++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทงใน 7 พื้นที่หลักทั่วไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 17:55 น.
สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง กรุงเทพมหานคร
สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง กรุงเทพมหานคร ๓๑ ตุลาคม-๒
พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ บริเวณสวนสาธารณะสะพานพระราม ๘
และบริเวณแม่น้ำเเจ้าพระยา (ตั้งแต่สะพานกรุงเทพ-สะพานกรุงธน)
กรุงเทพมหานคร

กิจกรรม : ชมฟรี ขบวนเรือประดับไฟฟ้า ประเพณีลอยกระทง
ระหว่างวันที่ ๓๑ ตุลาคม - ๒ พฤศจิกายน๒๕๕๒ เวลา ๑๙.๓๐-๒๒.๐๐ น.
บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สะพานกรุงเทพถึงสะพานกรุงธน
กรุงเทพมหานคร

สัมผัสบรรยากาศพิเศษสุดของงานลอยกระทง ในแบบฉบับกรุงรัตนโกสินทร์ชมฟรี
ระหว่างวันที่ ๓๑ ตุลาคม - ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๘.๓๐-๒๑.๓๐ น.
ณ สวนสาธารณะสะพานพระราม ๘ กรุงเทพมหานคร อิ่มอร่อยกับอาหารนานาชนิด
ชมขบวนเรือประดับไฟฟ้าในมุมมองที่ดีที่สุด ดื่มด่ำกับการแสดงศิลปวัฒนธรรม
บรรยากาศตลาดย้อนยุค
ท่องเที่ยวทางน้ำชมสีสันของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนกับสมาคมเรือไทย
ร้านอาหาร โรงแรม ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดทั้งเดือน พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เทศกาลลอยกระทงตามประทีป ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ
เทศกาลลอยกระทงตามประทีป ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ วันจันทร์ที่ ๒
พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๐๐-๐๑:๐๐ น. ณ ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ครั้งแรก!! ของเทศกาลลอยกระทง
ที่จะนำทุกท่านย้อนรำลึกถึงค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสีสันของความสุข
และความประทับใจในวันวานเมื่อครั้งคุณพ่อยังหนุ่ม คุณแม่ยังสาว
ท่ามกลางแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ณ คุ้งน้ำที่งดงามที่สุดแห่งเจ้าพระยา

กิจกรรมภายในงาน

ตลาดนัดวันวาน ตลาดที่จำลองบรรยากาศและสินค้าเมื่อวันวาน
สนุกกับการเดินชมและเลือกซื้อของฝาก ของใช้หรือของเล่น
ที่ทำให้ท่านหวนนึกถึง

ตลาดโต้รุ่งริมน้ำ อร่อยกับอาหารคาวหวานหลากหลายชนิด
หลายอย่างหากินได้อยาก เช่น ข้าวเสียโป ในบรรยากาศย้อนยุค
ลมพัดเย็นริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา

ลานเพลงดังเมื่อวันวาน สนุก
แลซาบซึ้งกับเสียงเพลงดังเมื่อวันวานที่กังวาลในใจ
ด้วยท่วงทำนองดนตรีสุนทราภาณ์ในอดีต ให้บริการเสียงเพลงตั้งแต่แดดร่มลมตก
๑๘: ๐๐ - ๐๑: ๐๐ น. มิตรรักแฟนเพลงห้ามพลาด!!

ซุ้มการละเล่นย้อนยุค สนุก สนานและสร้างรอยยิ้มทุกครอบครัว
และคู่รักด้วยเกมส์การละเล่นเมื่อวันวานจากซุ้มของผู้สนับสนุนหลัก
และผู้สนับสนุนรองกว่า ๑๐ คูหา ใหญ่บ้าง กลางบ้าง
แต่รับรองว่าได้ยิ้มกันเมื่อยปากและเรียกเสียงหัวเราะกับผู้พบเห็น
ข้อสำคัญ ผู้ชนะอาจจะได้ของรางวัลมากมายติดมือกลับบ้าน

เวทีร่วมสมัย สนุก กับคอนเสิร์ต...เวทีนี้ไม่มีค่าย
แดนซ์กระจายกับสไตล์เพลงป๊อบ และเคป๊อบ ฟิล์ม รัญภูมิ โตคงทรัพย์
ศิลปินหมายเลขหนึ่งของค่ายอาร์เอส และนักแสดงที่มีความสามารถ
ตระการตากับคอนเสิร์ต
ของสุดยอดเอนเตอร์เทนเนอร์ขั้นเทพวินาทีนี้...ไม่มีใครไม่รุ้จัก
โปงลางสะออน สนุกสนาน เฮฮา กับศิลปินลูกทุ่งมาแรง จากเวทีการประกวด
"ดันดารา" ทางช่อง ๓ ปิดท้ายการแสดงคอนเสิร์ต
กับความมันส์จากสุดยอดวงร็อคอันดับหนึ่งของวงการ บอดี้สแสม (B๐dy Slam)
หรือ โปเตโต้ (P๐tat๐)
ศิลปินวงร็อคค่ายแกรมมี่ที่มีแฟนเพลงจำนวนมากทั่วประเทศกับผลงานเพลงฮิตติด
ปากหลายเพลง

ประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่
ประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่

๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๒
๑๗.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. การแสดงสินค้าหัตถกรรมเครื่องเงิน เครื่องเขิน ถนนวัวลาย
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การประกวดร้องเพลงไทยเพลงลูกทุ่ง
และการแสดงศิลปะพื้นบ้าน หน้าสำนักงานเทศบาล

๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๑๗.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. การแสดงสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านล้านนา ถนนคนเดิน
ถนนราชดำเนิน
๑๘.๐๐ - ๑๙.๐๐ น. พิธีเปิดงาน "ประเพณีเดือนยี่เป็ง ประจำปี ๒๕๕๒"
ข่วงประตูท่าแพ
๑๘.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. ขบวนแห่โคมยี่เป็ง ครั้งที่ ๑๘ ย่านไนท์บาซาร์
ข่วงประตูท่าแพ - ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่าร์
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การประกวดหนูน้อยยี่เป็ง หน้าสำนักงานเทศบาล
๑-๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การประกวดเทพียี่เป็งเชียงใหม่ ข่วงประตูท่าแพ

๑-๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ตลอดทั้งวัน การจัดซุ้มประตูป่า วัดในเมืองเชียงใหม่
๐๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. นิทรรศการ "สืบสานตำนานโคมยี่เป็งล้านนา" วัดอินทขิล
๐๙.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. วัฒนธรรมชนเผ่า ๖ เผ่า, ชมเขาวงกต,เทศน์มหาชาติ วัดเจ็ดสิน
ประเพณีตั้งธรรมหลวง, ตามขันข้าว, แข่งขันโคมไฟลอดบ่วง วัดโลกโมฬี
๑๐.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. สืบฮีต สานฮอย ฮอมปอย
ไหว้สาพระสิริมังคลายี่เป็ง พุทธสถานเชียงใหม่
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การจัดลานโคมยี่เป็งล้านนาเทิดพระเกียรติฯ ข่วงประตูท่าแพ
๑๘.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. "ประทีปเบิกฟ้า ยี่เป็งล้านนาเชียงใหม่"
ประตูช้างเผือก - ประตูเชียงใหม่
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การประกวดกระทงลอยน้ำ และกระทง VIP
ลำน้ำปิงหน้าเทศบาล - สะพานนวรัฐ
๒๐.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. การแสดงแสง สี เสียง กลางลำน้ำปิง หน้าสำนักงานเทศบาล
๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๐๘.๐๐ - ๑๐.๓๐ น. พิธีบวงสรวงศาลพระภูมิ,
เจดีย์ขาว,ขอขมาแม่น้ำปิง หน้าเทศบาล, ท่าน้ำศรีโขง
๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. การประกวดโคมลอย และโคมลอยยักษ์ หน้าสำนักงานเทศบาล
๐๙.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. การประกวดกระทงฝีมือใบตอง ดอกไม้สด หน้าสำนักงานเทศบาล
๐๙.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. การแข่งขันกีฬาทางน้ำ ถ่อแพ, ดำน้ำ, พายกาละมัง
ลำน้ำปิงหน้าสำนักงานเทศบาล
๑๘.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. การประกวดขบวนแห่กระทงเล็ก ข่วงประตูท่าแพ - หน้าเทศบาล

๒-๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๑๙.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การจุดพลุ ถวายเป็นพุทธบูชา แพกลางน้ำหน้าเทศบาล
๑๙.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การปล่อยกระทงสายสืบสานล้านนา ลำน้ำปิงหน้าสำนักงานเทศบาล

๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๑๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. การประกวดขบวนแห่กระทงใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทานฯ
ข่วงประตูท่าแพ - หน้าสำนักงานเทศบาล
๑๘.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. "อนุรักษ์วัฒนธรรมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น
ประเพณียี่เป็ง" วัดเมืองสาตรน้อย

งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย
งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ๓๑ ตุลาคม - ๒
พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ประเพณีลอยกระทงนั้น
ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด
แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย
โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า "พิธีจองเปรียญ"
หรือ "การลอยพระประทีป" และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ ๑
กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่
ที่สุดของกรุงสุโขทัย
ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

จังหวัดสุโขทัย กรมศิลปากร และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
จึงร่วมกันจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย
ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐
เพื่อเป็นการฟื้นฟูประวัติศาสตร์ประเพณีลอยกระทงและส่งเสริมการเดินทางท่อง
เที่ยวจังหวัดสุโขทัย โดยให้ชื่องานตามคำในศิลาจารึกว่า "งานเผาเทียน
เล่นไฟ" จุดเน้นที่สำคัญของงานนี้ คือ การฟื้นฟูประเพณีลอยกระทง เผาเทียน
เล่นไฟ พลุ ตะไล ไฟพะเนียง ดอกไม้ไฟชนิดต่าง ๆ จังหวัดสุโขทัย
โดยกำหนดจัดขึ้นทุกปี ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒)
หรือประมาณเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี

สำหรับการจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย
ประจำปี ๒๕๕๒ กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ ๓๑ ตุลาคม - ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ
บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีการจัดประกวดกระทง การแสดง แสง เสียง
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงสุโขทัย ตลอดจนการแสดงนาฎศิลป์ และมหรสพต่าง ๆ

ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวง จังหวัดตาก
ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวง จังหวัดตาก

วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๒
๑๘.๐๐ - ขบวนแห่อัญเชิญพระประทีป ถ้วยพระราชทานฯ และ
ขบวนแห่กระทงสายทุกสาย พร้อมกันที่หน้าศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
๑๙.๐๐ - ขบวนแห่เริ่มเคลื่อนไปตามถนนจรดวิถีถ่องจนถึงสี่แยกสัญญาณไฟจราจร
เชิงสะพานตากสินมหาราชานุสรณ์
และเลี้ยวซ้ายล่องไปตามถนนกิตติขจรเข้าสู่บริเวณจัดงาน -
ขบวนแห่อัญเชิญถ้วยพรราชทาน แลขบวนแห่ทุกขบวน
ผ่านหน้าอาคารกิตติคุณไปตั้ง ณ บริเวณที่กำหนด
๒๐.๓๐ - การแสดงบนเวที
๒๑.๐๐ - ประธานในพิธีเดินทางมาถึง
๒๑.๓๐ - ทำพิธีอัญเชิญพระประทีป และ ถ้วยพระราชทานฯ ประดิษฐาน ณ
เวทีกลางน้ำ - พิธีเปิดงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง
พิธีอัญเชิญกระทงพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์รวม ๑๐
พระองค์ ลงลอยเป็นปฐมฤกษ์ ชมการลอยประทีป ๘๐๐๐ ดวง

วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๐๙.๐๐ - ชมกระทงนำ กระทงกะลา กระทงปิดท้าย
ของกระทงทุกสายที่ส่งเข้าประกวด ณ อาคารหอกิตติคุณ -
ชมการแข่งขันศิลปหัตถกรรม ณ อาคารหอกิตติคุณ - ชมสินค้า "หนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์"
๑๙.๐๐ - เชิญชมการแข่งขันการลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง
ชิงถ้วยพระราชทานฯ - ทำพิธีขอขมาพระแม่คงคา -
เริ่มต้นการแข่งขันการลอยกระทงสายของชุมชนต่างๆ

วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๐๙.๐๐ - ชมการแข่งขันศิลปหัตถกรรม ณ อาคาหอกิตติคุณ - ชมสินค้า
"หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์"
๑๙.๐๐ - เชิญชมการแข่งขันการลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง
ชิงถ้วยพระราชทานฯ - ทำพิธีขอขมาพระแม่คงคา-
เริ่มต้นการแข่งขันการลอยกระทงสายของชุมชนต่างๆ

วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๐๙.๐๐ - ชมการแข่งขันศิลปหัตถกรรม ณ อาคาหอกิตติคุณ - ชมสินค้า
"หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์"
๑๙.๐๐ - เชิญชมการแข่งขันการลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง
ชิงถ้วยพระราชทานฯ - ทำพิธีขอขมาพระแม่คงคา -
เริ่มต้นการแข่งขันการลอยกระทงสายของชุมชนต่างๆ

วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ (วันตัดสิน)
๐๙.๐๐ - ชมการแข่งขันศิลปหัตถกรรม ณ อาคารหอกิตติคุณ - ชมสินค้า
"หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์"
๑๙.๐๐ - เชิญชมการแข่งขันการลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง
ชิงถ้วยพระราชทานฯ - ทำพิธีขอขมาพระแม่คงคา-
เริ่มต้นการแข่งขันการลอยกระทงสายของชุมชนต่างๆ

ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม
ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม วันที่ ๒
พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ อุทยาน ร.๒, วัดช่องลม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

จังหวัดสมุทรสงครามนี้เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน
มีลำคลองกว่า 300 สาย จึงมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ
ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ประหยัด เรียบง่าย พอเพียง
จึงเกิดเป็นประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง
โดยจังหวัดสมุทรสงครามได้รื้อฟื้นประเพณีนี้ขึ้นมา
โดยกระทงกาบกล้วยของที่นี่นั้นมีขั้นตอนการทำโดยนำธูปไปจุ่มในน้ำมันยางแล้ว
คลี่ผึ่งแดดจนแห้ง แล้วนำมาชุบด้วยเทียน
กลายเป็นธูปและเทียนในอันเดียวกัน จากนั้นนำต้นกล้วยมาหั่นเป็นท่อนๆ
ยาวประมาณ 8-10 นิ้ว ลอกออกทีละกาบ
และนำธูปที่เตรียมไว้มาปักลงบนกาบกล้วย
และหากใครมีฝีมือก็จะแกะสลักกาบกล้วยนั้นเป็นลวดลายที่สวยงาม
ก่อนจะนำลงลอยในแม่น้ำคืนวันลอยกระทง

นอกจากนั้นภายในงานก็ยังมีกิจกรรมการแสดงดนตรีลูกทุ่งจากโรงเรียน
อัมพวันวิทยาลัย (แชมป์ออฟเดอะแชมป์รายการชิงช้าสวรรค์ประจำปี 2551)
ชมการแสดงโขนเยาวชนกลุ่มยุวศิลปิน มูลนิธิ ร.2ร่วมรำวงย้อนยุค
และชมนิทรรศการกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง และพิธีทอดผ้าป่าทางน้ำ
รวมถึงการประกวดนางนพมาศและหนูน้อยนพมาศ

เทศกาลโคมไฟ...สีสันเมืองใต้
เทศกาลโคมไฟ...สีสันเมืองใต้ วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ - ๒๘
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ บริเวณสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

พบกับ "๙ มหัศจรรย์โคมไฟแห่งความสุข" โฉมใหม่
๑. โคมไฟน้ำแข็ง ต้นตำรับจากเมืองฮาร์บิ้น สาธารณะรัฐประชาชนจีน
สุดพิเศษ...สัมผัสความหนาวเย็นของอากาศอุณภูมิติดลบ ๓๐
องศาเซลเซียส(เสมือนยืนอยู่บนขั่วโลกเหนือ)
๒. โคมไฟ ๑๔ จังหวัด สีสันเมืองใต้
๓. โคมไฟไทย ๔ ภาค พบกับมิติใหม่กับความคิดสร้างสรรค์โคมไฟ
"มงคลชีวิต มงคลแห่งท้องถิ่น" ใน ๔ ภาคของประเทศไทย
๔. โคมไฟจินตนาการโลกของเด็ก
๕. โคมไฟนานาชาติ
๖. โคมไฟโลกสัตว์ โคมไฟสัตว์ที่อยู่ในโซนทวีปต่างๆ
๗. โคมไฟกลางน้ำ "สัตว์มงคลแห่งเทพนิยายทั่วโลก" ดินแดนแห่งความสุข
๘. โคมไฟ Hi Light จำลองงานเทศกาลต่างๆของประเทศไทย
๙. การประกวดโคมไฟร่วมสมัยและโคมไฟแบรนด์สินค้าต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแสดงจากศิลปิน
การเลือกซื้อสินค้าและเครื่องดื่ม ภายในงานอีกมากมาย

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000129671

สบศ.จัดโขน-ลิเกยิ่งใหญ่เทิดพระเกียรติในหลวง เตรียมชม! 3-7 ธ.ค.นี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 ตุลาคม 2552 14:34 น.
สบศ.จัดโขน-ลิเก ยิ่งใหญ่เทิดพระเกียรติในหลวง วันที่ 3-7 ธ.ค.นี้
แบ่งเค้กไทยเข้มแข็งได้ 35 ล้านหนุนนักเรียนนาฏศิลป์ 4 ภาคจัดการแสดง
หวังฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น-เรียนรู้ศิลปะภูมิภาคอื่น

วันนี้ (28 ต.ค.) นายกมล สุวุฒโฑ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
(สบศ.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหาร วธ.ว่า
จากการที่ สบศ.ได้รับงบประมาณจากโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล
35 ล้านบาทเพื่อเผยแพร่การแสดงและถ่ายทอดผลงานด้านศิลปะนาฏศิลป์ไทยนั้น
ขณะนี้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการดำเนินงานแล้ว แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ
1.การแสดงมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น การแสดงพื้นบ้านแต่ละท้องถิ่น อาทิ ลิเก
ลำตัด หมอลำ ฯลฯ โดยจะจัดให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแต่ละภาค ยกตัวอย่าง
นำการแสดงลำตัดของแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์
ซึ่งเป็นการแสดงพื้นบ้านของภาคกลาง ไปจัดแสดงในภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือ
ภาคใต้ ให้เด็กและเยาวชนในท้องถิ่นได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของคนไทยในภาคอื่นๆ
และ 2.การแสดงในราชสำนัก เช่น โขน ละคร
ตามมาตรฐานการแสดงที่สืบทอดมาแต่โบราณให้คงอยู่ต่อไป

อธิการบดีสบศ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้แสดง สบศ.
ได้มอบหมายให้วิทยาลัยนาฏศิลป์ 12 แห่งทั่วประเทศเปิดโอกาสให้นักเรียน
นักศึกษาในสังกัด ร่วมแสดงด้วย มีระยะเวลาดำเนินการ 8-10 เดือน
รวมไปถึงจัดหาสถานที่จัดแสดงในแต่ละจังหวัด เช่น ศาลากลาง ศาลาประชาคม
หรือลานแสดงวัฒนธรรม เพื่อ ให้ประชาชนได้รับชมการศิลปนาฎดุริยางค์
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติ และเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม
สำหรับสถานที่จัดแสดงในส่วนกลาง จัดไว้ 3 แห่ง คือ สวนสันติชัยปราการ
โบสถ์ติดกับโรงละครแห่งชาติ และศาลาเฉลิมกรุง รองรับผู้ชมได้ 300-400 คน
ทั้งนี้ การแสดงที่ศาลาเฉลิมกรุงจะมีการเก็บค่าเข้าชมในราคาถูกเพื่อนำเงินไปสร้าง
แหล่งเรียนรู้ทางศิลปะวัฒนธรรมด้วย
โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำตารางการแสดงของแต่ละภาค
คาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วๆ นี้ เพื่อเสนอให้ที่ประชุมผู้บริหาร
วธ.รับทราบต่อไป

"ที่ สำคัญ สบศ.ยังได้รับมอบหมายให้จัดการแสดงเทิดพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82
พรรษา ตั้งแต่วันที่ 3-7 ธันวาคมนี้ที่ลานแสดงกลางแจ้ง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร การแสดงแต่ละภาค ได้แก่ ภาคเหนือ อาทิ
การแสดงตีกลองสบัดชัย การฟ้อนรำ ภาคกลาง อาทิ เพลงพื้นบ้าน รำตัด
เพลงเรือ เพลงฉ่อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ โปงลาง รำวง รำแคน ภาคใต้
การแสดงมโนรา หนังตลุง ลิเกฮูลู ส่วนการแสดงโขน ละคร ในราชสำนัก
จะมีการแสดงชุดโขน นางลอย ศึกพรหมาสตร์ เป็นต้น" อธิการบดี สบศ.กล่าว

แม่.แม่..แม่

เมื่อคุณเกิดมาในโลกนี้ แม่อุ้มคุณไว้ในอ้อมอก
คุณขอบคุณแม่ด้วยการเปล่งเสียงร้องไห้

เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ แม่ป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ คุณขอบคุณแม่โดยการร้องไห้งอแง
เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ แม่สอนให้คุณหัดเดิน
คุณขอบคุณแม่ด้วยการวิ่งหนีทุกครั้งที่แม่เรียกหา
เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ แม่ทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก
คุณขอบคุณแม่ด้วยการโยนจานลงบนพื้น
เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ แม่ให้ดินสอสีแก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการระบายสีเลอะเต็มบ้าน
เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ แม่แต่งชุดสวยๆ(หรือหล่อๆ)ให้คุณไปเที่ยว
คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำชุดเลอะโคลน
เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ แม่ไปส่งคุณที่รร.
คุณขอบคุณแม่ด้วยการร้องไห้ตะโกนว่า ' ไม่ไป... ไม่ไป... ไม่ไป... ''
เมื่อคุณอายุ 7 ขวบ แม่ซื้อไอศกรีมให้คุณ < /FONT>
คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว
เมื่อคุณอายุ 8 ขวบ แม่ซื้อลูกบอลให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำกระจกเพื่อนบ้านแตก
เมื่อคุณอายุ 9 ขวบ แม่สอนให้คุณเล่นเปียโน คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม

เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ แม่พาคุณไปเรียนพิเศษและพาไปงานวันเกิดเพื่อน
คุณขอบคุณแม่ด้วยการกระโดดลงจากรถโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามอง
เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ แม่พาคุณกับเพื่อนไปดูหนัง
คุณขอบคุณแม่ด้วยการขอที่นั่งคนละแถว(หรือขอให้แม่ไม่ต้องดู)
เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ แม่เตือนคุณว่าอย่าดูทีวี
คุณขอบคุณแม่ด้วยการรอให้แม่ไปข้างนอกแล้วดูต่อ
เมื่อคุณอายุ 13 ปี แม่บอกให้คุณตัดผม คุณขอบคุณแม่ด้วยการด่าแม่ว่า '
แม่นี่...ไม่มีรสนิยมเลย ไม่ต้องกะหนู(ผม)หรอก '
เมื่อคุณอายุ 14 ปี แม่จ่ายเงินซัมเมอร์แคมป์
ที่แพงแสนแพงเพื่อให้คุณได้เรียนสิ่งที่ดีๆ
คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เขียนจดหมายหาแม่ซักกะฉบับ
เมื่อคุณอายุ 15 ปี แม่กลับบ้านหลักงานเลิกอยากกอดคุณสักกอด
คุณขอบคุณแม่ด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้อง
เมื่อคุณอายุ 16 ปี แม่สอนคุณขับรถ คุณขอบคุณแม่ด้วยการขับรถหนีแม่ไปเที่ยว
เมื่อคุณอายุ 17 ปี แม่จ่ายค่าเรียนกวดวิชา
คุณขอบคุณแม่ด้วยการให้แม่ส่งข้างนอกเพื่อจะได้ไม่อายเพื่อน
เมื่อคุณอายุ 18 ปี แม่ร้องไห้ในวันที่คุณจบชั้นมัธยม
คุณขอบคุณแม่ด้วยการฉลองยันเช้า
เมื่อคุณอายุ 19 ปี แม่รอโทรศัพท์สายสำคัญ คุณขอบคุณแม่ด้วยการใช้สายตลอดคืนนั้น

เมื่อคุณอายุ 20 ปี แม่ถามว่าคุณมีแฟนรึยัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการตอบว่า '
แม่อย่ามายุ่งกะหนู(ผม)เลย '
เมื่อคุณอายุ 21 ปี แม่แนะนำอาชีพของแม่ให้คุณทำในอนาคตของคุ ณ
คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า ' หนู(ผม)ไม่อยากเป็นอย่างแม่ '
เมื่อคุณอายุ 22 ปี แม่อยากกอดคุณในวันรับปริญญา
คุณขอบคุณแม่ด้วยการกอดกับเพศตรงข้ามกับคุณ
เมื่อคุณอายุ 23 ปี แม่ซื้ออพาร์ตเม้นท์และเฟอร์นิเจอร์ให้แก่คุณ
คุณขอบคุณแม่ด้วยการว่ากับเพื่อนๆลับหลังว่า '
มันช่างเชยและน่าเกลียดเสียนี่กระไร '
เมื่อคุณอายุ 24 ปี แม่บอกให้คุณพาแฟนของคุณมาหาแม่ เมื่อคุณพามา
แม่ถามพวกคุณว่าอนาคตวางแผนไว้ว่าอย่างไร
คุณขอบคุณแม่ด้วยการจ้องเขม็งและพูดว่า ' แม่จะมายุ่งอะไรกะหนูอีกเนี่ย '
เมื่อคุณอายุ 25 ปี ( สำหรับผู้ชาย)แม่ช่วยออกค่าสินสอดให้กับคุณ
และบอกกับคุณว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า '
อายคนอื่นเขาน่า แม่ '
( สำหรับผู้หญิง)แม่ช่วยออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานให้คุณ
และบอกว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน < /FONT> คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า '
หนูอยากไปอยู่ต่างประเทศเพื่อจะได้สวีทกับแฟนโดนไม่มีแม่ '

เมื่อคุณอายุ 30 ปี แม่โทรมาหาและแนะนำวิธีเลี้ยงเด็ก
คุณขอบคุณแม่โดยการบอกว่า ' สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะค่ะแม่ '

เมื่อคุณอายุ 40 ปี แม่โทรมาชวนคุณไปงานวันเกิดญาติ
คุณขอบคุณแม่และญาติว่า ' ตอนนี้ไม่ว่างเลย '

เมื่อคุณอายุ 50 ปี แม่ชราและไม่สบาย อยากให้คุณดูแล
คุณขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่า ' มันเป็นภาระนะแม่ หนูมีงานอีกเยอะแยะ '
และแล้ววันหนึ่ง แม่จากคุณไปอย่างสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน
จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ
โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่ ' แม่ '
ไม่มีอะไรมาแทนแม่ได้ แม้ว่าบางคราวแม่จะไม่ใช่คนที่เข้าใจคุณมากที่สุด
หรือเห็นด้วยกับคุณ แต่ก็คือ ' แม่ ' ของคุณ
และเชื่อได้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังคุณ ความกังวลของคุณ
ลอง ถามตัวเองดู คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้า ความกังวลใจไม่ว่าจากการงาน
จากงานบ้าน หรือจากงานในครัวของแม่ไหม
คุณเคยนึกถึงความทุกข์ของแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อคุณและทุกคนไหม
รักแม่ให้มาก แม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างการ เพราะเมื่อแม่จากไป
จะเหลือเพียงความเสียใจและความทรงจำเท่านั้น

อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด รัก ' แม่ ' ให้มากกว่ารักตัวเอง
แสดงให้แม่รู้ว่าคุณก็ ' รัก ' ก่อนที่จะทำได้เพียงบอกรักกับ ' รูป '
ของแม่เท่านั้น
ถ้าใครเป็นคนที่รัก ' แม่ '
โปรดส่งข้อความนี้ไปให้ได้อย่างน้อย 9 คน
แล้วคุณจะโชคดี...................

อานิสงส์ ๑๐ ข้อ ของการไม่กินเนื้อสัตว์

จิตใจสว่างไสว


อานิสงส์ขั้นต้นของการไม่กินเนื้อสัตว์
ไม่ฆ่าสัตว์และไม่เบียดเบียนสัตว์คือจะทำให้ชีวิตของเราไม่ต้องตายด้วย
ปืนผาหน้าไม้ คมหอกคมดาบ ไม่ตายด้วยเหตุกาณ์อันน่าสยดสยอง

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า
อานิสงส์ขั้นต้นของการไม่กินเนื้อสัตว์
ไม่ฆ่าสัตว์และไม่เบียดเบียนสัตว์คือจะทำให้ชีวิตของเราไม่ต้องตายด้วย
ปืนผาหน้าไม้ คมหอกคมดาบ ไม่ตายด้วยเหตุกาณ์อันน่าสยดสยอง หรือภัยพิบัติ
ต่างๆ ทั้งยังสามารถตัดกรรมในเรื่องการฆ่าและยุติการจองเวรกับสรรพสัตว์
ทั้งหลายอีกด้วย

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระผู้เปี่ยมล้นด้วย
พระเมตตาอันมิอาจประมาณได้ทรงรักใคร่สรรพสัตว์ทั้งหลายประดุจลูกในอุทร
ของ พระองค์เองเมื่อได้บรรลุอนุตตรสัมโพธิญาณสูงสุดแล้ว ก็ยังทรงมีพระทัย
ห่วงใยปรารถนาให้เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ได้หลุดพ้นออกจากบ่วงกรรม
และระงับดับ การจองเวรซึ่งกันและกัน

ในบรรดาบาปกรรมทั้งหลายที่คนหลงผิดกระทำไปการเบียดเบียนฆ่า
ทำลาย ชีวิตผู้อื่นถือเป็นบาปกรรมที่ร้ายแรงที่สุดแม้ว่าจะกระทำลงไปโดยไม่เจตนา
ก็ยังต้องไปรับโทษ นับประสาอะไรกับการจงใจเจตนาฆ่าเขาให้ตายโทษทัณฑ์
นั้นจะยิ่งใหญ่หลวงและไม่อาจให้อภัยได้

ด้วยเหตุที่พระพุทธองค์ทรงมีพระประสงค์ให้เราทุกคนละเว้นจากการ
ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และเลิกเบียดเบียนผู้อื่นโดยเด็ดขาด
พระองค์จึงทรงบัญญัติศีลข้อ "ปาณาติบาต"
คือห้ามการฆ่าเป็นข้อที่สำคัญอันดับหนึ่ง

ขอให้เราจงมาร่วมกันศึกษาพิจาร ณาพระพุทธวจนะว่าด้วยเรื่อง
"อานิสงส์ ๑๐ ข้อของการไม่กินเนื้อสัตว์" เพื่อจักได้นำไปเป็นแนวทางในการ
ปฏิบัติและบำเพ็ญธรรมให้สูงขึ้นไป

ในพระสูตรของพระพุทธศาสนามหายานเล่าว่า

"สมัยหนึ่ง... องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้เสด็จไปเทศนาโปรดบรรดาเหล่าพญานาคทั้งหลาย พระพุทธองค์ได้ทรงตรัส
ธรรมกถาวิสัชนาแสดงแก่พญานาคราชความว่า

"บุคคลใดหยุดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และงดเว้นเสียจากการ
เสพเลือดเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังชี้นำส่งเสริมให้หมู่ชนทั้งหลายหยุดฆ่า
หยุดเสพชีวิตเลือดเนื้อผู้อื่น"

บุคคลผู้นั้นย่อมห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปวง และบริบูรณ์พร้อม
ด้วยอานิสงส์ทั้ง ๑๐ ประการอันได้แก่:

๑.เป็นที่รักใคร่ของบรรดาเทพพรมตลอดจนมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย

๒.จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น

๓.สามารถตัดขาดความอาฆาตดับอารมณ์เหี้ยมโหดเครียดแค้นในใจลงได้

๔.ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย

๕.มีอายุมั่นขวัญยืน

๖.ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากวัชรเทพทั้งแปด

๗.ยามหลับนิมิตรเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นศิริมงคล

๘.ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน

๙.สามารถดำรงอยู่ในกระแสแห่งนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสู่อบายภูมิ

๑๐.ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตญาณจะมู่งสู่คติภพ

เผย "ภูมิคุ้มใจ" วัยรุ่นลาว กับวิถีพิทักษ์วัฒนธรรม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 10:58 น.
บรรยากาศการใกล้ชิดกับบวรพุทธศาสนาของคนลาว
รายงานพิเศษโดย : เจิมใจ แย้มผกา

