++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วธ.ยก "ในหลวง" องค์อัครศิลปิน จัดมหกรรมศิลปะเทิดพระเกียรติ 3-7 ธ.ค.นี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤศจิกายน 2552 16:54 น.

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
วธ.จัดแสดงพระ บรมฉายาลักษณ์ "ในหลวง" ในฐานะ "อัครศิลปิน"
เทิดพระเกียรติ 3-7 ธ.ค.นี้ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว
ยกย่องต้นแบบอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย
ด้านประเทศต่างๆส่งการแสดงหุ่นเข้าร่วมกว่า 10 ประเทศ

วันนี้ (3 พ.ย.) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)
กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือโครงการและกิจกรรมในงานเฉลิมพระ
เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ครั้งที่ 2
ที่ วธ.ว่า จากการที่รัฐบาลกำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
3-7 ธันวาคมนี้ โดยจะมีการออกบูธของแต่ละกระทรวง การแสดงเวทีกลาง
และเวทีดนตรีบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ป้อมพระกาฬ หน้าสำนักกองสลากฯ
ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น.บริเวณถนนราชดำเนินนั้น ในส่วนของ
วธ.บูทตั้งอยู่บริเวณสี่แยกคอกวัว (ฝั่งสำนักงานกองสลากฯ)
และจัดให้มีขบวนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในกิจกรรมรถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ โดยกิจกรรมหลักของ วธ.ได้แก่
การรำถวายพระพรในพิธีเปิด การแสดงหุ่นของอ.จักรพันธุ์ โปษยกฤษ
การแสดงหุ่นนานาชาติและสาธิตการประดิษฐ์หุ่น คาดว่าจะมีประเทศต่างๆ
ส่งการแสดงเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 10 ประเทศ เช่น เกาหลี ฟินแลนด์ เยอรมนี
การจัดฉายภาพยนตร์ 3 มิติ
การจัดฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และการสาธิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์
ผลผลิตทางวัฒนธรรมสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Zone)

"ที่ สำคัญในบูทของ
วธ.จัดให้มีนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหัวข้ออัครศิลปิน
เป็นการแสดงพระบรมฉายาลักษณ์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านศิลปะวัฒนธรรม
และภาพพระราชประวัติทรงดนตรี งานศิลปะกว่า 40 ภาพ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชน
เยาวชนได้ศึกษาและนำเป็นต้นแบบอย่างในการใช้ชีวิตประจำวัน
ช่วยกันอนุรักษ์สืบทอดศิลปะวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมของศิลปินตลาดนัดศิลปะด้วย" ปลัด วธ.กล่าว

ด้าน นายกมล สุวุฒโฑ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.)
กล่าวว่า ในส่วนของ สบศ.ได้รับมอบหมายให้จัดการแสดงเทิดพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82
พรรษา ตั้งแต่วันที่ 3-7 ธันวาคมนี้ ที่ลานแสดงกลางแจ้ง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร การแสดงแต่ละภาค ได้แก่ ภาคเหนือ อาทิ
การแสดงตีกลองสบัดชัย การฟ้อนรำ ภาคกลาง เช่น เพลงพื้นบ้าน รำตัด
เพลงเรือ เพลงฉ่อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ โปงลาง รำวง รำแคน ภาคใต้
การแสดงมโนรา หนังตลุง ลิเกฮูลู ส่วนการแสดงโขน ละคร ในราชสำนัก
จะมีการแสดงชุดโขน นางลอย ศึกพรหมาสตร์ เป็นต้น

อย.เตือนอย่าเชื่อโฆษณากาแฟลดอ้วน ชี้ยิ่งกินยิ่งเผละ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤศจิกายน 2552 19:52 น.
รูปประกอบจากอินเทอร์เน็ต
อย.เตือนผู้ บริโภคอย่าหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป
ที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ทำให้เข้าใจว่ามีผลในการลดน้ำหนัก
หรือทำให้หุ่นดี เพราะกาแฟเป็นอาหาร ไม่ใช่ยาลดความอ้วน
มิหนำซ้ำหากดื่มมากแทนที่จะผอม กลับยิ่งอ้วนจากการเติมน้ำตาล ครีม หรือ
นมในกาแฟ

นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า
ปัจจุบันพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปจำนวนมากอวดอ้างสรรพคุณ ว่า
มีผลในการลดน้ำหนัก เช่น โฆษณาแสดงตัวอย่างบุคคลก่อนและหลังใช้ผลิตภัณฑ์
ว่า ทำให้น้ำหนักลดลงภายในระยะเวลาหนึ่ง หรืออ้างว่า
เป็นโปรแกรมเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เช่น เดิมน้ำหนัก 80 กิโลกรัม
เมื่อบริโภคผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปนี้แล้ว น้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม ภายใน
2 สัปดาห์ หรือการโฆษณาโดยใช้ผู้แสดงแบบเป็นผู้หญิงอ้วน
หรือผู้หญิงรูปร่างดี
แล้วทำให้เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีผลในการลดน้ำหนัก เป็นต้น
ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างและโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง
เพื่อจูงใจให้ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้
ก่อนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กาแฟ ขอให้ผู้บริโภคอ่านฉลากให้ถี่ถ้วน
โดยต้องมีฉลากภาษาไทยแจ้งส่วนผสม ระบุชื่อผู้ผลิตอย่างชัดเจน
และมีเลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย
อย.ซึ่งแม้ว่าที่ฉลากจะมีการระบุส่วนประกอบว่า มีไฟเบอร์ คอลลาเจน
แอลคาร์นีทีน หรือ โครเมียม

แต่ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยทางวิชาการ ยืนยันว่า
สารดังกล่าวมีผลในการลดน้ำหนัก หรือทำให้ผิวสวย หรือเพิ่มความงาม
ส่วนเลขสารบบอาหารที่แสดงบนฉลากอาหารเป็นเพียงการประเมินความปลอดภัยเบื้อง
ต้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิต และส่วนประกอบเท่านั้น
ไม่ได้รับรองการโฆษณา แต่อย่างใด และ
อย.ไม่อนุญาตให้กล่าวอ้างสรรพคุณลดความอ้วน ในขณะที่หากดื่มมาก
อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ จากการเติมน้ำตาล ครีม หรือนมในกาแฟ
อีกทั้งทำให้หัวใจทำงานหนัก เนื่องจากได้รับกาเฟอีนมากเกินไป
โดยเฉพาะในรายที่มีความไวต่อกาเฟอีน
และที่ร้ายไปกว่านั้นผู้บริโภคบางรายอาจได้รับอันตรายจากการเจือปนของยาบาง
ชนิดที่ลักลอบใส่ในผลิตภัณฑ์ เช่น ยาไซบูทรามีน จะทำให้เกิดผลข้างเคียง
คือ ปวดศีรษะ ปากแห้ง นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วขึ้น
เป็นต้น

หาก อย.ตรวจพบการกระทำผิดของอาหารประเภทกาแฟ เช่น
ลักลอบผสมยาแผนปัจจุบันจะจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2
ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากเป็นการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
หรือโฆษณาสรรพคุณอันเป็นเท็จหรือหลอกลวงต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้
ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่กระทำผิดกฎหมายตามพระราช
บัญญัติอาหารได้ในเว็บไซต์ http://www.fda.moph.go.th โดยเข้าไปที่หัวข้อ
ข่าวผลการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม
อย.มีมาตรการในการเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายของผลิตภัณฑ์อาหาร
พร้อมทั้งมีมาตรการในการแจ้งเตือนผู้ประกอบการและอบรมให้ความรู้
เพื่อให้รับทราบและระมัดระวังเรื่องการโฆษณาให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างต่อ
เนื่อง หรือหากพบปัญหา อย.จะเชิญผู้ประกอบการมาพบรวมถึงการประชุมชี้แจง
และขอความร่วมมือจากเอเจนซี่ สมาคมโฆษณาฯ และสื่อที่ลงโฆษณาด้วย

รองเลขาธิการ (อย.) กล่าวในตอนท้ายว่า
ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์กาแฟที่อ้างผลในการลดน้ำหนักมักจะมีราคาที่สูงมากซึ่งทำ
ให้ผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อสิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้
การลดน้ำหนักสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงด้วยการหมั่นออกกำลัง
กายอย่างเหมาะสมต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที
รับประทานอาหารให้หลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ
ทำจิตใจให้แจ่มใส นอกจากจะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว
ยังทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ยั่งยืนด้วย
หากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟที่หลอกลวงและโอ้อวดเกินจริง
หรือฉลากผลิตภัณฑ์ไม่ชัดเจน ไม่มีภาษาไทย
หรือได้รับผลข้างเคียงจากบริโภคผลิตภัณฑ์กาแฟ ขอให้ร้องเรียนมายังสายด่วน
อย.โทร.1556 หรือเดินทางมาร้องเรียนที่ศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์
สุขภาพ ชั้น 1 อาคารสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อ
อย.จะได้ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ลอยกระทง ลอยทำไม นางนพมาศ มีตัวตนหรือไม่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 พฤศจิกายน 2552 14:56 น.
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ปัจจุบันแม้ ประเพณีต่างๆ
จะยังคงดำรงอยู่ในหลายท้องถิ่นแต่คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ
มักจะไม่ค่อยรู้ว่ามูลเหตุใดจึงมีประเพณีนั้นๆ เกิดขึ้น เช่นเดียวกับ
"ลอยกระทง" อันเป็นอีก ประเพณีหนึ่งคล้ายสงกรานต์ซึ่งเป็นนักขัตฤกษ์
(งานรื่นเริงตามฤดูกาล)
ที่ผู้คนทั่วประเทศทุกจังหวัดจัดกันเป็นประจำทุกปีเมื่อถึงวันเพ็ญ เดือน
12 ด้วยรูปแบบที่เกือบคล้ายคลึงกัน
จะต่างกันบ้างก็คงเป็นเพียงวัสดุและรูปแบบกระทงที่นำไปลอยเท่านั้น
ซึ่งนอกเหนือไปจากความสนุกสนานแล้ว ความหมายที่ แท้จริงของการไป
"ลอยกระทง" เป็นอย่างไร ทำไมถึงต้องลอยกัน เชื่อว่า หลายคนจะยังไม่ทราบ

อีกทั้ง "นางนพมาศ"
ที่สมัยนี้มีการประกวดตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงรุ่นสาว และกล่าวกันว่า
เป็นสนมของพระร่วง ในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น มีตัวตนจริงหรือไม่
เพื่อเป็นการเผยแพร่และแบ่งปันความรู้สู่สาธารณชน
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
จึงขอนำข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ ชื่อ "ลอยกระทง ขอขมาธรรมชาติ" ของ
อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ มาบอกกล่าวเล่าต่อเพื่อให้ทราบกัน ดังนี้

ลอยกระทงคืออะไร มีแต่เมื่อไร ทำเพื่ออะไร
ลอย กระทง เป็นพิธีกรรมร่วมกันของผู้คนในชุมชนทั้งสุวรรณภูมิ
หรือภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียง ใต้ที่มีมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์
เพื่อขอขมาต่อธรรมชาติ อันมีดินและน้ำที่หล่อเลี้ยง ตลอดจนพืชและสัตว์ที่
เกื้อกูลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์
มนุษย์จึงมีชีวิตเจริญเติบโตขึ้นได้ แต่ไม่มีหลักฐานยืนยัน
แน่นอนว่าลอยกระทงเริ่มมีมาแต่เมื่อไร แต่พิธีกรรมเกี่ยวกับ "ผี"
ผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ มีอยู่กับ ผู้คนในชุมชนสุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า
3,000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนรับศาสนาพุทธ-พราหมณ์จากอินเดีย

ผีสำคัญยุคแรกๆ คือ ผีน้ำ และ ผีดิน
ซึ่งต่อมาเรียกชื่อด้วยคำยกย่องว่า "แม่พระคงคา" กับ "แม่พระธรณี"
มีคำพื้นเมืองนำหน้าว่า "แม่" ที่หมายถึงผู้เป็นใหญ่

