++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

บทความจากน้าเน๊ก...เจ๋ง..

อีืกหน่อยเราก็ตายจากกัน......แล้วนะ - ข้อคิดดี ๆ จากน้าเน๊ก เกตุเสพย์สวัสดิ์


1. คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี 1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม.........
ไม่เลว 3,120 สัปดาห์
อุแม่เจ้า......... แสดงว่า
เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง
คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน
เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื ่อรอวันลาโลก...
เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ
แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวนในเชิงตัวเลข


* ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน
* เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง
* หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู
ความรู้สึกในใจอีกมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย..... กลุ้ม

สอง หมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามัน
น้อยเกินไปจริง ๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60
ปี แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ อาจไม่ถึง 3,120
สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ!
อุแม่เจ้าเทค 2
คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึง สามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!!
คิดแบบนี้ต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้าง ๆ
เพราะมันคือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลก นี้
นี่ชั้นกำลังทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว
นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น หากเป็นความจริงที่
เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี
แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน
และผ่านคืนวันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น ......
คำนวณเองบ้างซิว้อยย.....
เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา ( ที่คาดว่าจะ) เหลืออยู่
ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะทำยังไงกับมันดี .....


แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อนั่งเอา หัวตากแอร์ไปวัน ๆ ยอม
ให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้ ==
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า ' เงินเดือน '
บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า
รู้แต่ว่าแม่ชอบ
ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื ่อนเรียน
เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่ากูจะเป็นอะไรดี

บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น
ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น
แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความ
รู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน
บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวัน ๆ
ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ.... ไอ้บ้า

และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม ' ฆ่าเวลา ' ชีวิตมันว่างจัด
ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย บอกตรง ๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล
เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี
อีกหน่อยเราก็ตายจากัน ...... แล้วนะ ลองคิดแบบนี้บ้าง
ใช่แล้ว .... เราจะเกิดความเสียดาย
เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ
ตายได้ไง หากฝันไม่สำเร็จ
ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย

แต่ให้รีบทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย ... ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้
และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ...
มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า
เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ
ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว
ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก

ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง ...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง

รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี
ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย ...

เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ ) ตายแล้ว
ใช้เวลา ( ที่อาจจะ) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้
กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดครั้งสุดท้ายของเรา

นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะอย่างน้อย ๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

ตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล


....... คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน
ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ด
ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น
แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง
เมื่อกี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน.........
หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย ......
แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน
ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด
และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก
ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน .... แล้วนะ
อ้าว.... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก

รีบ แยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ ทำ

เดี๋ยวตายซะก่อน .... เสียดายแย่

โดย น้าเน๊ก ...... เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา

ความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรฯ กับมวลมหาชน (ผู้กำหนดกับผู้แสดงผล)

โดย สันติ ตั้งรพีพากร 3 พฤศจิกายน 2552 14:44 น.
ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญยิ่ง
ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การแสดงตัวเป็น "เจ้าภาพ"
ของขบวนการการเมืองภาคประชาชน
โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำ
นับเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงการก้าวกระโดดของพัฒนาการทางการเมืองของ
ประเทศไทย ที่แต่ไหนแต่ไรมา ประชาชนต้องเป็นผู้ตาม เป็นผู้ถูกกำหนด
แต่มาครั้งนี้ ประชาชนได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้กำหนดเสียเอง

นัย สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ จึงอยู่ที่
"ประชาชนเป็นผู้กำหนด" การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้น
จักต้องเป็นไปตามความต้องการของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

นี่คือภาพรวมรวบยอดของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทย
ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ศิลปวัฒนธรรม
ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึก ค่านิยมต่างๆ ของสังคมไทยต่อไปอีกมากมาย
ถักทอกันเข้าเป็นประเทศไทยยุคใหม่ที่เจริญรุ่งเรืองทั้งทางวัตถุและจิตใจ
เกิดความศิวิไลซ์รอบด้านบนผืนแผ่นดินไทย

อันเป็นการย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของ "ตัวกำหนด"
ทางประวัติศาสตร์ ที่เปลี่ยนจากกลุ่มอำนาจตัวแทนผลประโยชน์คนกลุ่มน้อย
มาเป็นอำนาจรวมหมู่ของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตย ตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนชาวไทย

ปัญหาอยู่ที่ว่า
เมื่อขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตัดสิน
ใจก้าวขึ้นสู่เวทีประวัติศาสตร์ แสดงตัวเป็น "เจ้าภาพ" เป็น "ผู้กำหนด"
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทยแล้ว เหตุการณ์จะดำเนินไปในรูปใด
ใครจะเป็นผู้สนองตอบหรือแสดงผล รับรองอำนาจกำหนดนี้

ในทัศนะของผม เหตุการณ์
หรือรูปแบบการต่อสู้จะดำเนินและพัฒนาคลี่คลายขยายตัวไปตามการเปลี่ยนไป
เรื่อยๆ ของเหตุปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนผู้แสดงผล ซึ่งหลักๆ ก็คือมวลมหาชนชาวไทยที่
"รับรู้" และ "เข้าใจ" บทบาท เจตนารมณ์ และ "อุดมการณ์"
การเคลื่อนไหวต่อสู้
ก็จะแสดงออกถึงความพร้อมที่จะสนับสนุนหรือเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้
ในรูปแบบที่เหมาะสมเสมอ ในทุกขั้นตอน

นั่นหมายถึงว่า
เมื่อการเคลื่อนไหวต่อสู้พัฒนายกระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การสนองตอบหรือ
"การแสดงผล" ก็จะยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ
รูปแบบที่ปรากฏก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

จากการเคลื่อนไหวต่อสู้ของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชน
เพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ปลายปี 2548 เป็นต้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงการต่อสู้อย่างยืดเยื้อ 193 วันในปี 2551
รูปแบบการต่อสู้แบบสันติอหิงสา จุดเทียนปัญญา และเอาธรรมนำหน้า
สามารถปลุกประชาชนชาวไทยทั้งประเทศตื่นตัวขึ้นมาต่อต้านการใช้อำนาจของ
รัฐบาลหุ่นเชิดในระบอบทักษิณ
แล้วยกระดับไปสู่การต่อสู้เพื่อกำจัดการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่
มีการก่อตั้งเครือข่ายพันธมิตรฯ ไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ
จนกระทั่งนำไปสู่การก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ ในปี 2552
ขยายขอบข่ายการต่อสู้ไปในทุกๆ ด้าน ทั้งในและนอกระบบรัฐสภา

ดังนั้น จึงคาดหมายได้ว่า
เมื่อใดที่การเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำ
โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดำเนินไปถึงขั้นที่จะต้อง "เผด็จศึก"
เอาชนะอย่างเบ็ดเสร็จเหนือพรรคการเมืองในระบอบทักษิณและกลุ่มทุนสามานย์
อื่นๆ ในสนามเลือกตั้ง
ตามระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มวลมหาชนก็จะ "แสดงผล"
ออกมาด้วยการพร้อมใจกันไปลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการ
เมืองใหม่ อันเป็นพรรคการเมืองของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตย

หากการต่อสู้ทางการเมือง
เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยตามแนวคิดทฤษฎี "การเมืองใหม่" และตามแนวทาง
"สันติอหิงสา" ดำเนินไปได้จนถึงจุดนั้น
ชัยชนะของประชาชนก็จะปรากฏเป็นจริงตามขั้นตอนในระบบรัฐสภา
แต่หากการต่อสู้ตามแนวคิดทฤษฎี
และแนวทางดังกล่าวไม่อาจดำเนินไปได้จนถึงที่สุด
เกิดอุปสรรคขัดขวางจนต้องปรับแนวทาง ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี เช่น
กลุ่มอำนาจการเมืองเก่าไม่ยอมรับอำนาจการเมืองใหม่ หันไปใช้ความรุนแรง
คุกคาม ทำร้าย ขบวนการการเมืองภาคประชาชน ด้วยวิธีการป่าเถื่อนทุกรูปแบบ
ขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ก็จำเป็นต้องปรับแนวทาง ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการต่อสู้ใหม่
ให้เหมาะสมกับสภาพที่เป็นจริง

ตามหลักยึดของพันธมิตรฯ ที่ว่า "ทุกอย่างเริ่มจากความเป็นจริง"
เมื่อ นั้น "การแสดงผล" ของมวลมหาชน
ก็ย่อมต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย นั่นคือ
การเข้าร่วมการต่อสู้กับพันธมิตรฯ ห้ำหั่นอำนาจการเมืองเก่าให้สิ้นซาก
ด้วยมาตรการที่เด็ดขาด ด้วยพลานุภาพของมวลมหาชนอย่างแท้จริง

