
เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยความเข้มแข็งของจิตใจ
เมื่อคุณตัดสินใจแยกทางกันเดิน
ก็ต้องบอกตัวเองด้วยว่าพร้อมแล้วที่จะอยู่ได้โดยปราศจากเขาหรือเธอ
และต้องมีความหนักแน่นเพียงพอที่จะผ่านอุปสรรคชีวิตครั้งนี้ไปให้ได้
ความเข้มแข็ง กำลังใจ และวันเวลาเป็นสิ่งสำคัญ
กรณีที่มีลูกด้วยกัน อาจจะหนักหน่อย
เพราะต้องใช้พลังใจในการสร้างกำลังใจที่จะอยู่เพื่อดูแลเจ้าตัวเล็กให้ดี
จะเป็นทั้งพ่อและแม่ได้แม้จะต้องเลี้ยงเดี่ยว ซึ่งนั่นหมายความว่า
จะต้องอ่านข้อต่อไป

ประการที่สอง พูดคุยเรื่องลูก ว่าจะอยู่กับใคร
และวางแผนชีวิตลูกร่วมกัน
ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง
แล้วการจากกันด้วยดี ก็จะทำให้การวางแผนอนาคตของลูกเป็นไปได้ด้วยดี
ลูกจะอยู่กับใคร จะเรียนหนังสือที่ไหน
และใครจะส่งเสียค่าใช้จ่ายเรื่องลูก
รวมถึงการวางแผนเรื่องการพบปะกันของพ่อแม่ลูก
ซึ่งอาจมีข้อกำหนดร่วมกันว่า ถ้าลูกอยู่กับฝ่ายหนึ่ง
อีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถพบปะลูกได้ด้วยเงื่อนไขอะไรบ้าง

แต่ถ้าไม่สามารถตกลงเรื่องนี้กันได้
ก็ต้องใช้ข้อกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1520
ในกรณีหย่าโดยความยินยอม
ให้สามีภรรยาทำความตกลงเป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคน
ใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด

มาตรา 1522 ถ้าสามีภรรยาหย่าโดยความยินยอม
ให้ทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่าสามีภรรยาทั้งสองฝ่าย
หรือสามีหรือภรรยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวน
เงินเท่าใด ถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่า
อุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ ให้ศาลเป็นผู้กำหนด

ที่ผ่านมา
คนเป็นแม่มักตกเป็นผู้รับภาระและความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูลูกตามลำพัง
อาจเป็นด้วยความคิดที่ว่า ลูกฉัน-ฉันเลี้ยงเองได้ หรืออาจเพราะความไม่รู้
ฝ่ายหญิงจึงมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เสมอ ฉะนั้น
จำเป็นที่ฝ่ายสามีและภรรยาต้องแสวงหาความรู้ ข้อมูลที่ถูกต้อง
เพราะในเมื่อได้ชื่อเป็นพ่อแม่
ก็ต้องมีความรับผิดชอบในชีวิตลูกร่วมกันมิใช่หรือ..!!!

ประการที่สาม พูดคุยเรื่องข้อกฎหมายต่างๆ
ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ก็อาจจะตกลงกันเอง แต่ถ้าจดทะเบียนสมรส
ก็ต้องไปจดทะเบียนหย่า และก็เจรจากันเรื่องสินสมรส
หรือหนี้สินว่าควรจะเป็นอย่างไร
ถ้ามีการพูดคุยกันก่อนแต่งงานก็ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องอาศัยข้อกฎหมาย
ซึ่งท้ายสุดมักจบลงด้วยการฟ้องหย่า
ปัจจุบันเรื่องการฟ้องหย่าเพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนใหญ่เกิดจากกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้

ฉะนั้น เรื่องที่คุณควรรู้ ก็คือ

1.ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1516 (1)
และยังสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523
2.เรื่องการดูแลบุตรถ้าตกลงกันไม่ได้ศาลจะเป็นผู้ชี้ขาด ตาม
ป.พ.พ.มาตรา 1520, มาตรา 1521, มาตรา 1522
3.หนี้สินที่เกิดขึ้นระหว่างเป็นสามีภรรยาและนำมาใช้ในครอบครัว
ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489, มาตรา 1490
4.ค่าเลี้ยงดูบุตรต้องตกลงกันเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้ความเป็นไปได้
ไม่เกินกำลังของสามี

แล้วสาเหตุใดบ้างที่เข้าเกณฑ์ต้องอาศัยกฎหมายเพราะต้องการฟ้องหย่า

1.สามีหรือภรรยามีชู้ นอกใจซึ่งกันและกัน
หรือยกย่องผู้อื่นฉันภรรยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้
หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

2.ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
หรือทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายหนึ่งถึงบาดเจ็บ หรือหมิ่นประมาทอีกฝ่ายหนึ่ง
หรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

3.สามีหรือภรรยา จงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินกว่าหนึ่งปี
หรือไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์
ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง
จนอีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจจะอยู่กินเป็นสามีภรรยาต่อไป
อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

4.สามีภรรยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกฐานลักทรัพย์
ชิงทรัพย์ปล้นทรัพย์โจรสลัด หรือปลอมแปลงเงินตรา
หรือต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกในความผิดอย่างอื่นเกินกว่าสามปี
อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

5.สามีหรือภรรยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ
และศาลยังไม่เพิกถอนคำสั่งนั้น อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

6.สามีหรือภรรยา ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
เพราะเหตุวิกลจริต ตลอดมาเกินกว่าสามปีนับแต่วันศาลสั่ง
และความวิกลจริตนี้ ไม่มีทางรักษาให้หายได้
ถึงขีดที่จะอยู่กินเป็นสามีภรรยาต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

7.สามีหรือภรรยาผิดทัณฑ์บน
ที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

8.สามีหรือภรรยาเป็นโรคติดต่อร้ายแรง อันอาจเป็นภัยอีกฝ่ายหนึ่ง
และโรคนี้ไม่มีทางรักษาให้หายได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

9.สามีหรือภรรยามีอวัยวะสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์
จนไม่มีความสามารถจะอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาได้ตลอดกาล
อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

ทั้งหมดนี่ เป็นเพียงข้อกำหนดของกฎหมาย
แต่ในชีวิตจริงคงไม่ได้เป็นไปตามที่ว่านี้ทั้งหมด เพราะเรื่องความรัก
ความรู้สึกไม่สามารถที่จะระบุเป็นข้อกฎหมายได้
เพราะเหตุผลของการตัดสินใจในบางเรื่องก็มีเงื่อนไขของอารมณ์ความรู้สึกและ
เหตุปัจจัยมากมายที่นอกเหนือจากการควบคุมได้

ไม่มีใครอยากให้ปัญหานี้เกิดขึ้น
แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรับมือให้ได้
และการจะรับมือให้ได้ก็ต้องมีความรู้ร่วมด้วย

ฉบับหน้ามาดูกันว่า
แล้วลูกจะเกิดผลกระทบอย่างไรจากการหย่าร้างของพ่อแม่
และพ่อแม่ควรจะเลี้ยงดูเขาหรือเธอได้อย่างไร

* อ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000131810

1 มกราคม '53 : FTA "เราพร้อม?"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤศจิกายน 2552 14:35 น.
จริงๆ แล้ว มีประเด็นที่ "แสงแดด"
ปรารถนาจะสาธยายในคอลัมน์นี้อยู่ 2 เรื่อง ทั้งเรื่อง "รถไฟไทย" กับ
"ผลพวงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน" ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
เนื่องด้วยทั้งสองกรณี
มีประเด็นมากมายที่น่าจะนำมาวิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะทิศทางต่อไป

แต่พอมาตรึกตรอง 2 กรณีแล้ว การประท้วงของกลุ่มสหภาพรถไฟ
สามารถยืดไปนำเสนอสัปดาห์หน้าได้
เลยตัดสินใจมาจบลงที่การวิพากษ์วิจารณ์ผล
"การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15" ว่าประเทศไทย
ควรจะเร่งดำเนินการกำหนดแผนงานอย่างไร และไม่สำคัญเท่ากับ "ยุทธศาสตร์"
พร้อม "กลยุทธ์" กับ "การเปิดการค้าเสรี (FTA : Free Trade Area)" กับ
"กลุ่มประเทศสมาชิกประชาชาติอาเซียน (Asean)" ต่อไป
แต่คงไม่สำคัญเท่ากับประเทศคู่เจรจาทั้ง 6 ประเทศ
ซึ่งจะเริ่มเปิดฉากกันในวันที่ 1 มกราคม 2553 หรืออีกเพียงประมาณ 2
เดือนเท่านั้น

ก่อนที่จะตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะสำหรับ
"การเปิดการค้าเสรีในปี 2553" นี้ ขอสรุปผลการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน
(Asean Summit) ว่า "ปฏิญญาชะอำ-หัวหิน" มีสาระสำคัญอะไรบ้าง

"การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 15" และ
"การประชุมสุดยอดร่วมกับประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ"
ผลของการประชุมก็ได้ดำเนินการเป็นไปตามแผนงานที่เตรียมการไว้ล่วงหน้า
และงานใหม่ที่เป็นผลงานความริเริ่มและผลักดันของรัฐบาลไทยในฐานะประธานอา
เซียน โดยสรุปมีเอกสารอันเป็นความตกลงและความเห็นชอบร่วมกันในรูปแบบต่างๆ
ที่มีความสำคัญเป็นประกาศ "ปฏิญญาสองฉบับ" นอกนั้นเป็นคำแถลงร่วม 2 ฉบับ
เป็นเอกสารออกร่วมกัน 3 ฉบับ เป็นคำประกาศ 1 เรื่อง รับทราบเอกสาร 23
เรื่อง นอกจากนั้น
ก็เป็นเอกสารลงนามและรับรองโดยคณะรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน
และคำแถลงผลการประชุมกับประเทศคู่เจรจา ที่เรียกว่า "ปฏิญญาชะอำ-หัวหิน"
ดังต่อไปนี้

1. "ปฏิญญาชะอำ-หัวหิน" การจัดตั้ง
"คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" อย่างเป็นทางการ

2. "ปฏิญญาชะอำ-หัวหิน"
ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษา
เพื่อบรรลุประชาคมอาเซียนที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน

3. คำแถลงร่วมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 15
และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5

4. แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการเชื่อมระหว่างกันในอาเซียน
กรณีระบบลอจิสติกส์ (Logistics)

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 บวกกับ 6 ประเทศคู่เจรจา
ถึงแม้ว่าจะขลุกขลักบ้างในช่วงวันแรกของการประชุมอย่างเป็นทางการ (23
ตุลาคม 2552) กรณีที่มีเพียงผู้นำ 6 ประเทศมาร่วมประชุมเท่านั้น
แต่ผู้นำอีก 4 ประเทศ ยังต้องตามมาร่วมประชุมในวันถัดไป
ทั้งนี้ต้องยอมรับความจริงว่า "ประเทศไทยเสียหน้า!" บ้างไม่มากก็น้อย
ดูเสมือนว่า การเตรียมการของหน่วยงานหลัก คือ "กระทรวงการต่างประเทศ"
มิได้เน้นย้ำ จัดกำหนดการให้เรียบร้อย

แต่ในทางกลับกัน
เราจะมาตำหนิกระทรวงการต่างประเทศแต่ฝ่ายเดียวคงไม่ได้ เพราะว่า
บรรดากำหนดการประชุม ก็ได้มีการกำหนดล่วงหน้าไปนานแล้วอย่างน้อยก็ต้อง
3-5 เดือนก่อนหน้านี้ คำถามก็คือว่า "ทำไมบรรดาผู้นำของทั้ง 4 ประเทศ
ถึงไม่ได้จัดตารางเวลาไว้ให้เรียบร้อยก่อนหน้านี้?"

หรือว่า "ไม่มั่นใจ" กับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
อาจจะเกิดขึ้นอีกเหมือนกับการประชุมที่ล่มไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
จนบรรดาผู้นำต้องหนีออกจากโรงแรมแบบทุลักทุเล ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่า
"รอท่าทีสถานการณ์" ว่าจะมี "กลุ่มเสื้อแดง"
บุกมาถึงสถานที่การประชุมหรือไม่ เรียกว่า "เอาให้ชัวร์ (แน่นอน)
เสียก่อน!" จึงเดินทางมาร่วมประชุม

อย่างไรก็ดี การประชุมก็จบลงด้วยดีเรียบร้อย
"ศรัทธา-ความเชื่อมั่น-ศักดิ์ศรี" ของประเทศชาติกลับสู่สภาพปกติ
แต่ก็น่าเสียดายที่ "วิวาทะ" พร้อม "ลีลา" ของสมเด็จฮุนเซน
นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มา "บดบัง" ความสำเร็จและผลการประชุมในครั้งนี้
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งหมายความว่า "แผนงาน" ในการบัญชาการของ "นายใหญ่"
ในการ "ดิสเครดิต" รัฐบาลไทยสัมฤทธิผลได้เป็นอย่างดี
"น่าจะมีการตบรางวัลอย่างงาม!"

ประเด็น สำคัญที่ "ขอสะกิด" กระทรวงต่างๆ ด้านเศรษฐกิจ
และ/หรือรัฐบาลไทยที่สมควรเตรียมตัวอย่างไรกับ "การเปิดเขตการค้าเสรี"
อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป
ทั้งระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศกันเอง และระหว่าง
"อาเซียน-ประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ"

เหตุผลที่ห่วงใยนั้น เนื่องด้วย "กรอบข้อตกลง" นั้น
เรามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ
ที่แต่ละประเทศนั้นต่างอาจเตรียม "ลับมีด" กันไว้บ้างแล้ว
ประเทศไทยเราถามว่า ได้เตรียมการอะไรไว้บ้างหรือยัง
เนื่องด้วยการเปิดเขตการค้าเสรี (AFTA) ที่ผ่านมาหลายปีนั้น เรา
"เสียเปรียบ" มาเกือบตลอดแทบจะทุก "จำนวนพิกัดและสัดส่วนสินค้า"
เกือบทุกรายการ

ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว กรณีสินค้าที่มีความสามารถแข่งขันต่ำ
รายการสินค้าอ่อนไหว และอ่อนไหวสูง เป็น "รายการ"
ที่ต้องแยกแยะและจัดอันดับเรื่องระยะเวลาในการกำหนดกรอบตกลง ทั้งนี้
ความพร้อมต้องกำหนดไว้เรียบร้อย พร้อมทั้ง "การปรับกลยุทธ์" และ
"มาตรฐาน-คุณภาพ" สินค้าที่ต้อง "แข่งขัน" ได้แทบทุกกรณี!

กระทรวงสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องมากที่สุด คือ กระทรวงอุตสาหกรรม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์
ที่ต้องเตรียมการให้พร้อมพอสมควร มิเช่นนั้น จะพลาดท่ากับ "กรอบข้อตกลง"
ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สินค้าด้านการเกษตร" ที่เราจะต้องเจอ
"มาตรการกีดกัน" จากประเทศคู่เจรจา และต้องยอมรับว่า "เสียเปรียบ"
มาโดยตลอด

รัฐบาล โดยเฉพาะ "ทีมเศรษฐกิจ"
ทั้งองคาพยพจำต้องเตรียมการและสร้างความพร้อมในการกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ในการเผชิญศึกกับ
"การแข่งขันเสรีทางการค้า" ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
พร้อมทั้งต้องมีการประสานงานและการประชาสัมพันธ์กับ "กลุ่มผู้ประกอบการ"
ทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดตั้ง "ทีมงาน-คณะกรรมการ"
เพื่อตอบรับกับ "มรสุมเศรษฐกิจ"
จากสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การตั้งป้อมเชิงรุกและเชิงรับให้เพียบพร้อมกับ
"กรอบข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)" ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 7 ฉบับ
และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2553 อีก 2 ฉบับ คือ "FTA อาเซียน-อินเดีย"
และ "FTA อาเซียน-เกาหลีใต้"

ทั้งนี้สินค้าทุกรายการในบัญชีลดภาษีของ "อาฟต้า (AFTA)" ของ
"FTA ไทย-อินเดีย" และ "FTA อาเซียน-จีน" จะมีอัตราภาษีเหลือร้อยละ 0
แม้ว่าสินค้าไทยและคู่เจรจากว่าร้อยละ 90
ของจำนวนพิกัดสินค้าทั้งหมดจะมีอัตราภาษีเท่ากับร้อยละ 0

แต่ในปัจจุบัน ผู้ส่งออกไปยังคงใช้ประโยชน์จาก FTA
ในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่เจรจาไม่มากนัก
ทั้งนี้อาจมีสาเหตุจากโครงสร้างการผลิตของไทยยังไม่สอดคล้องกับกฎแหล่ง
กำเนิดสินค้า จึงทำให้สินค้าไทยไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก FTA
โดยเฉพาะสินค้าเกษตรไทยที่มีศักยภาพสูง
แต่มักถูกประเทศคู่เจรจาจัดนำไปไว้ในรายการสินค้าอ่อนไหว
ซึ่งมีภาษีสูงและมาตรการทางการค้าต่างๆ มากมาย
จึงเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของไทย

เราจะต้องเตรียมการและประสานงานกับ "ภาคเอกชน" และ
"พี่น้องเกษตรกร" ตลอดจน สินค้าด้านเทคโนโลยีให้พร้อมสรรพ เนื่องด้วย
"กรอบข้อตกลง FTA" มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
และเทคนิคอย่างมาก จึงต้องตั้งรับและรุกให้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงไม่สำคัญเท่ากับ "การเล่นแร่แปรธาตุ-เล่นกล"
ของประเทศคู่ค้าคู่เจรจา มิใช่ไร้เดียงสา ทึกทักไปว่า
"เจรจากรอบข้อตกลงไปเรียบร้อยแล้วนี่น่า!"

รำลึกวัยเด็กที่ "พิพิธภัณฑ์ธนาคารออมสิน"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤศจิกายน 2552 18:08 น.
โดย : หนุ่มลูกทุ่ง


ธนบัตรแบบต่างๆในแต่ละยุคสมัย
จำกันได้มั้ยว่าในสมัยก่อนตอนที่เรายังเป็นเด็กน้อยเรามีวิธีเก็บ
เงินอย่างไร? ใช่การหยอดกระปุกรึป่าว?
ฉันจำได้ว่าเมื่อยังเป็นเด็กทุกๆวันฉันจะต้องเก็บเหรียญไว้เพื่อจะมาหยอด
กระปุกแข่งกับญาติพี่น้องรุ่นๆเดียวกันว่าใครจะหยอดได้เต็มก่อนกัน
แล้วเมื่อกระปุกเต็ม
พ่อแม่ก็พาฉันไปแคะกระปุกเอาเหรียญออกเพื่อฝากเงินนั้นไว้ที่ธนาคาร

สมุดบัญชีและกระปุกออมสินสมัยโบราณ
ความทรงจำตอนนั้นได้ย้อนกลับมาตอนที่ฉันได้ไปเยือนยัง
"พิพิธภัณฑ์ธนาคารออมสิน"
ซึ่งตั้งอยู่ในธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่สะพานควาย
และที่ธนาคารออมสินสำนักราชดำเนิน
โดยฉันจะเริ่มจากพิพิธภัณฑ์ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ก่อน
เนื่องจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีมาก่อนที่สำนักราชดำเนิน

เมื่อเข้ามาถึงธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่
ฉันได้ทำความเคารพพระรูปรัชกาลที่ 6
ผู้มีพระกรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงแก่ปวงชนชาวไทยของเราในเรื่องการออม
โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ขณะทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร
ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ
ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นการดำเนินงานคลังออมสินของประเทศอังกฤษ
ซึ่งทำหน้าที่ระดมเงินออมจากประชาชนมาให้รัฐบาลใช้เป็นเงินทุนในการประกอบ
กิจกรรมต่างๆ เมื่อเสด็จกลับประเทศไทย จึงทรงทดลองตั้ง "แบงค์ลีฟอเทีย"
ขึ้น ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
เพื่อฝึกมหาดเล็กให้รู้จักเก็บออมเงินตั้งแต่ยังเด็ก
ตลอดจนรู้วิธีการติอต่อธนาคารเพื่อทำธุรกรรมต่างๆกับธนาคาร

บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ออมสินสำนักราชดำเนิน
เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ทรงมีพระราชประสงค์ดำเนินกิจการออมสินขึ้นใน
ประเทศ จึงได้พระราชทานเงินทุนจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1 แสนบาท
พร้อมทั้งได้ทรงจัดตั้ง "คลังออมสิน" ใน พ.ศ.2456
ให้ดำเนินงานภายใต้การควบคุมของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7
ทรงโอนงานคลังออมสินไปอยู่ในความรับผิดชอบของกรมไปรษณีย์โทรเลข ในปี
พ.ศ.2472ต่อมาในปี พ.ศ.2489 ได้เปลี่ยนชื่อจาก "คลังออมสิน" มาเป็น
"ธนาคารออมสิน" ดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง
และเปิดให้บริการประชาชนตั้งแต่ 1 เมษายน 2490 เป็นต้นมาจนปัจจุบัน

อุปกรณ์นับเหรียญสมัยเก่าที่ปัจจุบันก็ยังคงใช้อยู่
และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระผู้พระราชทาน
กำเนิดธนาคารออมสิน
แนวคิดในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ธนาคารออมสินจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในปี
พ.ศ.2533 ในสมัยหม่อมราชวงศ์จันทรแรมศิริโชค จันทรทัต
เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
โดยเริ่มต้นจากการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่าย
รวมถึงประชาชนผู้ใช้บริการ
ซึ่งได้นำสิ่งของและเอกสารที่มีคุณค่าและมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับธนาคาร
ออมสิน จนสามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน
พ.ศ.2535 ณ ชั้น 7อาคาร 72 ปี ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ สะพานควาย
เป็นต้นมา

เมื่อเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์
ฉันกวาดสายตาไปโดยรอบแล้วก็ไปสะดุดกับเหล่า "กระปุกออมสิน" หลากหลายแบบ
ทำให้ฉันนึกย้อนเวลากลับไปในความทรงจำวัยเด็ก
กระปุกออมสินมากหน้าหลายตาที่ทั้งคุ้นเคยเพราะเคยมี
และที่ไม่เคยเห็นอีกหลากหลายแบบ
กระปุกออมสินสังกะสีทรงกระบอกสีแดงดูเก่าแก่โบราณเป็นของที่ระลึกชิ้นแรกที่
ได้จัดทำขึ้นในยุคคลังออมสิน เผยแพร่แก่ประชาชนเมื่อวันที่11 พฤษภาคม
พ.ศ.2478

ตู้แสดงสมุดบัญชีของพระบรมวงศานุวงศ์
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนใช้สำหรับเก็บสะสมทรัพย์แล้วนำมาฝากกับคลังออมสิน
เรียกการรับฝากเงินประเภทนี้ว่า "คลังออมสินสำหรับบ้าน" (Home Savings
Bank) ลักษณะที่ดูๆไปก็คล้ายตู้รับจดหมายนั้น
เนื่องจากในสมัยนั้นคลังออมสินอยู่ในการดูแลของกรมไปรษณีย์โทรเลขนั้นเอง

นอกจากนี้ยังมีกระปุกออมสินอีกหลากหลายแบบทั้งรูปกระบอกไม้ไผ่
ที่คนในสมัยก่อนจะเอากระบอกไม้ไผ่มาเจาะช่องหยอดเหรียญ
ต่อมาก็เปลี่ยนมาเป็นนำดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปกล่องบ้าง
รูปสัตว์บ้างและมีช่องสำหรับหยอดเหรียญอยู่ด้านบน
ต่อมาก็พัฒนามาเป็นปูนปลาสเตอร์ และพัฒนามาเรื่อยๆจนปัจจุบัน

ตัวอย่างภาพแจกเด็กและปฏิทินไทยในสมัยก่อน
ใกล้กับตู้โชว์กระปุกออมสิน เป็นตู้จัดแสดง
"สมุดบัญชีเงินฝากของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์" อาทิ
สมุดเงินฝากของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ,
สมุดเงินฝากของสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ทรงฝากให้รัชกาลที่ 8
และรัชกาลปัจจุบัน, สมุดบัญชีเงินฝากของสมเด็จพระพี่นางฯ,
สมุดเงินฝากของสมเด็จพระเทพฯ เป็นต้น
ซึ่งธนาคารออมสินได้มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท
โดยคลังออมสินได้ถวายรับฝากพระราชทรัพย์จากพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ทั้ง
ทางตรงและทางอ้อม

และในปีพ.ศ.2505 เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาธนาคารออมสินครบ 49 ปี
ได้ขอพระบรมราชานุญาติเข้าเฝ้าถวายการรับฝากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จากพระ
บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ
และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
และต่อมาภายหลังได้เข้าเฝ้าถวายการรับฝากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นประจำ
ทุกปีเสมอมา

อาคารธนาคารออมสินสำนักราชดำเนินที่ดูแล้วคลาสสิค
อีกหนึ่งอย่างที่ฉันเห็นแล้วก็กระตุ้นความทรงจำก็คือ
"การ์ดภาพแจกเด็ก" ที่มีเป็นชุดๆ มากมายหลายแบบ อาทิ รูปบุคคลสำคัญในอดีต
เช่น พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระนางจามเทวี พ่อขุนเม็งราย นางนพมาศ
สมเด็จพระเจ้าตากสิน เป็นต้น
เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เด็กรู้จักการออมทรัพย์
ด้วยการแจกรูปภาพแก่เด็กทุกคนที่นำเงินไปฝากธนาคารออมสินด้วยตนเองเป็นประจำ
ทุกวันพฤหัส หรือวันเสาร์ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ.2504 ถึงปีพ.ศ.2548
เมื่อแจกภาพครบชุดแล้ว
ธนาคารจะดำเนินการออกเลขหมายรางวัลเพื่อมอบทุนช่วยการศึกษาแก่เด็กที่มีเลข
หมายหลังภาพตรงกับเลขหมายรางวัล
และมีคุณสมบัติในการฝากเงินครบตามเงื่อนไข

เครื่องใช้สำนักงานที่เคยใช้ในอดีต
นอกจากนี้ยังมี เครื่องมือเครื่องใช้สำนักงานรุ่นเก่า
เครื่องออกสลากออมสิน ปฏิทินสงกรานต์ที่ออกแบบโดยธนาคารออมสิน
สมุดฝากในอดีตจนถึงปัจจุบัน กระปุกออมสินของชาติต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น
อิตาลี จีน ซาอุดิอาระเบีย ศรีลังกา เดนมาร์ก ฯลฯ
รวมทั้งสื่อที่ใช้รณรงค์เรื่องการออมทรัพย์ เช่น โปสเตอร์
เครื่องฉายภาพยนตร์ ธนบัตรและเหรียญตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ซึ่งแบงค์ในสมัยก่อนมี แบงค์ 50 สตางค์ แบงค์ 1 บาท แบงค์ 2 บาท แบงค์ 5
บาท แบงค์ 10 บาทด้วย

เมื่อเพลิดเพลินกับพิพิธภัณฑ์ธนาคารออมสินที่สำนักงานใหญ่แล้ว
ฉันก็ไปต่อที่อดีตสำนักงานใหญ่ธนาคารออมสินในระหว่างปี พ.ศ.2493-2508
หรือที่ "พิพิธภัณฑ์ธนาคารออมสิน สำนักราชดำเนิน"
ที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2552
ที่ผ่านมา เนื่องจากที่สำนักราชดำเนินมีพื้นที่กว้างพอสำหรับจัดแสดงพิพิธภัณฑ์
ทำเลมีการคมนาคมที่สะดวกมีประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติสัญจรผ่าน
จึงเหมาะสมจะจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์

ภาพธนาคารออมสินในอดีตและเรือ-รถเคลื่อนที่ของธนาคาร
พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ภายในจัดแสดงเรื่องราวต่างๆ อาทิ
พระมหากษัตริย์กับการออม
ประธานกรรมการและผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนแรก-ปัจจุบัน
ประวัติธนาคารออมสินสำนักงานราชดำเนิน
กระปุกออมสินในยุคต่างๆทั้งของในประเทศไทยและต่างชาติ
และยังมีกระปุกออมสินทองคำจำลอง
ซึ่งกระปุกออมสินทองคำของจริงนั้นได้ทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติครองราชย์ครบ 60 ปี