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ผู้คนในสุวรรณภูมิรู้ว่าที่มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะ น้ำ และ ดิน
เป็นสำคัญ และ น้ำ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นบ่อเกิดของสิ่งมีชีวิต
ดังนั้น เมื่อคนเรามีชีวิตอยู่รอดได้ปีหนึ่ง
จึงทำพิธีขอขมาที่ได้ล่วงล้ำก่ำเกิน โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น
เหยียบย่ำ ถ่ายของเสีย หรือทำสิ่งอื่นใดที่ไม่เหมาะสมเสียครั้งหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ก็ทำพิธีบูชาพระคุณไปพร้อมกัน
ด้วยการใช้วัสดุที่ลอยน้ำได้ใส่เครื่องเซ่นไหว้ให้ลอยไปกับน้ำ อาทิ ต้น
กล้วย กระบอกไม้ไผ่ กะลามะพร้าว ฯลฯ
และช่วงเวลาที่เหมาะสมที่คนเราเรียนรู้จากประสบการ์ธรรมชาติ คือ
สิ้นปีนักษัตรเก่า ขึ้นปีนักษัตรใหม่
ตามจันทรคติที่มีดวงจันทร์เป็นศูนย์กลาง เพราะเป็นสิ่งที่มีอำนาจทำ
ให้เกิดน้ำขึ้น น้ำลง ซึ่งวันสิ้นปีนักษัตรเก่า ก็คือ วันเพ็ญ ขึ้น 15
ค่ำ กลางเดือน 12 เพราะเป็นช่วงที่น้ำขึ้นสูงสุด
และเมื่อพ้นไปจากนี้ก็เริ่มขึ้นปีนักษัตรใหม่ เรียกเดือนอ้าย แปลว่า
เดือนหนึ่ง ตามคำโบราณ นับหนึ่ง สอง สาม ฯลฯ ว่า อ้าย ยี่ สาม เป็นต้น
และเมื่อเทียบช่วงเวลากับปฏิทินตามสุริยคติที่มีดวง
อาทิตย์เป็นศูนย์กลางก็จะตกราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี
ช่วงเวลาต่อเนื่องกันนี้เองที่ทำให้ชุมชนโบราณมีพิธีกรรมเกี่ยวกับน้ำ
หลายอย่าง เพื่อวิงวอนขอ "แม่" ของน้ำอย่าให้นองหลากมากล้น
จนท่วมข้าวที่กำลังออกรวงเต็มที่ มิฉะนั้นข้าวจะจมน้ำตายหมด อด
กินไปทั้งปี

ดังมีกลอนเพลงเก่าๆ ว่า "เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง
เดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง" ทำให้มีประเพณีแข่งเรือเสี่ยงทาย
และการร้องขอ ขับไล่น้ำให้ลงเร็วๆอย่าให้ท่วมข้าว
และหลังจากรับศาสนาพุทธ-พราหณ์จากอินเดียเมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว
ราชสำนักโบราณใน สุวรรณภูมิก็ได้ปรับพิธีกรรม "ผี"
เพื่อขอขมาน้ำและดินให้เข้ากับศาสนาที่รับเข้ามาใหม่ ทำให้ความหมาย
เดิมเปลี่ยนไป กลายเป็นการลอยกระทงเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและเทวดา
ซึ่งในส่วนนี้มีพยานหลักฐาน เก่าสุด คือ
รูปสลักพิธีกรรมทางน้ำคล้ายลอยกระทงที่ปราสาทหินบายนในนครธม
ทำขึ้นราวหลัง พ.ศ.1700
แต่สำหรับชุมชนชาวบ้านทั่วไปก็ยังเข้าใจเหมือนเดิม คือ
ขอขมาแม่พระคงคาและแม่พระธรณี ดังมี
หลักฐานปรากฏอยู่ในเอกสารของลาลูแบร์ชาวฝรั่งเศส
ที่บันทึกพิธีชาวบ้านในกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เอาไว้หลายตอน เช่น "ประชาชนพลเมืองจะแสดง ความขอบคุณแม่คงคาด้วยการ
ตามประทีปโคมไฟขนาดใหญ่ (ในแม่น้ำ)
อยู่หลายคืน...เราจะได้เห็นทั้งลำแม่น้ำเต็มไปด้วยดวงประทีปลอย
น้ำ......" เป็นต้น

สำหรับราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำ
และมีน้ำท่วมนานหลายเดือน ก็เป็น
ศูนย์กลางสำคัญที่จะสร้างสรรค์ประเพณีเกี่ยวกับน้ำขึ้นมาให้เป็น
"ประเพณีหลวง" ของ ราชอาณาจักร ดังมีหลักฐานการตราเป็นกฎมณเฑียรบาล ว่า
พระเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จไปประกอบพิธีกรรมทางน้ำ
เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งทางกสิกรรมของราษฎร
และยังมีกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อประกอบพระราชพิธี โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ยังมีเอกสารบันทึกอย่างเป็นทางการอยู่ในตำราพระราชพิธีกับวรรณคดีโบราณ
เช่น โคลงทวาทศมาสที่มีการกล่าวถึงประเพณี "ไล่ชล" หรือไล่น้ำ
เพื่อวิงวอนให้น้ำลดเร็วๆ เป็นต้น ซึ่งประเพณี หลวงอย่างนี้
ไม่มีหลักฐานใดๆปรากฎว่ามีอยู่ในเมืองที่อยู่เหนือกรุงศรีอยุธยาขึ้นไป
เช่น สุโขทัย ที่ตั้งอยู่บน ที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง
จึงไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค
ส่วนตระพังหรือสระน้ำใน
สุโขทัยก็มีไว้เพื่อกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการบริโภคอุปโภคของวัดและวังที่
อยู่ในเมือง และมิได้มีไว้เพื่อกิจกรรม สาธารณ์ อย่างเช่น ลอยกระทง ฯลฯ


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
นางนพมาศคือใคร มาจากไหน มีตัวตนจริงหรือไม่
ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป็นช่วงที่บ้านเมืองมั่นคง การศึกสงครามลดลงเกือบหมด
การค้าก็มั่งคั่งขึ้น โดยเฉพาะกับจีน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ฟื้นฟูประเพณี
พิธีกรรมสำคัญเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของราชอาณาจักร
และด้วยความจำเป็นในด้านอื่นๆ อีก จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ
ตำราท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือ นางนพมาศ ขึ้น
มาโดยสมมุติให้ฉากของเรื่องเกิดขึ้นในยุคพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย
ซึ่งตำราดังกล่าวได้พูดถึงนางนพมาศ ว่า เป็นพระสนมเอกของพระร่วง
ที่ได้คิด ประดิษฐ์กระทงใบตองเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่า
เป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้ง
สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปถวายสักการะรอยพระพุทธบาท
ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้ ทอดพระเนตรเห็นก็รับสั่งถามถึงความหมาย
นางก็ได้ทูลอธิบายจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระองค์จึงมี พระราชดำรัสว่า
"แต่ นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ
กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน 12
ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่า
กัลปาวสาน"

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดกระทงทำด้วยใบตองแทนวัสดุอื่นๆ
แล้วนิยมใช้ลอยกระทงมาแต่คราว นั้นตราบจนทุกวันนี้
ซึ่งตำราท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศนี้
กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเชื่อว่า
เป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
เนื่องจากสำนวนโวหารมีลักษณะร่วมกับ วรรณกรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
อีกทั้งยังมีเพราะมีข้อความหลายตอนที่แสดงให้เห็นว่าแต่งสมัยกรุงสุโขทัย
ไม่ได้ เช่น การอ้างถึงอเมริกัน ปืนใหญ่ เป็นต้น ดังนั้น นางนพมาศ
จึงเป็นเพียง "นางในวรรณคดี" มิได้ มีตัวตนอยู่จริง

นอกจากนี้ ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยและเอกสารร่วมสมัย
ก็ไม่มีปรากฎชื่อ "ลอยกระทง" แม้แต่ใน
ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงก็มีแต่ชื่อ "เผาเทียน เล่นไฟ"
ที่มีความหมายอย่างกว้างๆ ว่า การทำบุญ ไหว้พระ โดยไม่มีคำว่า "ลอยกระทง"
อยู่ในศิลาจารึกนี้เลย ส่วนเอกสารและวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยแรกๆ
ก็มีแต่ชื่อ ชักโคม ลอยโคม แขวนโคม และลดชุดลอยโคมลงน้ำ
ในพิธีพราหมณ์ของราชสำนักเท่านั้น
และแม้แต่ในสมัยกรุงธนบุรีก็ไม่มีชื่อนี้
จนถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีปรากฏชัดเจนใน พระราชพงศาวดารแผ่นดิน
รัชกาลที่ 3 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ และเรื่องนางนพมาศ พระราชนิพนธ์
รัชกาลที่ 3 ซึ่งก็หมายความว่า คำว่า "ลอยกระทง"
เพิ่งปรากฏในต้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง

อนึ่ง ประเพณีลอยกระทงที่ทำด้วยใบตองในระยะแรก
ดังที่กล่าวในเรื่องนางนพมาศนั้น จำกัดอยู่
แต่ในราชสำนักกรุงเทพฯเท่านั้น
ซึ่งมีรายละเอียดพรรณนาอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 ว่า
กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ราชธิดาองค์โปรดได้แต่งกระทงเล่นทุกปี
เมื่อนานเข้าก็เริ่มแพร่หลายสู่ราษฎรในกรุงเทพฯ
แล้วขยายไปยังหัวเมืองใกล้เคียงในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
และกว่าจะเป็นที่นิยม แพร่หลายทั่วประเทศก็ประมาณปี พ.ศ.2500
หรือก่อนหน้านั้นไม่นานนัก ส่งผลให้เกิด "เพลงลอย กระทง"
ในจังหวะของสุนทราภรณ์
ที่เผยแพร่ผ่านทางวิทยุกระจายเสียงที่ไปได้กว้างและไกล จนในที่สุด
ลอยกระทงก็มีขึ้นเหมือนกันหมดทั่วประเทศ

อย่าง ไรก็ดี ไม่ว่าประเพณีลอยกระทงจะเกิดขึ้น
และมีพัฒนาการมาอย่างไรก็ตาม
แต่ความหมายที่มีคุณค่ามหาศาลต่อสังคมปัจจุบันอันควรเผยแพร่ให้เป็นที่ทราบ
กันอย่างกว้างขวางก็คือ ลอยกระทงแม่ พระคงคา ขอขมาธรรมชาติ
อันมีดินและน้ำที่หล่อเลี้ยงเกื้อกูลความมีชีวิตให้มวลมนุษย์ตลอดจน พืช
และสัตว์ ซึ่งการระลึกถึงพระคุณของธรรมชาตินี้เองจะช่วยให้เราเคารพและไม่ทำร้าย
ธรรมชาติ จน ส่งผลให้ธรรมชาติย้อนกลับมาลงโทษมนุษย์
ดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน

ทัศชล เทพกำปนาท / สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

สธ.คุมมาตรฐานเซลล์ต้นกำเนิด รักษา "โรคหัวใจ ข้อเข่า เบาหวาน"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2552 12:36 น.
นายวิทยา แก้วภราดัย

สธ.เร่งจัดทำข้อ กำหนด ควบคุมมาตรฐานการใช้เซลล์ต้นกำเนิด
รักษาผู้ป่วย ให้แล้วเสร็จภายในปี 2553 ครอบคลุมตั้งแต่ห้องแล็ป การวิจัย
ผลิตภัณฑ์ และการตั้งธนาคารเซลล์ต้นกำเนิด
เพื่อใช้เป็นคู่มือมาตรฐานกลางของประเทศ
จะเริ่มลงมือวิจัยการใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด
โรคข้อเข่าเสื่อม และโรคเบาหวาน

วันนี้ (30 ต.ค.) ที่โรงพยาบาลวัฒโนสถ กทม. นายวิทยา แก้วภราดัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
กล่าวภายหลังการเป็นประธานเปิดศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดและไข
กระดูกว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อรักษาโรคบางชนิด
จัดเป็นวิทยาการความก้าวหน้าทางการแพทย์ระดับสูง
สามารถนำมารักษาโรคที่เกิดจากการสร้างเม็ดเลือดที่ไขกระดูกลดลงหรือผิดปกติ
ได้แล้ว เช่น ในผู้ป่วยโรคโลหิตจาง โรคมะเร็ง ถือเป็นมาตรฐานทางการแพทย์
ส่วนการรักษาวิธีอื่น ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย

ในส่วนของ สธ.มีนโยบายส่งเสริมให้แพทย์
นักวิจัยไทยพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิดเช่นเดียวกับทั่วโลก
เพื่อยกระดับมาตรฐานของวงการแพทย์ไทย ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
และต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับจริยธรรมทางการแพทย์
โดยได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อจัดทำข้อกำหนดและคู่มือ 4 ด้าน ดังนี้
ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
จัดทำข้อกำหนดทางห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บที่จะศึกษาวิจัย
ให้กรมการแพทย์จัดทำข้อกำหนดด้านงานวิจัยทางคลินิก
ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจัดทำข้อกำหนดด้านผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
กับเซลล์ต้นกำเนิด และสภากาชาดไทยจัดทำข้อกำหนดธนาคารเซลล์ต้นกำเนิด
เพื่อใช้เป็นคู่มือมาตรฐานกลางของประเทศไทยให้เสร็จสิ้นภายในปี 2553
เพื่อใช้เป็นกรอบให้นักวิจัยและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เซลล์ต้นกำเนิดปฏิบัติตาม
โดยให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
เตรียมจัดการประชุมระดับชาติเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อระดมสมองในการจัด
ทำคู่มือมาตรฐานดังกล่าว และเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน
คาดว่าจะจัดประมาณกลางปี 2553

ส่วน ความก้าวหน้าในส่วนของ สธ.ขณะนี้
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เปิดศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิดทางคลินิกเมื่อเดือน
มกราคม 2552 เพื่อศึกษาวิจัยขั้นสูงในการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิด 3
เรื่องหลัก ได้แก่
1.พัฒนาวิธีการแยกและเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดด้วยวิธีมาตรฐาน
นำไปใช้ในการวิจัยเพื่อรักษาโรค โรคหัวใจ โรคกระดูกและข้อ
2.วิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจสอบคุณภาพของเซลล์ต้นกำเนิด
ให้ห้องปฏิบัติการอื่นๆ ทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และ
3.ร่วมกับหน่วยงานอื่นในการใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรคที่ปัจจุบันยังไม่มี
วิธีรักษาให้หายขาดได้ หากสำเร็จจะเป็นข่าวดีในวงการแพทย์ของไทย

ใน ปี 2553 นี้ จะเริ่มการวิจัยการใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาผู้ป่วย
3 โรค ได้แก่ โรคข้อเข่าเสื่อมจากการเสียดสีทดแทนการใช้กระดูกอ่อน
ที่โรงพยาบาลเลิดสิน โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ที่สถาบันโรคทรวงอก
และการทดลองรักษาโรคเบาหวานร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี
ซึ่งอยู่ในขั้นตอนทดลองปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในสัตว์ทดลอง
หากสำเร็จจะเป็นข่าวดีในวงการแพทย์ของไทย
และเป็นความหวังของผู้ป่วยไทยที่ได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดมาใช้รักษาหรือซ่อม
แซมอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่ผิดปกติจากการเป็นโรค ความเสื่อมของร่างกาย
ความสูงอายุ และจากสาเหตุอื่นๆ

วิถีไทย - หาหน่อไม้ชายทุ่ง

ปลายฝนต้นหนาว จะเป้นช่วงที่ชาวไร่-ชาวนาเริ่มว่างเว้นจากงานประจำวัน
หลังจากตรากตรำทำงานหนักเหน็ดเหนื่อยมาหลายเดือน

ที่บ้านของผู้เขียนมีอาชีพทำไร่ พืชไร่ที่ปลูกก็คือ ข้าวโพด พริก
หลังจากที่หยอดเม็ดข้าวโพดลงหลุม กลบเรียบร้อยแล้ว
ก็รอดูเมล็ดที่เริ่มงอก ดูแลต้นกล้า หลุมไหนมีต้นกล้าหลายต้น
ก็ต้องคอยถอนทิ้ง เลือกลำต้นใหญ่แข็งแรงไว้หลุมละ ๒-๓ ต้น ต้นไหนดูเล็กๆ
ก็ถอนทิ้งไป เพราะถ้ามีหลายต้น มันจะแย่งอาหารกันเอง เช่น แย่งปุ๋ย น้ำ
อากาศ แสงแดด ผลผลิตที่ได้อาจจะน้อยลง ฝักข้าวโพดไม่โตเท่าที่ควร
(เมล็ดข้าวโพดจะหยอดหลุมละ ๔-๖ เม็ด เผื่อเม็ดไม่งอก ถูกแมลงกัดกิน)

ถ้าเป็นต้นพริก ก็ต้องคอยดูแล ต้นไหนตาย
ต้องนำต้นกล้าใหม่มาปลูกซ่อมแซมดูแลสักระยะหนึ่งให้ลำต้นพริกโต แข็งแรง
หยั่งรากลงดินหาอาหารเองได้
(เพราะการปลูกพริกเราไม่ได้หยอดเมล็ดพริกลงดินเลยเหมือนต้นข้าวโพด
เราต้องนำเมล็ดไปหว่านลงในแปลงเพาะที่เตรียมไว้ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ให้ลำต้นโต
แข็งแรง ความสูงประมาณ ๑๒ นิ้ว หรือ ๑ ไม้บรรทัด
ถึงจะถอนต้นกล้ามาปลูกใหม่ในหลุมอีกทีเว้นระยะระหว่างต้นระหว่างแวประมาณ
๑ ช่วงแขน ปลูกหลุมละ ๑-๒ ต้น) คอยกำจัดวัชพืช ศัตรูพืช ใส่ปุ๋ย
ทีนี้ชาวไร่ก็รอคอยให้ต้นพริกผลิดอกออกผล

ช่วงนี้เอง ชาวไร่บางครอบครัวจะเริ่มว่าง และไปรับจ้างดูแลไร่ของคนอื่น
ค่าจ้างสมัยก่อนได้วันละ ๒๐ บาท (ประมาณ ๒๒ ปีที่ผ่านมา)
ซึ่งความรู้สึกของผู้เขียนเองเป็นเงินที่มีค่ามาก
เมื่อเทียบกับก๋วยเตี๋ยวราคาชามละ ๓ บาท และพิเศษ ๕ บาท

แต่ที่บ้านของผู้เขียนเองและแม่ส่วนใหญ่จะไปหาหน่อไม้จากต้นไผ่ป่าเพื่อกักตุนไว้กิน
ไว้ขาย ในช่วงฤดูร้อนแห้งแล้งกันแสนยาวนาน
ดดยจำนำหน่อไม้มาแปรรูปทำหน่อไม้ดอง หรือ หน่อไม้เปรี้ยว หน่อไม้แห้ง
ซึ่งเป็นการถนอมอาหารอีกวิธีหนึ่ง (ต้นไผ่เป็นชื่อพรรณไม้ตระกูลหญ้า
มีลำต้นสูง และเป็นปล้องๆ มีหลายชนิด เช่น ไผ่ไร่ ไผ่รวก ไผ่ซาง ไผ่ตง
ไผ่หวาน ฯลฯ)

บริเวณที่ไผ่จะแทงกอแตกหน่อเยอะๆ คือ ใกล้ชายน้ำ ริมห้วย หนอง คลอง บึง
ซึ่งอยู่บริเวณท้องทุ่ง ติดกับนาข้าวนั่นเอง

ผู้เขียนกับแม่จะเตรียมอุปกรณ์ คือ เสียม
(เครื่องมือทางการเกษตรสำหรับขุด แซะ และพรวนดิน)
สะพายย่ามที่ทำมาจากผ้าฝ้าย ซึ่งแม่นำมาถักทอเอง เป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้าน
ตัดเย็บเอง มีความเบา หรือไม่ก็เป็นตะกร้าที่สานเอง ทำมาจากไม้ไผ่เช่นกัน
นอกจากเสียม ย่าม ตะกร้าแล้ว ก็มีมีดติดตัวไปด้วย ๑ เล่ม
เพราะบางทีต้องฟันกิ่งไผ่ที่ระเกะระกะเพื่อง่ายต่อการเข้าไปขุดหน่อไม้ใกล้ๆกอของมัน
หน่อไม้ที่หามี ๒ ประเภท คือ หน่อที่อยู่ใต้ดิน
กับหน่อที่โผล่เหนือพื้นดิน หน่อไม้ใต้ดิน เปลือกจะมีสีขาวปนเหลือง
นำมาต้มหรือแกงจะมีรสหวาน กินกับน้ำพริกหรือจิ้มกับน้ำพริกกะปิจะอร่อยมาก
หรือถ้าทำแกง ก็เป็น "แกงเปรอะ" หรือ "แกงลาว" ที่ใส่น้ำใบย่านาง
(น้ำสีเขียว) ใบย่านางเป็นไม้เถาชนิดหนึ่ง ใช้ต้มกับหน่อไม้ทำให้หายขื่น
(ขม) ก่อนที่จะนำมาแกง นำใบย่านางมาขยี้กับน้ำ
จะใช้มือขยี้หรือใช้ครกโขลกก็ได้ จะได้น้ำสีเขียว ใช้ตะแกรง กระชอน
หรือผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำ ใส่หม้อตั้งไฟให้เดือด ใส่หน่อไม้ ตะไคร้
พริกสด เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า ลูกฟักทองอ่อนๆ ดอกฟักทอง บวบงู บวบหอม
บวบเหลี่ยม ชะอม ใบแมงลัก เติมปลาร้าหรือน้ำปลาก็ได้ตามชอบ
หรือมีเนื้อกบเขียดเพิ่มลงไป ก็จะทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น

วิธีสังเกตหน่อไม้ที่อยู่ใต้ดิน ถ้าเป็นดินแข็ง
ดินบริเวณนั้นก็จะแตกระแหงแยกตัวออกจากกัน และร่วนซุย
บริเวณนั้นจะนูนสูงขึ้น อยู่ใกล้ๆตาของต้นไผ่
เพราะหน่อใหม่ๆจะออกบริเวณตาของต้นไผ่ เอาเสียมขุดลงไปรับรองไม่พลาด
บางทีจะมีหน่อไม้งอกซ้อนกันเป็น ๒ หน่อ
จะหน่อเล็กหรือหน่อใหญ่ก็ขึนอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินบริเวณนั้น
รวมถึงขนาดของลำต้นไผ่ด้วย

แต่ถ้าเป็นหน่อไม้ที่โผล่เหนือดิน ความสูงไม่เกิน ๑๒ นิ้ว หรือประมาณ ๑
ไม้บรรทัด เปลือกจะมีสีน้ำตาลปนเขียวเหลือง มีรสขม (ขื่น) เล็กน้อย
ใช้เสียมขุดหรือตัดออกมา ถ้าหน่อไม้มีความสูงเกินกว่า ๑๒ นิ้ว
เราก็จะปล่อยให้มันเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ที่จะขยายพันธุ์ หรือ
แตกหน่อให้เราได้กินในปีถัดๆไป

ครั้งหนึ่งผู้เขียนกับแม่ไปหาหน่อไม้ที่ริมคลองใกล้ๆบ้าน เดินไปไม่ถึง ๑๐
กอก็แทบจะขนกลับบ้านไม่ไหวแล้ว หน่อไม้ไผ่เยอะมาก
เราใช้ด้ามของเสียมแทนไม้คานหาบหามหน่อไม้กลับบ้าน
(อยู่บ้านที่ผ้เขียนอาศัยอยู่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีแค่ ๘๐ หลังคาเรือน
แต่มีต้นไผ่มากมายทำให้ปริมาณกอไผ่เพิ่มขึ้นทุกปี คนกินไม่หวาดไม่ไหว)
ใช้มีดปอกเปลือกออกให้หมด ใช้มีดคมๆสับเหมือนสับมะละกอ และฝานบางๆ
นำเส้นของหน่อไม้ใส่กาละมังใบใหญ่ แช่น้ำไว้ประมาณ ๑-๒ คืน ให้หายขื่น
(ขม) จากนั้นก็นำมาคั้นบีบน้ำออก นำเกลือ ปลายข้าว
มาคลุกเคล้าให้เข้ากันกับเส้นหน่อไม้
ความเค็มจากเกลือจะช่วยถนอมรักษาเนื้อหน่อไม้ไว้ไม่ให้เน่า
ความเปรี้ยวจากปลายข้าวก็จะช่วยให้หน่อไม้ไม่เน่าเช่นกัน
ปลายข้าวถ้าเราแช่น้ำไว้ก็เกิดเชื้อยีสต์ขึ้นมา
ช่วยถนอมอาหารอีกวิธีหนึ่ง (ปลายข้าว คือ ข้าวสารที่เมล็ดแตกหรือแหลก
ซึ่งบริเวณที่เมล็ดแตกคือ จมูกข้าว เป็นส่วนที่มีสารอาหารมากที่สุด
เวลาที่เรานำข้าวเปลือกไปสีในโรงสีข้าว จะได้ส่วนที่เป็นข้าวสาร ปลายข้าว
รำข้าว แกลบ รำข้าว คนนำไปเลี้ยงหมู ปลายข้าว เรานำไปเลี้ยงเป็ด ไก่
คนกินข้าวสาร คนจะได้รับสารอาหารน้อยกว่าสัตว์พวกนี้)

