++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วินทร์ เลียววาริณ-สุดยอดนักเขียนประเทศไทย

โดย ชัยสิริ สมุทวณิช 28 ตุลาคม 2552 15:06 น.
วันนี้ขอเขียนหนังสือและงานวรรณกรรมสักหน่อยนะครับ
เนื่องจากหนังสือพิมพ์ของเรานั้นไม่มีหน้าวรรณกรรมแล้ว
ผมก็เลยต้องเจียดคอลัมน์ซึ่งมีเนื้อที่ไม่มากนี้ขอมาเขียนถึงบ้าง

เรื่อง มีอยู่ว่าคุณวินทร์ เลียววาริณ
ได้กรุณาส่งหนังสือพร้อมเซ็นชื่อมาให้ 2 เรื่องด้วยกัน
ซึ่งถือว่าเป็นน้ำใจที่ผมได้รับสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง

คุณวินทร์ได้รับรางวัลซีไรต์
(รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน) ถึง 2 ครั้ง คือได้ในปี
2540 และปี 2542 และผมเชื่อว่าคงจะได้เป็นสมัยที่ 3 ด้วยในไม่ช้า
วินทร์เป็นนักเขียนที่ทำให้รางวัลซีไรต์สมชื่อว่า "สร้างสรรค์"
อย่างแท้จริง เพราะเท่าที่ผมเห็นมา ยังไม่มีนักเขียนไทยคนใดที่มีความคิด
"สร้างสรรค์" ในงานวรรณกรรมเท่าวินทร์สักราย

วิ นทร์ยังมีรางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติอีก 4 สมัย
และได้รับรางวัลศิลปาธรสาขาวรรณศิลป์ในปี 2549 ด้วย
ผลงานของวินทร์ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษาด้วยกัน

ที่บ้านผมนั้น

เราเป็นแฟนพันธุ์แท้ในห้องสมุดมีหนังสือของเขาครบถ้วน
ส่วนใหญ่วินทร์ส่งให้หลายเล่ม ซ้ำกันเพราะลูกชายผมซื้อไว้ก่อน

พูด ถึงลูกชายเขาเรียนอยู่ฝรั่งเศส
มีเพื่อนเป็นลูกสาวของนักเขียนซีไรต์อีกคนหนึ่ง คือไพฑูรย์ ธัญญา
ดังนั้นหนังสือวินทร์ออกใหม่เมื่อไร เขาจะซื้อทันที 2 เล่ม
คือเอาให้ลูกสาวคุณไพฑูรย์ 1 เล่ม อีกเล่มเขานำไปอ่านที่ฝรั่งเศส

ลูกชายผมก็เป็นนักเขียน เขียนหนังสือดี และเก่งกว่าผมอีก
นามปากกาของเขาคนรู้จักมากกว่าพ่อ มีแฟนประจำเยอะมากจนผมแปลกใจ
เพราะบรรดาคุณป้ายังสาวซึ่งเป็นเพื่อนๆ
ของพ่อล้วนติดนามปากกาลูกชายผมกันงอมแงม

คุณ วินทร์นั้น เกิดมามีพรสวรรค์
เพราะเขาเขียนนวนิยายได้ทุกประเภททุกแนว แล้วเขียนได้สนุก
ผมเห็นว่าเป็นเพราะเขาไม่ได้แค่รู้กว้าง แต่รู้ลึกและรู้จริง
และดูเหมือนก่อนลงมือทำงานเขาวิจัยหาข้อมูลไว้มาก
เห็นจากงานเขามักมีเชิงอรรถ ซึ่งให้ประโยชน์ต่อผู้อ่านไปค้นคว้าต่อ
บางประโยคที่เราได้เห็นได้อ่านจนชินแต่ไม่รู้ที่มากระทั่งวินทร์เขียนถึงคือ
ประโยคที่ว่า

"ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว" ก็มาจาก รุไบยาต ของโอมาร์ คัยยาม

หนังสือที่วินทร์ส่งมาและผมอ่านอยู่คือ "ยามดึกหนาวหนาว
เขนยแนบแอบเอย" เป็นหนึ่งในนวนิยายวิทยาศาสตร์ (จาก 3 ชุด)

ผมอยากให้อ่านเรื่องนี้กันทุกๆ คน โดยเฉพาะเด็กๆ มันน่าสนใจมาก
เพราะจะได้แง่คิด มุมมอง และก็อาจเป็นจริงขึ้นมาได้

บางเรื่องก็แฝงด้วยอารมณ์ชวนขำไว้ เช่น
การเพาะครีบฉลามเพื่อการค้า เอาไปทำหูฉลาม เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกให้ความรู้ที่หลากหลาย น่าสนใจมาก
และแน่นอนว่าวินทร์ค้นคว้าหาข้อมูล

เขาทำได้อีกครั้งด้วยนวนิยายวิทยาศาสตร์
และแบบที่ผมเกริ่นไว้ก่อนแล้ว เขาเขียนได้ทุกแนว

อีกเล่มหนึ่งที่เขาส่งมาหนากว่าเล่มแรกเท่าตัว คือ

"มังกรเซน"

ก่อนจะลงมืออ่าน ควรจำเป็นที่ต้องอ่านบทแรก "ตามรอยมังกรเซน"
เพื่อเข้าใจที่ผู้เขียนอธิบายเรื่องเบื้องต้นเสียก่อน

วินทร์กล่าวว่า การที่เขาเขียนเรื่องนี้
เขาค้นคว้าด้วยตำราหลายเล่ม ส่วนใหญ่จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ
(ซึ่งแปลมาจากจีนหรือญี่ปุ่นอีกทอดหนึ่ง)

เขายังเตือนผู้อ่านว่า ตำนานเซนเป็นเรื่องจริงผสมเรื่องแต่ง
บางเรื่องก็ขาดหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับ

ศัพท์ของเซนแม้อาจเป็นคำเดียวกับพุทธเถรวาท แต่ความหมายอาจต่างกัน

"ชีวิตไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากความว่างเปล่า

มองเผินๆ เหมือนมีสาระ

มองดีๆ สาระเหล่านี้ ปรุงแต่งจากมายา"

ถ้าเข้าใจความ "ว่าง" เหล่านี้ เราก็เข้าใจเซน (ดัดแปลงเล็กน้อย)
ในหนังสือช่วงท้ายของคำขึ้นต้นในหนังสือเล่มนี้ของวินทร์

เนื่อง จากผมไม่ได้ศึกษาเซน และไม่ได้เข้าใจเซน แต่รู้จัก
"ความว่างเปล่า" จากสุญญตา จึงไม่แปลกที่บางครั้งก็เข้าใจได้
การนั่งทำสมาธิในสมัยผมอยู่ต่างประเทศ
ทำให้มีประสบการณ์ว่าภาวะไร้ตัวตนเป็นอย่างไร

ผมเห็นว่าหนังสือของวินทร์เล่มนี้ เป็นวิชาแบบ "วิชาการ"
ในรูปของการกล่าวถึงเซน
เพื่อความเข้าใจให้ได้ศึกษาเรียนรู้ในทางรูปธรรมและนามธรรม

จะได้ประโยค ช่วยปลดตัวตนของคุณ

และช่วยให้คุณมองทะลุตัวคุณไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง และรู้ถึงความไม่มี
และการ "มีอยู่" ทั้งที่ "ไม่มี"

หรือแม้กระทั่งการเกิดทวิลักษณะของการ "มีไม่มี" ในสถานะควบกัน
เหมือนคุณใช้มีดที่คมกริบกรีดอะไรสักอย่างโดยรวดเร็ว

มันบาดจากกัน ดูแล้วมันเหมือนไม่ขาด
ทิ้งไว้มันอาจสมานติดกันใหม่ก็ได้ เยื่อมันดึงเข้าหากันได้

แต่มันขาดหากคุณจับมันแยกกัน

อย่างนี้คือทวิลักษณะของ "ขาดไม่ขาด" ก็ว่าได้

ผมอาจให้ตัวอย่างที่ไม่ดีนัก

คราวนี้อยากย้อนกลับมาถึงรางวัลซีไรต์ซึ่งผมเห็นว่าดูจะเป็นรางวัลเดียวสำหรับวรรณกรรมที่คงความขลังติดต่อกันมา

เมื่อแรกตั้งรางวัลนั้น ผมอยู่การบินไทย มีส่วนร่วมโดยตรง

จริงๆ แล้วคนที่เริ่มคือทางโอเรียนเต็ล

เพราะผู้ริเริ่มนั้นมาจากที่นั่น

การ ประชุมในครั้งนั้นมีแต่ภาษาอังกฤษว่ารางวัลให้เป็นรางวัลสำหรับงาน
Creative writing ความจริงไม่ได้รวบรัดว่าเป็นแค่เรื่องสั้น, นวนิยาย
และบทกวีเท่านั้น

แต่มันรวมถึงสารคดีนานาประเภท,
เรื่องหรือหนังสือประวัติศาสตร์อัตชีวประวัติ, รวมเรื่องวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
แม้แต่เรื่องสั้นหรืองานที่คิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เช่น
"บุตรธิดาแห่งดวงดาว" ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

คราวนี้มาถึงชื่อรางวัลที่เสนอในที่ประชุมกันมาก คือ
"รางวัลดีเด่นแห่งปี" "รางวัลยอดเยี่ยม"
แล้วก็เติมแห่งชาติอาเซียนอะไรกันเข้าไป

ผมค้านอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
เพราะเห็นว่าตามเจตนาแล้วมันตกคำเฉพาะ และสำคัญที่สุดคือ "creative" คือ
"สร้างสรรค์" ไปอย่างไม่น่าเชื่อ

จึงเห็นว่า "รางวัลดีเด่นสร้างสรรค์ หรือสร้างสรรค์ดีเด่น

อ้าว แล้วคำว่า "วรรณกรรม" ไปอยู่ไหนล่ะ

ก็ "จนปัญญา"

ลงท้ายก็ให้ผมคิด

ผมคิดได้ทันที ก็บอกว่ามันควรเรียกว่า

"รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม" ให้เติม "แห่งอาเซียน"
เข้าไป ถ้าพวกเขา