ตู้แสดงรูปแบบของกระปุกออมสินแบบต่างๆทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังมี สมุดเงินฝากต่างๆ
ความหมายของตราสัญลักษณ์ธนาคารออมสิน เครื่องออกสลากในสมัยก่อน
เครื่องมือเครื่องใช้สำนักงานในอดีต สลากออกสินพิเศษ
เครื่องฉายหนังกลางแปลงเพื่อฉายโฆษณาของธนาคารในอดีต
จำลองสาขาของธนาคารในปัจจุบัน ตู้ATMแบบเก่าและใหม่
จำลองห้องทำงานของผู้บริหารธนาคารในอดีต
รถเคลื่อนที่-เรือเคลื่อนที่ของธนาคารเพื่อให้เข้าถึงประชาชน
อีกทั้งเรือเคลื่อนที่นี้ยังเป็นธนาคารลอยน้ำแห่งแรกของโลกและแห่งเดียวใน
ไทยอีกด้วย

เมื่อเดินชมพิพิธภัณฑ์หวนนึกถึงความทรงจำวัยเด็กแล้ว
ก็ทำให้ฉันนึกอยากจะกลับมาหยอดกระปุกอีกครั้งหลังจากลืมเลือนไปนาน
เพราะความน่าสนุกและเป็นประโยชน์ของการหยอดกระปุกเช่นนี้ไม่ว่าวัยไหนๆก็
หยอดได้


พิพิธภัณฑ์ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่
เปิดให้เข้าชมเป็นหมู่คณะโดยต้องทำหนังสือถึง
ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล เพื่อขออนุญาตล่วงหน้า
สำหรับพิพิธภัณฑ์ธนาคารออมสิน สำนักราชดำเนิน
ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้โดยไม่ต้องทำหนังสือและไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยเปิดให้เข้าชมเฉพาะวันจันทร์ , พุธ ศุกร์ เวลา 9.00 - 15.00 น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-2998000 ต่อ 040334-5

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000131888

เวทีนโยบาย:พันธกิจไทยในเวทีอุบัติเหตุโลก

โดย ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ 2 พฤศจิกายน 2552 17:01 น.
แต่ละปีกว่า 1.2 ล้านคนเสียชีวิตตามท้องถนนทั่วโลก และ 20-50
ล้านคนได้รับบาดเจ็บ โดยผู้บาดเจ็บล้มตายร้อยละ 90
เกิดในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางที่มีอัตราการเสียชีวิตจากการจราจรทางถนน
21.5 และ 19.5 ต่อประชากร 100,000 คน
สูงกว่าประเทศรายได้สูงที่อัตราการเสียชีวิต 10.3 ต่อประชากร 100,000 คน
ทั้งๆ ประเทศเหล่านี้มีพาหนะน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก

กระนั้นใช่มีแต่ประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง
เพราะแม้แต่ประเทศรายได้สูงที่สามารถลดอุบัติเหตุทางถนนลงได้ในครึ่งศตวรรษ
ที่ผ่านมา อุบัติเหตุก็ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญอยู่ดี

ดังนั้นทั้งประเทศรายได้ต่ำ ปานกลาง
และสูงจึงมีพันธกิจร่วมกันในการคลี่คลายอุบัติเหตุทางถนนอันเป็นวิกฤตที่
คร่าชีวิตและทำลายสุขภาวะประชากรโลกอย่างแท้จริง
ดังรายงานโลกเกี่ยวกับการป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนน (Global
Status Report On Road Safety) โดยองค์การอนามัยโลก (WHO)
ที่เสนอแนะแบบฟันธงว่าทุกประเทศทั่วโลกต้องเพิ่มความเข้มข้นในการป้องกัน
อุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ 'ผู้ใช้ถนนที่มีความเสี่ยงสูง'
อย่างคนเดินถนน คนขี่จักรยาน และคนขี่รถจักรยานยนต์
ที่เสียชีวิตบนท้องถนนทั่วโลกมากถึงร้อยละ 46 ของทั้งหมด
เนื่องด้วยปัจจุบันมาตรการและนโยบายที่ดำเนินการอยู่ไม่เพียงพอต่อการสร้าง
ความปลอดภัยแก่กลุ่มเสี่ยงสูงนี้

เฉพาะประเทศไทย
เพียงสถิติอุบัติเหตุทางท้องถนนต่อเนื่องทุกปีที่กลุ่มหลักเป็นเยาวชนขี่รถ
มอเตอร์ไซค์ และความวุ่นวายทางการเมืองในการกำหนดนโยบายขนส่งสาธารณะก็คงบอกได้แล้วว่า
ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีมาตรการและนโยบายในการป้องกันการบาดเจ็บจากการ
จราจรทางท้องถนนอ่อนแอแค่ไหน
และถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อยาวนานต่อไปสถานการณ์การสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่เป็น
อนาคตของชาติ และระบบขนส่งมวลชนไทยที่ขาดการพัฒนาจะสาหัสร้ายแรงขนาดไหน

กล่าว ถึงที่สุด
การบาดเจ็บล้มตายปีละแสนรายหมื่นรายของคนไทยไม่เพียงเพิ่มสถิติโลกว่าด้วย
การสูญเสียจากอุบัติภัยทางท้องถนนอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น
ทว่ายังสะท้อนภาพถึงความล้มเหลวด้านนโยบายการจราจรที่มักคลอดมาตรการขึ้นมา
ซ้ำเติมปัญหาให้หนักหนากว่าเก่า กระทั่งอุบัติเหตุก็แก้ไม่ได้
การจราจรก็กลายเป็นจลาจล ท้ายสุดประชาชนก็ตกเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำร่ำไป

ไม่ใช่เท่านั้น
อัตราการตกเป็นเหยื่ออุบัติเหตุของคนไทยจากการไม่มีนโยบายสาธารณะจราจรที่มี
ประสิทธิภาพ การไม่บังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด
และขาดแคลนวัฒนธรรมความปลอดภัย
ก็ทำให้คนใช้รถใช้ถนนทุกกลุ่มเสี่ยงตกเป็นเหยื่ออุบัติเหตุจราจรได้เท่า
เทียมกัน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง

ดังสถิติอุบัติเหตุจราจรทั่วไทยตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2552
ที่มีการขับรถเร็วเกินอัตรากำหนด 10,849 ครั้ง ตัดหน้ากระชั้นชิด 10,005
ครั้ง แซงรถผิดกฎหมาย 3,560 ครั้ง ไม่ให้สัญญาณจอด/ชะลอ/เลี้ยว 2,533
ครั้ง ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร 2,281 ครั้ง ไม่ให้รถมีสิทธิไปก่อน 1,574
ครั้ง เมาสุรา 3.163 ครั้ง หลับใน 361 ครั้ง ตามกระชั้นชิด 5,600 ครั้ง
ขับรถผิดช่องทาง 1,624 ครั้ง
รวมทั้งอุบัติเหตุที่สังคมไทยมองเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น
การขับรถไม่เปิดไฟ 140 ครั้ง ฝ่าฝืนป้ายหยุด 1,406 ครั้ง
ไม่ขับรถในช่องซ้ายสุด 1,356 ครั้ง ขับรถไม่ชำนาญ 873 ครั้ง อุปกรณ์ชำรุด
690 ครั้ง

ตัวเลขทั้งหมดทั้งมวลแสดงว่าทุกคนที่ใช้ถนนย่อมมีโอกาสประสบ
อุบัติเหตุได้ถ้วนหน้าเสมอหน้ากัน
ทั้งจากความประมาทเล็กน้อยจนถึงร้ายแรงอย่างเมาแล้วขับ ง่วงแล้วขับ
หรือฝ่าไฟแดง

ฉะนั้นโอกาสที่ประเทศไทยมีเจตจำนงทางการเมือง (Political will)
ของผู้นำรัฐนาวาที่กำหนดให้อุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ (National
agenda) และแผนแม่บทจราจรที่มุ่งลดอัตราการเสียชีวิตจากการจราจรทางถนนลงน้อยกว่า
10 ต่อประชากร 100,000 คน
ตลอดจนมีภาคีเครือข่ายอุบัติเหตุทางถนนที่เข้มแข็งทั้งภาครัฐและเอกชนคอยขับ
เคลื่อนสวัสดิภาพความปลอดภัย

กอปรกับระดับโลกเองก็กำลังจัดการประชุมรัฐมนตรีทั่วโลกว่าด้วยความ
ปลอดภัยทางถนน (Global Ministerial Conference on Road Safety)
โดยสหประชาชาติที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย วันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2552
นี้ เพื่อร่วมกันผลักดันให้อุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระสำคัญที่ทุกประเทศต้อง
ตระหนักและเร่งแก้ไขเพื่อพิชิตเป้าหมายลดผู้เสียชีวิตลงครึ่งหนึ่งในทศวรรษ
ข้างหน้า

ประเทศไทยจึงควรถือห้วงยามนี้ยกระดับพัฒนาการมาตรการและนโยบายด้าน
การป้องกันบาดเจ็บจากการจราจรทางถนนอย่างน้อย 5
มิติตามข้อเสนอของรายงานโลกเกี่ยวกับการป้องกันการบาดเจ็บฯ
ที่เสนอแนะให้ทุกประเทศปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน โดย

1) ควรจำกัดความเร็วในเมืองไม่ให้เกิน 50 ก.ม./ช.ม. และไม่ให้เกิน
30 ก.ม./ช.ม.ในพื้นที่ซึ่งผู้ใช้ถนนที่มีภาวะเสี่ยงสูงเผชิญความเสี่ยงสูงเป็น
พิเศษ โดยมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำกับดูแล

2) ควรอิงระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดให้เท่ากับหรือน้อยกว่า
0.05 กรัมต่อเดซิลิตร
และผู้ขับรถยนต์อายุน้อย/มือใหม่ควรจะมีขีดจำกัดต่ำกว่า 0.02
กรัมต่อเดซิลิตร โดยมีการกำหนดและบังคับใช้กฎหมายดื่มและขับระดับชาติ
เพราะความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุรถชนกันจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อ
ระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด (Blood Alcohol Concentration/BAC)
สูงกว่า 0.04 กรัมต่อเดซิลิตร (gram per deciliter/g/dl) ทั้งนี้
ถึงประเทศกว่าร้อยละ 90 จะมีกฎหมายดื่มและขับระดับชาติ หากแต่ร้อยละ 49
เท่านั้นที่บังคับใช้กฎหมายจำกัดความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดระดับเท่า
กับหรือน้อยกว่า 0.05 กรัมต่อเดซิลิตร

3) ควรบังคับใช้กฎหมายหมวกนิรภัยในการขับขี่รถจักรยานยนต์สองล้อและสามล้อ
รวมถึงกำหนดให้ใช้หมวกนิรภัยที่มีมาตรฐานระดับชาติหรือสากล
เพราะหมวกนิรภัยที่มีมาตรฐานความปลอดภัยจะลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตได้
เกือบร้อยละ40 และลดการได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะถึงร้อยละ 70
ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศร้อยละ 43 ยังคงใช้หมวกนิรภัยด้อยมาตรฐานอยู่

4) ควรบังคับใช้กฎหมายเข็มขัดนิรภัยครอบคลุมทุกคนในรถยนต์อย่างเท่าเทียมกัน
ทั้งต้องกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบรถยนต์ติดตั้งเข็มขัดนิรภัยในทุกที่
นั่งโดยมิต้องคำนึงถึงตลาดสุดท้าย
เพราะเข็มขัดนิรภัยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตของผู้โดยสารแถวหน้าได้ร้อยละ
40-50 และแถวหลังได้ร้อยละ 25-75
หากกระนั้นประเทศรายได้ต่ำและปานกลางเพียงร้อยละ 38 และ 54
เท่านั้นที่กำหนดให้ผู้โดยสารทั้งแถวหน้าและหลังต้องใช้เข็มขัดนิรภัย
อีกทั้งกว่า 1 ใน 4 ของประเทศที่ผลิตและประกอบรถยนต์ทั้ง 59
ประเทศก็ไม่กำหนดการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทั้งในที่นั่งแถวหน้าและหลัง

และ 5) ควรมีการบัญญัติและบังคับใช้กฎหมายที่นั่งเด็ก
โดยต้องระบุประเภทของที่นั่งเด็ก
อายุของเด็กที่เหมาะสมกับแต่ละที่นั่งเด็ก และตำแหน่งที่จะวางที่นั่งเด็ก
เพราะที่นั่งเด็กสามารถลดการเสียชีวิตของทารกและเด็กเล็กได้มากถึงร้อยละ
70 และ 54-80 ในการเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน
หากทว่าปัจจุบันมีประเทศรายได้ต่ำเพียงร้อยละ 20
เท่านั้นที่มีการออกกฎหมายระดับชาติเกี่ยวกับที่นั่งเด็ก
ขณะที่สัดส่วนนี้ในประเทศรายได้สูงมีมากกว่าร้อยละ 90 แล้ว

ที่ผ่านมาภาคส่วนต่างๆ ของไทยได้ผลักดัน 5
มิติข้างต้นจนกระทั่งมีกฎหมายบ้างแล้ว ทว่าด้วยการบังคับใช้ที่อ่อนแอ
การขาดจิตสำนึกความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน
ก็ทำให้การเมาแล้วขับและไม่สวมหมวกนิรภัยที่มีบทลงโทษทั้งจำและปรับถูก
ฝ่าฝืนเป็นนิจ

พันธ กิจไทยในเวทีโลกครานี้นอกเหนือจากปฏิบัติตามข้อแนะนำองค์การอนามัยโลกแล้ว
ยังต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเท่าทวีความเข้มแข็งเชิงนโยบายและเครือข่าย
ในรูปแบบ Multisectoral policy and network platform
เพื่อจะนำกลับมาปฏิบัติใช้ในไทยได้โดยสอดคล้องกับแนวทางและปณิธานสากล
ให้สมดังสโลแกนของการประชุมที่ว่า Time for Action! and for Combined
Efforts! เพื่อไทยจะประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจร
จนมีส่วนสำคัญในการลดสถิติความสูญเสียอุบัติเหตุโลก