จากนั้นเอาเนื้อหน่อไม้ไปบรรจุใส่ปี๊บหรือไห ปิดปากให้สนิท
พอถึงช่วงหน้าแล้งก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้ จะทำเป็นซุป
หรือแกงใส่ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ เนื้อไก่ หน่อไม้จะมีรสเปรี้ยว
อร่อยพอดี บางคนถ้ารับประทานมาก อาจจะเกิดอาการร้อนคอนิดๆ

หรือถ้าจะทำเป็นหน่อไม้แห้ง ก็ต้องนำหน่อไม้ที่มีความยาวไม่เกิน ๑๒
นิ้วมาเผาไฟเหมือนข้าวหลาม จนเปลือกไหม้
สังเกตเนื้อหน่อไม้ถ้าเหลืองแล้วก็นำมาปอกเปลือก จะใช้เข็ม เหลาไม้แหลมๆ
ขนเม่นแบบไหนก็ได้ ขูดกับหน่อไม้ทำให้เป็นเส้นยาวๆ
(ถ้าเป็นหน่อไม้ดิบจะใช้มีดสับให้เป็นเส้นๆ)
จากนั้นนำเส้นหน่อไม้ไปตากแดดให้แห้งบรรจุใส่ถุงให้มิดชิด
ไม่ให้อากาศเข้า เก็บไว้รับประทาน
เวลานำออกจากถุงก็แช่น้ำให้หน่อไม้คืนตัว นำมาทำแกงเปรอะก้ได้
หน่อไม้จะหอม อร่อย ส่วนใหญ่เราจะนำหน่อไม้แห้งมาแกงใส่เห็ดบด หรือ
เห็ดกระด้าง ใส่น้ำใบย่านาง ชะอม รสชาติอร่อยไม่แพ้หน่อไม้สด
ทำไว้เยอะๆก็นำมาขายเป็นสินค้าพื้นเมืองได้
ซึ่งพอจะมีคุณค่าทางโภชนาการหลงเหลืออยู่บ้าง
และก็ถือว่าเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และมีรายได้เพิ่มขึ้น
เพื่อช่วยให้กระดูกสันหลังของชาติ (ที่มีอยู่เหลือน้อยเต็มทน)
พอลืมตาอ้าปากได้บ้าง ในยุคเศรษฐกิจแบบเก่าๆ

หน่อไม้ดองหรือหน่อไม้เปรี้ยว หน่อไม้แห้ง ยังพอหากินซื้อได้แถบๆภาคอีสาน
และที่จังหวัดเลย ผู้เขียนรับรองได้
เนื้อหน่อไม้จะอร่อยกว่าที่จังหวัดอื่นๆ (จริงๆ)

โดย ไพรวัน สตางค์จันทร์
ในต่วย' ตูน ปีที่ ๓๑ เล่มที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕

หมอช้าง

โดย ปรีชา รักษ์คิด

ทุกครั้งที่เห็นช้างพร้อมด้วยควาญช้าง กับพลเดินเท้านำหน้าช้าง ๑-๒ คน ในมือถือท่อนอ้อยหรือหวีกล้วยเพื่อจำหน่ายอาหารช้างให้แก่ผู้สัญจรไปมาตามท้องถนน หรือนั่งกินอาหารเป็นโต๊ะๆกลางแจ้ง ทำให้ผมหวนระลึกถึงความหลังเมือครั้งเป็นเด็ก อยู่ชั้นประถมนับเวลาย้อนหลังไป ๕๐ ปีเศษ

ผมนั้นมีความผูกพันกับช้างมาก อาจจะเป็นเพราะไม่เคยเห็นสัตว์อะไรที่มีขนาดใหญ่โต มีกำลังมหาศาล กินจุ ถ่ายเป็นก้อนโตขนาดลูกมะพร้าว เวลาช้างอึครั้งหนึ่งจะมีคนเข้าไปเก็บอึเพื่อใส่เป็นปุ๋ยให้ต้นพลูที่กินหรือเคี้ยวให้กับหมากนั่นแหละครับ นัยว่าต้นพลูงอกงามดีกว่าปุ๋ยประเภทใดๆเลยทีเดียว ดังนั้น หากชาวสวนที่ปลูกหมากพลูขาย อยากให้ใบพลูดกโดยใช้ปุ๋ยอึช้าง น่าจะเป็นการดียิ่ง เพราะประหยัดเงินซื้อปุ๋ยจากต่างประเทศ และทำให้อึช้างหมดไปจากท้องถนน เป็นการช่วยกันรักษาความสะอาดไปในตัวยังไงล่ะครับ

ตอนเด็กที่บ้านผมไม่รถยนต์ใช้ มีแต่ช้าง ม้า วัว ควาย หมู เห็ด เป็ด ไก่ ผักสวนครัว รั้วกินได้ โดยไม่ต้องซื้อหา ยกเว้นเกลือและน้ำปลาเท่านั้น

ช้างเชือกแรกที่ผมเลี้ยงนั้น เป็นช้างป่าเพศผู้หรือช้างพลาย ซึ่งหมอช้างต่อได้จากป่าในประเทศเขมร ตัวเล็กมากยังไม่หย่านม คุณพ่อขอซื้อจากหมอช้างในราคายุติธรรม เพราะผมอยากได้ ตอนนั้นไม่มีนมผงหรือนมวัวจำหน่าย ต้องต้มข้าวต้มใส่น้ำตาล ปีกที่ทำจากน้ำอ้อยใส่โอ่งมังกรให้ลูกช้างดูดกินแทนนม โดยล่ามคอด้วยเชือกป่านมะนิลาไว้ที่โคนต้นมะม่วงข้างบ้านพักนายอำเภอสังขะ เราช่วยกันเลี้ยงจนเชื่องปล่อยให้เดินเล่นตามเจ้าของและคนเลี้ยงได้ พออายุได้ประมาณ ๓ ปี พลโทบัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้อำนวยการสวนสัตว์ดุสิต (หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนาม "เขาดิน") ในขณะนั้น ก็ติดต่อขอซื้อเอาไว้ให้คนเที่ยวสวนสัตว์ชม โดยตั้งชื่อใหม่ว่า "สุรินทร์" เป็นช้างเชือกแรกของสวนสัตว์แห่งนี้ โดยมีนายแก้ว เป็นคนเลี้ยง ติดตามช้างสุรินทร์เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ เป็นคนแรก ตอนหลังผมไปเยี่ยมช้าง "สุรินทร์" ปรากฏว่าเสียชีวิตแล้ว เพราะความซุกซนเอางวงไปจับสายไฟแรงสูงเลยถูกไฟฟ้าช็อตตาย ทางสวนสัตว์เลยสตัฟฟ์พลายสุรินทร์ไว้เป็นที่ระลึก ตั้งอยู่ในอาคารติดประตูทางเข้าที่อยู่ตรงข้ามกับพระราชวังสวนจิตรลดา ผมไม่ได้เที่ยวเขาดินมาหลายปีแล้ว ไม่ทราบว่า สตัฟฟ์ร่างของพลายสุรินทร์เพื่อนรักตอนเด็กของผมยังอยู่หรือเปล่า?

เวลาผ่านไปหลายปี จนกระทั่งผมเรียนจบระดับอุดมศึกษาจากรั้วสีชมพู กลับมาเป็นปลัดอำเภอที่บ้านเกิด จึงได้มีการจัดงานแสดงของช้างระหว่างเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนไทยแถบบ้านผมพากันมาดูฝรั่ง ส่วนฝรั่งก็มาดูช้างที่ชุมนุมกัน โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแนะนำรูปแบบในการจัดงานอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กับจังหวัดตลอดมาเกือบสามทศวรรษแล้ว ก่อให้เกิดการกระจายรายได้มหาศาลแก่ประชาชนทั้งคนสุรินทร์เองและผู้ที่มาค้าขายในรูปของคาราวานสินค้าทุกปีมา

ผู้เข้าชมการแสดงของช้างจะเห็นช้างแสดงการละเล่นต่างๆ ตามบัญชาของคน อาจจะรู้สึกว่าช้างนั้นตัวโตเสียเปล่า แต่หาฤทธิ์เดชอันใดมิได้เลย

ความจริงแล้ว ช้างที่แสดงให้ชมส่วนใหญ่นั้น เมื่อสมัยที่มีชีวิตอยู่ในป่า อย่าว่าแต่ใครจะบังอาจมานั่งค้ำคอบังคับให้ทำโน่นทำนี่เลย แค่ได้กลิ่นคนพ่อหรือแม่ (หมายถึงช้างนะครับ) ก็ทำหูผึ่งตั้งฉากกับหัวของมัน พร้อมสีงเสียงร้องแปร๊นๆๆ วิ่งรี่เข้าใส่ทันที ป่าทั้งป่าก็จะราบเพราะคนและช้างเท่านั้นเอง

ที่ช้างป่ากลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่องกว่าแมวอย่างที่เห็นในงานแสดงของช้าง หรือเดินตามถนนหนทางตรอกซอกซอยในกรุงเทพมหานครทุกวันนี้นั้น ก็ด้วยฝีมือของคนส่วยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า "หมอช้าง"

ดังนั้น หากมีการใช้สรรพนามข้างหน้าช้างว่า หมอ จึงไม่ได้หมายความว่าหมอที่เป็นคนรักษาช้างเวลาเจ็บป่วยแต่ประการใด หากแต่เป็นคนที่สามารถฝีกช้างป่าให้ทำตามคำสั่งของคนได้นั่นเอง

พวกหมอช้างทั้งหลายนั้นส่วนใหญ่จะอยู่แถวบ้านตากลางบ้านกระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เวลาจะไปต่อช้างป่าจะเดินผ่าน อ.จอมพระ อ.เมืองสุรินทร์ และ อ.สังขะ โดยข้ามเขาพนมดงแร้ง หรือ ดงรัก ซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ตรงช่องตาตุม ปัจจุบันนี้ ต.ตาตุมอยู่เขต อ.บัวเชด

หมอเฒ่า ซึ่งเป็นหัวหน้าสูงสุดของหมอช้าง มีความคุ้นเคยกับคุณ ชัย ชิดชอบ หรือที่ผมเรียกติดปากตั้งแต่วัยเด็กว่า "พี่ชัย"

พี่ชัยได้กำชับหมอเฒ่าว่า หากเดินผ่านเขต อ.สังขะ เพื่อไปต่อช้างที่ป่าเขตเขมรเมื่อใด ให้แวะคารวะขอข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับป่าและช้างป่าจากพ่อของผมทุกครั้ง ในฐานะที่เคยเป็นนายอำเภอทางแดนเขมร ระหว่างวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๘๔ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๔๘๙ รวม ๕ ปีเศษ ตามสนธิสัญญาสันติภาพไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งมีการลงนามณ กรุงโตเกียว โดยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ม.แซงอังรี เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝรั่งเศส และ โยสุเกะ มัตสุโอกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๔๘๔ เวลา ๑๔.๐๐ น.

ส่วนคุณพ่อผมก็กระซิบกับหมอเฒ่าให้ช่วยเป็นหูเป็นตาในด้านการข่าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทางราชการไทย เรียกได้ว่าหมอเฒ่าทำหน้าที่ต่อช้างป่าด้วย หาข่าวไปด้วยพร้อมๆกัน

ผู้ชำนาญการทางมานุษยวิทยากล่าวว่า ส่วย เป็นชนชาติตระกูลมอญ-เขมรสาขาหนึ่ง มีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางเมืองอัตตะปือ แสนแป (ชาวจำปาศักดิ์ เรียกว่า อัตตะปือ แสนปาง) เมืองทั้ง ๒ นี้ ปัจจุบันอยู่ในแขวงเมืองจำปาศักดิ์ สปป.ลาว ซึ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ต่อมาเมื่อใดไม่ปรากฏ ได้พากันอพยพมาสู่ดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดดยอพยพกันมาหลายสาย แยกกันอยู่ตามแหล่งต่างๆในบางส่วนของจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษและสุรินทร์

ชนเผ่านี้เรียกตนเองว่า กุย หรือ กูย ผู้เขียนเคยสอบถามชาวส่วยว่า กูย แปลว่าอะไร เขาตอบว่า แปลว่าคน แต่คนไทยทั่วไปกลับเรียกเขาว่า "ส่วย" ไปได้ยังไง?