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความจริงว่า พันธมิตรฯ
กับมวลมหาชนมีความเชื่อมโยงกัน สัมพันธ์กัน เป็นเนื้อเดียวกันอยู่ในที
การขับเคลื่อนขบวนการการเมืองภาคประชาชนในแต่ละขั้นตอน ในแต่ละเรื่อง
จะส่งผลทันทีต่อมวลมหาชน โดยผ่านสายสัมพันธ์สำคัญๆ เช่น
สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี สื่อวิทยุ
และสิ่งพิมพ์ในเครือเอเอสทีวี/ผู้จัดการ
รวมทั้งเครือข่ายจัดตั้งในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ
สาขาพรรคการเมืองใหม่ และร้านค้าของเอเอสทีวี (เอเอสทีวีชอป)
ที่กำลังผุดขึ้นในจังหวัดต่างๆ อย่างรวดเร็ว

มองให้เห็นเป็นภาพ อุปมาเหมือนกับจักรยานสองล้อ
ล้อหน้าคือพันธมิตรฯ ล้อหลังคือมวลมหาชน
ทั้งสองล้อเชื่อมสัมพันธ์กันโดยสายโซ่ สื่อเอเอสทีวี พรรคการเมืองใหม่
ร้านเอเอสทีวีชอป ก็คือสายโซ่
การขับเคลื่อนของจักรยานก็เท่ากับการขับเคลื่อนของขบวนการการเมืองภาค
ประชาชนนำโดยพันธมิตรฯ

ขอขยายภาพต่ออีกหน่อย เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ นั่นคือ สิ่ง
ที่เป็น "แรงถีบ-ปั่น" ให้จักรยานขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
ก็คือ "อุดมการณ์" ร่วมกันของชาวพันธมิตรฯ
ที่สะท้อนความเรียกร้องต้องการของมวลมหาชนอย่างแท้จริง

อุดมการณ์พันธมิตรฯ ปัจจุบันก็คือ "การเมืองใหม่"

ด้วยเหตุนี้ การสื่อให้มวลมหาชนเข้าใจเรื่องการเมืองใหม่
การประกาศนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ การก่อตั้งเป็นเครือข่ายพันธมิตรฯ
หรือสาขาพรรคการเมืองใหม่ การพัฒนาสื่อในเครือเอเอสทีวี วิทยุชุมชน
รวมไปถึงการขยายตัวของร้านเอเอสทีวีชอป เป็นต้น
จึงเป็นภารกิจจำเป็นพื้นฐานของขบวนการการเมืองภาคประชาชน
เพื่อสร้างความพร้อมทางด้านความคิดอุดมการณ์ของขบวนการการเมืองภาคประชาชน
ในการเผชิญหน้ากับการต่อต้าน ขัดขวางต่างๆ นานา
บนเส้นทางการต่อสู้กับอำนาจการเมืองเก่า ดังที่ชาวสหภาพการรถไฟฯ
และชาวบ้านมาบตาพุดกำลังเผชิญอยู่

ชัยชนะของการต่อสู้แต่ละครั้ง จะเสริมความเป็นปึกแผ่นแน่นหนา
เข้มแข็งเกรียงไกรให้แก่ขบวนการต่อสู้ของภาคประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ

พันธมิตรฯ ก็จะเป็นที่ยอมรับ
เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของมวลมหาชนในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

ร่างแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535 สุ่มเสี่ยงเลี่ยงรัฐธรรมนูญ

โดย ศรีสุวรรณ จรรยา 3 พฤศจิกายน 2552 16:42 น.
ศรีสุวรรณ จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

ความลุกลี้ลุกลนของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหามาตรา 67 วรรคสอง
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2535 กำลังจะกลายเป็นลิงแก้แห
ในภูเขาวงกตที่นับวันจะก่อให้เกิดความยุ่งเหยิง ความขัดแย้ง
จนไม่สามารถหาทางออกได้
ในที่สุดจะติดวกวนอยู่กับกับดักที่ตนเองสร้างขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

เพราะความดื้อดึงดันของรัฐบาลที่พยายามจะเอาอกเอาใจผู้ประกอบการนาย
ทุน จนลืมนึกถึงมอตโต้หาเสียงของตนเองที่เคยโฆษณาชวนเชื่อไว้ว่า
"ประชาชนต้องมาก่อน"

แถมยังขัดแย้งต่อนโยบายที่รัฐบาลเคยแถลงไว้กับรัฐสภาเมื่อวันที่
30 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เสียโดยสิ้นเชิงที่ว่า
"จะเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินโครงการขนาดใหญ่อย่าง
จริงจัง ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน"

"จะส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้
และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะจากทางราชการ
และสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง เป็นธรรม และรวดเร็ว
รวมทั้งให้กลไกภาครัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกมิติตามบทบัญญัติ
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย"

คำว่าประชาชนมีส่วนร่วมในที่นี้
รัฐบาลคงหมายถึงประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการ หอการค้า นายทุนอุตสาหกรรม
สมาคมนายแบงก์เจ้าของนิคมอุตสาหกรรม
หรือไม่ก็นักการเมืองหรือญาตินักการเมืองที่มีหุ้นอยู่ในบริษัทมหาชนต่างๆ
เป็นแน่

หาใช่ประชาชนที่ทนทุกข์ทรมานอยู่กับการได้รับผลกระทบจากมลพิษ
อุตสาหกรรม ต้องสูดดมกลิ่นเหม็น กลิ่นสารเคมี กลิ่นสารอินทรีย์ระเหยง่าย
ที่เป็นสารก่อมะเร็งอยู่ทุกวี่วัน โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่ฝ่ายราชการเลิกงาน
หรือหลับใหลไปแล้ว
เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาทองของการประกอบการอุตสาหกรรม
ที่จะรีบเร่งการผลิต ปลดปล่อยสารพิษออกมาได้อย่างเต็มที่
เพราะแม้ชาวบ้านจะเดือดร้อน
ก็ไม่สามารถไปร้องเรียนให้ใครมาตรวจสอบได้ยามวิกาล
นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง
ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา

ปัญหาเหล่านี้ ถามว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องรู้ไหม
คำตอบก็คือรู้ แต่รู้แล้วพูดไปก็สองไพลเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง
สู้ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนดีกว่า เพราะพูดมากไปเดี๋ยวเจอตอ สู้อยู่เฉยๆ
พอครบปีก็ได้แล้วขั้นสองขั้นสบายกว่ากันเยอะ ชาวบ้านจะเดือดร้อน ป่วย
ล้มตายอย่างไรก็ช่างหัวปะไร เพราะไม่ใช่ญาติโก โหติกา
ที่ต้องไปทุกข์ร้อนด้วย

ชาวบ้านผู้เดือดร้อนเขาเฝ้าทนเห็นสภาพการลูบหน้าปะจมูกของข้าราชการ
เกียร์ว่างไม่ไหว จึงต้องลุกขึ้นมาทวงสิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ
จนต้องฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลปกครองกลาง
ประจานให้สังคมโลกได้รับรู้กันไปเลยว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพ
อนามัยของประชาชน หรือสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง หรือว่า
ให้ความสำคัญกับกลุ่มนายทุนอุตสาหกรรมเป็นพระเจ้ากันแน่

คำตอบที่ได้ก็คือ รัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อม ปี 2535
เพื่อที่จะได้ให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรม 76 โรงงานในมาบตาพุด-บ้านฉาง
และใกล้เคียง ได้ใช้เป็นเครื่องมือเดินออกจากกฎเหล็กคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง
กลางเสีย โดยที่ไม่เคยรับฟังเสียงท้วงติงของภาคประชาชนเลยว่า
การใช้แนวทางดังกล่าว เป็นแนวทางที่ผิดและสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ
และจะยิ่งก่อปัญหาไม่รู้จักจบจักสิ้น
หากยังดื้อดึงผลักดันกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้จงได้

ทั้งๆ ที่ภาคประชาชน ประชาสังคม นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย
และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันยกร่าง
พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พ.ศ... ไว้ให้นานแล้วตั้งแต่
30 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา

แต่รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีก็หาได้สนใจไม่
กลับไปเชื่อถือข้าราชการที่เป็นต้นเหตุของปัญหานี้ โดยการทำตัวเกียร์ว่าง
ไม่ยอมนำร่างกฎหมายองค์การอิสระฯ ไปดำเนินการต่อตามขั้นตอนของกฎหมาย

แต่กลับไปสุมหัว คิดอ่านกันเอง
แล้วมีมติยกร่างแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535 ออกมาแทน

ถามว่า การแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535 มาตรา 51
ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาชงให้รัฐบาลให้ความเห็นชอบไปแล้วนั้น ผิดตรงไหน
อย่างไร คำตอบมีอยู่ชัดๆ ดังนี้คือ

1) ผิดเพราะการยกร่างการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
คณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการกันแบบงุบงิบ ปิดประตูห้องหารือกัน
ไม่เคยเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือผู้มีส่วนได้เสีย ได้มีโอกาสให้ความคิดเห็น
ร่วมเสนอแนะได้เลย
จึงเป็นการดำเนินการที่ผิดไปจากนโยบายของรัฐบาลที่โฆษณาชวนเชื่อว่า
"จะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม"

ขอถามหน่อย
คณะกรรมการกฤษฎีกามีอำนาจหน้าที่เสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี
เกี่ยวกับการให้มีกฎหมาย หรือแก้ไขปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย
ภายใต้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 303 (1) คือ
ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รัฐบาลชุดแรกแถลงนโยบาย
ต่อรัฐสภา แต่ขณะนี้เวลาล่วงเกินไปกว่า 20 เดือนแล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกา
มัวทำอะไรอยู่