ยอมรับ

นี่คือที่มาของชื่อ

แต่พวกกรรมการไม่ยอมรับเรื่องประเภทวรรณกรรมอื่นๆ
ทำให้ผมผิดหวังแต่ก็เห็นว่าไม่เป็นไร เพิ่มในตอนหลังได้

ใน 5-6 ปีแรก กรรมการทุกคนแปลกใจ
ที่คนซึ่งได้รางวัลล้วนแต่เป็นเพื่อนบ้าง เป็นลูกศิษย์ลูกหาผมทั้งนั้น
บางคนยังเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาด้วย

ต่อมาอีกไม่กี่ปี รางวัลซีไรต์ก็ออกนอกลู่นอกทาง ผมก็ค้านโดยเปิดเผย

เชื่อหรือไม่ หลังออกจากการบินไทย
ผมไม่เคยได้รับเชิญไปงานพระราชทานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนอีกเลย

ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะชื่อนี้มาได้อย่างไร คนลืมไปหมดแล้ว

แต่ผมไม่ลืม เช่นเดียวกับการที่ผมกับแอ๊ด คาราบาว
ช่วยกันสร้างเพลงประจำการบินไทย "รักคุณเท่าฟ้า" ที่อยู่มา 20 กว่าปีแล้ว

K-RAS Mutation Test ถอดรหัสยีนรักษามะเร็งลำไส้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 10:59 น.
"โรคมะเร็งลำไส้ "
ถือได้ว่าเป็นภัยคุกคามชีวิตประชากรโลกที่น่ากลัวอยู่ในอันดับต้นๆ
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก
ระบุว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้มากกว่า 677,000 คนต่อปี
และเป็นอันดับ 3 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหมด
ในประเทศไทยพบอัตราการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉลี่ยต่อปี ประมาณ 5,000
ราย

กลไกของการเกิดเซลล์มะเร็งนั้น
จะเกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์อย่างไร้การควบคุม จากปัจจัยกระตุ้น
ที่เรียกว่า Growth factor มาจับที่ตัวรับที่ชื่อว่า Epidermal Growth
Factor Receptor (EGFR) ที่ผิวของเซลล์
และเกิดการส่งสัญญาณเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่สู่นิวเคลียส
ทำให้เซลล์เกิดการแบ่งตัวอย่างต่อเนื่อง
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว
การรักษาก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรค
ในระยะเริ่มต้นส่วนมากจะผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออก
แล้วตามด้วยการให้เคมีบำบัดหรือการฉายรังสี
ซึ่งที่ผ่านมาปรากฏว่าผลการรักษาได้ผลดีบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง

เหตุที่เป็นเช่นนั้น
เนื่องจากการใช้ยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะลุกลามนั้นมีหลายแบบ
ก่อนที่แพทย์จะเลือกรักษาผู้ป่วยด้วยยาสูตรใด
แพทย์จะต้องประเมินผลการรักษาหรือผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าจากพื้น
ฐาน ข้อมูลด้านการตรวจต่างๆ ที่อ้างอิงได้
โดยในปัจจุบันได้มีการพัฒนานวัตกรรมการรักษาเฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง
และช่วยหยุดการเติบโตของเนื้อร้ายได้
โดยยาดังกล่าวมีเป้าหมายการออกฤทธิ์ที่ Epidermal Growth Factor Receptor
(EGFR) ซึ่งยาชนิดนี้ จะแย่งปัจจัยกระตุ้น Growth factor
เพื่อเข้าจับกับตัวรับ EGFR ที่ผิวของเซลล์
ทำให้ปิดกั้นสัญญานไม่ให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโต ยาดังกล่าวเรียกว่า
anti-EGFR monoclonal antibody therapy
อย่างไรก็ตามจากผลการศึกษาการใช้ยาดังกล่าวเพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้
ใหญ่ จะได้ผลการรักษาดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของยีน K-RAS ด้วย
โดยพบว่าผู้ป่วยที่มียีน K-RAS ปกติ
จะมีการตอบสนองที่ดีต่อการรักษาด้วยยาดังกล่าว

K-RAS (Kirsten Rat Sarcoma Virus Oncogene) คือ
ยีนที่สร้างโปรตีนทำหน้าที่ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์และเป็นยีนที่มีอยู่ใน
ทุกเซลล์ของร่างกาย ยีน K-RAS
เป็นหนึ่งในวงจรปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ส่งสัญญาณจากผิวเซลล์สู่นิวเคลียส
ภายหลังจากเซลล์ถูกกระตุ้นด้วย Growth factor ในเซลล์ปกติ


ยีน K-RAS ทำหน้าที่ควบคุมการเติบโตของเซลล์โดยปิดการสร้างสัญญาณ
ทำให้การแบ่งตัวของเซลล์เป็นไปอย่างจำกัด แต่หากยีน K-RAS เกิด mutation
ไป จะส่งผลให้ไม่มีการหยุดสัญญาณดังกล่าวจึงเกิดการแบ่งตัวของเซลล์อย่างต่อ
เนื่อง ถึงแม้ว่าไม่มีปัจจัยกระตุ้นจากภายนอกเซลล์แล้วก็ตาม

สำหรับการ mutation ของยีน K-RAS
สามารถพบได้ทั่วไปในมะเร็งหลายชนิด รวมทั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่
ที่พบว่าประมาณ 35-45% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลาม จะมียีน
K-RAS ชนิด mutation ดังนั้น ทำให้ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา
anti-EGFR Monoclonal antibody Therapy ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การตรวจ
K-RAS เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยแพทย์ตัดสินใจว่า
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่แต่ละคน ควรรักษาด้วยยาในกลุ่ม anti-EGFR
monoclonal antibody therapy หรือไม่ เพราะการใช้ยาบางชนิดเช่น Cetuximab
และ Panitumumab จะไม่มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยที่มียีน K-RAS ชนิด
mutation เป็นต้น ทั้งนี้
การที่สามารถเลือกผู้ป่วยที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการรักษาด้วยยาใน
กลุ่ม anti-EGFR monoclonal antibody therapy
นอกจากจะเป็นการลดอาการที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นจากยาแล้ว
ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการรักษามะเร็งได้อย่างมากเลยทีเดียว

การตรวจหาชนิดของยีน K-RAS
ได้นำไปปฏิบัติตามแนวทางการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ของ NCCN (the US
National Comprehensive Cancer Network) ปี 2008 อีกทั้ง
ยังเป็นข้อกำหนดในยุโรป ซึ่งจะอนุญาตให้ใช้ยาในกลุ่ม anti-EGFR
monoclonal antibody therapy
เฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามที่มียีน K-RAS ชนิด wild type
ดังนั้นแพทย์ ต้องตรวจหาชนิดของยีน K-RAS ก่อนที่จะเริ่มทำการรักษา

สำหรับ วิธีการตรวจหาชนิดของยีน K-RAS
มักใช้ชิ้นเนื้อที่ลำไส้ใหญ่ส่งตรวจ ซึ่งวิธีการตรวจหา K-RAS mutation
test มีหลายวิธี แต่วิธีที่ได้ผลดี และมีวิธีการสะดวกมากที่สุด คือ วิธี
Polymerase Chain Reaction (PCR)
เป็นการตรวจที่จำเพาะต่อตำแหน่งที่มีโอกาสเกิด mutation
ซึ่งปัจจุบันมีชุดน้ำยาสำเร็จรูปซึ่งใช้หลักการ Real-time PCR
ที่มีความไวและความแม่นยำในการทดสอบสูงและสะดวกในการใช้งาน ได้แก่ การใช้
TheraScreen ซึ่งเป็น Test ที่ได้รับรองมาตรฐานจาก CE-Mark
และสำหรับผู้ที่สนใจในวิธีดังกล่าว
ในประเทศไทยมีการนำเข้ามาใช้งานโดยมีห้องปฏิบัติการที่ทดสอบอยู่ที่โรง
พยาบาลศิริราช สำหรับผู้ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจ K-RAS
mutation test สามารถสอบถามได้ที่โรงพยาบาลศิริราช โทรศัพท์ 0-2419-6605

หอพักชาย...อย่ายืนทับที่ /เรื่องลี้ลับ ม.รังสิต

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 ตุลาคม 2552 07:32 น.
กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้องของ แฟนคลับ(คนชอบเรื่องผี)
หลังจากที่ Life On Campus ได้นำเสนอเรื่องเล่านศ.
แนวสยองขวัญสั่นประสาทประจำรั้วมหาวิทยาลัย อย่าง "มช." ไปแบบสดๆร้อน
เรียกได้ว่า สร้างสีสันให้กับบรรดาคนอ่านเป็นอย่างนี้ และทั้งนี้ Life On
Campus จึงไม่รอช้า หยิบเรื่องเด็ดจากสถาบันบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง
"ม.รังสิต" ที่ขึ้นชื่อเรื่องตำนานความน่ากลัวไม่น้อยไม่กว่ากัน

โดยกูรูตัวจริง เสียงจริงจากรั้วมหาวิทยาลัย
มาร่วมเล่าเรื่องราวขนหัวลุกให้เราได้ฟังกันแบบเต็มๆ กับ "ทวีศักดิ์
สุระขันธ์" ศิษย์เก่าสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
มหาวิทยาลัยรังสิต

** หอพักชาย...อย่ายืนทับที่

ที่หอชายเก่าในช่วงที่ใกล้จะสร้างหอเสร็จ มีการติดตั้งลิฟต์
และคืนนั้นมีคนงานกินเหล้ากันตามปกติ จนกระทั่งตี 1
มีคนงานคนหนึ่งตกลงไปที่ชั้นล่างใต้ลิฟต์แล้วปีนขึ้น มาไม่ได้
เพราะความเมา และคนงานคนนั้นก็เลยถูกลิฟต์ทับ
ในเวลาต่อมาหลังจากที่หอเปิดได้ไม่นานก็มีนักศึกษาเข้าอยู่เต็ม
และหอนี้ไม่เคยปิดเป็นเวลา จึงมีนักศึกษาเข้า - ออกเป็นประจำ จนตี 2
ของคืนหนึ่ง มีนักศึกษากลับมาจากข้างนอกแล้วเดินขึ้นลิฟต์ตามปกติ