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) www.thainhf.org

"ตลาดน้ำกลางดง" โคราช แนวคิดใหม่กับตลาดน้ำแห่งศิลปะ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤศจิกายน 2552 17:42 น.
บรรยากาศตลาดน้ำกลางดง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา ร่วมกับ บ.เอสที
พนัญญารีสอร์ท จำกัด เปิดตัว ตลาดน้ำศิลปะ Art Floating Market
แนวคิดความลงตัวในสไตล์ธรรมชาติ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน
เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00น. ณ ต.กลางดง อ.ปากช่อง
จ.นครราชสีมา

สุรินทร์ สนธิระติ กรรมการผู้จัดการ บ.เอสที พนัญญารีสอร์ท จำกัด
เปิดเผยเมื่อวันที่23 ต.ค. ที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการของตลาดน้ำกลางดงว่า
ตลาดน้ำแห่งนี้ริเริ่มมาได้ประมาณ2เดือนแล้วอย่างไม่เป็นทางการ
ซึ่งแนวคิดการทำตลาดน้ำกลางดงริเริ่มจากแนวคิดส่วนตัวที่มองว่าหากมี
ตลาดน้ำชายเขาจะเป็นความรู้สึกอย่างไร

"สิ่งแรกที่คิดถึงคือ อัมพวา ดำเนินสะดวก ใจหล่นที่ตาตุ่ม
จึงไม่อยากทำซ้ำรอย เพราะจะไม่สำเร็จ จึงผุดคำว่า Art
หรือศิลปะขึ้นหวังให้เป็นที่ที่หนึ่งเล็กๆ ที่เป็นหน้าเป็นตาของต.กลางดง
ตลาดน้ำกลางดงไม่ใหญ่โต แต่ต้องมีคุณภาพ ใส่อาร์ตไปเรื่อยๆ "สุรินทร์
กล่าวถึงแนวคิดการทำตลาดน้ำกลางดง

ตลาดน้ำกลางดงยินดีต้อนรับ
ตลาดน้ำกลางดงตั้งอยู่บนพื้นที่ 8-10 ไร่
ต้องการเน้นวิถีดั้งเดิมของคนกลางดง ไม่เปรียบเทียบกับตลาดน้ำอื่น
เพราะไม่เหมือนกันแน่นอนมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
เป็นตลาดน้ำที่มีสีสัน สดใส สดชื่นเมื่อนึกถึงศิลปะ
เป็นตลาดน้ำที่ไม่มีรูปแบบเกิดจากจินตนาการ
การจัดสวนเป็นแนวร่มรื่นแบบสวนอังกฤษ
จึงมีมุมสวยๆเหมาะสำหรับคนรักการถ่ายภาพ

ภายในตลาดน้ำกลางดงแบ่งเป็น2ส่วนด้วยกัน คือ
ส่วนที่ทางผู้ดำเนินการตลาดน้ำกลางดงจัดสรรเอง เพราะเพิ่งเปิดใหม่
คงต้องรออีกสักพักให้ตลาดเกิดก่อน ติดตลาดก่อน
จึงจะมีส่วนที่2ตามมาในอนาคตซึ่งในส่วนที่2ก็คือการเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำ
อาหารการกินเข้ามาจำหน่ายภายในตลาดฟรี!โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการ
กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าต.กลางดงเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่มีคุณภาพของ
นครราชสีมา

สำหรับกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นภายในตลาดกลางดงมีมากมาย อาทิ
การแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ทำด้วยมือ
ตลาดน้ำขนาดย่อมอิ่มอร่อยกับการปิ้งย่างที่ร้าน "De Lekker Grill & View"
สินค้าของตกแต่งที่ดูแปลกตา การวาดภาพกับความเย็นของสายน้ำ

หลากหลายผลงานเก่ๆ
อาหารหลากหลาย 10กว่าชนิดบนเรือกอนโดล่าแบบไทยๆ มีสตูดิโอสอนศิลปะ
โดย อ.บัญชา ศรีวงศ์ราช ศิลปินสีน้ำชั้นนำของเมืองไทย ค่าเรียนชั่วโมงละ
200-300บาท ศิลปะโฟล์คอาร์ต โดย อ.สุมาลี สนธิระติ งานต่อผ้า
และกำลังจะเพิ่ม งานปั้นเซรามิค ที่มีโรงเผาเครื่องปั้นอยู่ภายในตลาด
มีร้านจำหน่ายของที่ระลึก เน้นทุกอย่างที่เป็นอาร์ต
นอกจากนี้ยังสนับสนุนงานจากนักศึกษา
เพราะว่าทุกชิ้นเป็นงานที่มีออกมาชิ้นเดียวไม่มีซ้ำ มีการแสดงดนตรีสด
และมีการจัดงานแสดงภาพเขียนสีน้ำ ช่วงเดือนธันวาคม
เพื่อเป็นทุนการศึกษาเด็กครั้งที่ 9

*****************************************

ผู้ สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ตลาดน้ำกลางดงโทร.0-4436-1876,0-4436-1111 หรือที่
ททท.สำนักงานนครราชสีมา โทร.0-4421-3030,0-4421-3666

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000130801

สช.เสนอทางออก-สร้างความเป็นธรรม 3 ระบบหลักประกันสุขภาพ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 พฤศจิกายน 2552 17:49 น.
นัก วิชาการเสนอ 3 ระบบสุขภาพ
หนุนกรมบัญชีกลางเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินเป็นจ่ายแบบปลายปิด
ตั้งเพดานค่ารักษาพยาบาล จัดตั้งกลไกกลางทำงานร่วมกันทั้ง 3 ระบบ
ชี้ทัศนคติผู้ให้บริการก็ไม่เป็นธรรม จ้องฟันกำไรกลุ่มข้าราชการ โฆษก
ปชป.เสนอให้ ส.ส.-ส.ว.รัฐบาล-ฝ่ายค้านเป็นตัวอย่างใช้บัตรทองสร้างความเชื่อมั่น

วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ศูนย์การประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
มีการจัดเวทีสาธารณสุข "หาทางออก
สร้างความเป็นธรรมสามระบบหลักประกันสุขภาพ" โดย นพ.อำพล จินดาวัฒนะ
เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพ
3 ระบบใหญ่ ได้แก่ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบบประกันสังคม
และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีความแตกต่างกันทั้งแหล่งที่มาของเงิน
สิทธิประโยชน์ ผู้ให้บริการ และระบบการจ่ายเงิน
ทำให้ระบบมีความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการให้บริการนั้น
ส่งผลกระทบกับผู้ใช้บริการโดยตรง
จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมมากยิ่งขึ้น

นพ.อำพล กล่าวต่อว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันระบบสวัสดิการข้าราชการ
ที่มีรูปแบบวิธีการจ่ายเงินในระบบเปิด คือ จ่ายตามปริมาณบริการจริง
ซึ่งเป็นระบบที่ให้มีการเบิกงบประมาณในการรักษาพยาบาลได้อย่างอิสระทำให้รัฐ
ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก จากการใช้ยาเกินความจำเป็น
รวมทั้งมีการใช้ยาใหม่และยาที่มีราคาแพงจึงควรมีการกำหนดเพดานว่าแต่ละปี
สามารถที่จะเบิกได้จำนวนเท่าไหร่
ซึ่งเป็นแบบปลายปิดเช่นเดียวกับรูปแบบการจ่ายเงินในระบบประกันสังคมและระบบ
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

"การ เปลี่ยนรูปบการจ่ายเงินใหม่
ไม่ใช่การยกเลิกสิทธิเดิมที่มีอยู่ แต่ต้องเน้นสร้างความเข้าใจ
เพราะมีหลายประเด็นที่เข้าใจผิดเช่น ยาชื่อการค้า ยาต้นตำรับที่มีราคาแพง
หรือยาชนิดใหม่ ที่ข้าราชการใช้อยู่นั้นอาจไม่ได้ดีกว่ายาชื่อสามัญ
แต่ยาที่มีราคาแพง หรือยาชื่อการค้าเหล่านี้
เป็นยาที่โรงพยาบาลสามารถเบิกได้เต็มราคาและบวกกำไรเพิ่มขึ้นได้"
นพ.อำพลกล่าว

นพ.อำพล กล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่า กรมบัญชีกลาง
กระทรวงการคลัง ที่ดูแลระบบสวัสดิการจำเป็นต้องควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่โป่งมาก
ขึ้นเรื่อยๆ จึ่งต้องหาวิธีการจัดระบบใหม่
ซึ่งสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) มีข้อมูลอยู่แล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้
คือ การต้องตัดสินใจในระดับนโยบายต่อไป

นพ.อำพล กล่าวถึงกรณีที่โรงพยาบาลบางแห่งอ้างว่านำรายได้ที่ได้จากระบบสวัสดิการ
ราชการไปช่วยระบบบัตรทองที่ยังขาดแคลนอยู่ว่า
คงต้องดูว่าโรงพยาบาลเหล่านี้ขาดแคลนจริงหรือไม่ เพราะทราบข้อมูลว่า
โรงพยาบาลทั่วไป/ศูนย์ ในสังกัดสธ. ปัจจุบันงบปะมาณไม่ได้ขาดแคลนแล้ว
แต่มีเงินบำรุงเหลือมากกว่า 100 ล้านบาท
ที่บอกว่าขาดทุนแล้วนำงบส่วนอื่นมาชดเชยหากเป็นจริงการนำเงินส่วนอื่นมาใช้
ในส่วนที่ขาดแคลนจะยิ่งทำให้ระบบเสียและเกิดปัญหา
เพราะหากงบในระบบบัตรทองไม่พอก็ควรของบจากสปสช.แทนที่จะนำเงินของสวัสดิการ
ข้าราชการมาใช้ซึ่งถือเป็นกระเป๋าใบเดียวกันจากรัฐบาล
การทำลักษณะนี้จึงไม่ถูกต้องอยู่แล้ว

นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์
ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย
เครือข่ายสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวกป.)กล่าวว่า
การออกแบบระบบประกันสุขภาพมีความแตกต่างกันตั้งแต่ต้น
ด้วยกลุ่มเป้าที่ต่างกัน ส่งผลทำให้บริการมีความแตกต่างกันด้วย
ที่เห็นอย่างชัดเจน เช่น ข้าราชการมักได้รับยานอกบัญชียาหลัก
ยาต้นแบบนำเข้าจากต่างประเทศและยาที่มีราคาแพงสูงกว่าผู้ป่วยอีก 2
ระบบอย่างชัดเจน เช่น ยาลดไขมัน รวมถึงได้รับหัตถการบางอย่างสูงกว่า เช่น
การผ่าคลอด การผ่าตัดส่องกล้อง เป็นต้น

นพ.สัมฤทธิ์ กล่าวต่อว่า
เมื่อเปรียบเทียบการใช้บริการของผู้มีสิทธิภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพทั้ง
3 ระบบ พบว่า ผู้ป่วยประกันสังคมมีการใช้บริการผู้ป่วยนอกเป็น 1.4
เท่าของผู้ป่วยในระบบบัตรทองและสวัสดิการข้าราชการ
ขณะที่ผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการมีการใช้บริการผู้ป่วยในเป็น 1.25
เท่า ของผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมและบัตรทอง
โดยมีความแตกต่างชัดเจนในการให้บริการผู้ป่วยด้วยการรักษาด้วยยาหรือบริการ
ทางการแพทย์ที่แตกต่างกัน
ขณะที่ประสิทธิภาพหรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเป็นอย่างไรนั้น
ไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจน

นพ.สัมฤทธิ์ กล่าวต่อว่า
ข้อเสนอเพื่อลดเหลื่อมล้ำของระบบประกันสุขภาพ คือ 1.
ปฏิรูปการจ่ายเงินในระบบประกันสุขภาพให้เป็นระบบงบประมารปลายปิด
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในหารใช้จ่ายงบประมาณ
ขณะเดียวกันให้มีวิธีการจ่ายและอัตราที่เป็นมาตรฐานสอดคล้องกับความจำเป็น
และรักษาคุณภาพบริการให้เป็นไปตามมาตรฐาน 2.
ส่งเสริมให้เกิดระบบบริการปฐมภูมิที่มีคุณภาพมาตรฐานทั้งในเขตเมืองและชนบท
3.ให้มีระบบการติดตามประเมินคุณภาพบริการในเชิงผลลัพธ์ด้านสุขภาพอย่างต่อ
เนื่องและ 4. ให้มีโครงก้างกลไกกลางมในการอภิบาลแต่ละระบบเพื่อกำกับทิศทางการพัฒนาระบบ
ประกันสุขภาพของประเทศ

"การ รวมกองทุนทั้ง 3 กองทุน
มีการคุยกันมานานและถือเป็นเรื่องยากเพราะมีแรงต้านมาก
เกรงว่าจะได้รับบริการที่ด้อยลง ดังนั้น
เสนอให้สิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำคือวิธีการการจ่ายเงิน" นพ.สัมฤทธิ์กล่าว

น.ส. สุวิภา สุขวณิชนันท์
ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ กรมบัญชีกลาง
กระทรวงการคลัง กล่าวว่า เห็นด้วยที่ต้องมีกลไกกลางมาดูแล
เนื่องจากปัญหาของกรมบัญชีกลางคือติดขัดข้อกฎหมาย
โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการเงินกองทุน
หรือมีคณะกรรมการบริหารกองทุนเพียงแต่มีการจัดทำงบประมาณตามกฤษฎีกาเงิน
สวัสดิการรักษาพยาบาล พ.ศ.2523
ซึ่งปัญหาค่าใช้จ่ายในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเริ่มเห็นชัดเจนใน
ปี 2545 และมีปริมาณเงินค่าใช้จ่ายสู.มากขึ้นทุกปี โดยในปี 2552
ตั้งงบประมาณไว้ 48,000 ล้านบาทแต่มีการใช้จริง 61,300 ล้านบาท
เกินงบประมาณที่ตั้งไว้และต้องเบิกจากงบกลางของรัฐบาล โดยในปี 2553
ตั้งงบประมาณไว้เท่าเดิมคือ 48,000
ล้านบาทแต่มีแนวโน้มที่จะใช้งบประมาณเกินอีกเช่นเดิม