"ใน มิติวัฒนธรรม เราต้องดูประเทศลาวเป็นตัวอย่าง
ทุกวันนี้เหมือนเด็กของเราไปไกลเกินไปแล้ว
ตามตะวันตกจนลืมความเป็นตัวตนของเรา
ในขณะที่ลาวยังคงรักษาประเพณีไว้ได้เป็นอย่างดี
ยังคงไม่ทิ้งตัวตนและรากเหง้าของตนเอง
ผมห่วงว่าเด็กของเราจะลืมความเป็นตัวเอง"

ปากคำข้างต้นมาจากเบอร์หนึ่งแห่งกระทรวงวัฒนธรรม "ธีระ สลักเพชร"
ที่กล่าวภายหลังเดินทางเยือน ส.ป.ป.ลาว
เพื่อหารือกรอบความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างไทย-ลาว...บ้านพี่เมืองน้อง
ที่ห่างกันเพียงแม่โขงกั้น

แต่นัยแห่งประโยคนี้กลับยาวกว่าเนื้อข้อความที่กล่าวออกมามากนัก
เมื่อได้เห็นภาพความเป็นระเบียบของเด็กและเยาวชน
ตลอดจนประชาชนทุกเพศทุกวัย
ที่ยังคงดำรงวิถีชีวิตตามแนวกรอบประเพณีดั้งเดิมที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน


นายหมุนแก้ว ออละบุน รมว.แถลงข่าวและวัฒนธรรมสปป.ลาว
สตรีลาวยังคงนุ่งซิ่นในเวลาเรียนและเวลาราชการ
น้อยมากที่จะสวมกางเกงให้เห็น ภาพการห่มสไบเข้าวัดเข้าวา
เพื่อทำบุญสุนทาน
ภาพความสัมพันธ์อันสวยงามอบอุ่นระหว่างสมาชิกในครอบครัวและมิตรไมตรีที่
เผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง

... เหล่านี้คือภาพที่เคยสวยงามและเคยแจ่มชัดในประเทศไทย
เมื่อกว่าห้าสิบปีที่แล้ว และค่อยๆ
เลือนจางไปตามกาลเวลาที่ย่างเข้าสู่ปัจจุบันสมัย

"หมุนแก้ว ออละบุน" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม
ส.ป.ป.ลาว บอกเล่าถึงเคล็ดไม่ลับการสร้างภูมิคุ้มใจให้แก่เด็กและเยาวชนลาว
ให้รู้รัก รักษา และภาคภูมิใจวัฒนธรรมอันดีของประเทศลาว ว่า
ในลาวไม่มีการออกกฎหมายบังคับให้ "แม่หญิงลาว" ทุกคนสวมใส่ผ้าซิ่น
แต่กระทรวงแถลงข่าวฯ จะทำหน้าที่สร้างความเข้าใจ ปลุกจิตสำนึก
และรณรงค์ให้คนลาวทุกคนทราบว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี
สิ่งใดทำแล้วจะงดงามตามจารีตประเพณี และสิ่งใดเป็นการทำลายวัฒนธรรม

ชุดนักศึกษาลาว

"เราพยายามปลูกจิตสำนึกตั้งแต่ยังน้อยๆ สร้างครอบครัววัฒนธรรมลาว
ให้ความรู้พ่อแม่ ให้ไปสอนลูก เราก็จะได้ครอบครัววัฒนธรรม
มีครอบครัวแบบนี้มากๆ เราก็จะได้บ้านวัฒนธรรม ขยายเป็นชุมชน เป็นเมือง
เป็นประเทศ วัฒนธรรมนี่สำคัญมาก ถ้าไม่มีวัฒนธรรม ก็คือ ไม่มีประเทศชาติ
เพราะวัฒนธรรมจะเป็นเครื่องบอกตัวตนของคนในชาติ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ
ซึ่งหากเว้นเสียจากการมีวัฒนธรรมแล้ว เราก็จะไม่รู้ว่าเราเป็นใคร"

ฯพณฯ หมุนแก้ว อธิบาย ไม่ใช่ว่าสิ่งใหม่ๆ จากตะวันตกไม่ดี
ถ้าปฏิเสธการรับสิ่งใหม่ๆ จากตะวันตกไปโดยสิ้นเชิงเลย
ก็จะทำให้ลาวก้าวไม่ทันโลก
แต่ถ้ารับมากเกินไปก็จะเสียอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา ดังนั้น
จึงต้องเลือกว่าอะไรเหมาะอะไรดีกับประชาชนก็รับเข้ามา
พร้อมทั้งสร้างความรู้ให้ประชาชนเพื่อรู้เท่าทัน

"เราไม่ห้ามถ้าวัยรุ่นลาวแดนซ์แบบตะวันตก
แต่เราต้องไม่ลืมรูปแบบการฟ้อนของเรา"

รมว.แถลงการณ์ฯ แห่ง ส.ป.ป.ลาว
ได้บอกเล่าถึงมาตรการควบคุมสื่อลามกให้อยู่ห่างเด็กและเยาวชน ว่า
เป็นไปไม่ได้ที่จะปกปิดหรือห้ามปราม สิ่งที่ดีที่สุด คือ
การสอนให้เด็กของรู้จักเลือกเสพ

"อินเทอร์เน็ตสมัยนี้คลิกเดียวแลได้ทั่วโลก
เราจะไปปิดไปกั้นก็ไม่ได้ มันทำยาก สร้างเด็กเราให้เลือกเป็น
ให้มีสำนึกง่ายกว่ามาก"


ชุดนักเรียนประถมของลาว
ฟัง "ท่านหมุนแก้ว" ทิ้งท้ายไว้แบบนี้แล้วรู้สึกจุกในหัวอก
วิธีการสร้างภูมิคุ้มใจให้แก่เด็กๆ
ที่แสนเรียบง่ายทว่าได้ผลมหาศาลและไม่สิ้นเปลือง แถมเป็นการแก้ที่ชะงัด
เพราะในความเป็นจริง สิ่งล่อใจและสิ่งยั่วยุต่างๆ
ถูกระบบทุนนิยมผลิตขึ้นมาทุกวัน
การจะไปออกกฎหมายตามแก้หรือบังคับห้ามดูจะเป็นเรื่องยาก
สิ่งที่ได้ผลที่สุดคือการตัดไฟแต่ต้นลม คือ
การให้ความรู้กับทรัพยากรมมนุษย์ให้รู้จักเลือกอย่างที่ลาวกำลังทำอยู่นั่น
เอง

แต่ เมื่อแลกลับมามองสภาพสังคมในประเทศไทย
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่แล้ว ภาพที่พ่อแม่ยุคใหม่ทิ้งลูกไว้ให้พี่เลี้ยง
หรือแม้กระทั่งให้โทรทัศน์เป็นพี่เลี้ยงลูก ภาพเด็กที่คำนำหน้ายังไม่เป็น
"นางสาว" ใส่สายเดี่ยว เอวลอย กางเกงขาสั้นเดินเที่ยวตามศูนย์การค้า
ภาพดาราวัยรุ่นที่ยังอายุแค่สิบแปดปีเดินเข้าไปใช้บริการเธคผับ
แล้วให้สัมภาษณ์เมื่อถูกถามว่า เข้ามาได้อย่างไร
เธอก็ตอบอย่างไร้สำนึกว่าตนเองเป็นบุคคลสาธาณะที่เด็กๆ
อาจมองเป็นแบบอย่างว่า "ใช้สองขาเดินเข้ามา" อย่างนี้แล้ว หนักใจแทน
"รัฐมนตรีธีระ" อยู่ครามครัน แต่ก็ต้องส่งกำลังใจไปให้หอบใหญ่ๆ
ให้ผลักดันและสร้างสำนึกวัฒนธรรมดีๆ ให้แก่เด็กไทยให้ได้
ไม่เช่นนั้นอีกไม่นาน เราอาจจะเห็นเด็กไทยที่เป็นเด็กไทยแต่ชื่อ
หากทว่าตัวตนไร้ซึ่งอัตลักษณ์ไปโดยสิ้นเชิง!

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000129087

เหล้าทำสูญงบชาติ 3.5 ล้านบาท/ปี มากกว่าค่าสร้าง "สุวรรณภูมิ"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 15:25 น.
"เอ็น จีโอ" แฉกลางวง "กมธ." เหล้าผลาญงบชาติปีละ 3.5 แสน
ลบ.มากกว่าค่าก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ นักดื่มหน้าใหม่พุ่งติดอันดับโลก
ส่วนปริมาณการกินเฉลี่ยต่อคนสูงใกล้ท็อปในเอเชีย โวย "เสธ.หนั่น"
ปธ.นโยบายรัฐ ทำเฉยไม่จริงใจ-มีผลประโยชน์ทับซ้อน "ไกรศักดิ์" ยอมรับ
ทุนเหล้า หนุนหลัง "นักการเมือง" เตรียมระดมทุก "กมธ." ยื่นหนังสือกดดัน
"สนั่น-อภิสิทธิ์" จริงจังปราบเหล้าปั่น-ผับรอบมหาลัย


ที่รัฐสภา เวลา 10.00 น. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง
การสื่อสารมวลชน ที่มี นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ
ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ได้เชิญเครือข่ายองค์กรงดเหล้า
เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
ให้ข้อมูลถึงปัญหาร้านเหล้ารอบสถานศึกษา
และปัญหาเหล้าปั่นที่มอมเมาเยาวชน นักเรียนนักศึกษา

นายสงกรานต์ ภาคโชคดี ผอ.เครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า
สถานการณ์ของปัญหาที่มาจากเหล้าในสังคมไทยมีมากขึ้น
ยิ่งช่วงใกล้เทศกาลลอยกระทงจะมีเหตุการณ์เมาตกน้ำอีกจำนวนมาก
ค่าใช้จ่ายที่หมดกับสุราในสังคมไทยปีละ 2 แสนล้านบาท
มากกว่าค่าก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากนี้
ยังต้องมีค่าเสียหายอันเกิดจากเหล้าปีละ 3.5 แสนล้านบาท
รัฐบาลเข้าใจผิดว่า การเก็บภาษีจากเหล้าได้มากเศรษฐกิจจะพัฒนา
เพราะธนาคารโลกก็ประกาศออกมาว่าหากประเทศไหนหยุดการดื่มเหล้าไม่ได้เศรษฐกิจ
จะไม่พัฒนา เห็นได้ชัดจากข้อมูลของกรมสรรพสามิตที่ว่ารัฐได้ภาษีจากเหล้า
1 บาท แต่รัฐบาลต้องจ่ายค่าเสียหาย 2 บาท

นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผอ.ศูนย์วิจัยสุรา กล่าวว่า
ประเทศไทยมีนักดื่มหน้าใหม่เกิดขึ้นมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยทั้งประเทศดื่มเหล้าเฉลี่ยคนละ 6-7 ลิตรต่อปี
ถือว่ามากติดอันดับต้นๆ ของเอเชียใกล้เคียงกับญี่ปุ่นและเกาหลี