หลัง จากกดชั้นที่พัก ลิฟต์ก็เคลื่อนที่ไปได้สักพักแล้วก็หยุด
พร้อมๆ กับไฟดับและมีเสียงร้องดังออกมาข้างนอก
จากนั้นลิฟต์ก็เปิดออกพร้อมฝุ่นตลบ
มีเสียงใครคนหนึ่งตะโกนว่าอย่ายืนทับที่
หลังจากนั้นก็มีการทำบุญหอกันมาทุกๆ ปี

** เด็กหัวจุก..ขอเล่นด้วย

ตนเป็นศิษย์เก่าเคยอยู่หอพักชาย
ซึ่งเป็นหอในของมหาวิทยาลัยรังสิตโดยเรื่องราวนี้
มาจากประสบการณ์จริงของเพื่อนตน
ระหว่างที่นั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์อยู่ในห้องนั้น
ได้ยินเสียงเด็กผู้ชายร้อง จึงมองหา และก็ไปสะดุดตาที่มุมห้อง เ

พราะมุมนั้นมีเด็กผู้ชายหัวจุกยืนหัวเราะเล่นอยู่
และเมื่อเห็นคนมองจึงวิ่งหนีโดยวิ่งทะลุผ่านกำแพงออกไปยังประตูห้องตรงข้าม
เรื่องเล่าในหอพักนั้นมีค่อนข้างหลายเรื่อง
แต่เหตุการณ์นี้เพื่อนของตนเป็นผู้เห็นเหตุการณ์เอง

ส่วน "อมรัช เทพพิบูล" ศิษย์เก่าสาขาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
มหาวิทยาลัยรังสิต มาพร้อมกับเรื่อง "ลิฟต์ชั้น 9"

เขาว่ากันว่ามีวิญญาณเฮี้ยนมากๆ โดยมีคนเล่าต่อๆกันมาว่า
มีผู้หญิง ผูกคอตายที่ราวบันไดทางลงจากชั้น 9 ไปยังชั้น 8 ปรากฏว่า
วิญญาณของผู้ ญ คนนี้ยังวนเวียนอยู่ในชั้น 9
จนต้องมีการนำหิ้งพระมาตั้งไว้ข้างลิฟต์เลยทีเดียว
และมีการตัดราวบันไดในส่วนนั้นทิ้งไป ( เหมือนกับการแก้เคล็ด )
แต่ก็มีผู้คนพบเรื่องประหลาดๆบ่อยๆ เช่น เวลารอลิฟต์
จะเหมือนมีคนนั่งดูเราอยู่ด้านหลังตรงราวบันได บ้างก็ลิฟต์เปิดชั้น 9
โดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนก็บอกว่า ลิฟต์ที่เปิดชั้น 9
นานมากจนทำให้เกิดอาการขนลุกเลยทีเดียว

และต่อด้วย "ซุ้ม Photo"

ถ้าไปลองของหรือไปเดินเล่นคนเดียวตอนดึกๆ บริเวณซุ้ม Photo
จะเจอเกือบหมด โดยจะเห็นเป็นคนผู้คอตายห้อยอยู่มั่งล่ะ หรือไม่ก็มา 4 คน
แต่นับได้ 5 คน ขอบอกว่า น่ากลัวมาก

"ลิฟต์ตึก 5"

ใครที่อยากไปลองดี ลองของ หรือปากดี ต้องไปที่บริเวณลิฟต์ตึก 5
จะเจอ บางครั้งลิฟต์ก็เปิด-ปิดเอง
บางครั้งขึ้นลิฟต์ก็เหมือนมีคนขึ้นไปเป็นเพื่อนตลอด จนถึงขนาดที่ว่า
เห็นเป็นผู้หญิงเดินไปมา แถวหน้าลิฟต์ในบางครั้ง

http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9520000127189

เรื่องของในหลวงที่เรา(อาจ)ไม่เคยรู้

1.ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45 น.
2.นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
3.พระนาม 'ภูมิพล' ได้รับพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 7
4.พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช
5.ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก

6.ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา
ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า 'H.H
Bhummibol Mahidol' หมายเลขประจำตัว 449
7.ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า 'แม่'
8.สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง
9.แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย
เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
10.สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง
ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต

11.สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยทรงพระเยาว์เป็นสุนัขไทย
ทรงตั้งชื่อให้ว่า'บ๊อบบี้'

12.ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ
เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำพระองค์ต้องลุกขึ้นบ่อยๆ
13.สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า
โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะทรงต่อรองว่า 3 ที มากเกินไป 2 ทีพอแล้ว
14.ระหว่างประทับอยู่สวิตเซอร์แลนด์นั้น
ระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ
15.ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก 'การให้'
โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า 'กระป๋องคนจน' เอาไว้
หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก 'เก็บภาษี'
หยอดใส่กระปุกนี้ 10%
ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร
เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

16.ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน
เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าก็ตอบว่า
'ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ
ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน'

17.กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget
ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
18.ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง
19. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก 'การเล่น' สมัยทรงพระเยาว์
เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไรต้องทรง เก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง
ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับพระเชษฐา ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ
แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
20.สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย
โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ
เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็นจิ๊กซอว์

21.ในหลวงทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน
แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง
(แอกคอร์เดียน)
22.ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา
ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น
โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
23.ครูสอนดนตร ีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
24.ทรงพระราชนิพนธ์พลงครั้งแรก เมื่อพระชนมพรรษา 18 พรรษา
เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ...
'แสงเทียน' จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
25.ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง
บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย
อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5
เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง
'เราสู้'

26. รู้ไหม.? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า
และ รัชกาลที่527. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว
ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย
ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย
ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล
รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย
28. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง 'นายอินทร์' และ 'ติโต'
ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์
แต่ 'พระมหาชนก' ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์

29. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน
สกี และ เรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค
ในกีฬาแหลมทอง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น'กีฬาซีเกมส์') ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.
2510
30. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่ง
และตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า
เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า
ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น
แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน

31. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ์
คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ
'กังหันชัยพัฒนา' เมื่อปี 2536
33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน
เช่น แก๊สโซฮอล์,ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์
ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว
34. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์
แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549
เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย
โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง
35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรา มหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

36. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์
แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า
"น่าจะเป็นเกลียดแรกพบ มากกว่ารักแรกพบ"
เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง
แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง
37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492
และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493
โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป
ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์
เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
38. หลังอภิเษกสมรส ทรง"ฮันนีมูน"ที่หัวหิน

39. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
เป็นเวลา 15 วัน
40. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช
41. ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพงหรือต้องแบรนด์เนม
ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง
อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น

42. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ
ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา

43. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว :
ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร
อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล
เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ

44. หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ
โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด
ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม
45. วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือ"วันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต"
มีหนังสือเล่าไว้ว่า "วันนั้นในหลวงไปเฝ้า แม่ถึงตีสี่ตีห้า
พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ เมื่อถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า
สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล
เห็นแม่นอนหลับตาอยุ่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่
ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง"
46. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ

47. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ 3
สิ่ง คือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง(ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป
และดินสอที่มียางลบ
48.ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียวกระดาษที่จะนำมาให้ข้าราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน
49. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่
เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก
ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้น
จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม
แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน
50. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน
โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯ
ร่วมกับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง
เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน
51. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน
32,866.73บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์
จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

52. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯสวนจิตรลดา
ในหลวงจะเสด็จฯลงมาอธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด
53. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า
เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า
"ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้
เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือ บ้านเมือง คือ
ความสุขของคนไทยทั่วประเทศ"
54. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน
แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5
ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549)
ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้
เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์
เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน
55. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา
56. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังฉ่าย

57. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก
58. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย
โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง
แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง
59. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคย เสวยวันหนึ่งหลายครั้ง
60. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศส ของยูบีซี
เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก
61. ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที ่
จส.100ด้วย โดยใช้พระนามแฝง

62. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม
ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ
และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ
ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก
63. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูไลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ
ถวายงานตัดเสื้อในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี
ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว
64. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8
ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3x4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์
โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์
แผนที่ ฯลฯ
65. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล
ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว

66. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า
'นายหลวง' ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นในหลวง
67. ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน
68. อาชีพของในหลวง
เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆทรงโปรดให้กรอกในช่อง
อาชีพของพระองค์ว่า 'ทำราชการ'
69. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา
เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์
รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา
ตอนนั้นมีอายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว
ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี
70. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงว่า
แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์
ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า'อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก
ยกไม่ไหวหรอก'
71. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด

72. หัวใจทรงเต้นไม่ปรกติ ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ
เนื่องจากติดเชื้อไมโครพลาสม่า
ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี
73. รู้หรือไม่ว่า
ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้
อย่าง ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์
74. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค
มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน
75. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2493 จน 29
ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่าเสด็จพระ ราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง
ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง
น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน
76. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง

77. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง
78. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า
การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง จึงให้นั่งรวมกัน
ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด

อ่านจบแล้ว ช่วยกันเผยแผ่จริยวัตรที่ดีงามของพระองค์ท่านให้มาก ๆ
เพื่อคนไทยจะได้รู้จัก และรักในหลวงของเรา ให้มาก ๆ ...สาธุ

รู้ไหมชาติก่อนใครเป็นอะไร

โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ 29 ตุลาคม 2552 17:20 น.
เชื่อไหมครับว่า เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของผู้ทรยศและคนเนรคุณ 2 คน
ในประวัติศาสตร์
คือพระยาจักรีและพระยาละแวกนั้นเกิดร่วมสมัยกันในยุคสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
แห่งกรุงศรีอยุธยา

แล้วกลับชาติมาเกิดร่วมสมัยกันอีกในปัจจุบัน

แต่เนื่องจากช่วงสองสามวันนี้ผมได้ยินมีการพูดสับสนกันระหว่างพระยา
ละแวกและพระยาจักรี จึงอยากทบทวนประวัติศาสตร์เบื้องต้นเสียก่อน