"กรม บัญชีกลางไม่สามารถบริหารจัดการใดๆ ได้เลย
แม้แต่สปสช.ทีมีการจัดซื้อยาแบบรวมซึ่งสามารถต่อรองราคายาได้ทำให้ซื้อยาได้
ในราคาถูกกว่า หรือแม่แต่รัฐบาลทำซีแอล
ระบบสวัสดิการข้าราชการก็ไม่ได้รับการลดราคาด้วย
เมื่อสอบถามไปยังกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กลับได้คำตอบว่า
ใช้ยาอะไรก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์แทนที่จะเป็นนโยบายของประเทศใน
การใช้ยาในระบบบัญชียา แต่ยาในประเทศกลับมีหลายราคา
และให้กรมบัญชีกลางมาทะเลาะกับผู้ป่วยหรือให้ผู้ป่วยทะเลาะกับแพทย์
หรืออย่างกรณีตรวจพบว่ามีการจ่ายยาวิตามินที่ไม่ได้อยู่ในบัญชียาหลักแห่ง
ชาติสูง เมื่อสอบถามไปยังแพทย์ กลับได้คำตอบว่า
ไม่รู้จักวิตามินในบัญชียาหลักฯ เลย
ซึ่งในลักษณะนี้ก็ต้องสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)
ให้เป็นผู้ตอบเพราะกรมบัญชีกลางเองไม่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องนี้"
น.ส.วุวิภากล่าว

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า
ความไม่เป็นธรรมในระบบประสุขภาพ มาจาก 3 ข้อใหญ่ คือ 1.วิธีการจ่ายเงิน
2.แหล่งที่มาของเงินและต้นตอใหญ่ ที่สุด คือ
3.ระบบคิดของผู้ให้บริการที่มองคนไม่เท่าเทียมกัน
ไม่ว่าระบบการจ่ายเงินจะเป็นอย่างไร แต่ยังมีวิธีมองคนไม่เป็นธรรมอยู่
เช่น หากเป็นข้าราชการก็จะอยู่บนวิธีคิดที่จะฟันกำไร
โดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานการรักษา
นายนิมิตร์ กล่าวต่อกว่า

ขอ เสนอทางออก 4 ข้อ คือ
1.แก้กฎหมายประกันสังคมเพิ่มการป้องกันสุขภาพ
2.ให้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินในการดูแลสุขภาพ 0.8% นำไปเพิ่มสิทธิประโยชน์
อีก 6 ข้อ แทนการรักษาพยาบาล
และให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิการรักษาในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า
และจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม 5% เหมือนเดิม โดยไม่มีการจ่ายซ้ำซ้อน
3.มีกลไกกลางเข้ามาจัดการมาตรฐานคุณภาพการรักษาและราคาค่ารักษาพยาบาล และ
4.มีระบบการสร้างความเข้าใจในทั้ง 3 ระบบประกันสุขภาพ

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
การรับฟังความเห็นในครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนในการพัฒนาระบบสุขภาพของ
ประเทศและเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะ
เสนอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลหันมาใช้สิทธิบัตรทอง
ควบคู่ไปกับสิทธิประโยชน์ในการซื้อประกันสุขภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างในสังคม
ในฐานะเป็นผู้กำหนดนโยบาย
รวมถึงที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในระบบสุขภาพ
ซึ่งนโยบายการขยายสิทธิคลอบคลุมบุตรและภรรยาของผู้ประกันตนก็เป็นนโยบาย
หนึ่งที่ช่วยตอบโจทย์ความเป็นธรรม

ด้านนพ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า
การหารือกันครั้งนี้
ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายและการออกแบบข้อเสนอการพัฒนา
ระบบหลักประกันสุขภาพที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับได้
โดยสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการทำความเข้าใจให้ชัดแจ้งเป็นรูปธรรม
โดยให้สช.เป็นเจ้าภาพในการผลักดันขับเคลื่อนจัดตั้งกลไกบริหารกองทุนทั้ง
3 ระบบ ให้มีประสิทธิภาพ
ซึ่งขณะนี้ขาดเพียงตัวแทนจากกรมบัญชีกลางเท่านั้น
โดยอาจต่อยอดจากคณะกรรมการประสานงาน 3 กองทุนที่มีอยู่แล้ว
ส่วนกลไกในการติดตามประเมินผลที่เป็นอิสระนั้น
สวรส.จะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการต่อไป

คำถามเรื่องปัญหาคู่ครอง

Subject: คำถามเรื่องปัญหาคู่ครอง

เนื้อหายาวมาก แต่อาจเป็นประโยชน์กับบางท่าน

คำถามคุณเอ

2009/11/2 เอ

กำลังมีเรื่องที่ไม่เข้าใจน่ะค่ะ

คือ คิดว่าเราปฏิบัติตนเป็นคนดี รักษาศีล 5 มาโดยตลอด

แต่ทำไมชีวิตถึงพบแต่ปัญหาและอุปสรรคเสมอ

โดยเฉพาะเรื่องคู่ครองน่ะค่ะ

ไม่รู้ว่าจะเป็นการรบกวนลุงจิ้งเกินไปหรือเปล่า

สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักกันเลย อยู่ๆ ก็ส่งเมล์มาขอคำปรึกษาน่ะค่ะ

ขอให้ข้าพเจ้าหมดสิ้นกรรม และหมดสิ้นอายุขัยโดยเร็ววันด้วยเทอญ.

ตอบ

เรียน คุณเอ

การสนทนาธรรม การสอบถามแลกเปลี่ยนธรรมะ ไม่ถือเป็นการรบกวนครับ
แม้เราจะไม่รู้จักกันในชาตินี้ แต่ในอดีตเราอาจเป็นสหายหรือญาติกันก็ได้
การได้เกื้อกูลกันในทางธรรมเป็นเรื่องที่ผมเต็มใจครับ

ขอตอบกว้างๆ ตามหลักพระพุทธศาสนานะครับ

หลักของพระพุทธศาสนามีกฏสำคัญบางประการ
ซึ่งเป็นกฏธรรมชาติที่มีอยู่แล้วและองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเจ้าทรงค้นพบ
(ย้ำว่าค้นพบนะครับไม่ใช่บัญญัติ) เช่น

๑ กฏแห่งการเวียนว่าย ตาย เกิด ตามภพภูมิต่างๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

๒กฏแห่งกรรม ใครทำสิ่งใดไว้จะต้องรับผลของสิ่งนั้นเสมอ ไม่เว้นแม้พระพุทธองค์
แต่คนทั่วไปไม่อาจรู้ได้ว่า

ทำกรรมในปัจจุบัน แล้วผลที่จะได้รับในอนาคตคืออะไร จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
เว้นแต่ผู้ที่ได้ทิพยจักขุญาณ หรือ จุตูปปาตญาณ
ผลกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เกิดจากการกระทำใดในอดีต
เว้นแต่ผู้ที่ได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

๓ กฏแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

๔ วิธีในการหลุดพ้นจากกฎสามข้อข้างต้น

ข้อ๔ สำคัญที่สุด และเป็นโชคดีที่สุดที่เราได้เกิดมาในเขต และในช่วงเวลา
ที่มีการสอนวิธีในการหลุดพ้นทุกข์

เอาละเขียนถึงหลักการแล้วทีนี้ขอตอบคำถามทีละข้อครับ

ข้อ ๑ เราปฏิบัติตนเป็นคนดี รักษาศีล 5
มาโดยตลอดแต่ทำไมชีวิตถึงพบแต่ปัญหาและอุปสรรคเสมอ

อันนี้เป็นปัญหาเรื่องช่วงเวลาครับ

ทุกๆปัจจุบันขณะ เราจะเสวยผลกรรมเก่า(ทั้งกรรมดี หรือกรรมชั่ว)
และเราจะกระทำกรรมใหม่ (ทั้งกรรมดี กรรมชั่ว
และกรรมที่เป็นกลางไม่ดีไม่ชั่ว) ไปพร้อมกัน

ปัจจุบันชีวิตถึงพบแต่ปัญหาและอุปสรรคเสมอ
เพราะอกุศลกรรมในอดีต(กรรมเก่า)ที่เราได้ทำไว้ส่งผลในช่วงเวลาปัจจุบัน

แต่ปัจจุบันเราเป็นคนดี รักษาศีล ๕ มาตลอด(กรรมปัจจุบัน)
อันนี้จะเกิดผลบุญแน่นอนในปัจจุบัน
แต่จะให้ผลอนาคต(ซึ่งไม่รู้ว่าใกล้หรือไกล อาจจะ ๑ วัน ๑ เดือน ๑ ปี
ชาติถัดไป) แต่ผลบุญนี้ยังไม่เกิดผลในปัจจุบันครับ
ช่วงนี้เราจึงต้องรับอกุศลกรรมไปก่อน

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยครับ หลายคนเมื่อชีวิตมีความทุกข์
จึงจะเริ่มทำความดี แต่เมื่อความดีไม่ส่งผลรวดเร็วดังใจต้องการ
ก็จะรู้สึกผิดหวัง หลายคนถึงกลับคิดว่าเรื่องกฏแห่งกรรมเป็นรื่องเท็จก็มี

ข้อ ๒ โดยเฉพาะเรื่องคู่ครอง

อันนี้เป็นผลจากการผิดศีลข้อ ๓ ในอดีตครับ จากประสพการณ์ของผม
การละเมิดศีลข้อนี้มักจะส่งผลค่อนข้างแรง
เพราะการผู้ที่ถูกเรากระทำจะรู้สึกเจ็บปวดใจมาก(เหมือนที่คุณเป็นอยู่ในตอนนี้หรือยิ่งกว่า)
ดังนั้นผู้ที่ถูกกระทำมักจะผูกใจเจ็บ
และจองเวรเรา(เรียกคนที่ถูกกระทำและจองเวรผู้ที่กระทำว่า
เจ้ากรรมนายเวรครับ)

ดังนั้นผู้ที่ทำผิดศีลข้อสามจะได้รับผลกรรมของการละเมิดศีลตามกฏแห่งกรรม
และมักถูกกระทำเพิ่มจากการจองเวรด้วย

ยกตัวอย่างเช่นในอดีต นายเอ(นามสมมุติ) แย่งภรรยาของนายบี(นามสมมุติ)

นายบียอมรู้สึกโกรธแค้น อาฆาต พยาบาทนายเอ
(นายบีได้มีฐานะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของนายเอแล้ว)

ความรู้สึกอาฆาต พยาบาทนายเอ
ของนายบีนั้นคงอยู่ตลอดชีวิตของนายบีตั้งแต่หนุ่มจนถึงแก่สิ้นชีวิต

ชาติปัจจุบันกรรมจากการผิดศีลข้อ ๓ ทำให้นายเอ มาเกิดเป็นหญิงชื่อนางเอ(นามสมมุติ)

ด้วยความอาฆาต จองเวร และกฏแห่งกรรม(ของนายบีเอง) นายบีในมาเกิดเป็นชาย
เมื่อโตเต็มวัยได้มาพบกับนางเอ

ทั้งนายบีและนางเอจำเรื่องในชาติอดีตไม่ได้

แต่ความพยาบาทเดิมที่ฝังในจิต ทำให้นายบีหลงรักและจีบนางเอเป็นคู่ชีวิต
(แปลกใหมความอาฆาตทำให้หลงรัก)

ด้วยอกุศลกรรมเก่านางเอจึงหลงรักและยอมแต่งงานกับนายบี (หลงรัก = หลงผิด
เห็นกงจักรเป็นดอกบัว)

หลังจากอยู่ร่วมกันไม่นานนายบีก็เริ่มล้างแค้นด้วยการทำตัวเจ้าชู้และทอดทิ้งนางเอให้มีความทุกข์เพียงลำพัง

นางเอซึ่งในอดีตเป็นคนดี เพียงทำผิดศีลข้อ ๓ ครั้งเดียว
(ซึ่งในชาติปัจจุบันจำเรื่องเก่าไม่ได้แล้ว) และในชาติปัจจุบันก็เป็นคนดี
รักษาศีล ๕ โดยตลอด จึงรู้สึกเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
และไม่เข้าใจเลยว่าทั้งที่ตนก็เป็นคนดี รักษาศีล
แล้วทำไม่ความดีจึงไม่คุ้มครองตน

หากคุณสงสัยว่าการอาฆาต พยาบาท
จองเวรกันแล้วจะส่งผลให้มาเกิดเจอกันได้จริงหรือ
ขอให้ไปอ่านเรื่องประวัติพระเทวทัต ทศชาติชาดก และพระเจ้าห้าร้อยชาติชาดก
ดูครับ จะเห็นว่าการอาฆาต จองเวร
ทำให้พระเทวทัตได้พบพระพุทธองค์ในทุกชาติ

การลดผลที่ได้รับจากสองข้อแรกทำได้โดย การทำบุญ รักษาศีล บำเพ็ญภาวนา
อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรด้วยจิตที่สำนึกผิดจริงๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบำเพ็ญภาวนาด้วยกรรมฐาน ๔๐ หรือ สติปัฏฐาน ๔
กองใดก็ได้ อย่างสม่ำเสมอ จริงจัง
แล้วอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรจะได้ผลดี ในเวลาอันเร็วมาก

เพราะกรรมฐานเป็นกรรมหนักฝ่ายดีที่จะส่งผลก่อนกรรมอื่นๆ
(คู่กับอนันตริยกรรมซึ่งเป็นกรรมหนักฝ่ายชั่ว)

ที่คุณบอกว่าในปัจจุบันคุณเป็นคนดีและรักษาศีล ๕ โยตลอดนั้นดีมากแล้วครับ
ขออนุโมทนา แต่ขอให้เพิ่มการบำเพ็ญภาวนา
และการอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรด้วยจิตที่สำนึกผิดจริงๆ

มีคัวอย่างการขออโหสิกรรมเรื่องหนึ่งเขียนโดยคุณ ท.เลียงพิบูลย์ ความโดยย่อมีดังนี้

มีสามี ภรรยาคู่หนึ่ง โชคร้ายได้เจ้ากรรมนายเวรมาเกิดเป็นบุตร

(คนที่จองเวรจนยอมมาเกิดเป็นบุตรเพื่อล้างแค้น ถ้าไม่ใจเด็ดมาก
ก็ต้องหลงผิดมาก
เพราะการล้างแค้นในฐานะบุตรย่อมเกิดอกุศลกรรมใหม่ก็ผู้นั้นอย่างหนักมาก
เพราะเป็นกรรมที่ทำกับพ่อ แม่ แต่ก็เป็นการล้างแค้นที่ได้ผลที่สุด
เพราะไม่มีอะไรที่ทำให้ทุกข์
ได้เท่ากับทุกข์ที่เกิดจากการกระทำของบุตรอีกแล้ว)

ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนโต บุตรนั้นได้ล้างผลาญเงิน
และสร้างความทุกข์ให้กับบิดา มารดา เป็นอันมาก ทรัพย์สมบัติก็แทบหมดสิ้น

วันหนึ่งฝ่ายบิดา มาดารนั้นได้ไปปรึกษากับพระที่ทั้งสองนับถือ

หลวงพ่อท่านบอกว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะบุตรนั้นเป็นเจ้ากรรมนายเวร
ให้แก้ไขโดยให้ถืออุโบสถศีล ทำบุญถวายสังฆทาน
แล้วอธิษฐานหน้าพระประธานในอุโบสถ
อุทิศให้เจ้าเก่านายเวรผู้เป็นบุตร(อุทิศให้เฉพาะตัว
ไม่ใช้อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั่วไป)
แล้วให้กลับบ้านไปขออโหสิกรรมกับบุตรด้วยวาจาต่อหน้าตัวบุตรโดยตรง

เมื่อทั้งสองได้กล่าวขอขมาต่อเจ้ากรรมนายเวรผู้เป็นบุตรแล้ว
ผู้เป็นบุตรแสดงอาการให้อโหสิต่อบิดา มารดา แล้วขึ้นไปนอนในห้องของตน
ถึงเช้าวันรุ่งขึ้นปรากฎว่าผู้เป็นบุตรได้สิ้นใจไปแล้ว
เพราะเมื่ออโหสิกรรมให้แล้วก็ไม่มีเหตุที่ต้องอยู่ในฐานะบุตรอีกต่อไป

หากสนใจศึกษาเรื่องกรรมฐานแก้กรรม ให้ศึกษาจากคำสอนของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
วัดท่าซุง หรือหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

ข้อ ๓ ขอให้ข้าพเจ้าหมดสิ้นกรรม โดยเร็ววันด้วยเทอญ.