น.ส.จิราพร กมลรังสรรค์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยราชพฤกษ์
กล่าวว่า ปัญหาเหล้าปั่นและร้านเหล้ารอบสถานศึกษาขณะนี้ระบาดอย่างหนักมอมเมาเยาวชน
นักศึกษาอย่างหนัก เมื่อเดือน ก.ย.ตนได้รวมตัวกับเพื่อนๆ ไปพบ พล.ต.สนั่น
ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี
ที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายแอลกอฮอล์แห่งชาติ
เพื่อให้ออกมาตรการเด็ดขาดในการควบคุม ซึ่ง เสธ.หนั่น
ก็รับปากว่าเห็นด้วยและจะดำเนินการในเดือนต.ค.แต่จนถึงวันนี้แล้วยังไม่มี
การเรียกประชุม โดยอ้างว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ต้องการให้ยุติเรื่องไว้ก่อน
ซึ่งตนและเพื่อนไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะนายอภิสิทธิ์
เคยตอบคำถามในเว็ปไซต์ชัดเจนว่าต้องการแก้ปัญหานี้อย่างเด็ดขาด

"พวก เราคิดว่า เสธ.หนั่น ไม่มีความจริงใจ
ในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มธุรกิจหรือไม่"
น.ส.จิราพร กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น.ยอมรับว่า
ขณะนี้ร้านเหล้าที่อยู่รอบสถานศึกษา และเหล้าปั่นมีจำนวนมาก
ส่วนใหญ่ไม่มีใบอนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้มากถึงเดือนละ 400 ร้าน
แต่ปัญหาคือบทลงโทษค่อนข้างเบา โดยหากขายเหล้าฝรั่งถูกปรับ 2,000 บาท
ส่วนเหล้าไทย 500 บาท นอกจากนี้
เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอำนาจสั่งปิดด้วยซ้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของการประชุมนายไกรศักดิ์
กล่าวว่า เหล้าเป็นธุรกิจที่จ่ายเงินสนับสนุนนักการเมืองและพรรคการเมืองมายาวนาน
จึงทำให้รัฐบาลไม่สามารถมีนโยบายที่ขัดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเหล้าได้
เช่น การให้ชาวบ้านทำเหล้าได้เองในต่างประเทศเขาทำไวน์กันเป็นหมื่นยี่ห้อ
แต่เมืองไทยชาวบ้านทำไม่ได้ นอกจากนี้
ยังมีปัญหาที่ตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมายมีข่าวว่าไปเปิดร้านเหล้าเสียเองใน
ย่านถ.รัชดาภิเษก

"ผม จะให้
กมธ.ชุดนี้ร่างหนังสือแล้วไปประสานงานกับกมธ.ส.ส.ทุกคณะให้ร่วมลงชื่อ
ส่งไปถึง พล.ต.สนั่น
ให้รีบออกมาตรการแก้ปัญหาเหล้าปั่นและร้านเหล้ารอบสถานศึกษาอย่างจริงจัง
และอีกฉบับหนึ่งจะส่งไปยังนายอภิสิทธิ์ ให้กดดัน พล.ต.สนั่น อีกทางหนึ่ง"
นายไกรศักดิ์ กล่าว

พระบรมราโชวาทที่ควรรับไว้เหนือเกล้า

โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน 28 ตุลาคม 2552 15:14 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะทรงเป็นพระประมุข มีพระเนตรอันยาวไกล
มีความเข้าพระทัยต่อสังคมไทยและการบริหารราชการแผ่นดิน
พระบรมราโชวาทที่ทรงพระกรุณาให้กับประชาชนชาวไทยทั่วไป
หรือต่อข้าราชการนั้น
เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรับเหนือเกล้านำไปพินิจพิเคราะห์และนำไปปฏิบัติ
สิ่งซึ่งพระองค์ทรงกล่าวเน้นก็คือ ผลประโยชน์
ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ความสุขของประชาชน และการพัฒนาสังคม
โดยพระองค์ท่านทรงเน้นถึงความซื่อสัตย์สุจริต
การทำงานที่จริงจังการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
การหลีกเลี่ยงจากการประพฤติปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเสียหาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาสังคมต้องแก้ด้วยภูมิปัญญา
และสังคมจะพัฒนาได้นั้นจะต้องมีความสามัคคีปรองดองกัน
นอกจากนั้นการแก้ปัญหาจะต้องแก้ให้ถูกทาง
มิฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายและเพิ่มปัญหามากยิ่งขึ้น
พระองค์ทรงเน้นถึงการกระทำสิ่งที่ถูกต้อง สร้างความยุติธรรมในสังคม
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเอื้ออาทรต่อกัน ที่สำคัญที่สุด
การกระทำอันใดก็ตามจะต้องเป็นการกระทำที่เกิดประโยชน์ต่อแผ่นดิน

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นอกจากสะท้อนถึงความมีพระปรีชาสามารถในเรื่องการปกครองบริหารแล้ว
ยังถือได้ว่าประหนึ่งคำสอนที่เป็นธรรมะสำหรับการดำรงตนเพื่อให้เกิดความสุข
ความเจริญต่อตนเอง ต่อครอบครัว
แต่ที่สำคัญที่สุดคือต่อสังคมและประเทศชาติโดยรวม

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในยุคที่นายอุทัย พิมพ์ใจชน
เป็นประธานรัฐสภา
ได้มีการตัดตอนย่อพระบรมราโชวาทบางส่วนมาเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติตามรอย
พระยุคลบาท โดยมีการตีพิมพ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2545
บางส่วนของพระบรมราโชวาทที่ได้มีการยกเอาส่วนที่ครอบคลุมหัวข้อดังกล่าวมา
เบื้องต้นมีดังต่อไปนี้ คือ

"...ประเทศของเรามีเอกราชอธิปไตยและความเจริญมั่นคงมาได้จนทุกวันนี้
เพราะคนไทยทุกหมู่เหล่ายึดมั่นในชาติบ้านเมือง
และรู้จักทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายแต่ละคนให้ประสานส่งเสริมกัน..."

"... การที่จะให้ประเทศชาติมีความมั่นคง มีความสุขและความเจริญ
ย่อมต้องอาศัยความสามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
สำหรับผู้ที่ยังไม่เดือดร้อนนักก็ควรจะช่วยผู้ที่เดือดร้อนมากกว่า..."

"...การดำรงรักษาชาติประเทศนั้นมิใช่หน้าที่ของบุคคลผู้ใดหมู่ใดโดย
เฉพาะ หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกๆ ฝ่าย ทุกๆ คน
ที่จักต้องร่วมมือกระทำพร้อมกันไป โดยสอดคล้องกัน เกื้อกูลกัน
และมีจุดมุ่งหมาย มีอุดมคติร่วมกัน..."

"... ความเจริญผาสุกและความตั้งมั่นของบ้านเมือง
เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดที่บุคคลพึงรำลึกถึงและพึงประสงค์
และความเจริญมั่นคงนั้นจะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อประชาชนในชาติมีความอยู่ดีเป็นปกติสุขปราศจากทุกข์ยากเข็ญ..."

"...ความสามัคคีพร้อมเพรียงกันเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการปฏิบัติ
บริหารงานใหญ่ๆ เช่น งานของแผ่นดิน
และความสามัคคีนี้จะเกิดมีขึ้นมั่นคงได้
ก็ด้วยบุคคลในหมู่ในคณะมีคุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวผูกพันจิตใจของกันและ
กันไว้..."

"... เมื่อใดมีความเข้มแข็งมีความสามัคคีก็จะทำให้บ้านเมืองมีพลังยิ่งขึ้นเมื่อ
นั้น เมื่อบ้านเมืองมีพลังยิ่งขึ้น
ก็สามารถที่จะทำให้พวกเราเองมีความปลอดภัยและมีความก้าวหน้าในที่สุด"

"...ผู้ที่ปฏิบัติงานโดยดีโดยบริสุทธิ์แล้ว
ย่อมได้มีส่วนในการช่วยประเทศชาติให้อยู่เย็นเป็นสุข..."

"... ความมีใจจริงที่ขาดไม่ได้ในการทำงานมีสองประการ
ประการที่หนึ่ง คือ ความจริงใจต่อผู้ร่วมงาน
ซึ่งมีลักษณะประกอบด้วยความซื่อตรง เมตตา หวังดี
พร้อมเสมอที่จะร่วมมือช่วยเหลือและส่งเสริมกันทุกขณะ
ทั้งในฐานะผู้มีจุดประสงค์ที่ดีร่วมกัน
และในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติร่วมโลกกัน ประการที่สองได้แก่
ความจริงใจต่องาน
มีลักษณะเป็นการตั้งสัตย์อธิษฐานหรือการตั้งใจจริงที่จะทำงานให้เต็ม
กำลัง..."

"...ถ้าเราจะเอาแต่ชนะ มันก็ต้องมีแพ้ แต่ถ้าเราปรองดองกัน
มีแต่ชนะไม่มีแพ้..."

"...การแก้ไขปัญหานั้น ถ้าไม่ทำให้ถูกเหตุถูกทาง
ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง
มักจะกลายเป็นการเพิ่มปัญหาให้มากและยุ่งยากขึ้น..."

"...ประโยชน์ส่วนรวมนั้นเป็นประโยชน์ที่แต่ละคนพึงยึดถือเป็นเป้า
หมายหลักในการปฏิบัติตนปฏิบัติงาน เพราะเป็นประโยชน์อันยั่งยืนแท้จริง
ซึ่งทุกคนมีส่วนได้รับทั่วถึงกัน..."

"... เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น
ทุกคนชอบที่จะทำความคิดความเห็นให้สอดคล้องกัน
ร่วมกันพิจารณาหาทางแก้ไขด้วยเหตุและผลตามเป็นจริงบนพื้นฐานอันเดียวกัน
ก็จะเห็นแนวทางปฏิบัติแก้ไขได้อย่างเที่ยงตรง ถูกต้อง และเหมาะสม..."

"...งานรักษาความมั่นคงของประเทศเป็นงานที่กว้างขวางและละเอียดลึก
ซึ้งเกี่ยวเนื่องถึงงานของบ้านเมืองทุกๆ ส่วน
ทั้งยังต้องปรับเปลี่ยนแผนและกระบวนการปฏิบัติให้ถูกต้องทันตามสถานการณ์
เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา..."

"... ความเพียรที่ถูกต้องเป็นธรรมและพึงประสงค์นั้น คือ
ความเพียรที่จะกำจัดความเสื่อมให้หมดไป และระวังป้องกันมิให้เกิดขึ้นใหม่
อย่างหนึ่ง กับความเพียรที่จะสร้างสรรค์ความดีความเจริญให้เกิดขึ้น
และระวังรักษามิให้เสื่อมสิ้นไปอย่างหนึ่ง ความเพียรทั้งสองประการนี้
เป็นอุปการะอย่างสำคัญแก่การปฏิบัติตนปฏิบัติงาน..."

"...การยึดมั่นในผลประโยชน์ของแผ่นดิน และความถูกต้องเป็นธรรม
เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ..."