พระยาจักรี รับราชการในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
กษัตริย์พระองค์ที่ 15 ของกรุงศรีอยุธยา
หลังอยุธยาทำสงครามช้างเผือกพ่ายแพ้แก่พม่าพระยาจักรีถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย
และเมื่อสิ้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
สมเด็จพระมหินทราธิราชเสด็จขึ้นครองราชย์
พระยาจักรีเห็นแก่ทรัพย์ที่พระเจ้าบุเรงนองประทานให้จึงอาสาเป็นหนอนบ่อนไส้
ในกรุงศรีอยุธยา
โดยเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาทำทีเป็นว่าหลบหนีมาจากกรุงหงสาวดี

พระมหินทราธิราชทรงวางพระทัยพระยาจักรีจึงได้มอบให้ดำรงตำแหน่งเป็น
แม่ทัพใหญ่ พระยาจักรีจึงวางอุบายให้ทหารที่มีความสามารถไปประจำกองที่ไม่สำคัญ
และให้ทหารที่ไร้ฝีมือเป็นทัพหน้าคุมกำลังประจัญบานกับกองทัพของพระเจ้าบุ
เรงนอง แถมคนมีฝีมือก็ถูกหาเรื่องใส่ความให้ต้องโทษขังหรือเฆี่ยน
เพียงข้ามคืนกรุงศรีอยุธยาก็พ่ายแพ้ เสียกรุงให้กับพม่าเป็นครั้งแรก

เมื่อพระยาจักรีกลับไปเข้าเฝ้าพระเจ้าบุเรงนอง
พระเจ้าบุเรงนองมีพระราชโองการให้ประหารชีวิตพระยาจักรีเสีย เพราะเห็นว่า
พระยาจักรีนั้นทำได้แม้กระทั่งการทรยศบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ภายภาคหน้าก็คงจะสามารถทรยศกรุงหงสาวดีได้เช่นกัน
โดยตอกมือไว้กับหีบทองของรางวัลที่บุเรงนองประทานให้แล้วจับถ่วงน้ำ

ส่วนพระยาละแวก ช่วงที่พระมหาจักรพรรดิทำสงครามกับพม่าอยู่นั้น
ฝ่ายเขมรพระยาละแวกเห็นได้ทีจึงยกทัพเข้ามาทางปราจีนบุรีกวาดต้อนผู้คน
กลับไปเขมรจำนวนมาก

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงทรงรับสั่งให้ยกทัพไปถึงเมืองพระตะบองและ
ละแวก พระยาละแวก
เห็นท่าจะแพ้ในการศึกจึงมีราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการมาถวาย
และรับปากว่าจะเป็นข้าพระบาทตราบชั่วกัลปวสาน
เมื่อญวนยกทัพมาตีเมืองละแวก กองทัพไทยจึงยกกำลังไปช่วย

หลังไทยเสียกรุงให้แก่พม่าเพียงปีเดียว
พระยาละแวกจากเขมรได้ถือโอกาสเข้ามาปล้นและตีเมืองที่อยู่ภายใต้อยุธยา
กวาดต้อนผู้คนแถวจันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรากลับไปเขมรจำนวนมาก
รวมทั้งโจมตีเมืองธนบุรีจับชาวเมืองธนบุรีและนนทบุรีเป็นเชลยจำนวนมาก
และหมายจะบุกเข้าตีอยุธยาแต่ถูกทหารไทยยิงตายเป็นจำนวนมาก
ฝ่ายเขมรแตกทัพหนีกลับไปทางพระประแดง

เมื่อถึงยุคสมัยสมเด็จพระนเรศวรทรงตรัสว่า
"พระยาละแวกตระบัดสัตย์อีกแล้ว จึงต้องยกไปปราบให้ราบคาบ"
ผลการศึกกองทัพไทยไล่ตีเขมรไปจนสุดชายแดน ทหารเขมรล้มตายจำนวนมาก

ประวัติศาสตร์ที่คนไทยได้หันไปอุ้มชูเขมรในยุคบ้านเมืองแตกระส่ำนั้น
ไม่ใช่แค่ยุคพระยาละแวก
แต่ผ่านมาถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่เขมรถูกญวนรุกรานแล้วมาพึ่งพิงรัฐไทย
แต่พอปีกกล้าขาแข็งก็หันมาลอบกัดไทย รวมทั้งการพึ่งพิงไทยในยุคสงครามเย็น
สงครามกลางเมือง บ้านแตกสาแหรกขาด

พระยาจักรีนั้นเป็นคนไทยที่ทรยศต่อแผ่นดิน
ส่วนพระยาละแวกนั้นเป็นเขมรที่เนรคุณต่อแผ่นดินไทย

วันนี้มีคนไทยคนหนึ่งที่เรียกขานกันว่า บิ๊กจิ๋ว หรือพล.อ.ชวลิต
ยงใจยุทธ แห่งพรรคเพื่อไทย และสมเด็จพระมหาอัครมุนี ฮุนเซน
แห่งแผ่นดินกัมพูชา

พล.อ.ชวลิต บินไปพบฮุนเซนแล้วกลับมาบอกคนไทยด้วยความภาคภูมิใจว่า
ฮุนเซน ดูหมิ่นกระบวนการยุติธรรมของไทยว่า ไม่ให้ความเป็นธรรมต่อทักษิณ
และแม้ว่า ทักษิณจะเป็นนักโทษที่ทางการไทยต้องการตัว แต่ฮุนเซน
ปรารถนาจะสร้างบ้านให้ทักษิณเข้ามาอาศัยในแผ่นดินกัมพูชา

ฮุนเซนบอกบิ๊กจิ๋วว่า มีความรู้สึกว่า
ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม ในฐานะที่ ทักษิณทำอะไรให้กับประเทศเยอะแยะ
แต่ทำไมถึงวันนี้แม้กระทั่งแผ่นดินที่จะอยู่ก็ยังไม่มี

บิ๊กจิ๋วปล่อยให้ฮุนเซนประณามประเทศของตัวเองแล้วกลับมาเล่า
ยังไม่พอ เมื่อฮุนเซนมาประชุมอาเซียนซัมมิตที่เมืองไทย
ฮุนเซนก็ด่าประเทศไทยซ้ำอีก และประกาศว่า
ถ้าทักษิณเข้ามาอยู่ในกัมพูชาจะไม่ส่งทักษิณกลับไทยตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้าย
ข้ามแดน เพราะเห็นว่า เป็นคดีการเมือง และเป็นอธิปไตยของกัมพูชา
หนำซ้ำยังเปรียบทักษิณกับอองซาน ซูจี

ทั้งๆ ที่คนไทยและทั่วโลกรู้ว่า ทักษิณนั้น
ใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์
ทักษิณละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ตากใบ กรือเซะ
และฆ่าตัดตอนยาเสพติดโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมอีกหลายพันชีวิต
และในจำนวนนั้นมีผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

คดีที่ทักษิณหนีกระบวนการยุติธรรมไทยออกไปนั้น เป็นคคีอาญา
เพราะทักษิณหลบหนีคดีคำพิพากษาของศาลให้ติดคุกฐานใช้อำนาจในตำแหน่งนายก
รัฐมนตรีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เมียได้ทรัพย์สินของรัฐ

ที่สำคัญบิ๊กจิ๋วไปเยือนกัมพูชาในท่ามกลางความขัดแย้งตามแนวชายแดน
ที่ไทยยืนยันว่า พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบเขาพระวิหารนั้นเป็นของไทย
แต่ถูกทหารเขมรเข้ามายึดครอง แต่เมื่อกลับจากเขมรพล.อ.ชวลิตพูดว่า
ปัญหาข้อขัดแย้งบริเวณตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหาร
ซึ่งกัมพูชาไม่ต้องการให้การเผชิญหน้ากันของทหารทั้งสองฝ่าย
อยากให้จะหมดไปโดยรวดเร็ว และทางกัมพูชาได้มีการเสนอมาหลายครั้งแล้ว
โดยอยากให้มีการแยกกำลังทหารออกจากกันและให้ห่างจากกัน

พอกลับจากกัมพูชา กลายเป็นว่า
บิ๊กจิ๋วคนที่เคยเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
แยกแยะไม่ออกหรือไม่มีข้อมูลหรือการข่าวเลยหรือว่า
วันนี้ใครเป็นฝ่ายรุกรานใคร ใครควรถอนกำลังออกไป ในฐานะเป็นคนไทย
บิ๊กจิ๋วควรพูดกับฮุนเซนเรื่องนี้ว่าอย่างไร

คำถามนี้จึงต้องถามบิ๊กจิ๋วและพรรคเพื่อไทยต่อว่า
มีนโยบายต่อพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรอย่างไร หรือว่า
เพื่อความสัมพันธ์กับกัมพูชาเราควรนิ่งเฉยเสียและปล่อยให้กัมพูชายึดครอง
แผ่นดินผืนนั้นไป

วันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณนั้น
เห็นดีเห็นงามหรือมีความสุขหรือไม่ที่ฮุนเซนเข้ามาหมิ่นศักดิ์ศรีประเทศไทย
และคนไทยถึงบนแผ่นดินไทย
หลังจากที่คนไทยคนหนึ่งชื่อชวลิตกลับมาเล่าการถูกฮุนเซนดูหมิ่นศักดิ์ศรี
ประเทศของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจมาแล้ว

ไม่เพียงแต่พระยาจักรีจะเหิมเกริมเท่านั้น
วันนี้เครือข่ายของพระยาจักรียังมีเครื่องมือสื่อสารที่เพียบพร้อมในการบั่น
ทอนสถาบันสำคัญของชาติ สื่อใต้ดินและบนดินของเครือข่ายเสื้อแดง
วิทยุชุมนุมมีการกล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางลบอย่างเปิดเผยและ
โล่งโจ้ง โดยที่รัฐบาลทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

มีคนถามว่า ถ้าบิ๊กจิ๋ว คือ พระยาจักรี และฮุนเซน คือ
พระยาละแวกกลับชาติมาเกิด แล้วคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ชาติก่อนเป็นอะไร