2) ผิดเพราะการไปแก้ไขให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง
แวดล้อม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
ในการประกาศหรืออกกฎเกณฑ์ในการจัดทำการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ
ซึ่งเป็นการก้าวล่วงต่ออำนาจของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ที่มีอำนาจประกาศหรือกำหนดกฎเกณฑ์ดังกล่าวอยู่แล้ว ตาม
พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 25 (5)

ขอถามหน่อย คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ใหญ่กว่า
คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ตรงไหน

3) ผิดเพราะไปกำหนดให้การจัดทำการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
(EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) อยู่ในรายงานฉบับเดียวกัน
ทั้งๆ ที่ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว มีกฎหมายหลักบัญญัติไว้คนละฉบับ (EIA
ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535, HIA
ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายสุขภาพแห่งชาติ 2550) มีคณะผู้มีอำนาจออกกฎเกณฑ์
ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องคนละคณะ
แต่กลับนำมารวบอยู่ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับแก้ไขนี้ฉบับเดียว
มีรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ รักษาการตามกฎหมายคนเดียว

ขอถามหน่อยว่า รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข
และคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เอาไปวางไว้ตรงไหน เห็นกันชัดๆ
แบบนี้ว่าขัดกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ
แล้วยังจะดื้อดึงผลักดันกันต่อไปอีกหรือ

4) ผิดเพราะการไปบังคับให้องค์การอิสระต้องพิจารณาให้ความเห็น EIA
และ HIA ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานฯ
ถ้าไม่พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ให้ถือว่าให้ความเห็นชอบแล้ว
ในขณะที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องให้องค์การอิสระให้
ความเห็นก่อนการดำเนินโครงการเท่านั้น ไม่ได้กำหนดวันเวลาที่ตายตัว
เพราะการให้ความเห็นต่อโครงการใดๆ
ต้องมีกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน
ไม่ใช่สักแต่ว่าหลับหูหลับตาให้ผ่านไปโดยเร็ว
จะขาดตกบกพร่องก็หยวนกันอย่างไรก็ได้

ขอถามหน่อยว่า
ถ้าไม่ใช่จะให้ชาวบ้านเขาถามว่าพยายามเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนอุตสาหกรรม
แล้วจะให้ชาวบ้านเขาเชื่อว่ากำหนดเช่นนี้เพื่อประโยชน์ของใคร

5) ผิดเพราะไปให้อำนาจและการตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสุดท้าย
ไว้ที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)
ที่ส่วนใหญ่เป็นคนของนักการเมืองและคนสนิทของ สผ.ใช่หรือไม่
แม้หากองค์การอิสระฯ ไม่ให้ความเห็นชอบ หรือมีความเห็นที่แตกต่าง
หรือมีความเห็นเพิ่มเติมจากรายงานฯ ที่ คชก. เคยเห็นชอบมาก่อนหน้านี้แล้ว
ก็ยังจะคงให้ส่งเรื่องไปให้ คชก.ชุดเดิมพิจารณาให้ความเห็นชอบซ้ำอีก

ขอถามหน่อย แล้วจะให้มีองค์การอิสระฯ ไว้ไปหาอะไรทำไม
เพราะเขียนกฎหมายให้อำนาจ คชก. มีอำนาจล้นฟ้าแบบนี้
ที่ผ่านมาเคยสำนึกรู้กันบ้างหรือไม่ที่ชาวบ้านเขาชุมนุม ประท้วง ปิดถนน
เผาพริกเผาเกลือกันทั่วระแหงนั้น เป็นผลมาจากความน่าเชื่อถือ
น่าชื่นชมยินดีในการพิจารณา EIA ของ คชก.มากเลยใช่ไหม

ขนาดสภาผู้แทนผ่านร่างกฎหมายไปให้วุฒิสภาตรวจกรอง
หากวุฒิสภามีความเห็นที่แตกต่าง
เขายังต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทั้งสองสภา
เพื่อมาพิจารณาไกล่เกลี่ยหาทางออกร่วมกันเลย แล้วการแก้กฎหมายฉบับนี้
คชก. เป็นผู้วิเศษเยี่ยมยอดมากเลยใช่ไหม ความเห็นขององค์การอื่น
จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้

6) ผิดเพราะการไปกำหนดให้องค์การอิสระฯ
แต่ละองค์การที่เป็นนิติบุคคลหรือกลุ่มบุคคล
ที่ต้องมีองค์ประกอบของเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม
หรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือสุขภาพ
ร่วมดำเนินการอยู่ในองค์กรเดียวกันเท่านั้น
จึงจะมีสิทธิมาจดทะเบียนเป็นองค์การอิสระฯ ต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ

ขอถามหน่อยว่า เอ็นจีโอสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ที่มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาร่วมดำเนินการอยู่ในองค์กรเดียวกัน
มีอยู่สักกี่องค์กร แบบนี้เขาเรียกว่า
พยายามปิดกั้นการเข้ามาช่วยให้ความเห็นของเอ็นจีโอและนักวิชาการใน
มหาวิทยาลัยแล้วจะให้เรียกว่าอย่างไร

7) ผิดเพราะการแก้ไขกฎหมายหลัก
แต่ไปใส่บทเฉพาะกาลในกฎหมายฉบับแก้ไข
โดยให้อำนาจรัฐมนตรีในการแต่งตั้งองค์การอิสระฯ
ขึ้นมาทำหน้าที่ไปพลางก่อนๆ ก่อนที่ยังไม่มีองค์การอิสระตามกฎหมาย ทั้งๆ
ที่รัฐมนตรีไม่มีอำนาจหรือกฎหมายฉบับใด มาตราใด ให้อำนาจไว้ชัดเจน
ก็ยิ่งจะเป็นการละเมิดกฎหมาย ละเมิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตราดังกล่าว

ขอถามหน่อยว่า ภาคประชาชน ประชาสังคม
ควรที่จะน้อมรับสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหลายได้ปิด
ประตูห้องคิดกันเอง คุยกันเอง แล้วมีมตินำมาบังคับใช้กับคนทั้งประเทศได้
โดยขาดกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน
ทั้งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนในสิทธิข้อนี้ โดยเฉพาะในมาตรา 87
ไว้แล้วโดยที่ภาคประชาชนไม่ควรมาหัวแข็งคัดง้างใดๆ ทั้งสิ้นกระนั้นหรือ

ถ้า รัฐบาลคิดจะใช้อำนาจสั่งการ (Top-Down Policy)
ในคำสั่งทางปกครอง...ก็ต้องไปยุติกันที่ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ
ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวจะพิสูจน์ให้เห็น...คอยติดตามดูก็แล้วกัน...

เปิดค่าเช่าอัปลักษณ์..ที่ดินรถไฟเฉลี่ยตารางวาละ 6.40 บาทต่อเดือน!

โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 3 พฤศจิกายน 2552 17:05 น.
กฎเหล็ก ข้อ 2 ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ที่ได้ให้นโยบายเอาไว้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2551
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากพรรคร่วมรัฐบาล

กฎข้อที่ 2 เนื้อความมีอยู่ว่า "เน้นให้คณะรัฐมนตรี
ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด"

เวลาผ่านไป 10 เดือนเศษ
โครงการของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีความไม่โปร่งใสและสังคมและสื่อมวลชนจับตาอยู่
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ก็มักจะใช้วิธีการแสดงออกด้วยการต่อต้านในตอนเริ่มต้น
และมักจะจบลงท้ายด้วยการยอมให้โครงการเหล่านั้นผ่านความเห็นชอบจากคณะ
รัฐมนตรีหน้าตาเฉย ทั้งๆ
ที่บางโครงการเหล่านั้นตอนเป็นฝ่ายค้านก็คัดค้านอย่างเข้มแข็ง
ซึ่งเราสามารถจะเห็นการในทำนองนี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกระทรวงคมนาคมที่มีผลประโยชน์มหาศาล
ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ลูกน้องของนายเนวิน ชิดชอบ จะเห็นได้ชัดที่สุด!

กรณีการย้ายการบินไทยจากสนามบินดอนเมืองมาที่สุวรรณภูมิ
การอนุมัติงบประมาณก่อสร้างถนนปลอดฝุ่น
อนุมัติแผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการการรถไฟแห่ง
ประเทศไทยอย่างหมกเม็ด
สุดท้ายสำหรับกรณีที่เหม็นเน่าที่สุดก็คือการยินยอมอนุมัติให้ผ่านโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี

เหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานที่ทำให้ประชาชนซึ่งติดตาม
ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองต่างตั้งคำถามต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า

นี่หรือที่เรียกว่า "ซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด"!?

มิพักต้องพูดถึงข้อเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่
12 ธันวาคม 2552 ที่ขอให้เร่งรัดดำเนินคดี
การบุกรุกและครอบครองที่ดินกรณีเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์
ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น

กรณี ที่รัฐบาลเมินเฉยต่อการบุกรุกและยึดครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่
เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์
คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลชุดนี้...มีความเกรงใจพรรคพวกตัวเอง
มากกว่าเกรงใจประชาชนและผลประโยชน์ของชาติ!