"...การทำหน้าที่ได้สมบูรณ์เป็นทั้งรางวัลและประโยชน์อย่างประเสริฐ
จะทำให้บ้านเมืองไทยของเราอยู่เย็นเป็นสุขและมั่นคง..."

"...ไม่ว่าจะปฏิบัติภาระหน้าที่อันใดทั้งส่วนน้อยส่วนใหญ่ขอให้ปรารภประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นจุดหมายสูงสุด..."

"... เมื่อพบอุปสรรคใดๆ อย่าเพิ่งท้อแท้จะหมดกำลังใจง่ายๆ
จงตั้งใจทำให้ดี คิดหาทางที่จะแก้ไขผ่อนคลายอุปสรรคต่างๆ
ด้วยเหตุผลและหลักวิชา ไตร่ตรองด้วยความสุขุมรอบคอบ
และเยือกเย็นงานก็จะลุล่วงไปได้ด้วยดี..."

"...การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัว
ให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่นเป็นพื้นฐานนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด
เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง
ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้โดยแน่นอน..."

"... ความสุขความเจริญที่แท้จริงอันควรหวังนั้น
เกิดขึ้นได้จากการกระทำและความประพฤติที่เป็นธรรม มีลักษณะสร้างสรรค์ คือ
อำนวยผลที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตัวแก่ผู้อื่น
ตลอดถึงประเทศชาติโดยส่วนรวมด้วย..."

"...ความทุกข์เดือดร้อนของประชาชนนั้น
มิใช่เป็นความรับผิดชอบของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ
แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน
ที่จะต้องช่วยกันแก้ไขป้องกันโดยเต็มกำลัง..."

"... ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น
หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม
ทั้งในเจตนาและการกระทำ
ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญหรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น..."

"...การที่จะทำงานให้สัมฤทธิผลที่พึงปรารถนา คือ
ที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น
จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต
ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วย..."

"...ปัญหาทุกอย่างไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มีการแก้ไขได้
ถ้ารู้จักคิดได้ดี ปฏิบัติได้ถูก..."

"...ผู้ที่ทำงานดี มีความซื่อสัตย์สุจริตอย่าท้อใจ..."

จากพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่ยกมาข้างต้น
นอกจากจะสะท้อนถึงพระราชดำรัสอันลึกซึ้งขององค์พระประมุข
ยังสะท้อนถึงความเข้าพระทัยอย่างดีในปัญหาสังคม ระบบราชการ การบริหาร

ถ้าหากว่าประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่
รับใช้ประชาชนและสังคม นำเอาประเด็นต่างๆ
ที่กล่าวมาเบื้องต้นอันเป็นส่วนสำคัญของพระบรมราโชวาทที่ทรงมีไว้หลายครั้ง
น่าจะเป็นแนวทางสำหรับการทำงานที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์และได้ผลในที่สุด

มนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่องานสังคมและของประเทศชาติ
อาจจะต้องตั้งตัวอยู่ในความไม่ประมาท
จะต้องมีการเตือนสติตนเองถึงเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อแนวทางปฏิบัติที่ได้มีการกลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี
ดังที่ปรากฏอยู่ในพระบรมราโชวาทที่กล่าวมาเบื้องต้น

ฮักเวียงสา เมื่อมาแอ่วน่าน/ปิ่น บุตรี

โดย ปิ่น บุตรี 28 ตุลาคม 2552 15:16 น.
โดย : ปิ่น บุตรี

สนง. เทศบาล ต.เวียงสา อดีตที่ว่าการ อ.สา ซึ่งในหลวงและพระราชินีเคยเสด็จมาประทับ
ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่า ณ ที่นั่นนอก"น่าน"
มีคนเรียกปลาให้ขึ้นมาว่ายเหนือน้ำได้

โอ้!?! แม่เจ้า อะไรมันจะออกแนวพระสังข์ปานนั้น

กับเรื่องแบบนี้แค่ได้ยิน มันย่อมสู้การไปพิสูจน์ให้เห็นจะจะกับตาไม่ได้

ว่าแล้วผมก็เดินทางไปพิสูจน์ความจริงกัน ณ จุดต้นทางของเรื่องที่
"เมืองเวียงสา" อ.เวียงสา
ที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองน่านไปทางทิศใต้ประมาณ 25 กม.

รู้จักนามเวียงสา

เมืองเวียงสา(อ.เวียงสา) เดิมชื่อ "เวียงป้อ,เวียงพ้อ" หรือ
"เมืองป้อ,เมืองพ้อ" ตามตำนานเล่าว่า ถ้ามีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น
จะมีการเรียกผู้คนที่มีอยู่จำนวนไม่มากนักในบริเวณนั้นมา"ป้อ"(รวม)กัน
ที่ปากแม่น้ำสา

ในอดีตเวียงป้อมีความสำคัญในฐานะเมืองประเทศราชของนครน่าน
จนกระทั่ง พ.ศ. 2440 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่
ร.ศ. 116 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเวียงป้อไปขึ้นกับแขวงบริเวณน่านใต้
ต่อมาถูกตั้งเป็น"กิ่งอำเภอเวียงสา" แล้วได้รับการยกฐานะเป็น
"อำเภอบุญยืน" ในปี พ.ศ. 2461

ปี พ.ศ. 2482 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอบุญยืนเป็น อำเภอสา
ก่อนเปลี่ยนเป็น อำเภอเวียงสาในปี พ.ศ. 2526 ซึ่ง 2 ชื่อหลัง
ตั้งตาม"ลำน้ำสา" ลำน้ำสำคัญของอำเภอที่มีต้นสาขึ้นอยู่เต็ม

อ.เวียงสา เป็นดังประตูสู่เมืองน่าน
เพราะถ้าจะเดินทางสู่น่านไปตามถนนสายหลักนั้น(ทางหลวงหมายเลข 101
กำแพงเพชร-น่าน) ต้องผ่าน อ.เวียงสาก่อน ซึ่งในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.
2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
เสด็จฯเยี่ยมราษฎรภาคเหนือ จากแพร่สู่ที่ว่าการอำเภอสา(ชื่อในขณะนั้น)
ด้วยพระราชพาหนะรถจี๊ป และโปรดเกล้าให้พสกนิกรเข้าเฝ้าฯ ณ หน้ามุขชั้น
2ของที่ว่าการอำเภอสา
จากนั้นจึงเสด็จฯต่อไปยังศาลากลางจังหวัดน่านในขณะนั้น(ปัจจุบันคือ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน)

การเสด็จฯครั้งนั้นของ 2
พระองค์ยังความปลาบปลื้มปีติของชาวอำเภอเวียงสามาจนถึงทุกวันนี้

เด็กๆตีกะหล๊กเรียกปลา
เที่ยวฮักเวียงสา

นอกจากจะเป็นประตูสู่น่าน
เป็นเมืองแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จมาประทับรอยพระบาทแรกในน่าน
เป็นเมืองที่มีคนเรียกปลาได้แล้ว เวียงสายังมีของดี
มีสิ่งน่าสนใจอีกหลายอย่าง

นั่นจึงทำให้ทางกลุ่ม"ฮักเมืองเวียงสา"กับชาวบ้านและภาคส่วนอื่นๆใน
อำเภอ ร่วมแรงร่วมใจกันจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมขึ้น
เพื่อให้ผู้มาเยือนละวางความรีบเร่ง
และได้รับรู้ถึงมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็กๆอันเรียบง่าย สงบงามแห่งนี้
โดยขอเป็นแหล่งท่องเที่ยวรองเชื่อมต่อจากเมืองน่าน

"ที่สำคัญกว่านั้น
คือเราอยากให้คนเวียงสารู้จักบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
ซึ่งการท่องเที่ยวจะทำให้คนเวียงสาเกิดการเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ บอกกล่าว
อธิบาย ต่อนักท่องเที่ยวได้"

เฉาก๊วย หนึ่งในผู้มีบทบาทของกลุ่มฮักเมืองเวียงสาบอกกับผม
พร้อมทั้งไม่ลืมที่พูดถึงในสิ่งที่ผมเป็นห่วงว่า
พวกเขากับชาวบ้านจะทำการท่องเที่ยวเป็นอาชีพเสริมแบบพอเพียงเท่านั้น
ด้วยไม่อยากให้เมืองเวียงสาถูกธุรกิจท่องเที่ยวทำลายจนเสียศูนย์
เสียอัตลักษณ์ของชุมชนไป เพราะการท่องเที่ยวถือเป็นดาบ 2 คม
ที่ต้องรู้จักมันให้ดี

แอ่วของดีเวียงสา

ฟังคุณเฉาก๊วยอธิบายแล้ว
ทีนี้ก็ต้องไปตะลอนๆเที่ยวชมของดีในเมืองนี้กันเสียหน่อย
โดยให้เฉาก๊วยกับกลุ่มฮักเมืองเวียงสาเป็นคนพาชม

จุดแรกนั้นผมมุ่งไปชมสิ่งสนใจที่ติดค้างไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องนั่นก็คือการไปดูคนเรียกปลา
ที่บ้านกะหล๊กน้ำน่านใต้

บ้านนี้เป็นบ้านไม้ใหญ่โตกว้างขวางติดริมแม่น้ำทิวทัศน์สวยงาม
กำลังทดลองจัดทำเป็นโฮมสเตย์
ทุกวันอาทิตย์จะมีการสอนภาษาล้านนาแก่ผู้ที่สนใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่
ใต้ถุนบ้าน ส่วนตรงลานริมน้ำหลังบ้านแขวน"กะหล๊ก"ไว้
มีลักษณะเป็นไม้คล้ายกระดึงผูกคอวัว
สมัยก่อนใช้ในการตีเรียกประชุมชาวบ้านหรือเคาะเรียกยามเกิดเหตุสำคัญ

แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีอื่นเข้ามากะหล๊กจึงค่อยๆเลือนหายไป
แต่ที่บ้านหลังนี้เขาเก็บกะหล๊กไว้เพื่อตีเรียกปลาให้มากินอาหาร
โดยทุกๆวันคนในบ้านจะนำอาหารปลาใส่ตะกร้าที่แขวนไว้กับผูกรอก
แล้วจึงเคาะกะหล๊กเสียงดัง ป๊กๆๆๆ ส่งสัญญาณไปถึงปลา
จากนั้นปลาแถวนั้นจะว่ายน้ำมารออาหารกันที่ผิวน้ำ
เจ้าของบ้านก็ปล่อยอาหารให้ปลากินอย่างสบายใจ
โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาจับเพราะชาวบ้านที่นี่เขาร่วมใจกันอนุรักษ์พันธุ์
ปลาในละแวกนี้ไว้

จักรยานเก่ามากมายที่เฮือนรถถีบ
นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ไม่ต้องใช้คาถาแบบพระสังข์หรือไม่ต้อง
เป็นจอมขมังเวทย์แต่อย่างใด
แต่ภูมิปัญญาแบบนี้แหละสามารถเรียกความสนใจของนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยเลย

อีกจุดหนึ่งในเวียงสาที่แม้กระทั่งคนเวียงสาหลายยังไม่รู้ก็คือ
"เฮือนรถถีบ" ของคุณลุงสุพจน์ เต็งไตรรัตน์
ที่เดิมคุณลุงเปิดร้านซ่อมจักรยาน
ก่อนพัฒนามาเป็นตำแทนจำหน่ายจักรยานยุโรป

ต่อมาด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงคนหันไปใช้รถยนต์ มอเตอร์ไซค์
แทนจักรยาน คุณลุงจึงหันมาเปิดปั๊มแทน
ส่วนจักรยานนั้นด้วยใจรักจึงไม่ทิ้ง
หากแต่นำเก็บสะสมไว้และซื้อหาจักรยานเก่าๆหายากมาเพิ่มเติม อาทิ
จักรยานล้อโต 64 นิ้วที่ซื้อมาจากพิพิธภัณฑ์เยอรมัน
จักรยานเก่าแบบพับเห็บได้ และจักรยานเก่าจากยุโรปหลากหลายยี่ห้อ เช่น
ราเลย์ กาเซีย โบบินฮูด ฟิลิปส์ นิวฮัทสัน
แล้วเปิดให้ชมในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ให้คนที่สนใจได้ชื่นชมกัน

ไหนๆก็พูดถึงจักรยานแล้ว คุณเฉาก๊วย
บอกว่าเวียงสาเป็นเมืองที่น่าปั่นจักรยานเที่ยวมาก
เพราะจะได้สัมผัสกับวิถีชิวิตอันเรียบง่ายของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด
ทั้งอาคารบ้านเรือน การดำรงชีวิต การทอผ้า การทำเรือ การทำสวนผลไม้
ซึ่งที่นี่มีผลได้อร่อยๆหลายอย่าง อาทิ ขนุน กล้วย มะละกอ ลองกอง
โดยใครที่มาเที่ยวเวียงสานั้น
ทางชุมชนเขามีจักรยานเตรียมไว้ให้รองรับได้ประมาณ 100 คนเลยทีเดียว

พระพุทธรูปยืนในโบสถ์วัดบุญยืน
นอกจากของดีตามที่กล่าวมาแล้ว
เวียงสายังมีพระพุทธรูปไม้ตะเคียนที่ใหญ่มาก ณ ศูนย์วิปัสนาสุญญตวิโมกข์
เป็นอีกหนึ่งสิ่งชูโรง และมี"วัดบุญยืน"เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง

วัดบุญยืน มีอายุกว่า 200 ปีแล้ว ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเทศบาล
ต.เวียงสา วัดนี้มีสิ่งน่าสนใจมากอยู่ที่โบสถ์ทรงล้านนาอิทธิพลสุโขทัย
มีประตูโบสถ์เป็นไม้แกะสลักรูปเทวดาและลวดลายพรรณพฤกษาอย่างปราณีตอ่อนช้อย
ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปยืนปางเปิดโลกเป็นพระประธาน
มีเสาโบสถ์ขนาดใหญ่ส่วนล่างเป็นปูนนำสายตาเข้าไปดูขรึมขลังเปี่ยมศรัทธายิ่ง
นัก

หลังออกจากการไหว้พระงามในโบสถ์วัดบุญยืน
ก่อนร่ำลาจากเมืองนี้ผมแวะยังจุดน่าสนใจสำคัญที่อยู่ตรงข้ามกับวัดนั่นก็คือ
สำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสา เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น รูปทรงสมส่วนกระทัดรัด

เดิมที่นี่คือที่ว่าการอำเภอสาซึ่งในหลวงและพระราชินีเคยเสด็จมา
ประทับ และโปรดเกล้าให้พสกนิกรเข้าเฝ้าฯ ณ มุขหน้าชั้น 2
ของที่ว่าการอำเภอตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น

นับได้ว่านี่คือหนึ่งในสถานที่ทรงคุณค่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีคุณค่าทางจิตใจอย่างสูงยิ่งของชาวเวียงสา

แต่ทว่าในยุคสมัยหนึ่ง
มีข้าราชการจำนวนหนึ่งกลับมองไม่เห็นความสำคัญในจุดนี้
กลับเห็นว่าควรทุบทิ้ง(เพราะเห็นเป็นอาคารไม้ไม่ทันสมัยทั้งที่ยังใช้งานได้
ดี)เพื่อสร้างอาคารตึก(ปูน)ใหญ่โตแทน
แต่ยังดีที่มีชาวบ้านและกลุ่มภาคีคนฮักเมืองน่านทัดทานไว้
เพราะเห็นเป็นอาคารทรงคุณค่า

นั่นจึงทำให้อาคารนี้ยังคงอยู่คู่เวียงสามาจนถึงทุกวันนี้พร้อมกับ
บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สำคัญของเมือง ซึ่ง ณ
วันนี้มีข่าวดีว่าทางเทศบาลตำบลจะปรับปรุงอาคารไม้หลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์
ท้องถิ่นเมืองเวียงสา ที่ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่าจะสัมฤทธิ์ผลเมื่อไหร่

อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้
มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเทศบาลตำบลบ่นให้ผมและสาธารณะชนจำนวนหนึ่งฟังว่า
เมื่อครั้งที่ในหลวงและพระราชินีเสด็จมาที่นี่
พระองค์ท่านทั้งสองได้เสด็จประทับบนเก้าอี้ไม้ 2 ตัว
ซึ่งถือเป็นเก้าอี้ทรงคุณค่าที่จะนำมาเป็นไฮไลท์ในการจัดพิพิธภัณฑ์
แต่วันนี้เก้าอี้ 2 ตัวนั้นอันตรธานหายไปนานแล้ว
เพราะถูกนายอำเภอผู้นิยมสะสมของเก่าบางคนฉกไปตั้งแต่เมื่อครั้งอดีต(ซึ่งแก
ก็ไม่รู้ว่าใคร) นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง

เฮ้อ...ใครหนอช่างกล้าทำได้ถึงเพียงนี้
ซึ่งถ้าเรื่องนี้จริงตามที่เจ้าหน้าที่คนนั้นอ้าง
ก็ให้รู้ไว้ด้วยว่าการกระทำแบบนี้ของมันผู้นั้น
มีคนก่นด่าและสาปแช่งต่อพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมตามไล่หลังอยู่เป็นจำนวนมาก

*****************************************

สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวเวียงสาเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ประสานงานกลุ่มฮักเมืองเวียงสา
08-5864-8920,08-6118-9054

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000128894

เคาะข่าวริมโขง : "นช.แม้ว" ยังดื้อแพ่ง ทวิตใส่ร้าย รบ.กลั่นแกล้งถอดยศ-ยึดเครื่องราชฯ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

รายการ "เคาะข่าวริมโขง" ออกอากาศทาง "อีสานทีวี" ช่วงเวลา
18.30-20.30 น.วันพุธที่ 28 ตุลาคม มี น.ส.วรรษมน ช่างปรีชา
เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยวันนี้ได้มีการเชิญ นายโสภณ องค์การณ์
อดีตบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
และหนึ่งในพิธีกรรายการ NEWS HOUR สุดสัปดาห์ นายประพันธ์ คูณมี
น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก ว่าที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ และ
นายเทิดภูมิ ใจดี อดีตผู้นำแรงงานและนักการเมืองอาวุโส
มาร่วมพูดคุยถึงหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกรณี
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอความเห็นมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
(สลค.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
เรื่องการถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากต้องพิพากษาถึงที่สุดในจำคุกคดีที่ดินรัชดาฯ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนรองลงมา นั่นคือ
กรณีท่าทีของสหภาพแรงงานการรถไฟฯ หลังจากที่ผู้บริหาร
ร.ฟ.ท.มีคำสั่งปลดพนักงานออก จำนวน 6 คน ฐานละเมิดคำสั่งศาลจังหวัดสงขลา
ขัดขวางการเดินรถไฟ

เริ่มต้นช่วงแรก น.ส.วรรษมน ได้ต่อสายสัมภาษณ์ นายสาวิทย์
แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานการรถไฟฯ มาชี้แจงถึงท่าที
หลังจากที่ผู้บริหาร ร.ฟ.ท.มีการสั่งปลดพนักงานออกจำนวน 6 คน โดย
นายสาวิทย์ กล่าวว่า จุดยืนของสหภาพฯ ต่อกรณีดังกล่าว ยังเหมือนเช่นเดิม
โดยถ้าหากภายใน 3 วันต่อจากนี้ ผู้บริหาร
ร.ฟ.ท.ยังนิ่งเฉยกับปัญหาที่เกิดขึ้น ทางสหภาพฯ
ก็จำเป็นต้องหยุดเดินรถไฟต่อไป แต่ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การกระทำเพื่อตัวเองและพวกพ้อง
เป็นเพราะต้องการให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในการใช้บริการ
รถไฟ

ส่วนกรณีที่ นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์
ตั้งข้อสังเกตถึงการต่อสู้ของสหภาพฯ ว่า
สอดคล้องกับการดำเนินการของพรรคการเมืองบางพรรค และเห็นว่า
ข้อเรียกร้องที่สหภาพฯ ระบุว่า
การเดินรถไฟในเส้นทางดังกล่าวไม่ปลอดภัยนั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น
นายสาวิทย์ กล่าวว่า จริงๆแล้ว ในฐานะที่ นายอาคม เป็น ส.ส.ภาคใต้
ก็น่าจะรู้ดี ว่าเส้นทางเดินรถไฟภาคใต้ปลอดภัยหรือไม่
โดยการที่ออกมาระบุว่า ตนสมควรจะลาออกจากตำแหน่งประธานสหภาพฯ ตนอยากให้
นายอาคม ลองมองดูปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะว่าข้อเสนอของสหภาพฯ
ที่เรียกร้องกับทางผู้บริหาร
ร.ฟ.ท.มีข้อไหนที่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง
มีแต่ความคำนึงถึงความปลอดภัยประชาชน จะเดินรถไปได้อย่างไร
ในเมื่อหัวรถจักร มันไม่พร้อม ดังนั้น
จะมาบอกว่าประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองได้อย่างไร
ในเมื่อที่ผ่านมา ปัญหามันอยู่ที่ผู้บริหาร ร.ฟ.ท.ไม่เคยสนใจที่จะแก้ไข
มิหนำซ้ำ วันนี้ยังมีการไล่พนักงานออก จำนวน 6 คน ตนอยากถามว่า
แบบนี้รัฐบาล และผู้บริหาร ร.ฟ.ท.ต้องการจะแก้ปัญหา
หรือต้องการปะทุให้เกิดความรุนแรง