มีคนตอบผมว่า
ชาติก่อนคุณอภิสิทธิ์คงมีบรรดาศักดิ์เป็นพระอิฐหรือไม่ก็พระปูนรับราชการอยู่ที่ไหนสักแห่ง


surawhisky@hotmail.com

เคาะข่าวริมโขง : จับตา "ราเกซ" กลับไทย หวั่นโดนตัดตอนก่อนไขคดียักยอก "บีบีซี"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 21:37 น.
เคาะข่าวริมโขง : จับตา "ราเกซ" กลับไทยพรุ่งนี้
หวั่นโดนตัดตอนก่อนไขคดีดัง "ยักยอกทรัพย์ บีบีซี" ที่มีนักการเมือง
"ห้อยโหน" เอี่ยว ด้าน "เป็ดเหลิม-ไอ้ตู่" ป้อง "พ่อแม้ว" กลางสภา
ตั้งกระทู้ขู่นายกฯ ห้ามถอดยศ-ยึดเครื่องราชฯ แฉ "จิ๋ว-ตท.10"
ถูกวางหมากเดินเกมนอกสภา หมายล้มเจ้า นำประเทศเข้าสู่ "รัฐไทยใหม่"

รายการ "เคาะข่าวริมโขง" ออกอากาศทาง "อีสานทีวี" ช่วงเวลา
18.30-20.30 น.วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม มี นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย
น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยวันนี้ได้มีการเชิญ นายโสภณ
องค์การณ์ อดีตบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
และหนึ่งในพิธีกรรายการ NEWS HOUR สุดสัปดาห์ และ นายอมร อมรรัตนานนท์
พิธีกรรายการสภาท่าพระอาทิตย์ ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี
มาร่วมพูดคุยในรายการ ซึ่งวันนี้ประเด็นข่าวที่น่าสนใจและร้อนแรง คือ
กรณีลากตัว นายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่
ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี
ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย

รวมทั้งกรณีวิวัฒนาการกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งมีแนวโน้มว่าพฤติกรรมเผาบ้านเผาเมือง
จะลุกลามใหญ่โตไปจนถึงการมวลชนและเงิน
เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศไทย

น.ส.อัญชะลี กล่าวเปิดประเด็นกรณีการติดตามตัว นายราเกซ
มาดำเนินคดีในประเทศไทย หลังจากที่ไปอยู่ประเทศแคนาดา
เนื่องจากเกรงเรื่องความปลอดภัย ขณะนี้ ทางการไทยได้ประสานขอตัวมา
หลังจากคดีนี้ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน โดยวันพรุ่งนี้ (30 ต.ค.)
ต้องจับตาดูว่า นายราเกซ จะปรากฏตัวที่สนามบินหรือไม่
เพราะเจ้าตัวก็ไม่อยากกลับประเทศไทย เนื่องจาก
คดีนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองใหญ่ในประเทศ ซึ่งอาจมีการตัดตอนปิดปาก
เพราะว่า นายราเกซ ถือเป็นหมากตัวสำคัญที่กุมความลับคดีนี้

นายโสภณ กล่าวเสริมประเด็นนี้ ว่า เดิมที นายราเกซ
เป็นเพียงนักรายงานข่าวหุ้นประจำสัปดาห์ธรรมดา โดยเมื่อตอนไม่มีชื่อเสียง
ยังไม่เป็นที่รู้จัก ก็ยังไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก
แต่หลังจากที่สั่งสมวิชาด้านหุ้น จนกลายเป็นนักวิเคราะห์หุ้น ชื่อ
นายราเกซ ก็ติดตลาด ต่อมาจึงกลายเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่
ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี
โดยการกระโดดเข้าไปรับตำแหน่งดังกล่าว
ทำให้ได้รู้จักและมีสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตในแวดวงเศรษฐกิจมากมาย นายราเกซ
จึงเล็งเห็นช่องทางโยกย้ายถ่ายเงิน จน บีบีซี ถูกสั่งปิด ซึ่งการที่
นายราเกซ ต้องหนีออกนอกประเทศไทย
ก็เพราะเกรงว่าตัวเองจะไม่ได้รับความปลอดภัย จึงไปอยู่แคนาดา
โดยเจ้าตัวเคยให้สัมพันธ์ว่า
หากกลับประเทศไทยเชื่อว่าคงตายตั้งแต่เหยียบสนามบินก้าวแรก

นายชัชวาลย์ กล่าวว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายคน
โดยเฉพาะคนตัวสูง ชื่อห้อย แม้ว่าเรื่องจะเกิดขึ้นมาแล้ว
แต่ก็มีความพยายามดึงเรื่อง ทำให้ยืดเยื้อจนมาถึงทุกวันนี้
ยังจับตัวการสำคัญติดคุกหรือรับผิดไม่ได้

นายโสภณ กล่าวว่า คดียักยอกทรัพย์ บีบีซี ถือเป็นเรื่องมหากาพย์
ที่มีความสำคัญ เพราะช่วงที่เกิดเรื่องประเทศไทยต้องเจอสภาวะเศรษฐกิจแบบฟองสบู่แตก
ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีเครดิตบูโร ทำให้มีการกู้กันได้ง่าย
โดยไม่มีมาตรฐานการตรวจสอบหนี้เสียที่ดีพอ คนใหญ่คนโตที่มีพวกฟ้อง
จึงมาร่วมวงหาเงินใช้ การเมืองกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาแทรกแซง
จนทุกวันนี้ เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากการที่ประสบปัญหาดังกล่าว

น.ส.อัญชะลี กล่าวเสริมว่า คืนนี้จะได้รู้แล้วว่า
ทางแคนาดาจะส่งตัว นายราเกซ กลับมารับโทษในประเทศไทย
แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วง คือ หากมาถึงสนามบินที่ประเทศไทย
อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ เพราะคำพูดของ นายราเกซ
อาจทำให้นักการเมืองหลายคนต้องคุก ถ้าความจริงถูกเปิดเผย

ช่วงต่อมา น.ส.อัญชะลี หยิบยกประเด็นวิวัฒนาการของกลุ่มคนเสื้อแดง
มาพูดถึง หลังจากที่มีการเปิดเทปการอภิปรายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
ประธาน ส.ส.เพื่อไทย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย
ที่ตั้งกระทู้จี้ถาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
กรณีถอดยศและยึดเครื่องราชฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นายอมรเทพ กล่าวประเด็นนี้ ว่า การกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม หรือ
นายจตุพร ล้วนแล้วแต่ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ
ซึ่งตนอยากย้อนให้เหตุถึงความเปลี่ยนแปลงที่อดีตนายกรัฐมนตรีได้ทำไว้กับ
ประเทศไทย คือ ในช่วงที่ไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ สถานการณ์ไม่เลวร้ายเท่านี้
แต่นับจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก้าวเข้ามาเล่นการเมือง
ก็ทำให้ประเทศระส่ำระส่าย เพราะเกิดความแตกแยกของสังคม
ซ้ำที่แย่ไปกว่านั้น คือ เวลานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ
ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงสถาบันเบื้องสูงอย่างโจ่งแจ้ง
ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดเคยทำมาก่อน ดังนั้น
ตนอยากเรียกร้องให้กองทัพปกป้องสถาบัน
เนื่องจากมีความพยายามทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดต่อสถาบันเบื้องสูง
โดยมีการบิดเบือนข้อมูล ทั้งนี้
ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ภาคเหนือกับภาคอีสาน

นายอมรเทพ กล่าวต่อว่า สำหรับแผน พ.ต.ท.ทักษิณ ตอนนี้
กำลังเดินเกมใช้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และเตรียมทหารรุ่น 10 มาสร้างกระแส
ซึ่งตนอยากให้จับตาดูดีๆ เพราะมีความเป็นไปได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ
จะใช้คนพวกนี้ เพื่อเล่นเกมนอกสภา ยิ่งไปกว่านั้น
มีการปล่อยข่าวถึงขนาดว่า ถ้าบ้านเมืองจำเป็นต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง
ก็ต้องทำ โดยคนพวกนี้ไม่สนใจอะไรแล้ว นอกเหนือจากอำนาจที่ตนจะได้รับ
ซึ่งนับเป็นความน่ากลัวที่คนชั่วมีแผนจะดำเนินการไม่ดีต่อบ้านเมือง

นายอมรเทพ กล่าวอีกว่า ตอนนี้มีรายงานข่าวว่าเว็บไซต์ นายจักรภพ
เพ็ญแข ได้มีข้อความตั้งชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า "ทักษิณมหาราษฎร"
ซึ่งถือเป็นสิ่งไม่บังควร เพราะคำว่ามหาราช ใช้กับพระมหากษัตริย์
ที่ทรงเป็นที่รักของประชาชน

นายโสภณ กล่าวเสริมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ
ถือเป็นความชั่วร้ายที่มีลมหายใจ และมีตัวตน
เพราะอดีตเวลาเราสัมผัสถึงความชั่วร้าย จะมองเห็นแต่นามธรรม แต่ในตัว
พ.ต.ท.ทักษิณ ชัดเจนว่า ทั้งรูปธรรมและนามธรรม
ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ซึ่งคนแบบนี้น่ากลัว
เนื่องจากเวลาทำอะไร ไม่มีจิตสำนึกของความเป็นคน
กล้าแสดงออกในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ควรทำ ไม่กล้าพูด โดยคนพวกนี้
ทำเหมือนว่าจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม
เหมือนหวังดีแต่ประสงค์ร้าย ใช้ลูกสมุนปลุกปั่น ยุยงให้เกิดความเข้าใจผิด
หวังจะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กลับประเทศและได้ทุกสิ่งทุกอย่างคืน

น.ส.อัญชะลี กล่าวว่า เมื่อก่อนสบประมาทกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า
ไม่มีพลังเพียงพอจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยน
เพราะพฤติกรรมเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
มีทั้งการจาบจ้วงสถาบันและการเผาบ้านเผาเมือง เพื่อสร้างความวุ่นวาย

นายชัชวาลย์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ
ต้องการแย่งประชาชนออกจากสถาบัน
โดยเริ่มจากการเอาประชานิยมเข้ามาหลอกล่อประชาชน และมีการแจกเงิน
ทำให้ประชาชนเสพติด พ.ต.ท.ทักษิณ และผลประโยชน์มาตลอด ดังนั้น
ประชาชนที่ไม่มีความรู้หรือรู้ไม่เท่าทัน ก็จะต้องเป็นเหยื่อ
โดนหลอกทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
แต่ขณะนี้มีความพยายามลุกลามไปถึงการตั้งรัฐไทยใหม่
ที่เสมือนการลดของสถาบันพระมหากษัตริย์ลง
ก็เหมือนหลายประเทศที่มีกษัตริย์แต่อำนาจสูงสุดอยู่ที่ในมือผู้นำประเทศ

นายอมรเทพ กล่าวปิดท้ายว่า พอ พ.ต.ท.ทักษิณ
เล่นการเมืองทำให้คนไทยได้เห็นถึงธาตุแท้ โดยสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี
ก็ใช้ตำแหน่งอำนาจของตัวเอง สกัดผู้อื่นที่จะเข้ามาทำประโยชน์
เพื่อจะได้เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์เสียเอง ซึ่งตนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ
ประกอบอาชีพและหากินกับหลากหลายวงการ แต่มีอยู่ 2 อาชีพที่ พ.ต.ท.ทักษิณ
ไม่สนใจจะทำ คือขายโลงศพ กับ ขอทาน

รายงานพิเศษ : เป้าหมายสุดท้ายของ "แกนนำเสื้อแดง" คงไม่ใช่แค่ปลด "ประธานองคมนตรี"!!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 18:47 น.