เพราะเรื่องเล็กแค่นี้รัฐบาลยังจัดการกันไม่ได้
จะไว้ใจให้ไปจัดการเรื่องใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร?

ถ้าขืนปล่อยให้นักการเมืองเหล่านี้ให้มาใช้ข้ออ้างในการปฏิรูปการรถไฟแห่ง
ประเทศไทยมาเพื่อแบ่งแยกกิจการ
ประชาชนย่อมมีสิทธิ์เคลือบแคลงสงสัยว่าจะมีการฮุบที่ดินของการรถไฟแห่ง
ประเทศไทยซึ่งมีมูลค่ามหาศาลโดยพรรคพวกของนักการเมืองเพียงไม่กี่คนหรือไม่?

วิกฤต ของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีหลายด้าน
แต่วิกฤตที่เลวร้ายเร่งด่วนที่สุดขององค์กรแห่งนี้คือการทุจริตคอร์รัปชัน
ประการหนึ่ง และการไม่เอาใจใส่และขาดวิสัยทัศน์จากฝ่ายการเมืองเป็นอีกประการหนึ่ง!

เพราะเพียงแค่หยุดยั้งและกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชันได้เมื่อใด
การปฏิรูปและการฟื้นฟูกิจการของการถไฟแห่งประเทศไทยก็สามารถทำได้ทันที!

จริงอยู่ที่ว่าวันนี้จะต้องเร่งซ่อมแซมปรับปรุงสภาพหัวรถจักรและฟื้นฟูระบบ
รางให้มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
และการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นความสำคัญลำดับแรก

แต่การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันก็ถือเป็นมะเร็งร้ายที่ต้องจัดการให้
ได้เสียก่อนที่คิดจะปฏิรูปโครงสร้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย
เพราะหากจะปฏิรูปโครงสร้างโดยไม่สนใจการทุจริตคอร์รัปชั่นในเวลานี้
ก็เท่ากับเป็นการยกการฉ้อฉลทุจริตคอร์รัปชันในวันนี้ไปให้เอกชนพวกพ้องของตัวเองเหมาทุจริตกินรวบต่อไปในวันข้างหน้า

การรถไฟแห่งประเทศไทยมีที่ดินทั้งสิ้น 233,860 ไร่
เป็นที่ดินในการใช้การเดินรถ จำนวน 198,674 ไร่
และเป็นที่ดินเพื่อหาประโยชน์เชิงพาณิชย์จำนวน 36,302 ไร่

ในจำนวนที่ดินเพื่อการหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ จำนวน 36,302 ไร่
แบ่ง เป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 2,826 ไร่,
เป็นสายภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 4,306 ไร่, สายตะวันออก จำนวน 4,952
ไร่, สายใต้ จำนวน 15,186 ไร่

โดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่ดินในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีจำนวน 2,826
ไร่ ครอบคลุมพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมพหลโยธิน 47 ไร่ ย่านมักกะสัน 517
ไร่ บริเวณถนนรัชดาภิเษก บริเวณจตุจักร
ซึ่งประกอบไปด้วยเจเจมอลล์และตลาดซันเดย์ ย่านแม่น้ำ (ท่าเรือ) บางซ่อน
ย่านถนนรามคำแหง (คลองตัน-หัวหมาก)

นอกจากนี้ยังมีที่ดินในต่างจังหวัดที่มีมูลค่าสูงในเชิงพาณิชย์อีกหลายแห่ง
เช่น หลังสถานีรถไฟหาดใหญ่ บริเวณสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ ฯลฯ

การรถไฟแห่งประเทศไทยมีรายได้จากการบริหารทรัพย์สินที่ดินเชิงพาณิชย์ทั้งหมด
36,302 ไร่ มีรายได้เฉลี่ยเพียงแค่ปีละ 1,116 ล้านบาท

เฉลี่ยการรถไฟแห่งประเทศไทยมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินเฉลี่ยไร่ละ
30,742 บาทต่อปี หรือไร่ละ 2,562 บาทต่อเดือน

คิดเป็นค่าเช่าแสนจะอัปลักษณ์เฉลี่ยตารางวาละ 6.40 บาทต่อเดือน!

เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่บางแห่งของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ให้เอกชนไปทำ
ที่จอดรถในเมืองรถหนึ่งคันมีที่ตีเส้นจอดรถขนาด 2.40 x 6.00 เมตร หรือ
3.6 ตารางวา คิดค่าเช่ากันประมาณ 20 ถึง 40 บาท ต่อชั่วโมง!

สัญญาเช่าที่ดินให้กับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด
(เซ็นทรัลลาดพร้าว) นายสันติ พร้อมพัฒน์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนได้ต่อสัญญา
เช่าให้โดยไม่มีการเปิดประมูลใหม่ บริเวณสามเหลี่ยมพหลโยธินซึ่งมีพื้นที่
47 ไร่ เป็นเวลา 20 ปี ได้เงินรวม 21,000 ล้านบาท

แต่ก่อนหน้านั้นไม่นานที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีการให้เอกชนเช่า
พร้อมอาคารมาบุญครองจำนวน 23 ไร่ เป็นเวลา 20 ปี
ซึ่งเล็กกว่าไม่ถึงครึ่งของเซ็นทรัลลาดพร้าว ได้ค่าเช่ารวมถึง 25,000
ล้านบาท

หากรัฐบาลมีความจริงใจแบบ "ซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด"
ในการแก้ไขปัญหาการรถไฟแห่งประเทศไทย
ก็ควรตรวจรื้อฟื้นดูว่าการลงนามสัญญาต่อเช่าที่ดินย่านสามเหลี่ยมพหลโยธิน
ครั้งนั้นซึ่งไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การเข้าร่วมการงานของภาครัฐและเอกชน
พ.ศ. 2535 ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

หากไม่ ถูกต้องก็ควรจะต้องมีการเปิดประมูลใหม่
การรถไฟแห่งประเทศไทยอาจได้ค่าเช่าไม่ใช่เพียงแค่ 21,000 ล้านบาท
แต่อาจได้ค่าเช่าถึง 50,000 - 60,000 ล้านบาท!

แต่ถ้าตกอยู่ในมือนักการเมืองชั่วก็จะอาศัยเรื่องนี้ไปตบทรัพย์เอกชนเข้ากระเป๋าตัวเองอีก!

ห้าง เจ เจ มอลล์ ก็เช่นเดียวกัน
เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวน 12 ไร่ เป็นเงิน 917 ล้านบาท
เป็นเวลา 30 ปี เฉลี่ยปีละ 30.5 ล้านบาท
แต่ถ้าเอาไปปล่อยเช่าเต็มได้เกือบ 300 ล้านบาทต่อปี!!

อีก กรณีหนึ่งที่อัปลักษณ์มากขึ้นไปอีก
ก็คือที่ดินบริเวณตลาดนัดสวนจตุจักร
การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ให้เอกชนซึ่งมีกำไรมหาศาลจากการสร้างแผงให้พ่อค้า
แม่ค้าเข้ามาเซ้งต่อ เก็บค่าเช่าปีละประมาณ 8,000
ล้านบาท...แต่จ่ายค่าเช่าให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเพียงปีละ 13 ล้านบาท
เท่านั้น!

เอกชนมีรายได้ปีละ 8,000 ล้านบาท
แต่มีรายจ่ายให้การรถไฟแห่งประเทศไทยปีละ 13 ล้านบาท ต่างกันถึง 615
เท่าตัว คิดดูว่าปีหนึ่งๆ มันจะมีการทุจริตคอร์รัปชันกันได้มากขนาดไหน!?

แต่ ที่ต้องถือว่าอัปลักษณ์ที่สุด
คือการบุกรุกและยึดครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่เขากระโดง
จังหวัดบุรีรัมย์ รายนั้นไม่ต้องเสียค่าเช่าใดๆ เลย!

จึงไม่น่าแปลกใจหรอกว่าวันนี้ผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวนหนึ่งและ
นักการเมืองจะต้องคอยใส่ร้ายป้ายสีทำลายความน่าเชื่อถือสหภาพการรถไฟแห่ง
ประเทศไทยให้มัวหมอง
เพื่อจะได้ถือโอกาสปฏิรูปรถไฟบนสภาพและสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการทุจริต
คอร์รัปชันและผลประโยชน์อย่างมหาศาล ใช่หรือไม่?

ถึงขนาดยอมลงทุนโดยฝ่ายบริหารสั่งให้ขบวนรถไฟหยุดทิ้งผู้โดยสารที่สถานีรถไฟ
ที่ละแม จ.ชุมพร โดยเจตนาปล่อยให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นฝีมือสหภาพฯ เป็นเวลา
10 วันกว่าที่ผู้บริหารจะออกมายอมรับสารภาพ และไล่ประธานสหภาพฯ
และกรรมการสหภาพแรงงานออกจากงาน!

ด้านหนึ่งก็ต้องการกำจัดและกำราบสหภาพฯ ไม่ให้มาขวางแผนฮุบรถไฟ
อีกด้านหนึ่งก็ถือโอกาสใส่ร้ายพรรคการเมืองใหม่ว่าอยู่เบื้องหลัง
โดยที่ไม่สนใจเนื้อหาสาระในการเรียกร้องว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือ
ไม่?