ข้อนี้เป็นความคิดที่ไม่ตรงความเป็นจริงครับ ไม่มีใครในโลกนี้ทั้ง ๓๑
ภพภูมิ (พรหมโลก ๒๐ สวรรค์ ๖ มนุษย์ ๑ สัตว์ ๑ เปตร ๑ อสุรกาย ๑ สัตว์นรก
๑) ที่จะหมดสิ้นกรรมได้ครับ
แม้แต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังต้องรับผลกรรมจนถึงวาระสุดท้ายของพระชนชีพ
เมื่อเราเกิดมานั้นทุกๆปัจจุบันขณะ เราจะเสวยผลกรรมเก่า(ทั้งกรรมดี
และกรรมชั่ว) และเราจะกระทำกรรมใหม่ (ทั้งกรรมดี กรรมชั่ว
และกรรมที่เป็นกลางไม่ดีไม่ชั่ว)
ไปพร้อมกันดังนั้นการชดใช้กรรมจนหมดจึงเป็นไปไม่ได้

แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เราหนีโลก หนีกรรม ด้วยการละกิเลส
ตามแนวทางที่ได้ทรงสั่งสอนไว้ครับ

ข้อที่ ๔ ขอให้ข้าพเจ้าหมดหมดสิ้นอายุขัยโดยเร็ววันด้วยเทอญ.

ข้อนี้ก็เป็นความคิดที่ผิดครับ คุณหนีโลกปัจจุบันไปได้
แต่ไม่อาจหนีกรรมได้ครับ หมดสิ้นอายุไขแล้ว
ชาติถัดไปก็ต้องเกิดมาชดใช้กรรมต่อไปอีกอยู่ดี
(ยิ่งถ้าทำให้หมดสิ้นอายุไขด้วยการฆ่าตัวตายยิ่งแย่หนักขึ้นไปอีก)

ลองคิดดูครับในช่วงเวลาหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมามีการสอนวิธีพ้นทุกข์ในช่วงเวลานี้เท่านั้น
และมีเวลาสอนเพียง ๕๐๐๐ ปีเท่านั้น (ลองเอาห้าพันหารด้วยร้อยล้านดูครับ)

และในช่วงเวลาปัจจุบันนี้มีมนุษย์โลก ๖๐๐๐ ล้านคน
แต่มีคนที่ได้เกิดมาในเขตที่มีการสอนวิธีพ้นทุกข์เพียงไม่ถึง ๕๐๐
ล้านคนเท่านั้น (นี่ไม่รวมพวกที่ต้องเกิดในอบายภูมิ ๔ นะครับ)

จะเห็นว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก
และการเกิดเป็นมนุษย์ในเขตพระพุทธศาสนายิ่งยากขึ้นไปอีก

การเกิดมาพบพระรัตนตรัยของพวกเราเป็นโอกาศทองของชีวิตที่จะปฏิบัติธรรมให้ได้มากที่สุด
ยาวนานที่สุด เพื่อเป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งพระนิพพานในอนาคตเบื้องหน้า

ใครจะรู้คุณอาจจะโชคดีถึงซึ่งพระนิพานในชาตินี้ก็ได้
ดังนั้นคุณควรขอให้มีชีวิตที่ยืนนานที่สุด
เพื่อใช้เวลาปฏิบัติธรรมให้ได้มากที่สุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความโชคร้ายของคุณที่ปัจจุบันชีวิตได้รับผลของอกุศลกรรม
แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่ทำให้คุณได้เห็น ทุกข์

ผู้ที่เห็นทุกข์นั้นย่อมตั้งใจหาหนทางพ้นทุกข์มากกว่าผู้ที่ยังไม่เห็น
เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อเริ่มหนีมาออกบวชในครั้งแรก ก็เพราะเห็นทุกข์
จึงเสด็จออกบวชเพื่อหาทางพ้นทุกข์

ลุงจิ้ง

๓ พ.ย. ๕๒ ๑๐.๐๐ น.

หมายเหตุ ๑ คำถามของคุณเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป
ผมจึงใคร่ขออนุญาตนำคำถามคำตอบนี้ไปเผยแพร่เป็นการทั่วไป
โดยผมจะเปลี่ยนชื่อของคุณและใช้เมล์ใหม่ขอผมเอง หวังว่าคุณจะกรุณาอนุญาต

๒ หากคำตอบของผมสร้างความไม่พอใจ ไม่สบายใจต่อคุณ
ผมขอขมาและขออโหสิกรรมมา ณ ที่นี้ด้วยเถิด

ตอบลุงจิ้ง

ข้อ 3 และข้อ 4 เป็นลายเซ็นท้ายเมล์น่ะค่ะ ไม่ใช่คำถาม
(มันเป็นความรู้สึกท้อแท้ในใจน่ะค่ะ ^_^ )

ยินดีค่ะ ถ้าคำถามนี้จะมีส่วนช่วยชี้นำทางผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้
สมาชิกกรุ๊ปธรรมะสวัสดี โชคดีมาก
ที่มีลุงจิ้งเป็นสมาชิกที่คอยช่วยเหลือและสรรหาสิ่งดีๆ มาเผยแพร่โดยเสมอ

โดยปกติ ก็จะไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดทุกครั้งที่มีโอกาส
ก็จะไปพร้อมกับคู่ครองเสมอน่ะค่ะ

ก็คิดว่า ทั้งตัวเรา และคู่ครอง ต่างก็มีกรรมผูกกันมา แต่รู้สึกว่า
แฟนจะมีกรรมผูกกับคนอื่นๆ อีกมากมาย

เพราะเราก็คุยกันในเรื่องนี้ ว่าทำไม
ในเมื่อเราต่างก็ปฏิบัติธรรมด้วยกันทั้งคู่ ต่างรู้ถึงสิ่งดี
และสิ่งไม่ดี แต่ทำไมคู่ครองถึงยังต้องทำ

คู่ครองก็พูดแต่ว่า เขายังมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์อีกเยอะ

ยิ่งเล่าก็จะยิ่งสับสนน่ะค่ะ

แต่ก็ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น

คุณเอ

ตอบคุณเอ

ครับผมทราบว่าข้อ ๓ และ ๔ เป็นลายเซ็นท้ายเมล์
แต่ที่ตอบเพราะอยากให้เปลี่ยนความรู้สึกท้อแท้เป็นพลังในการปฏิบัติธรรมครับ

ปัญหาเรื่องการแก้กรรมข้อสุดท้ายที่ผมไม่ได้เขียนก่อนหน้านี้คือการวางครับ
เพราะชีวิตนั้นเกิดจาก กิเลส ตัณหา อุปทาน ความยึดมั่นถีอมั่น
เมื่อเกิดแล้ว ชีวิตเป็นทุกข์
ลองคิดดูครับหากเป็นผู้ชายคนอื่น ที่ไม่ใช่แฟนเรา
ทำตัวเป็นคู่ครองที่ไม่ดี(ต่อหญิงอื่น) เราก็ไม่ทุกข์ หรือทุกข์ก็ไม่มาก
วางได้ง่าย
หากเราวางได้ว่าแฟนเรา ไม่ใช่ของเรา เราก็ไม่ทุกข์

ความจริงแล้วการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารนี้
แฟนคุณเป็นของคนอื่นมานับไม่ถ้วน ตัวคุณก็เป็นของคนอื่นนับไม่ถ้วน

แม้ในอนาคตหากเรายังไม่หยุดเกิด แฟนคุณก็ต้องเป็นของคนอื่นมานับไม่ถ้วน
ตัวคุณก็ต้องเป็นของคนอื่นนับไม่ถ้วน

ความทุกข์ ความเสียใจที่เกิดจากคู่ครองของคุณ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก
และถ้ายังคงเกิดอยู่ก็จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

แม้ความทุกข์ ความเสียใจที่เกิดจากตัวคุณกระทำต่อคู่ครองของคุณก็เคยเกิดมาแล้วนับไม่ถ้วน

การที่คุณและแฟนเป็นคู่กันในชาติปัจจุบัน
เป็นการสมมุติให้เป็นชั่วคราวเท่านั้น ด้วยเป็นผลของกรรม

อันกรรมนั้นเป็นผลของ กิเลส ตัณหา อุปทาน

หากคุณวาง กิเลส ตัณหา อุปทาน ในจิตได้โดยเด็ดขาด

การเกิดก็จะไม่เกิดขึ้น กรรมทั้งหลายก็กลายเป็นโมฆะกรรม

ชีวิตคุณถึงจะสิ้นทุกข์จริงๆ

แต่ในความทุกข์ของคุณ มีเรื่องหนึ่งที่น่ายินดี คือคุณได้ปฏิบัติธรรม
ตามแนวทางขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

ดังนั้นวงจรของการเวียนว่ายตายเกิดของคุณนั้นกำลังจะสิ้นสุดลงในอนาคต
(อย่างแน่นอนแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่)

ส่วนเรื่องที่แฟนคุณปฏิบัติตัวอย่างไรนั้น ไม่ใช่วิสัยที่คุณจะไปแก้ไขได้
คุณต้องแก้ไขที่ตัวคุณเท่านั้น

กรรม การรับผลของกรรม การปฏิบัติธรรม การบรรลุผลธรรม นิพพาน เป็นเรื่องเฉพาะตัว

เราบอกกล่าวแนะนำได้ แต่บังคับให้ใครเชื่อหรือปฏิบัติอย่างที่เราต้องการไม่ได้

สุดท้าย ผมขอขอบคุณที่คุณอนุญาตให้เผยแพร่เรื่องนี้ได้
และหวังว่าธรรมะของพระพุทธองค์จะทำให้คุณพ้นทุกข์ได้โดยเร็ว

ลุงจิ้ง

๓ พ.ย. ๕๒ ๑๐.๕๐ น.

เรียน คุณเอ

เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีอีกวิธี ที่ใช้ช่วยให้ยอมรับผลของกรรม
และวางความยึดมั่นถือมั่นได้ง่ายขึ้น
โดยการฝึกกรรมฐานให้ได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ซึ่งต้องฝึกกสิน
หรือฝึกวิธีลัดคือฝึกมโนมยิทธิ (เมื่อได้มโนมยิทธิแล้ว
ฝึกให้ได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณได้โดยง่าย)

(มโนมยิทธิเป็นวิชชา ๑ ในวิชา ๘ (วิปัสสนาญาณ ๑ มโนมยิทธิ ๑ อิทธิวิชา ๑
ทิพยโสต ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ . ทิพยจักขุญาณ ๑
อาสวักขยญาณ ๑)

เมื่อเราได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณแล้ว
เราจะทราบว่าผลกรรมที่เกิดกับเรานั้นเกิดจากการกระทำอย่างไร

เมื่อเห็นความชั่วที่ทำแล้วในอดีต
เราจะได้รู้ตัวว่าที่ได้รับผลกรรมนั้นเป็นการสมควรแล้ว
และทำใจยอมรับผลกรรมนั้นได้

ในหลายกรณีคุณจะพบว่าผลกรรมที่คุณได้รับนั้นน้อยไปด้วยซ้ำ
เช่นละเมิดศีลข้อ ๓ ดังที่ได้ยกตัวอย่างข้างต้น แต่ยังคงรอดพ้นฉิมพลีนรก
(นรกต้นงิ้ว) เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัชฉาน
เพียงแค่เกิดมาชาตินี้มีทุกข์เรื่องคู่ครองเท่านั้น ซึ่งน้อยมาก
ถ้าเทียบกับกฏแห่งกรรมที่ต้องรับ
ที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะแม้คุณจะผิดศีลบ้าง แต่ในอดีตคุณก็ได้ทำกุศลไว้มาก
จิตตอนตายจึงคิดถึงกุศลก่อน เลยรอดนรกมาได้

แต่ต้องจำไว้ว่าเป็นการรอดชั่วคราวเท่านั้น หากพลาดพลั้ง
ไม่เร่งปฏิบัติธรรม หากชาติใด จิตก่อนตายนึกถึงอกุศลกรรม
ก็จะเป็นปัจจัยให้เป็นสัตว์นรกได้
ทีนี้ผลกรรมเก่าทั้งหมดจะถูกเรียกชำระทุกกระทง อย่างนี้จึงจะเรียกว่า
ทุกข์หนัก ทุกข์นานจริง

หากสนใจการฝึกกรรมฐานให้ได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ หรือฝึกมโนมยิทธิ
ก็ลองหาสถานที่สอนดูครับ หากเป็นมโนมยิทธิก็มีที่วัดท่าซุง
หรือที่บ้านซอยสายลม
(รายละเอียดบ้านซอยสายลมมีในเมล์ที่เคยส่งให้อ่านแล้ว)

ปุพเพนิวาสานุสติญาณนี้เป็นญาณสำคัญยิ่ง
เพราะเป็นญาณที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้เป็นลำดับแรกในคืนสุดท้ายที่สรงตรัสรู้
และทรงใช้เป็นฐานสำหรับวิปัสสนาญาณ จนถึงอาสวักขยญาณ
ตัดกิเลสจนหมดสิ้นในที่สุด

ลุงจิ้ง

3 พ.ย. ๕๒ ๑๒.๐๐ น.