อมรรัตน์ ล้อถิรธร.....รายงาน

แกนนำคน เสื้อแดง เริ่มรุกคืบสถาบันที่ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์
มากขึ้นเรื่อยๆ จากก่อนหน้านี้ที่ปราศรัยเรียกร้องกดดันให้ "พล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์" ประธานองคมนตรี และองคมนตรีบางท่านลาออก โดยอ้างว่า
อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.บ้าง ไม่เป็นกลางทางการเมืองบ้าง
ล่าสุด ผุดไอเดียใหม่ คราวนี้เล่นแรงถึงขั้นจี้ให้มีการแก้
รธน.หมวดพระมหากษัตริย์ เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เพื่อปิดทางไม่ให้ประธานองคมนตรีสามารถดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้
ขณะที่หลายฝ่ายในสังคม มองว่า เจตนาของแกนนำเสื้อแดง
หาใช่แค่ต้องการดิสเครดิต พล.อ.เปรม แต่น่าจะหวังผล "กระทบชิ่ง" สถาบัน
หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของการ "ล้มสถาบัน" มากกว่า

คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายงานพิเศษ

คงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย ที่จู่ๆ แกนนำคนเสื้อแดง
(นายวีระ มุสิกพงศ์-นายจตุพร พรหมพันธุ์-นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ)
ก็ลุกขึ้นมาเรียกร้องและท้าทายให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์
ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
โดยไม่ต้องการให้ประธานองคมนตรี ซึ่งก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สามารถ
เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ เพราะคนเสื้อแดงไม่ไว้วางใจ พล.อ.เปรม
โดยอ้างว่า พล.อ.เปรม เลือกข้างทางการเมือง
และไม่อยู่ในฐานะที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศได้อีกต่อไป

ทั้งนี้
รธน.หมวดพระมหากษัตริย์ที่ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
มีอยู่ 3 มาตรา คือ มาตรา 18 บัญญัติว่า
เมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่สามารถประทับอยู่ในราชอาณาจักร
หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม
จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ มาตรา 19 บัญญัติว่า
ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา
18 หรือในกรณีพระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น
ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่ง
ซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา
เพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว
ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ... และมาตรา 20
บัญญัติว่า ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา
18 หรือ 19 ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

แกนนำคนเสื้อแดง และ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อย่าง นายจตุพร
พรหมพันธุ์ ประกาศด้วยว่า หาก พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป
นอกจากจะต้องนำ รธน.2540 กลับมาใช้แทน รธน.2550 แล้ว
ยังจะต้องแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์
ไม่ให้ประธานองคมนตรีสามารถรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้
และต้องกำหนดว่า ผู้ที่จะรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น
จะต้องเป็นองค์รัชทายาทเท่านั้น

แม้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายที่แกนนำคนเสื้อแดงต้องการแก้
รธน.เพื่อลดความสำคัญ หรือดิสเครดิต พล.อ.เปรม
เพราะตั้งแต่กลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง
ก็ปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรม มาตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่การเรียกร้องให้แก้
รธน.หมวดพระมหากษัตริย์ครั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่า
นอกจากจะเป็นเกมการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงที่ต้องการกระทบชิ่งไปยังสถาบันพระ
มหากษัตริย์แล้ว
ยังสะท้อนพฤติกรรมของกลุ่มเสื้อแดงที่มีการปราศรัยจาบจ้วงดูหมิ่นสถาบันมา
หลายต่อหลายครั้ง ว่า
เป้าหมายที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่แค่ต้องการปิดช่องไม่ให้ประธาน
องคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
แต่ยังอาจหวังผลถึงขั้นต้องการดิสเครดิต หรือล้มสถาบันด้วยหรือไม่?

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
2550 พูดถึงพฤติกรรมของแกนนำเสื้อแดงที่ต้องการแก้
รธน.หมวดพระมหากษัตริย์
เพื่อไม่ให้ประธานองคมนตรีมีสิทธิเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ว่า
แกนนำคนเสื้อแดงอาจไม่ได้ต้องการแก้ รธน.มาตราดังกล่าวจริง
แต่น่าจะต้องการพูดกระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่า
เพราะรู้ว่าทรงชราภาพและทรงพระประชวร

"ผมคิด ว่าเขาคงไม่ได้มีเจตนาจะแก้ รธน.อย่างแท้จริง
ผมคิดว่าเขาต้องการที่จะกระแทกกระทั้น
หรือต้องการที่จะเลือกที่จะพูดเกี่ยวกับสถาบันมหากษัตริย์
เพราะเขาก็รู้อยู่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชราภาพ และทรงประชวร
ก็หาเรื่องพูดขึ้นมาว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น
ใครจะเป็นคนสำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็หาเรื่อง พูดให้คนคิด
(ถาม-อ.คิดว่าจะเกิดปัญหามั้ย
เพราะเขาบอกว่าถ้าเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล เขาจะแก้แน่นอน
ไม่ใช่แค่เอา รธน.ปี 40 มาใช้ แต่จะแก้หมวดนี้ด้วย?)
ใครยกบ้านเมืองให้กับเขาเหรอ คนเราบางทีมันก็จองหอง คิดว่า
การที่เราชนะการเลือกตั้งนี่ เราทำได้ทุกอย่างในโลกอย่างนั้นเหรอ
การที่เราชนะการเลือกตั้งโดยที่ประชาชนเลือก ก็เพราะเหตุผลต่างๆ นานา
แต่ละคนเลือกเพราะคนนี้เคยมีบุญคุณ เลือกเพราะคนนี้เคยแจกเงิน
เลือกเพราะคนนี้เคยสัญญาเรื่องไหน พอเรารวมกันชนะ
เราจะบอกว่าเราทำอะไรก็ได้ในโลกนี้เนี่ย คุณคิดว่ามันใช่มั้ยล่ะ
มันไม่น่าจะใช่ แล้วก็ไม่มีคน 60 ล้านคนเนี่ย ที่จะงอมืองอเท้า
ปล่อยให้คนอยากจะทำอะไรก็ได้ เพราะมาจากการเลือกตั้ง
เพราะผ่านชนะการเลือกตั้ง จะทำอะไรก็ได้ อย่าเข้าใจว่า
การชนะการเลือกตั้งคือระบอบประชาธิปไตย เพราะระบอบประชาธิปไตย คือ
ระบอบที่เลือกตั้งเพื่อให้ได้ตัวแทนจากประชาชน และเมื่อได้ตัวแทนแล้ว
ตัวแทนต้องทำตามความต้องการของประชาชน
เราไม่ได้เลือกตั้งเพื่อยกบ้านเมืองให้กับตัวแทน
แต่ต้องทำตามความต้องการของประชาชน และประการที่ 3
ประโยชน์ต้องเป็นของประชาชน มันมีอยู่ 3 ส่วน
ประชาธิปไตยแค่ตัวแทนมาจาการเลือกตั้งหรือชนะการเลือกตั้ง
ถ้าคุณคิดว่าทำได้ทุกอย่าง แค่นี้ก็จองหอง
และแค่นี้ก็เป็นเผด็จการเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ทันเลือกตั้งชนะเลย
มันก็สะท้อนหลายอย่าง"

ด้านนายวรินทร์ เทียมจรัส ส.ว.สรรหา และ 1
ในคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับ
การพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา
พูดถึงกรณีที่แกนนำเสื้อแดงเรียกร้องให้แก้ รธน.หมวดพระมหากษัตริย์
เพื่อไม่ให้ประธานองคมนตรีสามารถเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้
พร้อมเสนอให้ตั้งองค์รัชทายาทเป็นผู้สำเร็จราชการแทนว่า โดยหลักการแล้ว
ไม่สามารถตั้งองค์รัชทายาทเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้
เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน นายวรินทร์ ยังชี้ด้วยว่า
จุดมุ่งหมายของผู้ที่กำลังเคลื่อนไหวเรื่องนี้
น่าจะเป็นเพราะไม่ต้องการสถาบันกษัตริย์มากกว่า

"จริงๆ แล้วในระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเนี่ย
ลักษณะของการจะทำ หลักการก็คือ The King can do no wrong นะ
เราจะต้องมีผู้สนองพระบรมราชโองการ ทีนี้มันจะแยกเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่เป็นงานของรัฐบาล ส่วนที่เป็นงานของนิติบัญญัติ
ส่วนที่เป็นงานของตุลาการ ก็จะมีเจ้าภาพอยู่แล้ว
ทีนี้งานบางส่วนที่มันคาบเกี่ยวระหว่างสถาบันกับองค์กรอื่นๆ
ทั้งหมดเนี่ยจะต้องมีผู้สนองพระบรมราชโองการ ตรงนี้มันไม่มีไง
มันเว้นว่างตรงนี้ เพราะฉะนั้นยังไงมันก็ต้องมีอยู่ แต่ปัญหาว่า
เป้าหมายของการขอแก้เนี่ย เป้าหมายคือให้กระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์
นั่นคือเป้าหมาย จริงๆ แล้วหลักการมันไม่มีหรอกที่อ้างมาน่ะ
แต่หลักการประชาธิปไตยมันเป็นอย่างนี้"