คงพอจะยุติได้กระมังว่า ส่วย เป็นชนเผ่าดั้งเดิมเผ่าหนึ่งที่อพยพมาสู่ดินแดนภาคอีสานตั้งแต่โบราณกาล เมื่อมาอาศัยอยู่นานๆเข้า ก็มีการแต่งงานสืบเชื้อสายร่วมกับเขมร ซึ่งแตกต่างจากเขมรซึ่งเป็นกัมพูชาปัจจุบัน เพราะเขมรทางเขตไทยเรียกว่า ขะแมร์เลอ (เขมรบน หรือ เขมรสูง) ส่วนกัมพูชาเรียกว่า ขะแมร์กรอม (เขมรล่าง หรือเขมรต่ำ) เพราะหมายเอาพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ต่างกัน คือ สูงกับต่ำเป็นเกณฑ์ในการเรียกขาน นอกจากนี้ภาษาพูดก็ไม่ค่อยเหมือนกัน แต่พอฟังกันได้ เหมือนไทยฟังภาษาลาวได้บ้าง และลาวก็ฟังภาษาไทยได้บ้าง แต่ไม่หมด เขมรสูงเขมรต่ำก็เช่นกัน

ส่วยบางส่วนก้แต่งงานกับชาวลาวเจ้าของถิ่นเดิม จนแตกหน่อออกกอใหม่ และมีชุมชนในแถบจังหวัดอีสานตอนใต้ ดังนี้

กลุ่มที่ ๑ เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์ เมื่อผสมกับพวกเขมรเลยกลายเป็นส่วยเขมร และส่วยลาว อาศัยอยู่แถบบ้านเมืองที (ท้องที่อำเถอเมืองสุรินทร์) หนองกุดหวาย (ท้องที่ อ.รัตนบุรี) ต.แตล (ออกเสียงล. สะกด) ตรึมคาละแมะ (โปรดสังเกตภาษาที่เรียกชื่อตำบลเหล่านี้ด้วยว่า ล้วนเป็นคำส่วยทั้งสิ้น) และตำบลจารพัตร (ท้องที่ อ.ศรีขรภูมิ) เมืองลีง กระโพ ตากลาง (ท้องที่ อ.ท่าตูม) เมืองสุรพินท์ (ท้องที่ อ.ลำดวน) บ้านสำโรงทาบ บ้านศรีสุข (ท้องที่ อ.สำโรงทาบ)

กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มของชาวส่วยที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ใน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ในบางส่วนของ ต.ตาดอน และโพนค้อ (ท้องที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ) และ จ.อุบลราชธานี ในบางส่วนของ อ.บุณฑริก และ อ.เดชอุดม เลยกลายเป็นพวกส่วยลาวไป

การคล้องช้าง เป็นอาชีพหนึ่งที่สำคัญของชาวส่วยใน จ.สุรินทร์ในอดีต จะมีอาชีพนี้กันมาแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานพอที่จะยืนยันได้ แต่เนื่องจากได้ยึดอาชีพนี้มานาน ชาวส่วยจึงมีความชำนาญในการจับช้างป่ามาก ดังมีปรากฏในพงศาวดารหัวเมืองภาคอีสานของกรมศิลปากรในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔ พ.ศ.๒๕๐๗ มีใจความสำคัญว่า

"....พวกหัวหน้าส่วย ๕ คน จึงกระทำพิธีตามความเชื่อถือของตน (น่าจะเป็นพิธีกรรมเบิกป่าเปิดไพร-ผู้เขียน) โดยเสกก้อนดิน ๘ ก้อน ปาไปยังโขลงช้างป่า ๘ ทิศ ช้างป่าก็แตกหนีกระเจิงไป คงเหลือแต่พระยาช้างเผือกเชือกเดียว นายทองด้วง กับนายบุญมา (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับพระราชวังบวร มหาสุรสิงหนาท) และบรรดาหัวหน้าส่วยทั้ง ๕ คนได้ช่วยกันคุมพระยาช้างเผือกเข้ามาส่งยังกรุงศรีอยุธยา..."

การคล้องช้างป่า เป็นอาชีพที่ต้องเสี่ยงอันตราย หากพลาดพลั้งย่อมหมายถึงชีวิตของหมอช้างทีเดียว

ดังนั้น บุคคลที่จะไปร่วมขบวนการคล้องช้างป่า จึงต้องมีบุคลิกลักษณะความเป็นผู้นำในตัวด้วย คือ มีความอดทน กล้าหาญ มีจิตใจหนักแน่น และมีปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าพร้อมที่จะเอาชัยชนะช้างป่าได้ตลอดเวลา

อันตรายร้อยแปดพันเก้าที่จะบังเกิดต่อพวหหมอช้างที่เข้าไปคล้องช้างในป่าก็มีตั้งแต่ช้างป่า เสือ หมี หมูป่า กระทิง วัวแดง ควายป่า งูพิษ และแมลงมีพิษต่างๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ยุงก้นปล่องอันเป็นพาหะนำไข้มาลาเรีย ซึ่งเป็นที่หวาดกลัวนักของนักจับช้างป่ายิ่งกว่าอันตรายใดๆ พอที่จะกล่าวได้เต็มปากเต็มคำของหมอช้างว่า "ยุงร้ายกว่าช้าง"

ความอดทนต่อความต้องการของร่างกายและจิตใจของหมอช้างนั้น มีอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะต้องรอนแรมในป่าดงดิบรกทึบที่ทุรกันดารประมาณ ๙๐ วันเป็นอย่างน้อย ดดยไม่เคยพบพานหมู่บ้านใดๆเลย หมอช้างยามเข้าป่าจึงเหมือนพระยามเข้าพรรษา ผิดกันตรงที่หมอช้างไม่เคยพานพบสตรีเพศเลยตลอดระยะเวลา ๓ เดือนแต่พระท่านจำพรรษาอยู่ในวัด จึงมีโอกาสที่จะพบพานสีกาที่มาทำบุญสุนทานอยู่บ่อยๆ

ในการขับช้างต่อเข้าไปคล้องช้างป่าในโขลงที่กำลังตกใจแตกตื่นชุลมุนกันนั้น ถ้าหากขาดความชำนาญในการขับขี่ช้าง หรือระมัดระวังตัวไม่ดีพอ อาจประสบอุบัติเหตุตกจากคอช้างหรือหลังช้าง หรือบางครั้งอาจถูกกิ่งไม้เกี่ยวตกลงมาถึงแก่ชีวิต ขณะที่ช้างต่อกำลังไล่ช้างป่า เพื่อให้หมอช้างถือคันจามยาว ๕ เมตร ที่มีบ่วงใหญ่อยู่ปลายคันจามที่ทำด้วยหนังควาย ซึ่งตัดเส้นควั่นเป็นเกลียว เป็นขดๆ เรียกว่า สายปะกำ หนักอึ้งยาวถึง ๓๐ เมตรนั่นเทียว

บางครั้ง ช้างต่อที่ขับขี่อยู่ถึงคราวตกมันเพราะเจ้าของไม่ยอมให้มัน "เมคเลิฟ" ตามธรรมชาติ เกรงว่ามันจะผอมโซ และต้องเสียเวลาเลี้ยงเพื่อพักฟื้นอีกตั้ง ๓ เดือนด้วยแล้ว อันตรายจากการตกมันก็ยิ่งทับทวีขึ้นอีก ความเมามันทำให้ช้างเป็นโรคอัลไซเมอร์คือ ลืมเจ้าของ (หมอช้าง) ได้

ครั้งหนึ่งสมัยเด็ก ผู้เขียนเคยติดตามคุณพ่อเพื่อไปชันสูตรพลิกศพหมอช้างคนหนึ่ง บริเวณชายป่าบ้านขวาว อ.สังขะ ซึ่งถูกช้างตกมันใช้งวงจับคอหมอช้างฟาดลงกับพื้นจนขาดใจตาย แล้วพับขาหน้าทั้ง ๒ ข้างแบบคู้เข่าเอางาแทงหมอช้างที่เสียชีวิตแล้ว เอางวงดูดเลือดกินเป็นที่หวาดเสียวของหมอช้างคนอื่นๆยิ่งนัก ขณะไปดูนั้น เห็นช้างที่ตกมันกำลังจะตาย เพราะหมอเฒ่าขอร้องให้ตำรวจยิงทิ้งให้ตายตกไปตามกัน ก่อนที่หมอเฒ่าจะนำขบวนช้างที่เหลือไปต่อช้างป่าที่เขตเขมรต่อไป เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้วลืมไม่ลง แม้เวลาจะล่วงเลยมาตั้ง ๕๐ ปีเศษแล้วก็ตาม

สุภาษิตโบราณของส่วย จึงพูดกันเป็นเครื่องเตือนใจเสมอว่า หมอช้างตายเพราะช้าง

ตำแหน่งหมอช้างของชาวส่วยนั้น ผู้สันทัดกรณีได้เล่าให้ฟังว่า มีการจัดชั้นการบังคับบัญชากันอย่างมีระเบียบและหลักเกณฑ์ แต่ไม่ได้ตราหรือตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ชาวส่วยทุกคนที่จะเป็นหมอช้างได้นั้นยอมรับถือได้ว่า เป็น Common Law ของส่วยอย่างแท้จริง เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาจะต้องเชื่อฟังกันเป็นชั้นๆ

การเดินทางรอนแรมไปในป่าดงที่รกทึบขนาดแสงตะวันส่องไม่ถึงพื้นดินในสมัยนั้น วินัยและการบังคับบัญชาเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญที่สุดจึงจะควบคุมกันได้ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหมอช้างนั้นก็คือ "หมอเฒ่า"

ผู้ที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหมอเฒ่าได้จะต้องได้รับการคัดเลือกตามระบบคุณวุฒิ (Merit System) อย่างจริงจัง จากการสัมภาษณ์หมอเฒ่าคนหนึ่งซึ่งภูมิใจมากในตำแหน่งนี้ ได้รับการยืนยันว่าตำแหน่งหมอเฒ่าและตำแหน่งอื่นๆของหมอช้าง ไม่เคยมีการแต่งตั้งแบบ ญาติสนิท ศิษย์มานาน เข้าหลังบ้าน การงาน (รับใช้นาย....ผู้เขียน) ดี แต่อย่างใด

ตำแหน่งหมอช้าง ซึ่งได้รับการคัดเลือกตามระบบคุณวุฒินั้น ได้จัดอันดับขั้นไว้ ดังนี้

ตำแหน่งแรก คือตำแหน่ง "มะ" เป็นหัวหน้าระดับต่ำสุด ทำหน้าที่ทุกอย่างเปรียบเสมือนเป็นกระโถงท้องพระโรงของขบวนการนี้

"มะ" เป็นคนส่วยประเภทที่มีอายุน้อย แต่ได้เคยออกป่าติดตามไปคล้องช้างป่ามาบ้างแล้ว หน้าที่ของมะก็คือ เป็นลูกมือของหมอช้างทุกคนในเวลาเดินทางรอนแรมในป่า เป็นผู้คอยช่วยเหลือในกิจการต่างๆ เช่น การบำรุงรักษาเครื่องไม้เครื่องมือคล้องช้าง เตรียมเรื่องอาหารการกินของขบเคี้ยว (มะขามป้อม สมอไทย ผลไม้ในป่า ชนิดต่างๆ ที่นกและสัตว์กินได้) หากออกคล้องช้างป่า มะก็มีหน้าที่ช่วยเหลือในการส่งคันจาม และเชือกหนังปะกำให้หมอช้าง

การดูแลรักษาช้างป่าและการลำเลียงช้างป่าที่ต่อได้กลับบ้าน ก็เป็นหน้าที่ของมะเช่นเดียวกัน จึงเป็นภาระยุ่งยากมิใช่น้อย

มะจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าได้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ความสามารถ และจะต้องผ่านการทดสอบตามกรรมวิธีทางไสยศาสตร์ และภาคปฏิบัติ คือ สามารถคล้องช้างได้ โดยหมอเฒ่าจะเป็นประธานในพิธี ส่วนรองประธานในพิธีนั้นคือ "หมอสะดำ" ซึ่งเทียบได้กับตำแหน่งของมหาดไทยสมัยก่อน คือ ปลัดขวา หากสมมติว่าหมอเฒ่าเป็นนายอำเภอ (สะดำ ภาษาเขมรแปลว่า มือขวา)

การทดสอบภาคปฏิบัติของมะครั้งนี้ มีการนำเอาช้างบ้าน ๒เชือก มาร่วมในพิธี โดยสมมติให้ช้างเชือกหนึ่งเป็นช้างป่า และอีกเชือกหนึ่งทำหน้าที่ช้างบ้าน หรือช้างต่อ