นายสาวิทย์ กล่าวอีกว่า ทั้งหมดนี้ เป็นความพยายามจะทำให้การรถไฟฯ
กลายสภาพด้วยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
และเปิดทางให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการบริหาร ดังนั้น
ขวากหนามที่ขวางทางเรื่องนี้อยู่ คือ สหภาพฯ
ที่ค้ำเส้นทางทำมาหากินนักการเมืองที่หวังผลประโยชน์จากการเช่าที่ดินของ
ร.ฟ.ท.จึงต้องกำจัดสหภาพฯ ด้วยวิธีดิสเครดิต ทำให้สังคมมองว่า สหภาพฯ
จับประชาชนเป็นตัวประกัน ทั้งที่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา
สหภาพฯและพนักงานทุกคน ล้วนทำหน้าที่รับใช้ประชาชนด้วยความเต็มใจ
แม้องค์กรจะฝืดเคืองเพียงใด มีภาระหนักหนาสาหัสแค่ไหน
ทุกคนก็พร้อมทำเพื่อประชาชน แต่เวลากลับถูกประณาม
หาว่าไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง ดังนั้น ตนขอยืนยันว่า ท่าทีทุกอย่าง สหภาพฯ
ยังเหมือนเดิม คือ รัฐบาลและผู้บริหาร ร.ฟ.ท.
ต้องแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน ไม่เช่นนั้น
เหตุการณ์เช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกไม่จบไม่สิ้น

ช่วงต่อมา น.ส.วรรษมน เปิดประเด็น กรณี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เสนอความเห็นมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)
และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
เรื่องการถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากต้องพิพากษาถึงที่สุดในจำคุกคดีที่ดินรัชดาฯ

น.ส.อัญชะลี กล่าวเสริมว่า เมื่อเรื่องดังกล่าวมีความคืบหน้า
พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทวิตข้อความตัดพ้อ บอกว่า ขอบคุณรัฐบาล
และทุกฝ่ายที่ซ้ำเติมตน ซึ่งตนไม่รู้อะไร เพราะเป็นเรื่องธรรมดา
ที่รัฐบาลกระสันอยากทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ดังนั้น
เมื่อมีโอกาสเล่นงานและกลั่นแกล้ง จึงทำทุกวิถีทาง โดยถ้าหากฆ่าตนได้
คงทำไปนานแล้ว

นายโสภณ กล่าวประเด็นนี้ว่า ตนเชื่อว่า เรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ
คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าตัวเองต้องถูกถอดยศและยึดเครื่องราชฯ คืน
แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ถือเป็นการว่าตามระเบียบที่บัญญัติไว้ ซึ่ง
พ.ต.ท.ทักษิณ ก็รู้ดี ว่าระบุไว้อย่างไร

นายประพันธ์ กล่าวประเด็นเดียวกัน ว่า
ตนอยากให้พี่น้องและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังสู้ถวายหัวให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ
ลองมองดูความจริงว่า ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ เคยพูดความจริงอะไรบ้าง
เพราะเห็นแต่ชอบพูดจาวกไปวนมา หาเรื่องผู้อื่น ซึ่งล่าสุด
ได้ออกมาโวยวายหาว่า รัฐบาลกลั่นแกล้ง ทั้งที่ตัวเองทำผิดจริง
โกงบ้านเมืองจริง แบบนี้จะหาว่าคนอื่นซ้ำเติม
โดยการที่รัฐบาลออกมาดำเนินการเรื่องนี้
ก็เนื่องจากถึงเวลาแล้วที่ระเบียบดังกล่าวได้ชัดเจน
ว่าสมควรจะถอดยศและยึดเครื่องราชฯ ในเมื่อศาลตัดสินคดีสิ้นสุดแล้ว
มีการสั่งจำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ
กลับไม่ยอมสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งยังหลบหนีไปต่างประเทศ
ไม่กล้ากลับมา เช่นนี้แล้วใครกันแน่ที่ไม่ทำตามกฎหมาย

นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้หากว่ากันไปตามจริง
ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลที่เพิ่งมาดำเนินการ แต่ต้องสืบดู
ว่าแท้จริงแล้วองค์กรใดที่เตะถ่วงเรื่องนี้มานาน ซึ่งก็คือ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่สมัยนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
ยังเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อยู่ เรื่องนี้ดูดองไว้ตั้งแต่สมัยนั้น
ทั้งที่มีการส่งไปครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ปี 2551 เป็นเวลากว่า 1
ปีแล้ว ที่เรื่องนี้ไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น หาก พ.ต.ท.ทักษิณ
และกลุ่มคนเสื้อแดงจะหาเรื่องว่าผู้อื่น องค์กรที่สมควรโดนต่อว่า คือ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.พัชรวาท อดีต
ผบ.ตร.ที่เตะถ่วงเรื่องนี้มาตลอด

น.ส.วรรษมน กล่าวว่า หลังจากเรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าว ทางด้าน
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
รีบออกมาตอบโต้บอกว่า เรื่องการดำเนินการถอดยศและยึดเครื่องราชฯ
พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นคดีทางการเมือง
ไม่ใช่คดีทุจริต พร้อมกับเถียงว่า
ทั้งที่มีหลายคนที่โดนคดีร้ายแรงกว่านี้ ทำไมถึงไม่มีการดำเนินการถอดยศ

นายประพันธ์ กล่าวประเด็นนี้ ว่า ถ้าหาก นายนพดล พูดเช่นนี้
ต้องออกมาระบุให้ชัดไปเลยว่า
มีข้าราชการคนไหนที่กระทำความผิดแล้วไม่ถูกถอดยศ
หลังศาลตัดสินคดีสิ้นสุดแล้ว เพราะเท่าที่ตนเห็นก็มีอยู่คนเดียว คือ
พ.ต.ท.ทักษิณ พ่อของ นายนพดล ที่ยังไม่โดนถอด
โดยคนพวกนี้เวลาที่ตัวเองทำผิดอะไร ไม่ยอมพูดถึงความเลวความชั่วของตนเอง
กลับโทษกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมหาว่ากลั่นแกล้ง

ซึ่งถือว่าเสียดายที่ นายนพดล ร่ำเรียนกฎหมายจนได้เป็นนักกฎหมาย
แต่กลับว่าความ พูดจาเหมือนเอาสีข้างเข้าถู แถมยังบอกว่า
หากมีการถอดยศและยึดเครื่องราชฯ คืน จะทำให้บ้านเมืองแตกแยก
โดยตนอยากบอกว่า หาก นายนพดล ไม่อยากให้บ้านเมืองแตกแยก
ก็ต้องหยุดเคลื่อนไหว และบอกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาติดคุก
เนื่องจากกรณีนี้ต่อให้มีการเกณฑ์คนเสื้อแดงมาเป็นจำนวนมากเท่าไหร่
ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อทำผิดกฎหมาย ก็ต้องได้รับการลงโทษ
ต้องทำอย่างที่เป็นการเคารพกฎหมายบ้านเมือง

น.ส.วรรษมน กล่าวว่า ทางด้านกลุ่มคนเสื้อแดง จ.เชียงใหม่
มีปฏิกิริยาต่อกรณีการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยบอกว่า หากจะมีการทำเช่นนั้น
ต้องมีการถอดยศ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ด้วย
เนื่องจากก็ทำผิดร้ายแรงเหมือนกัน ทำไมรัฐบาลถึงไม่ยอมดำเนินการถอดยศ

นายโสภณ กล่าวประเด็นนี้ ว่า ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ
ชอบสร้างภาพทำให้กลุ่มคนเสื้อแดง เห็นว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย
ไม่ว่าจะทำอะไรกฎหมายก็เอาผิดตัวเองไม่ได้ แตะต้องไม่ได้
และชอบไปฟ้องคนอื่นและต่างประเทศ ว่า
ตัวเองถูกศาลไทยและกระบวนการยุติธรรมกลั่นแกล้ง
โดยดำเนินการสองมาตรฐานกับตัวเอง

นายเทิดภูมิ กล่าวเสริมประเด็นนี้ ว่า ไม่ว่าเรื่องอะไร
พ.ต.ท.ทักษิณ จะมองว่าตัวเองทำถูกหมดทุกอย่าง
ซึ่งถ้าหากใครไม่เห็นด้วยกับข้อนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ
และกลุ่มคนเสื้อแดงก็จะมองว่าฝ่ายศัตรู ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ
โกงบ้านเมือง ทุจริต คอร์รัปชันสารพัด แต่กลับไปบอกว่าต่างชาติ และ
สมเด็จฯฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า ตัวเองถูกกลั่นแกล้ง
ไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังหลอกใช้กลุ่มคนเสื้อแดงและชาวรากหญ้า
ออกมาสู้เพื่อตัวเองให้พ้นจากความผิด รวมทั้งไม่อยากติดคุก
ซึ่งการกระทำแบบนี้ ถือว่าเป็นสันดานของคนที่ไม่ยอมแพ้
ทั้งที่เวลานี้ตัวเองไม่มีอะไรจะสู้แล้ว แต่ก็ไม่หยุดสร้างความวุ่นวาย
ซ้ำร้ายยังมีการใช้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี
มาเป็นเครื่องมือในการเดินเกมป่วนเมือง
สร้างภาพว่ามีนายทหารใหญ่ที่เกษียณไปแล้วหนุนหลัง หากทำผิดจริง
คงไม่เห็นปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยความจริง
คนพวกนี้ทำเพื่อเงินอย่างเดียว

นายประพันธ์ กล่าวเสริมว่า เหมือนกับที่ นายสตีเฟน ยัง
ออกมาตีแผ่ความชั่วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบทำตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย
โดยเคยใช้เงินซื้อเจ้าหน้าที่ศาลบางคน
เพื่อช่วยเหลือคดีที่ตัวเองและครอบครัวทำผิด แต่เวลานี้
กลับมาบอกว่าศาลไทยกลั่นแกล้ง ที่สั่งจำคุก 2 ปี เห็นได้ชัดว่า ธาตุแท้
พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเช่นไร

นายโสภณ กล่าวประเด็นนี้ ว่า ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือ
เป็นภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างความแตกแยกให้แก่ประเทศไทย
รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกัมพูชา หรือพม่า
ตอนนี้ก็เดือดร้อน เนื่องจากการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนจึงถือว่า
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย นอกจาก ออกญาจักรี
ไม่เคยมีคนไทยคนไหนสร้างความแตกแยกให้แก่บ้านเมืองเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ
ส่วนการกระทำของ สมเด็จฯ ฮุนเซน และ พล.อ.ชวลิต
ตนก็นับเป็นการชักศึกเข้าบ้านตัวเอง
เห็นแก่ผลประโยชน์จนทำให้ประเทศเสียหาย

นายประพันธ์ กล่าวปิดท้ายว่า
ตนอยากเตือนกลุ่มคนเสื้อแดงและบรรดารากหญ้า ที่ยังลุ่มหลงเห็นว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นคนดีอยู่ ขอให้อย่าตกเป็นเครื่องมือคนพวกนี้อีกเลย
เนื่องจากในความเป็นจริง หากมนุษย์คนหนึ่งกระทำความผิด
ก็ต้องได้รับการชดใช้กรรมเวรที่ก่อไว้ ก็เช่นเดียวกับกฎหมาย
ที่เมื่อกระทำผิด ก็ต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง
ไม่ใช่หลอกคนอื่นให้มาสู้เป็นกำแพงปกป้องตัวเองให้รอดพ้นจากความผิด
ซึ่งตนเห็นว่าหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้นกับสิ่งที่ก่อไว้

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000129152