"(ถาม-ทำไมถึงมองว่าต้องการให้กระทบสถาบันพระมหากษัตริย์?)
เป้าหมายคือไม่เอาเจ้าไง คือ กลุ่มนี้ไม่เอาเจ้า ผมเรียนนิดหนึ่งว่า
ถ้าจะลงรายละเอียดนิดหนึ่งเนี่ย
คงต้องดูว่าคนกลุ่มนี้ที่กำลังเคลื่อนกลุ่มนี้ เขาทำอะไรไว้ในเขมรในลาว
ลักษณะก็คือการทำให้ประชาชนเนี่ยแบ่งแยก
แบ่งแยกเสร็จแล้วเนี่ยก็ทำให้มีการล้มสถาบัน ปรากฏการณ์ ณ
วันนี้มันทำให้คนไทยแตกเป็นฝักเป็นฝ่าย และสร้างเงื่อนไข
ท้ายที่สุดก็จะไปสู่กระบวนการตรงนั้น ทีนี้การล้มสถาบันโดยตรงเนี่ย
สำหรับประเทศไทยจะลำบากตรงที่ว่าความแน่นแฟ้นของประชาชนกับสถาบันเนี่ยยัง
อยู่ ฉะนั้นสิ่งที่เรียก ภาษาโบราณคือ "ตีวัวกระทบคราด" ก็คือ ชิ่งๆ ไป
ไปเข้าทางองคมนตรี (ถาม-แสดงว่าที่เขาบอกว่า เราไม่ไว้วางใจ พล.อ.เปรม
เพราะเลือกข้างทางการเมือง ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศได้
และบอกว่า ควรให้องค์รัชทายาทเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ก็ฟังไม่ได้?)
มันไม่ได้ ตรงนี้จะตั้งองค์รัชทายาทมาทำหน้าที่องคมนตรีไม่ได้ ผิดหลักการ
และที่สำคัญที่สุดคือ องค์รัชทายาทเนี่ยเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน"

ด้านนายประเสริฐ ชิตพงศ์ ส. ว.สงขลา และ 1
ในคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
มองว่า การเคลื่อนไหวให้แก้ รธน.หมวดพระมหากษัตริย์ของแกนนำเสื้อแดง
ถือเป็นการก้าวล่วงสถาบัน ซึ่งไม่บังควรอย่างยิ่ง
และอาจเป็นเกมก้าวแรกของคนกลุ่มนี้ในการรุกคืบสถาบัน
แต่เพียงแค่ก้าวแรกที่กลุ่มนี้เสนอออกมา ก็ไม่ถูกหลักของการออกกฎหมายแล้ว

"ผม คิดว่าเป็นการก้าวล่วงถึงสถาบันมากเกินไปมากเกินเหตุ
เป็นความพยายามที่จะค่อยๆ ขยับเข้าไปหรือจะก้าวล่วงเข้าไปถึงสถาบัน
ผมคิดว่าเป็นการไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง เดี๋ยวอีกหน่อยได้ตรงนี้
แล้วก็จะไปเรื่องประเด็นอื่นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
ก็ค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยต่อการเคลื่อนไหวในส่วนนี้
และเราพอจะอ่านเกมออกว่านี่เป็นการย่างก้าวแรกเพื่อไปสู่ก้าวอื่นๆ ต่อไป
แต่เมื่อย่างก้าวแรกแล้วไปบอกว่า อยากให้แก้เพราะไม่อยากให้ พล.อ.เปรม
เพราะไม่พอใจ พล.อ.เปรม ผมคิดว่าเป็นก้าวแรกที่
เพียงแต่เริ่มจะก้าวก็ไม่ถูกหลักอยู่แล้ว เพราะ
พล.อ.เปรมไม่ใช่คนที่จะอยู่กัลปาวสาน เป็นช่วงเวลาหนึ่ง แต่การแก้
รธน.เพราะไม่พอใจคนใดคนหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง จะต้องไปแก้กฎหมายแก้
รธน.ผมคิดว่ามันไม่น่าจะถูกต้อง มันต้องเอาหลักการ เอาประเด็นสำคัญๆ
เอาเนื้อหาสาระมาเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า"

ด้าน อ.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล แห่ง คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงกรณีที่แกนนำเสื้อแดงเรียกร้องให้แก้
รธน.หมวดพระมหากษัตริย์เพื่อไม่ให้ประธานองคมนตรีสามารถเป็นผู้สำเร็จราชการ
แทนพระองค์ได้ว่า
การเคลื่อนไหวเรื่องดังกล่าวของแกนนำเสื้อแดงนอกจากจะเป็นสร้างเงื่อนไขใหม่
ขึ้นมาเพื่อเป็นเกมทางการเมืองแล้ว
แกนนำเสื้อแดงยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมากเกี่ยวกับการทำหน้าที่
ขององคมนตรีและการเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

"ประเด็น เรื่ององคมนตรีเนี่ย
ผมว่าทางกลุ่มเสื้อแดงเข้าใจผิดอย่างมาก
พระมหากษัตริย์นั้นทรงอยู่เหนือทางการเมือง
และไม่ได้เกี่ยวข้องใดใดกับทางการเมือง
แม้แต่ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ก็ไม่ได้เป็นตำแหน่งที่จะให้คุณให้โทษใดใดทางการเมือง
เพราะเป็นตำแหน่งรักษาการแทนประมุขของประเทศเท่านั้นเอง หน้าที่หลักๆ
ตามที่ระบุใน รธน.ก็คือ
ก็ต้องลงนามในร่างกฎหมายก่อนที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ส่วนเรื่องอื่นๆ มันก็คงจะเป็นไปได้ยาก เช่น เรื่องของการประกาศสงคราม
แต่ทุกอย่างก็ต้องมีองค์กรซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจอธิปไตยของแต่ละองค์กรรับ
ผิดชอบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรบริหาร องค์กรนิติบัญญัติ
หรือองค์กรตุลาการ
เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ต้องทำงานในตำแหน่งผู้
สำเร็จราชการไปตามหน้าที่และไปตามขอบเขตของกฎหมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามขอบเขตของ
รธน.ไม่สามารถที่จะให้คุณให้โทษใดใดทางการเมืองหรือแก่พรรคการเมืองใดพรรค
การเมืองหนึ่ง หรือบุคคลซึ่งเป็นนักการเมืองผู้ใดผู้หนึ่งได้"

"ซึ่งประเด็นตรงนี้ไม่ได้เป็นประเด็นอะไรที่จะมีสาระสำคัญอะไรที่จะ
ต้องมานั่งแก้มาตราที่ 20 นี้ ผมไม่เห็นประเด็น
การเสนอที่จะแก้แม้กระทั่งมาตราใดมาตราหนึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นหมวดพระมหา
กษัตริย์เองเนี่ย มันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะมีทั้งกระแสที่หนุนให้แก้
และเสนอให้ไม่แก้ไข ยิ่งเสนอในประเด็นที่ละเอียดอ่อน และความจำเป็นน้อย
ก็ดูราวประหนึ่งว่าทางฝ่ายเสื้อแดงเองเนี่ยไม่ได้คิดที่จะแก้ไข
รธน.เพื่อให้การแก้ไข รธน.นั้นมันนำไปสู่ทางออกใดใดทางการเมือง
แต่เป็นเหมือนกับการสร้างเงื่อนไขใหม่ขึ้นมา
...คำถามที่ควรจะต้องถามกลับไปกับทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็คือ
จำเป็นอะไรถ้าหากไม่แก้ คงทุกตัวอักษรในหมวดพระมหากษัตริย์ไว้เนี่ย
จะมีผลใดใดต่อภาวะสะดุดทางการเมืองหรือเปล่า
หรือทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอนหรือประชาชนไม่ได้รับความเสมอภาค
มั้ย"

เมื่อถามว่า คิดอย่างไรกรณีที่แกนนำเสื้อแดง(นายจตุพร พรหมพันธ์
เป็น ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยด้วย) ประกาศว่า
ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล จะไม่เพียงนำ รธน.2540
กลับมาใช้เท่านั้น แต่จะแก้หมวดพระมหากษัตริย์ด้วย อ.อนันต์ บอกว่า
ถ้าประมวลพฤติกรรมของคนเสื้อแดงที่ขึ้นเวทีปราศรัยด้วยถ้อยคำที่หมิ่นพระบรม
เดชานุภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็สะท้อนชัดเจนว่า คนกลุ่มนี้มีเป้าหมายอะไร
และต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร

"จริงๆ แล้วมันก็สะท้อนว่าเขาคงรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งกับสถาบันพระมหากษัตริย์
ซึ่งผมไม่สามารถที่จะล่วงรู้ได้ว่าเขารู้สึกอย่างไร
แต่ถ้าเราปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดที่เขาปล่อยให้บุคคลคนแล้วคนเล่าขึ้นไป
บนเวทีของทางกลุ่มเสื้อแดง แสดงถ้อยคำที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์ หรือพฤติกรรมที่เขาทำ
การยื่นฎีกาเพื่อพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณที่รู้อยู่ว่าผิดกฎหมาย
ลักษณะแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์เลย
อย่างกรณีของฎีกาเสื้อแดงก็เหมือนกัน ผมคิดว่ามือกฎหมายของเขา
อย่าว่าแต่มือกฎหมายเลย แม้กระทั่งคนอื่นก็รู้ว่ามันผิดกฎหมาย
แต่ก็ยังคงเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา
และถ้าเกิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน ใช้พระราชอำนาจอภัยโทษ
ก็เท่ากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่เหนืออำนาจตุลาการ ซึ่งเป็น 1
ในอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอำนาจที่ประชาชนเป็นเจ้าของ
ภาวะแบบนี้มันจะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง
และนำไปสู่ความล่มสลายของประชาธิปไตยในประเทศไทย
ผมคิดว่าเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร
และเขาต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร และตราบเท่าที่ไม่บรรลุเป้าหมาย
เขาก็คงเคลื่อนไหวและกระทำการต่อไปเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาเสนอก็ไม่ได้ เรียกว่าไม่ได้ผิดความคาดหมาย
แต่ก็ประหลาดใจตรงที่ว่าเขาค่อนข้างอาจหาญ
และไม่ได้ดูใจของประชาราษฎรทั้งแผ่นดินเลย"