เพราะถ้าเราเพียงแค่หยุดยั้งการทุจริต
เราก็จะมีงบประมาณมหาศาลในการซ่อมแซมราง เปลี่ยนเครื่องยึดเหนี่ยวราง
เปลี่ยนหมอนรถไฟ เปลี่ยนหินรองราง ซ่อมระบบอาณัติสัญญาณ เปลี่ยนหัวรถจักร
สร้างรถไฟรางคู่ และสร้างรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศแล้ว

สมมติว่าถ้าค่าเช่าที่ดินเชิงพาณิชย์การรถไฟแห่งประเทศไทยลดการทุจริต
คอร์รัปชันและเพิ่มขึ้นค่าเช่าที่ดินรถไฟได้จากตารางวาละ 6.40
บาทต่อเดือน มาเป็นเพียงตารางวาละเฉลี่ย 75.0 บาทต่อเดือน
การรถไฟแห่งประเทศไทยจะมีรายได้จากปีละ 1,116 ล้านบาท มาเป็นรายได้ปีละ
13,087 ล้านบาท โดยทันที

ถ้ามีรายได้ค่าเช่าเพิ่มเป็นเพียงปีละ 13,087 ล้านบาท
สิ่งที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เสนอความคิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2552
ว่าให้ทำซีเคียวริไทซ์ขายลดรายได้จากค่าเช่าที่ดินรถไฟล่วงหน้า 30
ปีเพื่อมาฟื้นฟูกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย
ก็จะได้ผลเป็นว่าประเทศไทยจะมีเงินมาปรับปรุงรถไฟและระบบขนส่งทั้งหมดจำนวน
ประมาณเกือบ 200,000 ล้านบาท โดยทันทีเช่นเดียวกัน!

ถ้าทำได้อย่างนี้จากแผนเดิมที่รัฐวางแผนจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวน
เงิน 191,314 ล้านบาทในส่วนของงานโยธา โครงการรถไฟรางคู่
โครงการปรับปรุงทาง และโครงการระบบขนส่งมวชนสายสีแดงระหว่างปี 2552-2561
ก็สามารถทำได้พร้อมๆ กันให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 2 - 3
ปีโดยไม่ต้องรอเวลาถึง 10 ปี

แต่จะทำอย่างนี้รัฐบาลที่จะมีอำนาจหรือรัฐมนตรีคนนั้นจะต้องมีคุณสมบัติ
เสียสละ ซื่อสัตย์ กล้าหาญ และทำงานเป็นเท่านั้น

ส่วนรัฐบาลที่ "ซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด" แบบจอมปลอมไม่มีทางทำได้!

เคาะข่าวริมโขง : "สุทธิ" สุดทนพฤติกรรม "อัยการ" ใช้ถ้อยคำหยาบ-ท้าตีต่อยหน้าศาล ปค.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

รายการ "เคาะข่าวริมโขง" ออกอากาศทาง "อีสานทีวี" ช่วงเวลา
18.30-20.30 น.วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน มี นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย
น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยวันนี้ ได้มีการเชิญ
นายสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และ นายประยูร อัครบวร
อดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลา
มาร่วมพูดคุยถึงหลากหลายประเด็นข่าวเด่นที่น่าสนใจ อาทิ
ความจงรักภักดีของคนไทยที่มีต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
หลังจากพระองค์ท่านทรงรักษาอาการพระประชวร อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเชื่อมโยงอย่างกรณี ปล่อยข่าวอัปมงคงทุบหุ้น
และกรณีการต่อสู้มาบตาพุดของชาวบ้าน
ที่ไม่ต้องการให้มีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม
เพราะได้ส่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต

สำหรับสกู๊ปวัฒนธรรมที่นำมาเสนอวันนี้ คือ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง
ที่ขึ้นชื่อเรื่องประวัติศาสตร์และโบราณคดี
ซึ่งสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยก่อน

เริ่มต้นรายการ น.ส.อัญชะลี
กล่าวถึงกรณีความจงรักภักดีของคนไทยที่มี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ว่าหลังจากที่เมื่อวานซึ่งเป็นวันลอยกระทง
นอกจากคนไทยจะได้มีความสุขกับการเฉลิมฉลองประเพณีอันดีงามแล้ว
ยังมีความปลื้มปีติที่ได้มีโอกาสเห็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง
และสามารถออกมาลอยพระประทีปยังบริเวณท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราช
โดยคนไทยทุกคนที่ได้พบเห็นภาพดังกล่าว
ต่างรู้สึกอิ่มเอมในหัวใจที่เห็นพระองค์ทรงพระพักตร์แจ่มใส
หลังจากที่ทรงพระประชวร

น.ส.อัญซะลี กล่าวว่า
จากการที่คนไทยรู้สึกเป็นห่วงพระองค์ท่านอย่างสุดซึ้ง
นำพาให้ทางสำนักพระราชวัง ได้รับจดหมายจำนวนมาก
ที่หลั่งไหลมาร่วมถวายพระพร
และขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยดลบันดาลให้พระองค์ท่านทรงหายจากพระอาการ
ประชวรโดยเร็ว ไม่เว้นแต่ชาวเขา หลังจากที่ทราบข่าวจากสื่อต่างๆ
ได้ลงมือเขียนจดหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีใจความดังนี้
"ที่ศาลารวมใจบ้านจันทร์ 16 ต.ค.52 เรื่อง พ่อหลวงไม่สบาย
ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงรักและเป็นห่วงมาก เมื่อทราบข่าวว่าพ่อหลวงไม่สบาย
ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ตั้งจิตอธิษฐานขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในบ้านจันทร์ คุ้มครองรักษาพ่อหลวง
หายจากอาการไม่สบายโดยเร็ว ขอให้อยู่คู่กับคนไทยไปนานๆ
พ่อหลวงองค์เดียวของแผ่นดิน พ่อองค์เดียวนี้หาไม่มี เมื่อพ่อหลวงสุขสบาย
กะเหรี่ยงยิ้มแย้ม มีกำลังใจ เมื่อพ่อหลวงไม่สบาย
กะเหรี่ยงเมื่อยล้าหมดแรง อบอุ่นใดไม่เหมือน อบอุ่นอยู่กับพ่อหลวงของเรา
กะเหรี่ยงเกิดมาร่วมชาติกับพ่อหลวง ไม่มีอะไรตอบแทน
นอกจากขอเป็นคนดีของคนไทย รักและเป็นห่วงพ่อหลวงมาก ลงชื่อ นางวราภรณ์
ธรรมสามิสร ตัวแทนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง"

น.ส.อัญชะลี กล่าวต่อว่า จดหมายฉบับดังกล่าว
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงอ่านให้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฟัง โดยแม้ภาษาที่ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงใช้
จะไม่ใช่คำราชาศัพท์และแฝงไว้ด้วยความหมายอันทรงคุณค่าที่พวกเขามีต่อ
พระองค์ท่าน เพราะถึงไม่ใช่คนไทยโดยชาติกำเนิด
และพวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นแผ่นดินไทย รวมทั้งเทิดทูน พระบาทพระเจ้าอยู่หัว
อยู่เหนือสิ่งอื่นใด
ซึ่งสะท้อนความรักชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าคนไทยบางคน
ที่มีสัญชาติไทย แต่ไม่ได้ทำตัวเป็นคนไทยอย่างแท้จริง
กลับไปช่วยเหลือคนชั่วโกงกินบ้านเมือง ให้มาทำร้ายประเทศตัวเอง
อีกทั้งยังไม่มีสำนึกชอบจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง
ซึ่งเป็นสิ่งไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง

นายชัชวาลย์กล่าวเสริมประเด็นนี้ว่า
นอกจากจะเป็นนักการเมืองที่ไม่รักชาติแล้ว
ยังชอบออกนโยบายที่เลียนแบบพระราชกรณียกิจ เช่น โครงการประชานิยมต่างๆ
โดยกลุ่มคนพวกนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อประชาชนออกจากพระเจ้าแผ่นดิน
ทั้งที่ท่านทรงลำบากตรากตรำในการบำบัดทุกข์
บำรุงสุขให้แก่ราษฎรอย่างไม่เกรงกลัวความยากลำบาก
แม้ว่าบางพื้นที่จะทุรกันดาลเพียงใด แต่พระองค์ท่านก็เสด็จไป
เพราะทรงเป็นห่วงประชาชนของพระองค์

นายสมบูรณ์กล่าวว่า หลายนโยบายของพรรคการเมืองภายใต้อำนาจของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ล้วนแล้วแต่ลอกเลียนแบบในสิ่งที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการ
ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ว่า
มีการนำแนวพระราชริ ไปต่อยอดเพื่อเรียกคะแนนเสียงให้แก่ตัวเอง
โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน ที่มีการหว่านผลประโยชน์เป็นจำนวนมหาศาล
หรือแม้กระทั่ง โครงการกองทุนหมู่บ้าน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
ท่านก็ทรงดำเนินการมาก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ตนเชื่อว่า
ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดในโลก
ทรงทำทุกอย่างเพื่อพสกนิกรของพระองค์ท่านได้มากเท่านี้ แต่คนพวกนี้
ยังไม่สำนึก สนใจแต่ผลประโยชน์และอำนาจของตัวเอง