หมอสะดำจะขึ้นนั่งคอช้างต่อและให้มะซึ่งนั่งอยู่ท้ายช้างทำหน้าที่ส่งอุปกรณ์การคล้องช้างทุกชนิด ขณะที่หมอสะดำสาธิตการคล้องช้างตัวที่จะถูกคล้องให้ดูนั้น ก็ให้หมอช้างอีกคนเป็นผู้ขับขี่และบังคับให้ช้างป่าสมมติวิ่งไปข้างหน้า

เมื่อคล้องช้างเชือกที่วิ่งนำหน้าได้แล้ว หมอสะดำก็จะเปลี่ยนที่นั่งให้มะมานั่งแทนตน และดำเนินการสอบทางภาคปฏิบัติต่อไป หากมะคล้องได้ ก็จะได้รับการสถาปนาเป็น "หมอจ่า" หากทำไม่ได้ก็ต้องอยู่ในตำแหน่งมะ ไปเรื่อยๆ บางคนที่สอบตก (จากคอช้างหรือหลังช้าง) กลายเป็นคนพิการ แขนคอ ขาเป๋ ต้องหยอดข้าวต้มก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

ตำแหน่งที่สอง คือ หมอจ่านี้ ซึ่งจะได้มีโอกาสตามสิทธิ์ คือ คล้องช้างป่าได้และจะยังคงกินตำแหน่งนี้เรื่อยไปจนกว่าจะมีความสามารถต่อช้างป่าได้ตั้งแต่ ๑-๒ ตัวขึ้นไป

ตำแหน่งที่สาม คือ "หมอสะเดียง" ผู้ที่จะเลื่อนเป็นหมอสะเดียงได้ จะต้องสามารถต่อช้างป่าได้ตั้งแต่ ๑-๒ ตัวนั่นแหละจึงจะได้ตำแหน่งนี้ หมอสะเดียงนี้เองเป็นผู้ช่วยหมายเลข ๒ ของหมอเฒ่า ซึ่งพอเทียบได้กับปลัดซ้าย

นอกจากสามาถต่อช้างป่าได้ตามเกณฑ์แล้ว จะต้องได้รับการเสนอชื่อแบบฟรีโหวต กล่าวคือ เมื่อทุกคนพร้อมใจกันแล้ว ก็จะเสนอให้หมอเฒ่าแต่งตั้งโดยมีพิธีรับรองทางไสยศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ต้องคล้องช้างให้ดูอีก

หน้าที่หมอสะเดียงขณะอยู่ในป่า ไม่ต้องทำงานอะไรทั้งสิ้น นอกจาก กิน นอน คล้องช้างป่า และรับใช้หมอเฒ่า ตามแต่จะใช้ให้ทำอะไร อาจจะซักผ้า นวดแข้งขาเวลานอน เป็นต้น

ตำแหน่งที่ ๔ คือ "หมอสะดำ" เป็นผู้ช่วยหมายเลขหนึ่งของหมอเฒ่า

หมอสะเดียง หากต้องการจะกินตำแหน่งหมอสะดำ จะต้องแสดงความสามารถโดยการต่อช้างป่าให้ได้ตั้งแต่ ๗ ตัวขึ้นไปก่อน

ในชั้นของหมอสะดำเองก็เถอะ ยังแบ่งเป็นหมอสะดำชั้นธรรมดา ซึ่งเป็นหมอสะดำที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ ส่วนหมอสะดำชั้นสูงนั้น นอกจากมีความชำนาญในการคล้องช้างเป็นพิเศษแล้ว (บรรดาหมอช้างเขารู้และยกย่องกัน- ผู้เขียน) ยังต้องมีความสามารถคล้องช้างป่าได้ตั้งแต่ ๑๔ ตัวขึ้นไป ถึงตอนนั้นอาจมีสิทธิ์ได้รับคัดเลือกเป็นหมอเฒ่าอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

ตำแหน่งสูงสุดของหมอช้าง คือ หมอเฒ่า เป็นหมอช้างชั้นไดเร็คเตอร์ทีเดียว ถือเป็นตำแหน่งสูงสุด เพราะได้มาด้วยความรู้ ความสามารถ ความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง หมอเฒ่าจึงเป็นผู้ที่มีเกียรติ เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมของหมู่บ้าน และในบรรดาผู้ที่มีอาชีพคล้องช้างด้วยกัน

ความที่เป็นผู้มีความชำนาญและมีกลเม็ดเด็ดพรายว่าด้วยกรรมวิธีในการคล้องช้างทุกแง่ทุกมุม หมอเฒ่าจึงกลายเป็นซูปเปอร์ไวเซอร์ คอยแนะนำ แก้ไข ตักเตือน สรุปผลการปฏิบัติงานของหมอช้างทุกระดับว่ามีผลดี-ผลเสีย และต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการคล้องช้างครั้งต่อไป

เมื่อหมอเฒ่าแก่ชรา คงมีหน้าที่เป็นประธานในพิธีกรรมทางไสยศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว สำหรับอภิสิทธิ์ที่หมอเฒ่าได้รับก็คือ มีสิทธิ์ "ถือป่า" หรือเรียกว่า เจ้าป่าได้คนเดียว คือ มีอำนาจเหนือหมอช้างทุกอย่างทั้งในกลุ่มของตนเองและกลุ่มอื่นด้วย และหมอช้างทุกคนจะต้องให้ความเคารพนับถือเสมือนเป็นราษฎรอาวุโสของเผ่า ตลอดจนอยู่ในโอวาทของหมอเฒ่าทุกประการ หมอเฒ่าจึงเป็นจุดรวมของวินัยและความสามัคคีของชนชาวส่วย

หมอช้าง เป็นอาชีพที่อันตราย ถึงแม้อาชีพการจับช้างป่าจะมีโอกาสอยู่น้อยเต็มที เพราะป่าดงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พึ่งพิงของช้างถูกทำลาย การที่โชลงช้างป่าแถว จ.ประจวบคีรีขันธ์ อกมากินสัปปะรดหรือพืชผักอื่นๆของชาวไร่นั้น น่าจะเป็นเพราะสัญชาตญาณของช้างกระตุ้นให้ช้างต้องปกป้องอาณาบริเวณที่เคยเป็นที่อยู่หลับนอนและหากินของบรรพบุรุษของเขา (ช้าง) มาก่อนนั่นเอง

ถึงตอนนี้ใครจะตัดสินว่าช้างบุกรุกที่ทำกินของคน หรือคนบุกรุกที่ทำกินของช้างครับ?

ความสามารถของหมอช้างในการบังคับช้างให้ทำงานแทนคน หรือมาแสดงตลกโปกฮาให้ได้ดูได้หัวเราะในปัจจุบันนี้ ก็เพราะการคัดเลือกหมอช้าง ซึ่งได้ยึดถือระบบความรู้ ความสามารถ ความเหมาะสม อันสุจริตอย่างเคร่งครัด หากระบบราชการหรือบริษัทห้างร้านหันมาชำเลืองการคัดเลือกอย่างหมอช้างบ้าง บางที ราชการไทยหรือภาคธุรกิจบางแห่งอาจจะทำอะไรได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้นะ- ผมว่า

โดย ปรีชา รักษ์คิด
ในต่วย' ตูน ปีที่ ๓๑ เล่มที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕

สารคดีสั้น กำเนิดพลอยเมืองจันท์

โดย รังสรรค์ ประทุมวงศ์

เขาพลอยแหวน ใกล้กับจังหวัดจันทบุรี เมื่อหลายสิบปีก่อน มีพลอยล้ำค่ามหาศาล ทำเงินให้กับชาวจันท์ ได้อยู่ดีกินดีกันมากมาย จนเมืองจันท์เจริญรุ่งเรือง


เขาพลอยแหวนในอดีตน่าเกรงกลัวยิ่งนัก ที่นั่นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาถรรพถ์ปกปักรักษาไว้ และมีศาลเก่าพระเจ้าตากสินสถิต อีกทั้งยังมีค่ายคู่เก่าพร้อมทั้งปืนใหญ่มากมาย มีลูกปืนฝังกระจัดกระจายทั่วไปทั้งในและนอกค่าย อาจเกิดจากการยิงต่อสู้กันระหว่างสัตรูผู้รุกราน และฝ่ายป้องกันตัวเอง แน่นอนว่า ต้องมีผู้เสียชีวิตมากมาย จึงกลายเป็นแดนอาถรรพถ์อย่างที่ว่า


ครั้งนั้นยังเป็นป่าดงดิบเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น และมีสัตว์ป่าอสศัยอยู่มากมาย แต่สัตว์ร้ายชื่อดังคือ เสือใหญ่เสียงคำรามดังก้องป่า และมันเคยลงจากเขามาล่าคนเอาตวัดพาดหลัง แล้วกระโจนหายลับไป ชาวบ้านกลัวต้องหนีหาที่อยู่ใหม่กันมาก


พอเรื่องเสือร้ายเงียบไป ก็มีพรานหาของป่าเข้าไปหากินในนั้น ได้นกและสัตว์เล้กๆพร้อมทั้งพืชผัก หาบคอนใส่บ่าเดินลิ่วกลับบ้าน แต่หาทางออกไม่เจอ เดินวนไปเวียนมาถึง ๒ วันอยู่ในป่า ผลสุดท้ายออกมาตายที่ตีนเขา ชาวบ้านแถบนั้นพูดกันว่า "ถูกเจ้าที่เจ้าทางทำเอา" เพราะที่แรงนั่นเอง


ไม่นานเท่าไหร่ ชาวบ้านยังไม่ลืมเหตุการณ์ ก็มีคนอยากได้ไม้บนเขานี้มาปลูกเรือนอยู่อาศัย พาพรรคพวก ๕ คนจะเข้าไปตัดไม้ตะเคียนซึ่งมีมากมาย คนแถบนี้ช่วยกันห้ามปรามด้วยความปรารถนาดี แต่เขาไม่เชื่อ ดื้อเข้าไปจนได้ ถึงที่หมายต่างช่วยกันตัดโค่นอย่างจริงจัง จนได้หลายต้น คิดว่าจะพอแล้ว เอาต้นสุดท้ายอีกต้นเดียว ขณะกำลังตัดใกล้จะล้ม ไม่รู้อีท่าไหนเดินไปให้ต้นไม้ล้มทับซะงั้นแหละ ตัวแบนแต๋ดแต๋จมดินเลย แบบไม่ต้องได้สั่งเสีย ชาวบ้านพูดกันทั่วว่า ถูกเจ้าที่เจ้าทางทำเอา-เฮี้ยนนั่นเอง


บนเขาพลอยแหวนในอดีตนั้นมีทรัพยากรมากมาย จำพวกไม้เนื้อแข็งชั้นดีมีราคาแพง น่าเชื่อว่าเมื่อพระเจ้าตากสินทรงต่อเรือรบด้วยไม้ได้ถึง ๒๐๐ ลำยกทัพไปกู้กรุงศรีอยุธยาที่พม่ายึดไว้ได้สำเร็จ น่าจะเอาไม้ที่แห่งนี้ไปต่อเรือ เพราะอู่ต่อเรือพระเจ้าตากสินอยู่หมู่บ้านเสม็ดงามใกล้ทะเล ห่างจากเขาพลอยแหวนไม่ถึง ๑๐ กิโลเมตรเท่านั้น


ที่ดินบนเขาพลอยแหวนนับเป็นที่ชั้นดีมีต้นไม้ขึ้นเขียวขจีไปทั่ว ต่อมาชาวบ้านจึงไปจับจองกันไว้ โดยไม่เกรงกลัวเหมือนก่อน ต่างโค้นไม้ถางที่ทำสวนกันอย่างสนุกมือ สวนเงาะและทุเรียนจึงขึ้นมาแทนป่าไม้บนเขานี้


ณ ที่แห่งนี้ ไม่ไกลจากศาลพระเจ้าตากสินนัก มีพลอยล้ำค่าในดินมากมาย ไม่มีใครรู้ ปีนั้นฝนตกใหญ่เหมือนฟ้ารั่ว ๑๐ วัน ๑๐ คืน น้ำป่าบนเขาไหลทะลักสู่เบื้องล่างรุนแรง เซาะแซะหินดินทรายร่วงลงไปกลายเป็นลำธาร พอฝนแล้งน้ำแห้ง มองเห็นหินเล็กหินน้อยเกลื่อนร่วงกับพลอย มีชาวสวนถือคันกระสุน (ธนู) ไปยิงนก มองเห็นลำธารลึก ๒-๓ วาและน้ำแห้ง จึงเดินลงไปหวังจะข้ามไปอีกฝั่ง ขณะเดินมองเห็นก้อนหินเม็ดกำลังเหมาะที่จะทำเป็นเม็ดกระสุนยิงนก จึงเก็บอย่างสนุกมือ ใส่ย่ามไว้ไปยิงนก