อ.อนันต์
ยังให้ข้อคิดเตือนสติคนไทยที่ยังคิดผิด-หลงผิดอยู่ด้วยว่า
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ
ลงจากห้องที่ประทับรักษาพระวรกาย
เพื่อไปสักการะพระรูปของพระราชบิดา-พระราชมารดา และพระบรมรูปรัชกาลที่ 5
ทั้งที่พระองค์ทรงพระประชวรอย่างหนักนั้น ไม่เพียงสะท้อนว่า
พระองค์ทรงเป็นห่วงประเทศและประชาชนมากกว่าห่วงพระชนม์ชีพของพระองค์เอง
แต่การเสด็จฯ ลงมาของพระองค์ยังสามารถบำรุงขวัญของประชาชนและสยบข่าวลือที่มีมาก่อนหน้า
และสร้างความเสียหายให้ตลาดหุ้นของไทยได้เป็นอย่างดี เมื่อ
คนไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงห่วงประเทศและประชาชนมากถึงเพียงนี้
แล้วทุกคนจะไม่ช่วยกันปกป้องและรักษาพระองค์ไว้หรือ?
สำหรับใครที่คิดผิดทำผิด อยากให้กลับใจ
ขอให้มองทุกอย่างให้รอบคอบก่อนจะทำอะไร เพราะบางที
การทำอะไรด้วยมิจฉาทิฐิ หรือคลั่งไคล้ในอุดมการณ์อย่างบ้าคลั่ง
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์บางประการ
โดยวาดฝันว่าปลายทางจะกลายเป็นฮีโร่นั้น หากทำสำเร็จแล้วจะมีความหมายอะไร
ถ้าเราต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญไป
แล้วฮีโร่จะยังคงภาคภูมิใจที่ได้ยืนอยู่บนซากปรักหักพังและความเสียหายของ
ประเทศชาติอย่างนั้นหรือ?

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000129715

คำคม จาก ขงเบ้ง

ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่
ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น

เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย
ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะ ตน"

นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ

ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด
ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด
ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น

ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี
ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตน

ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยว ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว
เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร

เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา
เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา
ท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น
ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสารมารถของตนอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่ อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น

เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ"
เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่"
เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูต
(เพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร)

เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ"
เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้"
เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี
(เพราะสุภาพสตรีจะไม่ตอบรับใครง่ายๆ)

คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย

คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น
แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต

เงิน 20 บาท มีค่ามากสำหรับคนบางคน

ในขณะที่ใครหลายๆ คนกินอิ่ม นอนหลับอยู่ในบ้านที่แสนสบาย
ใช้เงินฟุ่มเฟือยเต็มสูบไม่มีจำกัด อยากได้อะไรซื้อ อยากกินอะไรกิน ทิ้งๆ
ขว้างๆ บ้างตามประสาคนเหลือกินเหลือใช้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง...กลับมีคนที่ยอมเดินด้วยเท้า จากจังหวัดอุบลราชธานี
ไปยังจังหวัดอยุธยา ด้วยระยะทางไกลมากว่า 600 กิโลเมตร
เพียงเพื่อเงินวันละ 20 บาท

เรื่องที่ทางทีมงานจะขอนำเสนอต่อไปนี้
เป็นเรื่องที่เพื่อนสมาชิกเว็บไซต์ พันธ์ทิพย์ดอทคอม
ประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเอง และอยากนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟัง
ซึ่งเขาก็เล่าว่า ... ผมและครอบครัวได้เดินทางไปเที่ยวจังหวัดอยุธยา
ระหว่างทางก่อนที่จะถึงจุดหมาย
ผมได้มองไปข้างทางและเห็นชายแก่คนหนึ่งใส่เสื้อสีขาว
กางเกงขายาวสีน้ำเงิน กำลังเดินอยู่ข้างทางแบกถุงปุ๋ย พร้อมห่อผ้าขาวม้า
1 ห่อ เดินกลางแดดกลางวันร้อนๆ ยามบ่าย
ผมจึงให้แฟนจอดรถและลงไปถามชายชราคนนั้นว่า

ผม : ตาจะไปไหน ทำไมมาเดินตากแดดแบบนี้เล่า
ตา : (ยิ้ม) จะไปอยุธยา
ผม : ตาจะไปทำไมที่อยุธยา ไปหาใครเหรอ
ตา : ไปรับจ้างเลี้ยงวัว มีคนเขาบอกว่าที่อยุธยา มีคนเขาหาคนเลี้ยงวัว
ผม : เขาจ้างวันละเท่าไหร่ ตารู้จักเขาเหรอ
ตา : เขาจ้างวันละ 20 บาท มีที่พักให้ด้วย (ตาหมายถึงนอนกับวัวเลย)
ตาไม่รู้จักเขาหรอก
ที่ไปนี้ก็ต้องไปถามเขาอีกทีว่าใครจะจ้างตาเลี้ยงวัวบ้าง
ผม : แล้วใครบอกตาว่าที่อยุธยาเขาหาคนเลี้ยงวัว
ตา : คนแถวบ้านตาบอก เขาพูดกันว่าที่อยุธยามีคนเขาหาคนเลี้ยงวัวเยอะ
ผม : ตามาจากไหนละ มาคนเดียวเหรอ แล้วยายไปไหนล่ะ
ตา : ตามาจากอุบลฯ ตามาคนเดียว เพราะยายตายแล้ว
ผม : ลูกๆ ไม่มีเหรอตา
ตา : มีลูก 2 คน ชายคน หญิงคน มีครอบครัวกันหมดแล้ว
ไม่เคยเห็นหน้ามาหลายปีแล้ว ยายตายนี่พวกมันยังไม่รู้เลย
ผม : แล้วทำไมตาไม่อยู่บ้าน หางานแถวบ้านทำล่ะ
ตา : ตาไม่มีบ้าน พอยายตาย พี่น้องยายเขาก็ไม่ให้อยู่ในที่ของเขา
งานแถวบ้านมี แต่เขาไม่จ้างตาทำ เขาบอกว่าตาแก่แล้ว ทำอะไรช้าไม่ทัน
เขาก็ไม่จ้างตา
ผม : แล้วตามาถึงที่นี่ได้อย่างไง
ตา : ตาเดินมาเรื่อยๆ
ผม : เดินมาจากอุบลฯ นะเหรอตา ทำไมไม่นั่งรถเมล์มาล่ะ
ตา : (ยิ้ม) ตาไม่มีตังค์ (ควักเงินออกมาให้ดู ซึ่งในมือตามีเงิน 15 บาท
เหรียญ 5 บาท 1 เหรียญ ที่เหลือเป็นเหรียญบาทเก่าๆ สีเขียว)
ผม : แล้วตาออกจากอุบลฯ มาวันไหน
ตา : หลังสงกรานต์ 2 วัน (ยิ้ม)
ผม : แล้วตาเอาอะไรมาด้วย นี่ห่ออะไรที่ตาถือมา
ตา : อ๋อ ห่อกระดูกยาย กับถุงเสื้อผ้าตา
ผม : แล้วตากินอะไรอยู่
ตา : เดินผ่านร้านที่เขาขายมันต้ม แม่ค้าเขาเลยให้ตามากินฟรีๆ
ไม่เอาตังค์ตาด้วย
ผม : (สายตาของผมมองไปที่เท้าของตา เห็นรองเท้าของตามีกระดาษติดที่ส้น)
กระดาษติดที่เท้าตานะ ระวังหกล้ม
ตา : (ยิ้ม) อ๋อ ตาเอามันมารองที่เท้าตาเอง เพราะส้นรองเท้ามันขาดแล้ว
เวลาเดินมันร้อนส้นเท้า
ผม : แล้วนั่นน้ำอะไรจ๊ะตา (เห็นน้ำสีน้ำตาลในขวดสีขาวขุ่นมากๆ วางอยู่ข้างๆ ตา)
ตา : น้ำกินตาเอง

หลังจากนั่งคุยกับตาแกไปเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่า ตา อายุ 76 ปีแล้ว
แต่ผมดันลืมถามชื่อแกมา รู้แต่ว่าสิ่งที่ได้สังเกตเห็นตลอดเวลาคือ
เนื้อตัวค่อนข้างเลอะ มีรอยยุงกัดตามตัวเยอะมาก
เพราะแกบอกว่าอาศัยนอนข้างถนน นอนศาลา
และดวงตาของแกฝ้ามัวมาก เหมือนมีเส้นใยบางๆ ในดวงตา
และอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือ "รอยยิ้ม" ที่เห็นฟัน 1 ซี่
ของแกมีมาให้ตลอดเวลาระหว่างที่สนทนากัน

ทำให้ผมรู้สึกว่าตาเป็นคนอารมณ์ดี
จากนั้นผมจึงได้ส่งร่มในมือที่ถือก่อนลงจากรถให้แกไว้ใช้
พร้อมเงินอีก 190 บาท (เพราะมีอยู่แค่นั้น)
ซึ่งตอนที่แกได้ร่ม ตาแกดีใจมาก ยิ้มตลอดเวลา
ในใจแกคงคิดว่าต่อไปนี้แกคงไม่ต้องเดินร้อนแล้วล่ะ
อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมตาแกไม่ไปบวช
หรือขอข้าววัดกิน เรื่องนี้พวกเราคุยกันว่า
ตาแกยังคงอยากทำงานหาเลี้ยงตัวเอง
ไม่อยากจะขออาศัยวัดกิน
มีมือมีเท้าก็อยากทำให้เกิดประโยชน์บ้าง ...

...และนี่คือตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า
ยังมีคนอีกจำนวนมากต้องปาดกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
รู้แบบนี้แล้วทำไมไม่ลองมองย้อนมาดูตัวเอง
ว่าวันนี้คุณ "พอเพียง" แค่ไหนกัน ?

ทั้งนี้ผู้เล่าประสบการณ์ คิดได้ว่า
เขาโชคดีเหลือเกินที่มีกินมีใช้ เกิดมาไม่ลำบาก มีพ่อแม่ มีเงินให้ใช้
แต่หลังจากเจอตาแล้วทำให้เขาคิดได้ว่า
ต่อไปนี้เขาต้องรู้จักใช้เงิน รู้คุณค่าของเงินมากขึ้น
เผื่อวันหน้าจะได้ไม่ลำบาก