นายชัชวาลย์กล่าวเสริมว่า คนพวกนี้ปากชอบอ้างความรักภักดี
แต่พฤติกรรมกลับให้คนบูชากราบไหว้รูปที่ตัวเองใส่ชุดเครื่องราชฯเต็มยศ
อีกทั้งยังมีการให้นำไปติดไว้ตามบ้าน
แทนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน
ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นตามต่างจังหวัด
สิ่งเหล่านี้สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า มีความจงรักภักดีจริงหรือไม่

น.ส.อัญชะลี กล่าวเปิดประเด็นถึงกรณีเกี่ยวกับกับสถาบันเบื้องสูง
หลังจากที่มีการปล่อยข่าวอัปมงคล เพื่อทุบหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯไทย
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จับกุม 2 ผู้ต้องหาที่มีส่วนพัวพันในคดีดังกล่าว
คือ น.ส.ธีรนันต์ วิภูชนิน อายุ 43 ปี
อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส และ นายคธา ปาจริยพงษ์
อายุ 37 ปี พนักงานบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) ในความผิดตาม
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 สืบเนื่องมาจาก
ทั้งคู่ได้โพสต์ข้อความไม่บังควรในเว็ปไซด์กลุ่มคนเสื้อแดง
จนทำให้ข่าวลือดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นร่วงลงกราว

น.ส.อัญชะลี กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า
เตรียมจะออกหมายจับผู้ต้องหาที่ร่วมขบวนการปล่อยข่าวอัปมงคลทุบหุ้น อีก 2
ราย โดยหนึ่งราย จะทำให้บุกจับกุมในกลางดึกคืนนี้
ส่วนอีกคนจะจับกุมตัวพรุ่งนี้ (3 พ.ย.) ซึ่งรายละเอียดชื่อของผู้ต้องหา
ขอสงวนไว้ก่อน เนื่องจากเกรงว่าจะหลบหนี สำหรับ ผู้ต้องหา 2
รายแรกที่จับกุมตัวเมื่อวันก่อน
ขณะนี้ได้มีการอนุญาตให้ประกันตัวไปได้แล้ว

นายประยูรกล่าวเสริมว่า สถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้
ต้องเรียกว่าร้อนแรงมาก
ถึงขั้นอยู่ในช่วงล่อแหลมที่มีการใช้สถาบันเบื้องสูงที่คนไทยเคารพรัก
ทำการปล่อยข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสิ้นพระชนม์
สิ่งเหล่านี้มันแสดงได้ชัดว่า คนพวกนี้
ไม่ได้เกรงกลัวและไม่ได้คิดอะไรอยู่ในหัว
คนพวกนี้ไม่หลงเหลือความรักชาติอยู่ในตัวอีก
ไม่เช่นนั้นคงไม่บังอาจทำเช่นนั้น

นายชัชวาลย์กล่าวว่า ขบวนการปล่อยข่าวทุบหุ้น
ถูกปล่อยกระแสมาจากต่างประเทศ นั่นคือ ที่สิงคโปร์
โดยมีคนไทยหน้าเหลี่ยมและน้องชาย สั่งการอยู่เบื้องหลัง
ซึ่งจากการกระทำดังกล่าวได้กำไรเป็นเงินจำนวนมหาศาล
ตนขอนับคนพวกนี้ว่าเป็นพวกอัปรีย์ที่สุดที่กล้าทำเช่นนี้
การที่มีการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ไปหากิน แม้ไม่ได้ลงมือด้วยตัวเอง
แต่ก็ยืมมือคนอื่นทำ เพื่อทำร้ายประเทศ
โดยถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว คือ นอกจากได้เงินจำนวนมาก
เพื่อมาเป็นทุนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว
ยังได้ร่วมกันทำลายสถาบันเบื้องสูง แต่สิ่งที่ตำหนิอยู่ที่ รัฐบาลชุดนี้
ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
กลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างทันท่วงที
ทำให้คนพวกนี้ที่ไม่รักชาติ ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด
เพราะทำไปแล้วเอาผิดไม่ได้

นายชัชวาลย์กล่าวต่อว่า การที่ตลาดหุ้นไทยร่วงลงกราว
เพราะนักลงทุนต่างชาติรู้ดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ ดังนั้น
พวกไม่หวังดีจึงใช้ประเด็นนี้โจมตี

ช่วงต่อมาได้มีการต่อสายสัมภาษณ์ถึง นายสุทธิ อัชฌาศัย
แกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก
ในกรณีการต่อสู้โครงการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมมาบตาพุด ว่า
หลังจากที่ตนเห็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสาทิตย์
วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ออกมาโชว์กินกุ้งที่กลุ่มระยองสมานฉันท์ นำมายืนยันที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า
ไร้สารพิษ พร้อมเรียกร้องให้มีการเดินหน้าสร้างโรงงานอุตสาหกรรม 76 แห่ง
ในมาบตาพุด ตนจึงเห็นว่า การที่นายกรัฐมนตรีและนายสาทิตย์ กินกุ้งแค่ 2
ตัว สามารถยืนยันได้จริงหรือว่า มาบตาพุดไร้สารพิษ
รวมทั้งกลุ่มระยองสมานฉันท์ ก็ไม่รู้ว่านำกุ้งมาจากไหน
ไม่มีใครยืนยันข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น การที่ไม่มีนักวิชาการมายืนยัน
ก็พูดไม่ได้ว่าไร้สารพิษจริง

นายสุทธิกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องกลุ่มระยองสมานฉันท์
ที่เรียกร้องให้มีการดำเนินการสร้างโรงงาน 76 แห่ง ในมาบตาพุด
หากนายกรัฐมนตรี
ดำเนินการตามข้อเรียกร้องเช่นนั้นก็ถือว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ
ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
ต้องไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่คนในชุมชน
ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรง
แต่ทางรัฐบาลดูเหมือนจะสนใจเรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจในการขยายโรงงาน
อุตสาหกรรมมากกว่าชีวิตของประชาชน โดยการที่ นายอภิสิทธิ์
บอกว่าจะเดินทางลงพื้นที่ไปรับทราบปัญหาจริง ตนก็ยินดี
หากมีการทำเช่นนั้น เพราะผู้นำประเทศจะได้รับรู้ปัญหาว่า
คนที่สูญเสียคนที่รักและได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จนชีวิตไม่ปกติสุข
มีทุกข์ทรมานอย่างไร จากการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม

นายสุทธิกล่าวอีกว่า วันนี้ตนได้ไปพบ นายอานันท์ ปัณยารชุน
เพื่อขอให้มาเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบผลกระทบมาบตาพุด ซึ่ง นายอานันท์
ได้รับปากว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วย เพื่อหาทางออกของปัญหาเรื่องนี้
นอกจากนี้ ตนยังเรียกร้องให้กลุ่มระยองสมานฉันท์
เลิกใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติการก่อสร้างโรงงาน
อุตสาหกรรม เพราะมีหลักฐานว่า กลุ่มดังกล่าว
แท้จริงเป็นพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาต่อกรกับกลุ่มผู้
ต่อต้าน โดยการที่กลุ่มระยองสมานฉันท์
เห็นดีเห็นชอบเรื่องการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมก็เพราะถูกเกณฑ์มาให้ทำเช่น
นั้น ซึ่งตนเก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด ว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง

นายสุทธิกล่าวว่า นอกจากนี้
สิ่งที่ตนรู้สึกผิดหวังและเสียใจมากที่สุด คือ ตอนที่เดินทางไปศาลปกครอง
เพื่อไต่สวนคดีนี้ ทางอัยการ ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรง
ข่มขู่ตนในศาลต่อหน้าตุลาการ โดยพูดประโยคนี้ใส่หน้าตน "ทำไมไม่พูดวะ
ทำแบบนี้ทำไม" ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว ทางทนายความฝ่ายตนได้คัดค้านต่อศาล
แต่ทางอัยการกลับยังไม่ยอม ท้าให้ฝ่ายตนไปชกต่อยกันหน้าห้อง
เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น
ซึ่งมันทำให้ตนรู้สึกเสียใจกับกระบวนการยุติธรรม ที่มีการกล่าวหาว่า
พวกตนไปก่อกวนชุมนุม ทั้งที่ตนทำเพื่อความถูกต้อง
เพราะได้ผลกระทบจากการดำเนินโครงการดังกล่าวจริงๆ