เมื่อกลับมาถึงบ้าน นายพรานยิงนกผู้นั้นจึงเทก้อนหินออกมาดู มองเห็นหินสีสวยแปลกตาจึงเก็บไว้ต่างหาก เอาเฉพาะที่ไม่สวยไว้ยิงนก พอมีเพื่อนบ้านผ่านมาเขาจึงเอาออกมาอวด เพื่อนบ้านเห็นสวยเลยไปเก็บบ้าง เมื่อได้มาก็อวดต่อๆกัน จึงไปหาเก็บกันใหญ่ ต่างได้ทุกคนมากบ้างน้อยบ้าง


ที่รู้ว่าเป็นพลอยก็เพราะคนในเมืองขึ้นไปหาญาติพี่น้องบนเขา มองเห็นสวยดีจึงขอมาทำหัวแหวนใส่นิ้วให้โก้เก๋ หลายคนไปจ้างช่างทำเป็นหัวแหวน ช่างถึงกับสั่นหัวไม่อยากทำ เพราะพลอยเนื้อแข็งมาก กว่าจะทำได้แต่ละเม็ดนานหลายวัน นั่งโกลนแต่งอยู่นั่นแล้วไม่เป็นรูปร่างง่ายๆ เพราะเครื่องมือสมัยนั้นไม่ดีพอ เหมาะกับทำพลอยเนื้ออ่อนจำพวกเพทาย และโกเมนเท่านั้น


ที่คนนิยมมากขึ้นก็เพราะมีเครื่องมือชั้นดีมาจากต่างประเทศ เป็นหินกากเพชรชนิดคม สามารถโกลนพลอยได้ดีเหมือนดังใจและช่างก็พัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นตาม จึงทำให้ถูกส่วนสวยงามยิ่งขึ้น เมื่อพลอยสวยก็ทำให้มีคนอยากได้กันมาก จึงเฮโลไปหากันมากมายตามลำธาร ต่างก้ได้กันคนละเล็กคนละน้อยจนหาไม่ได้อีก


มีคนหัวดี คิดว่าพลอยที่หาได้ตามลำธารนั้นต้องไหลตามน้ำมาจากในดินแน่ ก็เลยลงมือขุดในลำธารก่อน เพียงลึกลงไปไม่ถึงวาก็เจออย่างจังเป็นพลอยบุษราคัม สีสวยมาก


ผู้คนที่คอยลุ้นอยู่รอบๆจึงกลับบ้านชักชวนญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงไปขุดหาพลอยกันอย่างคึกคัก ในลำธารยาวจึงเต็มไปด้วยนักแสวงโชค เหล่าแม่ค้าก็เลยได้โอกาสหาบขนมและของกินต่างๆไปขาย กลายเป็นตลาดกลางป่าในนั้น คนในเมืองก็ไปซื้อหาอีกด้วย ช่วยให้คนขุดได้มีเงินไว้จับจ่ายกันอีกต่อ ถึงพลอยจะยังมีราคาถูกเพียง ๑๐-๒๐ บาท สวยมากๆ และเม็ดใหญ่ๆมีราคาแค่ร้อยเท่านั้น


นักขุดหลายคนได้ที่น้อย ขุดไม่นานวันก็หมด เพราะลำธารกว้างแค่ ๒-๓ วา ยาวเพียง ๑๐๐ กว่าวา เท่านั้น และจังหวะนั้นพลอยขายดีพอสมควร เพราะมีชาวกรุงเทพฯ มาซื้อกันมาก ทำให้พลอยไม่พอขาย จึงมีคนหัวดีเปิดที่ให้เช่าขุดเป็นหลุมเป็นบ่อ นักขุดต่างแย่งกันจองรายละ ๕ หลุม ๑๐ หลุม เจ้าของที่ดินสบายไป ชาวสวนใกล้กันเห็นดีจึงเอาอย่างบ้าง รวมกันนับร้อยไร่ ข่าวนี้รู้ไปถึงชาวนาชาวไร่ที่อยู่ไกลออกไป อยากได้เงินใช้จึงเฮโลขึ้นไปหาเช่าขุดบ้าง ผู้คนก็เลยคึกคักยังกับมดปลวก เมื่อมีนักขุดมาก คนซื้อก็มาก ที่นั่นจึงเหมือนมีงานมหกรรมทีเดียว


จนมีเรื่องราวพิสดารร้อยแปดเกิดขึ้นเป็นตำนานที่เล่าขานกันจนบัดนี้ แม้ว่ามหกรรมขุดพลอยจะจบสิ้นไปนานแล้วก็ตาม

โดย รังสรรค์ ประทุมวงศ์
ในต่วย' ตูน ปีที่ ๓๑ เล่มที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕

อัปยศ Denmark! อัปยศ ทะเลเปลี่ยนเป็นสีแดงแต่ไม่ใช่ผลเนื่องจากภูมิอากาศ

ทะเลเปลี่ยนเป็นสีแดงแต่ไม่ใช่ผลเนื่องจากภูมิอากาศ 

Imagen



แต่เกิดจากความโหดร้ายของมนุษย์ (ที่ใช้คำว่าอารยะ) ฆ่าร้อยศพ whales ปลาโลมาที่แสนเชื่องและฉลาดจริงๆ.

Imagen



ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นทุกปีในเกาะแฟโรใน Denmark, สาเหตุที่เผยแพร่เหตุการณ์ในการฆ่านี้ ???...
เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้โหดร้ายทั้งนี้แล้ว ก็เพราะว่า "ผู้ใหญ่กำหนด".

Imagen



เป็นการฉลองที่ผิดปกติ ทุกคนไม่พลาด ทุกคนไม่มีความสนุก "".
ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับวิธีหนึ่งนั่นคือดูการฆ่าหรือดูความโหดร้าย "endorsing เป็นชม."

Imagen


เป็นน่าสังเกตว่า whales นำร่องเช่นชนิดอื่นๆเกือบทั้งหมดของปลาโลมา, เข้าหาชายฝั่งเพื่อที่จะติดต่อสื่อสารและเล่นกับเป็นเชิงเป็นเพื่อน.


Imagen

เพื่อเล่นกับคน: ทุกอย่างเสร็จสิ้นแลจบลงด้วยทั้งโหดร้ายทั้งรุนแรงหรือ
ตายแม้ที่สุด ??????      

Imagen

พวกเขาไม่ตายในทันที    มีpenetrated อีกครั้งและอีกครั้งด้วยคม hooks ในช่วงเวลาที่ปลาโลมา..ผลิตเสียงร้องดังเช่นทารกอื้อฉาว !!!!!!....

Imagen


ในเมื่อไม่มีความเห็นอกเห็นใจจากคนนักฆ่า  ถึงแม้ว่าโลมาจะแสนเชื่อง  เมื่อสาหัสก็ต้องต่อสู้และในที่สุดก็ต้องตายในทะเลเลือด.

Imagen


สุดท้าย นักฆ่าได้กลายเป็นฮีโร่ของเกาะนี้  บรรดาผู้ใหญ่ได้แสดงถึงความชื่นชม ความตายที่พวกเขากำหนด!!

Imagen



พอที !!!!!!!.......
ช่วยกันส่งต่อข้อความจนกว่าจะถึงสมาคมคุ้มครองสัตว์ที่สามารถช่วยพวกมันได้ อย่าเพียงแต่ดูแล้วเพิกเฉย 

Imagen


ช่วยกระจายให้ทั่วโลกรับรู้
ว่ามีคนทำบางสิ่งเกี่ยวกับพวกมัน
ให้เขาเหล่านั้นได้รับโทษในความโหดร้ายที่กระทำ





Phongtouch (M)
Crystal Case Chemical (Thailand)

333/61 Moo7 Huatalay Muang
Nakornratchasima 30000

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทงใน 7 พื้นที่หลักทั่วไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 17:55 น.
สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง กรุงเทพมหานคร
สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง กรุงเทพมหานคร ๓๑ ตุลาคม-๒
พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ บริเวณสวนสาธารณะสะพานพระราม ๘
และบริเวณแม่น้ำเเจ้าพระยา (ตั้งแต่สะพานกรุงเทพ-สะพานกรุงธน)
กรุงเทพมหานคร

กิจกรรม : ชมฟรี ขบวนเรือประดับไฟฟ้า ประเพณีลอยกระทง
ระหว่างวันที่ ๓๑ ตุลาคม - ๒ พฤศจิกายน๒๕๕๒ เวลา ๑๙.๓๐-๒๒.๐๐ น.
บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สะพานกรุงเทพถึงสะพานกรุงธน
กรุงเทพมหานคร

สัมผัสบรรยากาศพิเศษสุดของงานลอยกระทง ในแบบฉบับกรุงรัตนโกสินทร์ชมฟรี
ระหว่างวันที่ ๓๑ ตุลาคม - ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๘.๓๐-๒๑.๓๐ น.
ณ สวนสาธารณะสะพานพระราม ๘ กรุงเทพมหานคร อิ่มอร่อยกับอาหารนานาชนิด
ชมขบวนเรือประดับไฟฟ้าในมุมมองที่ดีที่สุด ดื่มด่ำกับการแสดงศิลปวัฒนธรรม
บรรยากาศตลาดย้อนยุค
ท่องเที่ยวทางน้ำชมสีสันของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนกับสมาคมเรือไทย
ร้านอาหาร โรงแรม ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดทั้งเดือน พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เทศกาลลอยกระทงตามประทีป ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ
เทศกาลลอยกระทงตามประทีป ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ วันจันทร์ที่ ๒
พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๐๐-๐๑:๐๐ น. ณ ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ครั้งแรก!! ของเทศกาลลอยกระทง
ที่จะนำทุกท่านย้อนรำลึกถึงค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสีสันของความสุข
และความประทับใจในวันวานเมื่อครั้งคุณพ่อยังหนุ่ม คุณแม่ยังสาว
ท่ามกลางแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ณ คุ้งน้ำที่งดงามที่สุดแห่งเจ้าพระยา

กิจกรรมภายในงาน

ตลาดนัดวันวาน ตลาดที่จำลองบรรยากาศและสินค้าเมื่อวันวาน
สนุกกับการเดินชมและเลือกซื้อของฝาก ของใช้หรือของเล่น
ที่ทำให้ท่านหวนนึกถึง

ตลาดโต้รุ่งริมน้ำ อร่อยกับอาหารคาวหวานหลากหลายชนิด
หลายอย่างหากินได้อยาก เช่น ข้าวเสียโป ในบรรยากาศย้อนยุค
ลมพัดเย็นริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา

ลานเพลงดังเมื่อวันวาน สนุก
แลซาบซึ้งกับเสียงเพลงดังเมื่อวันวานที่กังวาลในใจ
ด้วยท่วงทำนองดนตรีสุนทราภาณ์ในอดีต ให้บริการเสียงเพลงตั้งแต่แดดร่มลมตก
๑๘: ๐๐ - ๐๑: ๐๐ น. มิตรรักแฟนเพลงห้ามพลาด!!