หมายเหตุ
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ
ความรู้เป็นเครื่องระลึกได้ถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน , ระลึกชาติได้
(ข้อ ๑ ในวิชชา ๓, ข้อ๔ ใน อภิญญา ๖, ข้อ ๖ ในวิชชา ๘, ข้อ ๘ ในทศพลญาณ)

[๑๓๖]ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น
ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง
สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้างสิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง
สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้างร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง
แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง
ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น
เรามีโคตรอย่างนั้น เรามีผิวพรรณอย่างนั้นเรามีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ
มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้นครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น
แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น
มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆมีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว
ได้มาเกิดในภพนี้เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ
พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจาก{น.๗๖}บ้านตนไปบ้านอื่นแล้ว
จากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก
จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิมเขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า
เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้นเราได้ยืนอย่างนั้น
ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น
ได้นิ่งอย่างนั้นเราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้านนั้น
เราก็ได้ยืนอย่างนั้นได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น
แล้วเรากลับจากบ้านนั้นมาสู่บ้านของตนตามเดิมดังนี้ ฉันใด
ภิกษุก็นฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น
ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง
สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้างสิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง
สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้างร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง
แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง
ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น
เรามีโคตรอย่างนั้น เรามีผิวพรรณอย่างนั้นเรามีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ
มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้นครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไป เกิดในภพโน้น
แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น
มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆมีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว
ได้มาเกิดในภพนี้เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ
พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้
ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสามั้ญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ

มโนมยิทธิ คือ ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ, ฤทธิ์ทางใจ คือ
นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ ดุจชักไส้จากหญ้าปล้อง ชักดาบจากฝัก
หรือชักงูออกจากคราบ

จุตูปปาตญาณ มีตาทิพย์และรู้การเกิดและการตายของสัตว์โลกว่าเกิดจากเหตุอะไร

ทิพยจักขุญาณ คือ ตาทิพย์ เห็นในสิ่งที่ตาเนื้อมองไม่เห็น

วิธีใช้ประโยชน์เมื่อได้ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
คือกำหนดดูว่าการที่เรารับผลกรรมอยู่ในปัจจุบันนี้
เกิดจากการกระทำในอดีตชาติอย่างไร เรารับผลอะไรจากการกระทำนั้นมาแล้วบ้าง
(ตกนรกจากการกระทำนั้นหรือยัง หากตกนรกแล้วที่โดนตอนนี้ก็เป็นแค่เศษกรรม
หากยังไม่ตกก็ให้รีบปฏิบัติธรรมหนีนรก)

วิธีใช้ประโยชน์เมื่อได้ มโนมยิทธิ หรือ ทิพยจักขุญาณ
คือกำหนดถามครูบาอาจารย์ที่ไม่มีกายเนื้อแล้วถึงวิธีการปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆขึ้นไป
หรือ กรณีนี้ก็ถามท่านว่าผลกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดจากเหตุใด
และจะแก้ไขอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง มโนมยิทธิกับทิพยจักขุญาณ คือ
มโนมยิทธิเหมือนกับเราไปด้วยตัวเอง ทิพยจักขุญาณเหมือนเราดูหนัง

สุดท้ายนี้ขออวยพรให้ผลจากการปฏิบัติธรรมของคุณ
จงเป็นปัจจัยให้คุณพ้นทุกข์ในที่สุดด้วยเถิด

ลุงจิ้ง

3 พ.ย. ๕๒ ๑๓.๓๐ น.

เคาะข่าวริมโขง : "ประสงค์" เตือน "จิ๋ว" หยุดสุมไฟประเทศ ก่อนจะเหมือนคำ "ป๋า"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

รายการ "เคาะข่าวริมโขง" ออกอากาศทาง "อีสานทีวี" ช่วงเวลา
18.30-20.30 น. วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน มี นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย
น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก นายประพันธ์เป็นผู้ดำเนินรายการ
และร่วมวิเคราะห์หลากหลายประเด็นข่าวที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะกรณีขบวนการทำลายบ้านเมืองที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี สมคบคิดกับบรรดาลิ่อล้อกำลังลงมือกระทำการบางอย่าง
เพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

โดยในรายการ น.ส.อัญชะลี ได้ต่อสายสัมภาษณ์สด น.ต.ประสงค์
สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
ถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่น่าไว้วางใจในเดือนนี้ โดย น.ต.ประสงค์
กล่าวว่า เดือนพฤศจิกายนนี้ ตนถือว่าประเทศเปรียบเหมือนคนที่เป็นร่างทรง
และกำลังจะออกจากร่าง ซึ่งจะเกิดอาการสั่นสะท้านไปทั้งตัว
คล้ายกับเป็นช่วงราหูยก ดังนั้น ต้องเฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวของหลายฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มประชาชน
ที่กำลังพยายามทำตัวเหมือนสุมไฟให้กับประเทศ โดยคนพวกนี้
ต้องการจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางไม่ดี

น.ต.ประสงค์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนคาดการณ์สถานการณ์ไว้ มีอยู่
2-3 เรื่อง คือ การเคลื่อนไหวอย่างหนักหน่วงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังทิ้งใบไพ่สุดท้าย
ต้องการทำให้ทุกอย่างจบลงในเร็ววันนี้ ดังนั้น จึงต้องทำทุกอย่าง
หลังจากที่เดินเกมใช้กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวแล้ว แต่ไม่ได้ผล
ต้องหันไปใช้บริการทหารเก่าอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
ซึ่งการกลับมาเล่นการเมืองครั้งนี้ของ พล.อ.ชวลิต จะเห็นได้ว่า
แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ
แต่ก็ทำให้ประเทศปั่นป่วนและเกิดปัญหาต่างๆขึ้นมากมาย
โดยเฉพาะปัญหาระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา แม้ว่าตนจะรู้ดี พล.อ.ชวลิต
เป็นคนที่ฉลาดและมีกลอุบายที่แยบยล แต่ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า
ไม่เคยกระทำการใดๆ สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจาก
สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศเท่านั้น

"พล.อ.ชวลิต เข้ามาร่วมงานกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่นาน
ก็มีเตรียมทหารรุ่น 10 ตบเท้ามาสมทบเป็นจำนวนมาก ดังนั้น
การเคลื่อนไหวของกระบวนการที่มีทหารเข้าร่วมก็ถือว่าบ่งบอกสัญญาณอะไร
บางอย่าง อีกทั้งยังไม่นับรวมพวกตำรวจและกลุ่มคนเสื้อแดง
ที่ร่วมในขบวนการนี้ โดยสามเกลอหัวขวด ก็ออกมาประกาศชัดเจนว่า วันที่ 14
พฤศจิกายนนี้ จะมีการชุมนุมครั้งใหญ่
ทำให้คิดว่าต่อจากนี้ต้องจับตามองสถานการณ์ให้ดีๆ
จะเห็นได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวล้วนสอดคล้องกับท่าทีของ พล.อ.ชวลิต"
น.ต.ประสงค์ กล่าว

น.ต.ประสงค์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนกำลังมองเห็นคือ ความวุ่นวาย
ที่ประเทศไทยกำลังจะพบเจอ ยิ่งในช่วงที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
บริหารประเทศ ซึ่งหากให้วิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ ตนคงต้องพูดว่า ผิดหวัง
เพราะรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นที่พึ่งได้จริงๆ
เสมือนใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ แก้ปัญหาไม่ได้ทันท่วงที ไม่หนำซ้ำ
ยังปล่อยให้พรรคร่วมมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า
ตนจึงเสียใจกับท่าทีกับคำพูดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ประกอบกับเวลานี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง
ก็กำลังป่วยไข้หวัดแขก เพราะขณะนี้ นายราเกซ สักเสนา
ผู้ต้องหาสำคัญในคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ (บีบีซี)
ที่ถูกส่งตัวจากประเทศแคนาดากลับประเทศไทย เพื่อดำเนินคดี ทำให้เวลานี้
ไม่ว่ารัฐบาลจะขยับตัวไปทางไหน ก็พบแต่ความยากลำบาก
เนื่องจากคนใกล้ตัวนายกรัฐมนตรีหลายคน มีส่วนเกี่ยวพันกับคดีนี้

น.ต.ประสงค์
กล่าวถึงกรณีหนทางการสืบสาวราวเรื่องคดียักยอกทรัพย์บีบีซี ว่า
เรื่องนี้ที่ นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า
ท่าทางจะขยายผลถึงผู้บงการได้ลำบาก ตนอยากบอกว่า นายอภิสิทธิ์
ดำเนินการขยายผลแล้วหรือไม่ จึงออกมาระบุเช่นนี้
ตนถือว่าเป็นการพูดโดยที่ยังไม่ได้ทำงาน ทั้งที่คดีนี้
ไม่ต้องไปสืบสาวราวเรื่องจากที่ไหน
แค่ไปขอข้อมูลการซื้อขายหุ้นวันดังกล่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(แบงก์ชาติ) เท่านี้ก็ทราบแล้วว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการปล่อยข่าวอัปมงคลทุบ
หุ้น และจะทราบเลยว่า
กลุ่มก้อนการเมืองใดอยู่เบื้องหลังการล้มของแบงก์บีบีซี

น.ต.ประสงค์ กล่าวอีกว่า หลายปัญหาที่รุมเร้ารัฐบาล
นับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะเวลานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ
กำลังเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบให้แก่ประเทศ อีกทั้ง
ต้องยอมรับว่าขุมกำลังของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจหรือพวกมวลชนภาคเหนือและภาคอีสาน
ยังไม่นับพวกฝ่ายข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ที่สวามิภักดิ์ โดยขณะนี้
ก็ยังคงมีหัวคะแนน พ.ต.ท.ทักษิณ กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ
เพื่อเป็นแขนขาค่อยดำเนินการตามแผน
ซึ่งคนพวกนี้อยู่ได้ด้วยน้ำเงินของอดีตนายกรัฐมนตรี
สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นพลังจัดตั้งผู้คนหรือกองกำลังสนับสนุนเมื่อไหร่ก็ได้
ดังนั้น ตนจึงเชื่อว่า ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังวางเกมอยู่ว่า
ควรมีการเคลื่อนไหวในพื้นที่ใดบ้าง

"ผมคิดว่าภายในเดือนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีแผนอยากจะเผด็จศึก
ถือเป็นการทำสงครามครั้งสุดท้าย ส่วนเรื่องกระแสการปฏิวัติ
ยังตัดประเด็นนี้ออกไปไม่ได้ เพราะเวลานี้ มี พล.อ.ชวลิต
และบรรดาทหารเก่า รวมทั้งทหารที่ยังรับราชการอยู่
เรียงหน้ามาเข้าร่วมขบวนการ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งต้องบอกกันตรงว่า
ตอนนี้แม้แต่กองทัพเสถียรภาพภายในยังมีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ดังนั้น
สถานการณ์ที่เป็นอยู่จึงน่าเป็นห่วง
ยิ่งถ้ารัฐบาลไม่สามารถประสานความแตกแยกได้
ก็อาจมีการแทรกซึมสถานการณ์เพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยตนคิดว่า
เวลานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีความคิดเรื่องปฏิวัติอยู่
หลังจากใช้พวกแก๊งค์หัวขวดกับกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวแล้วไม่ได้ผล
แต่ครั้งนี้ รัฐบาลจะประมาทไม่ได้
เพราะมีทหารจำนวนมากตบเท้าเข้าร่วมขบวนการนี้" น.ต.ประสงค์ กล่าว

น.ต.ประสงค์ กล่าวถึงการกระทำของ พล.อ.ชวลิต
ที่เป็นทหารรับใช้ชาติ แต่กลับไปร่วมมือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ว่าการกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้ประชาชนจำนวนมาก
ยิ่งการเดินทางไปพบสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
เปรียบเหมือนการชักศึกเข้าบ้าน เป็นการกระทำที่สุมไฟให้แก่ประเทศ ดังนั้น
ตนในฐานะเพื่อนอยากให้ พล.อ.ชวลิต ลองทบทวนและคิดดูให้ดีว่า การไปร่วมกับ
พ.ต.ท.ทักษิณ และสมเด็จฯ ฮุนเซน ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรบ้าง ไม่หนำซ้ำ
ยังมีแผนจะเดินทางไปมาเลเซียและพม่าอีก
ซึ่งตนอย่าให้คิดให้ดีก่อนตัดสินจะทำ ไม่เช่นจะเหมือนที่ พล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้เรื่องทรยศชาติ

น.ต.ประสงค์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่ พล.อ.ชวลิต
แถลงข่าวเดินหน้าโครงการ "ไทยร่มเย็น เป็นมิตรเพื่อนบ้าน"
ก่อนจะทำการลงพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่าพรรคเพื่อไทยจะใช้นโยบายการตั้ง
"นครรัฐปัตตานี" ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ตนอยากบอกว่า สิ่งที่
พล.อ.ชวลิต คิดจะทำไม่สมควรจะดำเนินการ เพราะเหมือนยิ่งสุมไฟ
ซ้ำเติมสถานการณ์ภาคใต้ให้ยิ่งทวีความรุนแรง
ทั้งที่รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่ พล.อ.ชวลิต
กลับจะไปก่อเหตุให้บ้านเมืองเดือดร้อน เพราะถ้าหากกลุ่มผู้ไม่หวังดี
ใช้ประเด็นการตั้ง "นครรัฐปัตตานี" ขึ้นมาปั่นป่วนสถานการณ์
เพื่อนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน พล.อ.ชวลิต จะรับผิดชอบเช่นใด ดังนั้น
กองไฟที่ พล.อ.ชวลิต ก่อไว้
น่าจะกลับไปทบทวนตัวเองว่าบ้านเมืองได้อะไรจากการกระทำดังกล่าว
ซึ่งตนมองเห็นแต่ความแตกแยกที่จะเกิดขึ้น
คนพวกนี้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อมีเป้าหมายไม่หวังดีกับประเทศของเรา

นายประพันธ์กล่าวเสริมประเด็นนี้ว่า การกระทำของ พล.อ.ชวลิต
ตั้งแต่ตอนที่เดินทางไปพบ สมเด็จฯ ฮุนเซน ที่กัมพูชา
ตนว่าไม่ใช่การเดินหน้าโครงการ "ไทยร่มเย็น เป็นมิตรเพื่อนบ้าน"
แต่เป็นโครงการ "พาไทยล่มจม ชักศึกเข้าบ้าน" มากกว่า
เพราะเป็นพฤติกรรมที่ชวนประเทศเพื่อนบ้านมาเผาบ้านเมืองตัวเอง
โดยที่คนไทยทั้งประเทศไม่ได้รับประโยชน์ เหมือนตอนที่
ตนเคยไปช่วยงานตอนก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ พร้อมกับ น.ต.ประสงค์
ทำให้ล่วงรู้มาว่า พล.อ.เปรม ก็เคยคิดว่า พล.อ.ชวลิต เป็นคนดี
แต่กลับไม่ใช่ เพราะจากพรรคความหวังใหม่ กลับกลายร่างเป็นพรรคความหวังหมด
ตั้งแต่เซ้งพรรคให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ
และยังมาร่วมมือกับทำร้ายประเทศรอบนี้อีก

นายประพันธ์กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องนโยบายตั้ง "นครรัฐปัตตานี"
โดยบิดเบือนว่าจะทำให้เหมือนนครเชียงใหม่ ตนถือเป็นนโยบายแบ่งแยกแผ่นดิน
ไม่รู้ว่าใช้อะไรคิด เพราะที่จริงแล้ว นครเชียงใหม่ เป็นเพียงแค่เทศบาล
ซึ่งถือเป็นการกระจายอำนาจภายใต้การบริหารของรัฐบาล ไม่เหมือนกับการตั้ง
"นครรัฐปัตตานี" ที่เป็นการแบ่งแยกอำนาจอย่างชัดเจน ตนจึงเชื่อว่า
พล.อ.ชวลิต กำลังจะสร้างความสับสนให้แก่ประชาชน
เพื่อปลุกปั่นให้สถานการณ์ภาคใต้วุ่นวายมากขึ้น

"ที่จริงผมอยากให้ พล.อ.ชวลิต และพรรคเพื่อไทย
ดำเนินการตามนโยบายนี้จริงๆ เพราะถ้าหากทำเช่นนั้น
ตนเชื่อว่าไม่มีใครเอาด้วย และมันจะทำให้เห็นว่าอดีตนายกรัฐมนตรี
มีความรู้แค่ ป.4 เนื่องจากอยู่ดีไปนำเสนอนโยบายไม่เข้าท่า แถมมีการชวน
พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน จากพรรคมาตุภูมิ นายอารีเพ็ญ อุตรสินธ์
ส.ส.พรรคมาตุภูมิ นายเด่น โต๊ะมีนา ส.ว.
รวมถึงส.ส.นราธิวาสของพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมดำเนินการด้วย
ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัน" นายประพันธ์ กล่าว

นายประพันธ์กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ชวลิต
เคยออกมาตอบโต้ผู้ที่ระบุว่าไม่รักชาติว่า
คนพวกนี้ไม่เคยทำอะไรให้บ้านเมือง แล้วออกมาต่อว่าหรือวิพากษ์วิจารณ์
เป็นพวกที่ไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆให้กับประเทศ คำพูดดังกล่าว ตนอยากบอกว่า
คนที่อยู่เฉยๆ ไม่ไปร่วมขบวนการด้วย ก็ถือว่าเป็นผู้ที่รักชาติแล้ว
เพราะการรักชาติ ไม่จำเป็นต้องไปเต้นแรงเต้นกาให้คนอื่นเห็น
เพียงแค่ทำความดี และไม่ไปร่วมกับขบวนการเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็พอ
ถือว่าไม่เป็นการทำร้ายประเทศแล้ว

แลนด์มาร์คที่ำสำคัญก่อนเกิดอริยมรรค หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

วันที่ 6 กันยายน 2552 เวลา 13.00 - 14.30 น

สาวิกาสิขาลัย เสถียรธรรมสถาน

หัวข้อหนทางอริยะ


นาทีที่ 23 (แลนด์มาร์คที่ำสำคัญก่อนเกิดอริยมรรค)

หลวงพ่อจะบอกแลนด์มาร์คที่สำคัญไว้นะ
แลนด์มาร์คที่สำคัญก่อนจะเกิดอริยมรรคเนี่ยะ จิตจะเกิดปัญญาชนิดหนึ่ง
เรียกว่า สังขารุเบกขาญาน

สังขารุเบกขาญาน ญานแปลว่าปัญญา
มีปัญญาที่จะเป็นอุเบกขาเป็นกลางต่อสังขาร อะไรที่เรียกว่า สังขาร
ความปรุงแต่งทั้งปวงเรียกว่า สังขาร ร่างกายก็ เป็นสังขารนะ ความสุข
ความทุกข์ก็เป็นสังขาร ความโลภ ความโกรธ ก็เป็น สังขาร อะไร อะไร
ก็เป็นสังขาร ในขันธ์ 5 นี่แหล่ะ คือ ตัวสังขารทั้งหมด ถ้าเราค่อยๆ
ฝึกตามดูไปเรื่อย มีสติตามดูไป ก็จะเห็นว่าร่างกายที่หายใจออก
ก็อยู่ชั่วคราว ร่างกายที่หายใจเข้าก็อยู่ชั่ว คราว ความสุข
ก็อยู่ชั่วคราว ความทุกข์ก็อยู่ชั่วคราว จิตที่อยู่เฉยๆ ก็ชั่วคราว

มีใครไม่สุขชั่วคราวมั๊ย มีมั๊ย มีใครสุขถาวรมีมั๊ย ไม่มีหรอก
ใครทุกข์ถาวรมีไหม ไม่มี เนี่ยะเรามีสติตามดูความเปล ี่ยนแปลงของจิตไปนะ
จะเห็นเลยว่า สุขก็ชั่ว คราว ทุกข์ก็ชั่วคราว โลภ โกรธ หลง ก็ชั่วคราว
ดูไปเรื่อยนะ ในที่สุดปัญญามัน เกิด ก็จะรู้ว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว
พอเมื่อไหร่ที่จิตมัน
เห็นว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราวจิตก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นกลางด้วยปัญญา

เป็นกลางเนี่ยะเกิดได้หลายแบบ

เป็นกลางอันแรกเกิดด้วยการกดข่มไว้ เช่น ถูกเค้าด่า (ไม่โกรธนะ ไม่โกรธนะ
) เป็นกลางเพราะ กดข่มเอาไว้

เป็นกลางอีกอันหนึ่งเรียก ด้วยมีสติ

เป็นกลางอีกอย่างนึงเป็นกลางด้วย ปัญญา

เป็นกลางแบบมีสติ ก็คือ เช่น เราขับรถอยู่ คนมันปาดหน้า ใจเราโมโหขึ้นมา
เราเห็น เราเห็นใจเลยว่าใจ เราโมโห พอเราเป็นนักปฏิบัติเนี่ยะ
พอเราเห็นใจเรา โมโหขึ้นมาไม่ดี คุณแม่บอกให้เมตตา โมโหไม่ดีใช่มั๊ย

เราต้องรีบไปรู้ทันใจที่ไม่ชอบ ความโกรธเกิดขึ้นแล้วใจยินร้าย
ไม่ชอบตอนที่โกรธ หรือกุศลเกิดขึ้นใจเราหลงยินดีเราไม่รู้ว่ายินดี
ในแง่จิตไม่เป็นกลาง ถ้าจิตยินดีเรารู้ทัน จิตยินร้ายเรารู้ทัน
มันจะเป็นกลางด้วยสติ
;
แต่ถ้าเป็นกลางด้วยปัญญา ตรงนี้สำคัญมากเลย ก่อนที่จะเกิดอริยมรรคเนี่ยะ
ใจจะเป็นกลางด้วยปัญญาแล้วก็จะเห็นเลยเนี่ยะว่า
ความสุขก็ชั่วคราวความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศลก็ชั่วคราวนะ โลภ โกรธหลง
อะไรต่อมิอะไรก็ชั่วคราว ความฟุ้งซ่านก็ชั่วคราว หดหู่ก็ชั่วคราว
ทุกอย่างชั่วคราวหมดเลย

ถ้าเมื่อไหร่เห็นว่าจิตเห็นว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว จ
ิตมันจะเป็นกลางด้วย ปัญญา ความสุขเกิดขึ้นมันไม่หลงระเริงแระ
เพราะมันรู้ว่าชั่วคราว ความทุกข์ เกิดขึ้นมันไม่ทุรนทุราย
เพราะมันรู้ว่าชั่วคราว ดีใจ เสียใจ สมหวัง ผิดหวัง มัน ไม่หลงระเริง
ไม่เสียอกเสียใจเพราะมันรู้ว่าชั่วคราว เห็นมั๊ยพอมันเห็นว่าทุกอย่าง
ชั่วคราวเนี่ยใจจะหมดความดิ้นรน นี่เรียกว่า เป็นกลางด้วยปัญญา

ก่อนที่จะเกิดอริยมรรคเนี่ยะ จิตจะเป็นกลางด้วยปัญญา
ก่อนที่จิตจะเป็นกลาง ด้วยปัญญาเนี่ยะ เราจะต้อง หัดเจริญสติ
ตามดูความเปลี่ยนแปลงของกาย ของใจ เรื่อยไปจนปัญญามันเกิดว่าทุกอย่าง
ชั่วคราว สุข ทุกข์ ดี ชั่ว ชั่วคราว หายใจออก หายใจเข้า ชั่วคราว
ยืนก็ชั่วคราว เดินก็ชั่วคราว นั่งนอนชั่วคราว ดูไปเรื่อยๆ
นะมีแต่ของชั่วคราวไปหมดเลย ....

ทุกอย่างชั่วคราวนะ ดูไป ในชีวิตเรานะ ถ้าเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราวนะ
ต่อไปไม่ ว่าอ ะไรเกิดขึ้นจิตจะเป็นกลาง
จิตที่เป็นกลางแล้วนะจะเกิดอะไร จิตจะหมด ความดิ้นรน
จิตที่ไม่เป็นกลางนะมันจะดิ้นรนไม่เลิก

พวกเรารู้สึกไหม จิตใจไม่มีความสุข เราอยากให้มีความสุข
เราเกลียดความทุกข์ จิตที่เกลียดความทุกข์ก็ดิ้นรนนะ คิดอยู่ว่าเอ่
ทำอย่างไรจะมีความสุข หรือจิต ดิ้นรนหาความสุข จิตดิ้นรนหนีความทุกข์
การที่จิตต้องดิ้นรนหนีตลอดเวลานะคือตัวทุกข์เลย
จิตจะมีแต่ความทุกข์ล้วนๆ เลย สร้างภพ สร้างชาติ สร้าง
ความปรุงแต่งตลอดเวลา พวกเราเห็นมั๊ยในใจของเรามีความอยากเกิดตลอด เวลา
ไปหัดดูนะ แล้วเราจะเห็นเลยใจเรามีความอยากตลอดเวลา เดี๋ยวอยากดู
เดี๋ยวอยากฟัง เดี๋ยวอยากคิด เดี๋ยวอยากหนีไปที่อื่น

อย่างตอนนี้แดดร้อนแล้วอยากหนีแล้ว ถอยได้นะถอยเลย ถอยไปอยู่ข้างหลัง...
แบ่งๆ กัน หรือจะเอาเสื่อ ขึ้นคลุมก็ไม่ว่านะ (โยมหัวเราะ)...
จะเห็นมั๊ยตอน หัวเราะเมื่อกี้ใจฟุ้งซ่าน ดูออกมั๊ย ดูตัวเอง
เนี่ยะนะฝึกรู้ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แหล่ะ ดูไปเรื่อยนะ

ถึงจุดหนึ่งที่ปัญญามันพอเนี่ยะ จิตมันจะรวม รวมเข้าอัปนาสมาธินะ
มันรวมของมันเองนะ แล้วจะเห็นสภาวะธรรมเกิดดับอยู่สองสามขณะ
แล้วถัดจากนั้นอริยะ มรรคก็จะเกิดขึ้น จะล้างกิเลส อริยมรรคเวลาล้างกิเลส
มันจะไม่เหมือนการล้าง กิเลสด้วยสติ ด้วยสมาธิ ด้วยศีล ด้วยการกดไว้
อริยมรรค เวลาล้างกิเลส ล้างตัวไหนแล้วล้างเลยนะ ไม่ต้องล้างอีกนะ
ล้างทีเดียวสะอาดหมดจด ไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว แล้วเราค่อยๆ ฝึกนะ

วันหนึ่งเราได้เป็นพระอริยะ อย่าวาดภาพว่าพระอริยะยากเกินไป
อย่าวาดภาพว่า พระอริยะอยู่ไกล บารมีเราน้อย
มัวแต่คิดว่าบารมีน้อยไม่ภาวนามันก็น้อยไปทุก ชาตินั่นแหล่ะ
ถึงบารมีน้อยก็ขยันภาวนานะ หายใจไปก็รู้สึกตัวไป หายใจไปรู้สึก ตัวไป
มีสติรู้สึกตัวไปเรื่อย อย่าให้ลืมตัวเอง ต่อไปก็หายใจไป เห็นร่างกายที่
หายใจอยู่ไม่ใช่เรา เห็นจิตใจมันทำงานได้เองนะ นี่ขั้นเดินปัญญา ง่ายๆ
แค่นี้เองนะ ลองไปทำดู