นายชัชวาลย์กล่าวเสริมว่า
เวลานี้ได้ข่าวว่ามีนักการเมืองบางกลุ่มเข้าไปเจรจาผลประโยชน์กับเจ้าของโรง
งานอุตสาหกรรมบริเวณดังกล่าวว่า หากต้องการให้โครงการนี้เดินหน้าก่อสร้าง
ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นวิธีการหาเงินง่ายของนักการเมืองไทย


http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000132092

"ลูกไหน" ผลไม้ช่วยระบาย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤศจิกายน 2552 15:28 น.
"ลูกไหน" ผลไม้ชื่อแปลกที่ทำเอาหลายคนงุนงงเวลาไปเจอตามตลาด
เพราะเมื่อถามแม่ค้าว่าลูกนี้ลูกอะไร แม่ค้ามักจะตอบกลับมาว่า ลูกไหนๆ...
ทุกทีไป แต่เมื่อพูดถึงลูกไหนแล้วหลายคนอาจไม่คุ้นและไม่เคยลิ้มลอง
แต่ถ้าบอกว่าเป็นลูกพรุน หรือลูกพลัม
ก็ค่อยคุ้นหูหรือเคยชิมกันมาแล้วบ้าง
โดยทั้งสามลูกที่ว่านี้ก็คือผลไม้ชนิดเดียวกัน
ลูกพรุนนั้นก็คือลูกพลัมตากแห้ง
ส่วนลูกไหนนั้นก็เป็นชื่อที่คนจีนเรียกผลไม้ชนิดนี้

ประโยชน์ของลูกไหนหรือลูกพลัม
หรือแม้จะตากแห้งเป็นลูกพรุนแล้วนั้นก็มีมากมาย
โดยมีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแมกนีเซียม โปแตสเซียม
ฟอสฟอรัส และสังกะสี อีกทั้งยังมีธาตุเหล็กสูง และให้วิตามิน บี1, บี2,
บี3 วิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
และคุณสมบัติที่โดดเด่นอย่างหนึ่งก็คือการเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์
สามารถอุ้มน้ำไว้ระหว่างใย จึงทำให้กากอาหารนิ่ม ขับถ่ายง่าย
มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ เหมาะสำหรับคนท้องผูกเป็นอย่างยิ่ง

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000131839

น่าห่วง! คนไทยเมินบริโภค "แคลเซียม"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤศจิกายน 2552 15:15 น.


เป็นสถานการณ์ที่ชวนให้วิตกไม่น้อย ภายหลังจากที่
"สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย" หรือสกว.
ได้ออกมาเผยผลการศึกษาในเรื่องการบริโภคแคลเซียมผ่านอาหารของคนไทย
สรุปได้ว่าในปัจจุบันนี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยบริโภคแคลเซียมเพียงแค่ 30%
ของความต้องการในแต่ละวันเท่านั้น!
และที่ชวนให้ประหลาดใจไปกว่านั้นคือข้อมูลที่พบว่า
คนในวัยผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
ทั้งหญิงและชายได้รับแคลเซียมโดยเฉลี่ยเพียง 361 มก.ต่อวันเท่านั้น
ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับปริมาณที่เหมาะสมที่กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้ง
เอาไว้ว่า ผู้ใหญ่ควรได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างน้อย 800 มก.

ที่ว่าชวนให้น่าประหลาดใจสำหรับคนวัยผู้ใหญ่ในเมืองใหญ่
อย่างกรุงเทพฯ ซึ่งหาซื้อสรรพอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมได้ง่าย
เมื่อสำรวจและหาค่าเฉลี่ยออกมาแล้ว
ยังพบว่าร่างกายยังขาดแคลเซียมในแต่ละวันกว่าครึ่งเช่นนี้
ทำให้คิดห่วงไปถึงประชาชนในจังหวัดต่างๆ ทุกภูมิภาค
ที่บางแห่งอาจจะกันดาร ร้านค้าไม่มากเท่าเมืองใหญ่ๆ หรือสื่อต่างๆ
ที่จะให้ความรู้ถึงคุณประโยชน์ของแคลเซียมอาจจะมีไม่มากเท่าในเมืองใหญ่
จะบริโภคแคลเซียมกันมากน้อยสักเท่าใด

นี่ยังไม่นับรวมว่าขนาดผู้ใหญ่ที่มีความรู้และได้รับความรู้มากกว่า
เด็กและเยาวชนก็ยังบริโภคน้อย แล้วเด็กๆ
จะได้รับคำแนะนำให้บริโภคแคลเซียมซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตหรือไม่

...ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าห่วงเอาการ...

เพราะในความเป็นจริงแล้ว
แคลเซียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างยิ่งยวดไม่แพ้สารอาหารสำคัญ
อื่นๆ แคลเซียมเป็นส่วนเสริมสร้างสุขภาพฟัน กระดูก รวมไปจนถึงเส้นผม เล็บ
หรือแม้กระทั่งเซลล์ประสาท เนื้อเยื่อ เลือด และของเหลวอื่นๆ ในร่างกาย
ก็จำต้องอาศัยแคลเซียมช่วยเสริมสร้างทั้งสิ้น แม้กระทั่งภาวะความดันโลหิต
แคลเซียมก็มีส่วนช่วยในเรื่องของการควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง

ในวัยเด็ก
แคลเซียมมีบทบาทอย่างยิ่งยวดต่อการเจริญเติบโตด้านกายภาพ
โดยเฉพาะช่วงที่เข้าสู่วัยรุ่น กระดูกจะเติบโตในอัตราที่รวดเร็ว
สังเกตว่าหากคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนใส่ใจและพยายามให้ลูกกินอาหารที่อุดมไปด้วย
แคลเซียม อาทิ นม ก็จะพบว่าลูกมักจะเติบโตและมีความสูงกว่าเพื่อนๆ
วัยเดียวกัน

นอกจากนี้ ในการทำงานของร่างกายในมิติอื่นๆ ยังพบอีกด้วย
ร่างกายมีความต้องการแคลเซียมเพื่อการทำงานของระบบต่างๆ เช่น
การส่งเสริมการทำงานของกระแสประสาท การทำงานของกล้ามเนื้อ
การเต้นตามปกติของหัวใจ การกระตุ้นให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมน
และการกระตุ้นปฏิกิริยาของเอ็นไซม์ต่างๆ

ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งการที่ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่
ไม่เพียงพอนั้น จะส่งผลร้ายในระยะยาวคือความเสี่ยงต่อ "ภาวะกระดูกพรุน"
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ
และปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คนไทยบริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอต่อความต้อง
การของร่างกายก็คือ การกินอาหารซ้ำ การกินอาหารที่ไม่หลากหลาย
และนี่อาจจะเป็นปัจจัยที่อธิบายได้ว่าเหตุใดประชากรในวัยผู้ใหญ่ในเมืองใหญ่
อย่างกรุงเทพฯ จึงบริโภคแคลเซียมต่ำ
ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะความเร่งรีบอันเป็นวิถีชีวิตประจำวันจนทำให้
"เอาง่ายเข้าว่า" หลายคนฝากท้องไว้กับร้านอาหารประจำที่ทำแต่เมนูเดิมๆ
จำพวก ผัดกระเพรา ไข่เจียว ไข่ดาว หมูทอด แกงไก่ ฯลฯ กินซ้ำไปซ้ำมา
และในแต่ละวันก็ยุ่งเกินกว่าจะออกไปหาอาหารดีๆ มีประโยชน์ให้ร่างกาย

อ่านถึงตรงนี้
หลายคนอาจจะเริ่มตระหนักในคุณค่าและความจำเป็นของแคลเซียมขึ้นมาแล้ว
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปหาอาหารที่อุดมแคลเซียมจากที่ไหนมาเตรียมให้ตัวเองและ
ครอบครัวได้ทุกวัน...อันนี้ไม่ยากเลย
เพราะเมนูที่อุดมไปด้วยแคลเซียมนั้นอยู่ใกล้ตัวนิดเดียว
หากแต่ต้องรู้จักว่าในอาหารประเภทใดบ้างที่มีแคลเซียม


อาหาร

ปริมาณ

แคลเซียม (มก.)

% แคลเซียม
นมแคลซีเม็กซ์ 250 มล. 560 70%
นมไขมันเต็ม 250 มล. 290 36%
นมพร่องไขมัน 250 มล. 295 37%
นมไม่มีไขมัน 250 มล. 300 38%
นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 250 มล. 250-300 31-38%
โยเกิร์ตรสธรรมชาติขาดไขมัน 1 ถ้วย 225 28%
โยเกิร์ตรสผลไม้ 1 ถ้วย 160 20%
นมเปรี้ยว 1 กล่อง (180 มิลลิลิตร) 106 13%
ปลาตัวเล็ก 2 ช้อนกินข้าว 226 28%
กุ้งแห้ง 1 ช้อนกินข้าว 138 17%
เต้าหู้อ่อน 5 ช้อนกินข้าว 150 19%
ชีส (เนยแข็ง) 1 ออนซ์ (30 กรัม) 205 26%
งาดำ 1 ช้อนโต๊ะ 132 17%


ท้ายที่สุด ที่จะลืมไปเสียไม่ได้ และถือเป็นพระเอกของ "แคลเซียม"
อย่างหนึ่งก็คือ "นม" โดยเฉพาะนมแคลเซียมสูง
จากที่เห็นในตารางด้านล่างว่า มีปริมาณแคลเซียมถึง 560 มิลลิกรัมต่อ 1
หน่วยบริโภค หรือ มีแคลเซียมสูงถึง 70% ซึ่งน่าจะเป็น "ตัวช่วย"
ที่ดีในวันที่แสนยุ่งเหยิง แค่เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ
เพียงเท่านี้ร่างกายก็จะได้แคลเซียมเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่าง
กาย และหากจะให้ดีที่สุด กินอาหารที่ดี มีประโยชน์
ควบคู่ไปกับการดื่มนมที่มีแคลเซียมสูงเป็นประจำทุกวัน
เพียงเท่านี้ร่างกายของคุณก็จะได้แคลเซียม 100% ตามที่ร่างกายต้องการ


http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000131819

วธ.ยก "ในหลวง" องค์อัครศิลปิน จัดมหกรรมศิลปะเทิดพระเกียรติ 3-7 ธ.ค.นี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤศจิกายน 2552 16:54 น.