ซุ้มการละเล่นย้อนยุค สนุก สนานและสร้างรอยยิ้มทุกครอบครัว
และคู่รักด้วยเกมส์การละเล่นเมื่อวันวานจากซุ้มของผู้สนับสนุนหลัก
และผู้สนับสนุนรองกว่า ๑๐ คูหา ใหญ่บ้าง กลางบ้าง
แต่รับรองว่าได้ยิ้มกันเมื่อยปากและเรียกเสียงหัวเราะกับผู้พบเห็น
ข้อสำคัญ ผู้ชนะอาจจะได้ของรางวัลมากมายติดมือกลับบ้าน

เวทีร่วมสมัย สนุก กับคอนเสิร์ต...เวทีนี้ไม่มีค่าย
แดนซ์กระจายกับสไตล์เพลงป๊อบ และเคป๊อบ ฟิล์ม รัญภูมิ โตคงทรัพย์
ศิลปินหมายเลขหนึ่งของค่ายอาร์เอส และนักแสดงที่มีความสามารถ
ตระการตากับคอนเสิร์ต
ของสุดยอดเอนเตอร์เทนเนอร์ขั้นเทพวินาทีนี้...ไม่มีใครไม่รุ้จัก
โปงลางสะออน สนุกสนาน เฮฮา กับศิลปินลูกทุ่งมาแรง จากเวทีการประกวด
"ดันดารา" ทางช่อง ๓ ปิดท้ายการแสดงคอนเสิร์ต
กับความมันส์จากสุดยอดวงร็อคอันดับหนึ่งของวงการ บอดี้สแสม (B๐dy Slam)
หรือ โปเตโต้ (P๐tat๐)
ศิลปินวงร็อคค่ายแกรมมี่ที่มีแฟนเพลงจำนวนมากทั่วประเทศกับผลงานเพลงฮิตติด
ปากหลายเพลง

ประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่
ประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่

๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๒
๑๗.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. การแสดงสินค้าหัตถกรรมเครื่องเงิน เครื่องเขิน ถนนวัวลาย
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การประกวดร้องเพลงไทยเพลงลูกทุ่ง
และการแสดงศิลปะพื้นบ้าน หน้าสำนักงานเทศบาล

๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๑๗.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. การแสดงสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านล้านนา ถนนคนเดิน
ถนนราชดำเนิน
๑๘.๐๐ - ๑๙.๐๐ น. พิธีเปิดงาน "ประเพณีเดือนยี่เป็ง ประจำปี ๒๕๕๒"
ข่วงประตูท่าแพ
๑๘.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. ขบวนแห่โคมยี่เป็ง ครั้งที่ ๑๘ ย่านไนท์บาซาร์
ข่วงประตูท่าแพ - ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่าร์
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การประกวดหนูน้อยยี่เป็ง หน้าสำนักงานเทศบาล
๑-๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การประกวดเทพียี่เป็งเชียงใหม่ ข่วงประตูท่าแพ

๑-๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ตลอดทั้งวัน การจัดซุ้มประตูป่า วัดในเมืองเชียงใหม่
๐๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. นิทรรศการ "สืบสานตำนานโคมยี่เป็งล้านนา" วัดอินทขิล
๐๙.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. วัฒนธรรมชนเผ่า ๖ เผ่า, ชมเขาวงกต,เทศน์มหาชาติ วัดเจ็ดสิน
ประเพณีตั้งธรรมหลวง, ตามขันข้าว, แข่งขันโคมไฟลอดบ่วง วัดโลกโมฬี
๑๐.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. สืบฮีต สานฮอย ฮอมปอย
ไหว้สาพระสิริมังคลายี่เป็ง พุทธสถานเชียงใหม่
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การจัดลานโคมยี่เป็งล้านนาเทิดพระเกียรติฯ ข่วงประตูท่าแพ
๑๘.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. "ประทีปเบิกฟ้า ยี่เป็งล้านนาเชียงใหม่"
ประตูช้างเผือก - ประตูเชียงใหม่
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การประกวดกระทงลอยน้ำ และกระทง VIP
ลำน้ำปิงหน้าเทศบาล - สะพานนวรัฐ
๒๐.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. การแสดงแสง สี เสียง กลางลำน้ำปิง หน้าสำนักงานเทศบาล
๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๐๘.๐๐ - ๑๐.๓๐ น. พิธีบวงสรวงศาลพระภูมิ,
เจดีย์ขาว,ขอขมาแม่น้ำปิง หน้าเทศบาล, ท่าน้ำศรีโขง
๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. การประกวดโคมลอย และโคมลอยยักษ์ หน้าสำนักงานเทศบาล
๐๙.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. การประกวดกระทงฝีมือใบตอง ดอกไม้สด หน้าสำนักงานเทศบาล
๐๙.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. การแข่งขันกีฬาทางน้ำ ถ่อแพ, ดำน้ำ, พายกาละมัง
ลำน้ำปิงหน้าสำนักงานเทศบาล
๑๘.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. การประกวดขบวนแห่กระทงเล็ก ข่วงประตูท่าแพ - หน้าเทศบาล

๒-๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๑๙.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การจุดพลุ ถวายเป็นพุทธบูชา แพกลางน้ำหน้าเทศบาล
๑๙.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การปล่อยกระทงสายสืบสานล้านนา ลำน้ำปิงหน้าสำนักงานเทศบาล

๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การประกวดขบวนแห่กระทงใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทานฯ
ข่วงประตูท่าแพ - หน้าสำนักงานเทศบาล
๑๘.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. "อนุรักษ์วัฒนธรรมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น
ประเพณียี่เป็ง" วัดเมืองสาตรน้อย

งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย
งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ๓๑ ตุลาคม - ๒
พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ประเพณีลอยกระทงนั้น
ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด
แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย
โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า "พิธีจองเปรียญ"
หรือ "การลอยพระประทีป" และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ ๑
กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่
ที่สุดของกรุงสุโขทัย
ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

จังหวัดสุโขทัย กรมศิลปากร และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
จึงร่วมกันจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย
ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐
เพื่อเป็นการฟื้นฟูประวัติศาสตร์ประเพณีลอยกระทงและส่งเสริมการเดินทางท่อง
เที่ยวจังหวัดสุโขทัย โดยให้ชื่องานตามคำในศิลาจารึกว่า "งานเผาเทียน
เล่นไฟ" จุดเน้นที่สำคัญของงานนี้ คือ การฟื้นฟูประเพณีลอยกระทง เผาเทียน
เล่นไฟ พลุ ตะไล ไฟพะเนียง ดอกไม้ไฟชนิดต่าง ๆ จังหวัดสุโขทัย
โดยกำหนดจัดขึ้นทุกปี ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒)
หรือประมาณเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี

สำหรับการจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย
ประจำปี ๒๕๕๒ กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ ๓๑ ตุลาคม - ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ
บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีการจัดประกวดกระทง การแสดง แสง เสียง
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงสุโขทัย ตลอดจนการแสดงนาฎศิลป์ และมหรสพต่าง ๆ

ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวง จังหวัดตาก
ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวง จังหวัดตาก

วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๒
๑๘.๐๐ - ขบวนแห่อัญเชิญพระประทีป ถ้วยพระราชทานฯ และ
ขบวนแห่กระทงสายทุกสาย พร้อมกันที่หน้าศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
๑๙.๐๐ - ขบวนแห่เริ่มเคลื่อนไปตามถนนจรดวิถีถ่องจนถึงสี่แยกสัญญาณไฟจราจร
เชิงสะพานตากสินมหาราชานุสรณ์
และเลี้ยวซ้ายล่องไปตามถนนกิตติขจรเข้าสู่บริเวณจัดงาน -
ขบวนแห่อัญเชิญถ้วยพรราชทาน แลขบวนแห่ทุกขบวน
ผ่านหน้าอาคารกิตติคุณไปตั้ง ณ บริเวณที่กำหนด
๒๐.๓๐ - การแสดงบนเวที
๒๑.๐๐ - ประธานในพิธีเดินทางมาถึง
๒๑.๓๐ - ทำพิธีอัญเชิญพระประทีป และ ถ้วยพระราชทานฯ ประดิษฐาน ณ
เวทีกลางน้ำ - พิธีเปิดงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง
พิธีอัญเชิญกระทงพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์รวม ๑๐
พระองค์ ลงลอยเป็นปฐมฤกษ์ ชมการลอยประทีป ๘๐๐๐ ดวง

วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๐๙.๐๐ - ชมกระทงนำ กระทงกะลา กระทงปิดท้าย
ของกระทงทุกสายที่ส่งเข้าประกวด ณ อาคารหอกิตติคุณ -
ชมการแข่งขันศิลปหัตถกรรม ณ อาคารหอกิตติคุณ - ชมสินค้า "หนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์"
๑๙.๐๐ - เชิญชมการแข่งขันการลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง
ชิงถ้วยพระราชทานฯ - ทำพิธีขอขมาพระแม่คงคา -
เริ่มต้นการแข่งขันการลอยกระทงสายของชุมชนต่างๆ

วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๐๙.๐๐ - ชมการแข่งขันศิลปหัตถกรรม ณ อาคาหอกิตติคุณ - ชมสินค้า
"หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์"
๑๙.๐๐ - เชิญชมการแข่งขันการลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง
ชิงถ้วยพระราชทานฯ - ทำพิธีขอขมาพระแม่คงคา-
เริ่มต้นการแข่งขันการลอยกระทงสายของชุมชนต่างๆ

วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๐๙.๐๐ - ชมการแข่งขันศิลปหัตถกรรม ณ อาคาหอกิตติคุณ - ชมสินค้า
"หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์"
๑๙.๐๐ - เชิญชมการแข่งขันการลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง
ชิงถ้วยพระราชทานฯ - ทำพิธีขอขมาพระแม่คงคา -
เริ่มต้นการแข่งขันการลอยกระทงสายของชุมชนต่างๆ

วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ (วันตัดสิน)
๐๙.๐๐ - ชมการแข่งขันศิลปหัตถกรรม ณ อาคารหอกิตติคุณ - ชมสินค้า
"หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์"
๑๙.๐๐ - เชิญชมการแข่งขันการลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง
ชิงถ้วยพระราชทานฯ - ทำพิธีขอขมาพระแม่คงคา-
เริ่มต้นการแข่งขันการลอยกระทงสายของชุมชนต่างๆ

ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม
ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม วันที่ ๒
พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ อุทยาน ร.๒, วัดช่องลม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

จังหวัดสมุทรสงครามนี้เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน
มีลำคลองกว่า 300 สาย จึงมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ
ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ประหยัด เรียบง่าย พอเพียง
จึงเกิดเป็นประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง
โดยจังหวัดสมุทรสงครามได้รื้อฟื้นประเพณีนี้ขึ้นมา
โดยกระทงกาบกล้วยของที่นี่นั้นมีขั้นตอนการทำโดยนำธูปไปจุ่มในน้ำมันยางแล้ว
คลี่ผึ่งแดดจนแห้ง แล้วนำมาชุบด้วยเทียน
กลายเป็นธูปและเทียนในอันเดียวกัน จากนั้นนำต้นกล้วยมาหั่นเป็นท่อนๆ
ยาวประมาณ 8-10 นิ้ว ลอกออกทีละกาบ
และนำธูปที่เตรียมไว้มาปักลงบนกาบกล้วย
และหากใครมีฝีมือก็จะแกะสลักกาบกล้วยนั้นเป็นลวดลายที่สวยงาม
ก่อนจะนำลงลอยในแม่น้ำคืนวันลอยกระทง

นอกจากนั้นภายในงานก็ยังมีกิจกรรมการแสดงดนตรีลูกทุ่งจากโรงเรียน
อัมพวันวิทยาลัย (แชมป์ออฟเดอะแชมป์รายการชิงช้าสวรรค์ประจำปี 2551)
ชมการแสดงโขนเยาวชนกลุ่มยุวศิลปิน มูลนิธิ ร.2ร่วมรำวงย้อนยุค
และชมนิทรรศการกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง และพิธีทอดผ้าป่าทางน้ำ
รวมถึงการประกวดนางนพมาศและหนูน้อยนพมาศ

เทศกาลโคมไฟ...สีสันเมืองใต้
เทศกาลโคมไฟ...สีสันเมืองใต้ วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ - ๒๘
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ บริเวณสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

พบกับ "๙ มหัศจรรย์โคมไฟแห่งความสุข" โฉมใหม่
๑. โคมไฟน้ำแข็ง ต้นตำรับจากเมืองฮาร์บิ้น สาธารณะรัฐประชาชนจีน
สุดพิเศษ...สัมผัสความหนาวเย็นของอากาศอุณภูมิติดลบ ๓๐
องศาเซลเซียส(เสมือนยืนอยู่บนขั่วโลกเหนือ)
๒. โคมไฟ ๑๔ จังหวัด สีสันเมืองใต้
๓. โคมไฟไทย ๔ ภาค พบกับมิติใหม่กับความคิดสร้างสรรค์โคมไฟ
"มงคลชีวิต มงคลแห่งท้องถิ่น" ใน ๔ ภาคของประเทศไทย
๔. โคมไฟจินตนาการโลกของเด็ก
๕. โคมไฟนานาชาติ
๖. โคมไฟโลกสัตว์ โคมไฟสัตว์ที่อยู่ในโซนทวีปต่างๆ
๗. โคมไฟกลางน้ำ "สัตว์มงคลแห่งเทพนิยายทั่วโลก" ดินแดนแห่งความสุข
๘. โคมไฟ Hi Light จำลองงานเทศกาลต่างๆของประเทศไทย
๙. การประกวดโคมไฟร่วมสมัยและโคมไฟแบรนด์สินค้าต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแสดงจากศิลปิน
การเลือกซื้อสินค้าและเครื่องดื่ม ภายในงานอีกมากมาย

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000129671