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
วธ.จัดแสดงพระ บรมฉายาลักษณ์ "ในหลวง" ในฐานะ "อัครศิลปิน"
เทิดพระเกียรติ 3-7 ธ.ค.นี้ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว
ยกย่องต้นแบบอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย
ด้านประเทศต่างๆส่งการแสดงหุ่นเข้าร่วมกว่า 10 ประเทศ

วันนี้ (3 พ.ย.) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)
กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือโครงการและกิจกรรมในงานเฉลิมพระ
เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ครั้งที่ 2
ที่ วธ.ว่า จากการที่รัฐบาลกำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
3-7 ธันวาคมนี้ โดยจะมีการออกบูธของแต่ละกระทรวง การแสดงเวทีกลาง
และเวทีดนตรีบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ป้อมพระกาฬ หน้าสำนักกองสลากฯ
ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น.บริเวณถนนราชดำเนินนั้น ในส่วนของ
วธ.บูทตั้งอยู่บริเวณสี่แยกคอกวัว (ฝั่งสำนักงานกองสลากฯ)
และจัดให้มีขบวนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในกิจกรรมรถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ โดยกิจกรรมหลักของ วธ.ได้แก่
การรำถวายพระพรในพิธีเปิด การแสดงหุ่นของอ.จักรพันธุ์ โปษยกฤษ
การแสดงหุ่นนานาชาติและสาธิตการประดิษฐ์หุ่น คาดว่าจะมีประเทศต่างๆ
ส่งการแสดงเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 10 ประเทศ เช่น เกาหลี ฟินแลนด์ เยอรมนี
การจัดฉายภาพยนตร์ 3 มิติ
การจัดฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และการสาธิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์
ผลผลิตทางวัฒนธรรมสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Zone)

"ที่ สำคัญในบูทของ
วธ.จัดให้มีนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหัวข้ออัครศิลปิน
เป็นการแสดงพระบรมฉายาลักษณ์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านศิลปะวัฒนธรรม
และภาพพระราชประวัติทรงดนตรี งานศิลปะกว่า 40 ภาพ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชน
เยาวชนได้ศึกษาและนำเป็นต้นแบบอย่างในการใช้ชีวิตประจำวัน
ช่วยกันอนุรักษ์สืบทอดศิลปะวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมของศิลปินตลาดนัดศิลปะด้วย" ปลัด วธ.กล่าว

ด้าน นายกมล สุวุฒโฑ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.)
กล่าวว่า ในส่วนของ สบศ.ได้รับมอบหมายให้จัดการแสดงเทิดพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82
พรรษา ตั้งแต่วันที่ 3-7 ธันวาคมนี้ ที่ลานแสดงกลางแจ้ง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร การแสดงแต่ละภาค ได้แก่ ภาคเหนือ อาทิ
การแสดงตีกลองสบัดชัย การฟ้อนรำ ภาคกลาง เช่น เพลงพื้นบ้าน รำตัด
เพลงเรือ เพลงฉ่อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ โปงลาง รำวง รำแคน ภาคใต้
การแสดงมโนรา หนังตลุง ลิเกฮูลู ส่วนการแสดงโขน ละคร ในราชสำนัก
จะมีการแสดงชุดโขน นางลอย ศึกพรหมาสตร์ เป็นต้น

อย.เตือนอย่าเชื่อโฆษณากาแฟลดอ้วน ชี้ยิ่งกินยิ่งเผละ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤศจิกายน 2552 19:52 น.
รูปประกอบจากอินเทอร์เน็ต
อย.เตือนผู้ บริโภคอย่าหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป
ที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ทำให้เข้าใจว่ามีผลในการลดน้ำหนัก
หรือทำให้หุ่นดี เพราะกาแฟเป็นอาหาร ไม่ใช่ยาลดความอ้วน
มิหนำซ้ำหากดื่มมากแทนที่จะผอม กลับยิ่งอ้วนจากการเติมน้ำตาล ครีม หรือ
นมในกาแฟ

นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า
ปัจจุบันพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปจำนวนมากอวดอ้างสรรพคุณ ว่า
มีผลในการลดน้ำหนัก เช่น โฆษณาแสดงตัวอย่างบุคคลก่อนและหลังใช้ผลิตภัณฑ์
ว่า ทำให้น้ำหนักลดลงภายในระยะเวลาหนึ่ง หรืออ้างว่า
เป็นโปรแกรมเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เช่น เดิมน้ำหนัก 80 กิโลกรัม
เมื่อบริโภคผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปนี้แล้ว น้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม ภายใน
2 สัปดาห์ หรือการโฆษณาโดยใช้ผู้แสดงแบบเป็นผู้หญิงอ้วน
หรือผู้หญิงรูปร่างดี
แล้วทำให้เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีผลในการลดน้ำหนัก เป็นต้น
ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างและโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง
เพื่อจูงใจให้ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้
ก่อนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กาแฟ ขอให้ผู้บริโภคอ่านฉลากให้ถี่ถ้วน
โดยต้องมีฉลากภาษาไทยแจ้งส่วนผสม ระบุชื่อผู้ผลิตอย่างชัดเจน
และมีเลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย
อย.ซึ่งแม้ว่าที่ฉลากจะมีการระบุส่วนประกอบว่า มีไฟเบอร์ คอลลาเจน
แอลคาร์นีทีน หรือ โครเมียม

แต่ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยทางวิชาการ ยืนยันว่า
สารดังกล่าวมีผลในการลดน้ำหนัก หรือทำให้ผิวสวย หรือเพิ่มความงาม
ส่วนเลขสารบบอาหารที่แสดงบนฉลากอาหารเป็นเพียงการประเมินความปลอดภัยเบื้อง
ต้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิต และส่วนประกอบเท่านั้น
ไม่ได้รับรองการโฆษณา แต่อย่างใด และ
อย.ไม่อนุญาตให้กล่าวอ้างสรรพคุณลดความอ้วน ในขณะที่หากดื่มมาก
อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ จากการเติมน้ำตาล ครีม หรือนมในกาแฟ
อีกทั้งทำให้หัวใจทำงานหนัก เนื่องจากได้รับกาเฟอีนมากเกินไป
โดยเฉพาะในรายที่มีความไวต่อกาเฟอีน
และที่ร้ายไปกว่านั้นผู้บริโภคบางรายอาจได้รับอันตรายจากการเจือปนของยาบาง
ชนิดที่ลักลอบใส่ในผลิตภัณฑ์ เช่น ยาไซบูทรามีน จะทำให้เกิดผลข้างเคียง
คือ ปวดศีรษะ ปากแห้ง นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วขึ้น
เป็นต้น

หาก อย.ตรวจพบการกระทำผิดของอาหารประเภทกาแฟ เช่น
ลักลอบผสมยาแผนปัจจุบันจะจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2
ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากเป็นการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
หรือโฆษณาสรรพคุณอันเป็นเท็จหรือหลอกลวงต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้
ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่กระทำผิดกฎหมายตามพระราช
บัญญัติอาหารได้ในเว็บไซต์ http://www.fda.moph.go.th โดยเข้าไปที่หัวข้อ
ข่าวผลการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม
อย.มีมาตรการในการเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายของผลิตภัณฑ์อาหาร
พร้อมทั้งมีมาตรการในการแจ้งเตือนผู้ประกอบการและอบรมให้ความรู้
เพื่อให้รับทราบและระมัดระวังเรื่องการโฆษณาให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างต่อ
เนื่อง หรือหากพบปัญหา อย.จะเชิญผู้ประกอบการมาพบรวมถึงการประชุมชี้แจง
และขอความร่วมมือจากเอเจนซี่ สมาคมโฆษณาฯ และสื่อที่ลงโฆษณาด้วย

รองเลขาธิการ (อย.) กล่าวในตอนท้ายว่า
ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์กาแฟที่อ้างผลในการลดน้ำหนักมักจะมีราคาที่สูงมากซึ่งทำ
ให้ผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อสิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้
การลดน้ำหนักสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงด้วยการหมั่นออกกำลัง
กายอย่างเหมาะสมต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที
รับประทานอาหารให้หลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ
ทำจิตใจให้แจ่มใส นอกจากจะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว
ยังทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ยั่งยืนด้วย
หากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟที่หลอกลวงและโอ้อวดเกินจริง
หรือฉลากผลิตภัณฑ์ไม่ชัดเจน ไม่มีภาษาไทย
หรือได้รับผลข้างเคียงจากบริโภคผลิตภัณฑ์กาแฟ ขอให้ร้องเรียนมายังสายด่วน
อย.โทร.1556 หรือเดินทางมาร้องเรียนที่ศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์
สุขภาพ ชั้น 1 อาคารสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อ
อย.จะได้ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป