++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เวทีนโยบาย:ปณิธานบำนาญแห่งชาติ

โดย ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ 1 มิถุนายน 2552 15:15 น.
การออมนับเป็นคุณลักษณะนิสัยพึงปรารถนาสำหรับทุกสังคม
โดยเฉพาะสังคมสูงอายุที่รายได้ระหว่างคนร่ำรวยหยิบมือกับคนจนข้นแค้นจำนวน
มหาศาลแตกต่างกันนับสิบๆ หลัก

การเพียรผลักดันระบบบำนาญแห่งชาติจึงเป็นทางออกหนึ่งนอกเหนือจากการ
ออมโดยความสมัครใจของปัจเจกไว้ใช้ในยามชราไม่สามารถทำงานได้
หากกระนั้นในการก่อตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)
สำหรับบังคับใช้กับแรงงานในระบบและนอกระบบเป็นหลักก็ยัง
'เกาไม่ถูกที่คัน' นัก
เนื่องจากจำกัดกลุ่มเป้าหมายไว้แค่แรงงานในและนอกระบบ
ไม่ครอบคลุมกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงจะจนเจ็บตอนแก่เฒ่า เช่น
แม่บ้าน ผู้พิการ ว่างงาน หรือทำงานไม่เป็นหลักแหล่ง

ทั้งยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 84 (4)
ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีการออมในรูป
แบบต่างๆ เพื่อการดำรงชีพยามชราอย่างทั่วถึง
เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่มีจำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นและอายุขัยยืนยาว
ขึ้นด้วย

ประชาชนทุกคนจึงควรได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานจากรัฐเหมือนกัน
โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นแรงงานในหรือนอกระบบอย่างที่พยายามดำเนินการอยู่ในนาม
กบช.

ทั้งนี้ สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีกลไกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(กบข.) ดูแลเรื่องบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการเพื่อรองรับสมาชิกชราภาพดีเลิศอยู่แล้ว
ต่างจากประชาชนทั่วไปที่ไม่มีแม้แต่สวัสดิการในวัยไม้ใกล้ฝั่งอันเนื่องมา
จากอำนาจเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ จำกัดค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ผ่านวัยแรงงานมาโดยไม่ได้ทำงานเนื่องจากความบกพร่อง
ทางร่างกาย

กลไกการออมที่ออกแบบมาเฉพาะแรงงานจึงไม่อาจตอบโจทย์ทั้งของประเทศที่
ทวีผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว
และรัฐบาลที่ต้องแบกรับภาระการเงินการคลังหนักหน่วงถ้าไม่อาจขับเคลื่อนการ
ออมเพื่อเป็นหลักประกันยามชราภาพแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง
รวมทั้งยังเสี่ยงภาวะล้มละลายสูงมากจากจำนวนเงินบำนาญที่ต้องจ่ายจริงเมื่อ
ถึงกำหนดเวลา และการขาดธรรมาภิบาลด้านการบริหารจัดการเหมือนดังหลายกองทุนที่นำเงินสมาชิก
มาลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงสูงจนขาดทุนย่อยยับ

ฉะนั้น กบช.
จึงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของระบบบำนาญแห่งชาติที่เข้ามาอุดจุดอับด้อยของกอง
ทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ
และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ไม่อาจรองรับความต้องการมากมายในอนาคต
ด้วยแม้แต่แรงงานในระบบก็มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับบำนาญชราภาพ
เพราะจำนวนไม่น้อยที่จ่ายเงินแก่ประกันสังคมโดยสมทบร่วมกับนายจ้างแต่มีระยะ
เวลาทำงานไม่ถึง 15 ปี ท้ายสุดก็หมดสิทธิการได้รับบำนาญจากประกันสังคม

รัฐบาลจึงต้องสร้างกลไกการสมทบออมและการจ่ายบำนาญพื้นฐานสำหรับ
ประชาชนที่ออมกับ กบช.
โดยยอดรวมของบำนาญที่ผู้เกษียณอายุได้รับนั้นจะแปรผันตามปริมาณการออมที่
ผ่านมาของประชาชนในกองทุนฯ
บวกกับบำนาญที่รัฐบาลสัญญาว่าจะให้และดอกผลตอบแทนการลงทุน
ตลอดจนสมาชิกกองทุนฯ ยังควรได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ
ตามระบบบำนาญแห่งชาติที่ออกแบบไว้ ไม่ว่าจะเป็นเงินฌาปณกิจสงเคราะห์
เงินบำเหน็จตกทอด และเงินบำนาญทุพพลภาพ ด้วย

อย่างไรก็ดี ถึงจะเป็นการออมภาคบังครับ
หากทว่ารัฐบาลก็ควรสร้างแรงจูงใจแก่ประชาชนด้วยการเปิดกว้างด้านทางเลือกของ
การลงทุนทั้งแบบเสี่ยงต่ำผลตอบแทนต่ำดังการซื้อพันธบัตรรัฐบาล
และเสี่ยงสูงผลตอบแทนสูงอย่างการลงทุนในบรรษัทต่างๆ
โดยต้องกำชับประชาชนที่เป็นสมาชิกเสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควร
ศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
เพื่อจะได้พิจารณาผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยงสูงควบคู่กันไป
ก่อนเลือกทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่คาดหวังสูงสุดโดยมีความเสี่ยงต่ำสุด

ประสิทธิภาพ
ในทางเลือกของการลงทุนจึงไม่ได้ขึ้นกับนโยบายคณะกรรมการบริหาร
กบช.เพียงลำพัง หากอำนาจยังอยู่ที่ประชาชนส่วนหนึ่งด้วยว่าจะลงทุนในทางเลือกที่มีความ
เสี่ยงสูงหรือน้อยตามกฎ High Risk High Return

ขณะที่ระบบบำนาญแห่งชาติจะแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะไม่เพียงครอบคลุมประชากรทั้งหมด ยกเว้นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มี กบข.
คอยดูแลอยู่แล้วเท่านั้น
ทว่ายังมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่ประชาชนวัยเกษียณ
ไม่ให้มีคุณภาพชีวิตเสื่อมทรุดเมื่อเข้าสู่ภาวะทุพพลภาพหรือไม่มีรายได้
ในขณะเดียวกันก็คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยการใช้
'เงินออมอนาคตของตนเอง' ในช่วงวัยแรงงานมาใช้ในบั้นปลายชีวิต
โดยมีรัฐสนับสนุนสมทบที่ไม่ใช่การแจกฟรีเหมือนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
ที่ถึงปัจจุบันนี้ก็ไม่เป็นไปตามคำมั่นสัญญาของฝ่ายการเมืองว่าจะให้คนแก่
เฒ่าทุกคนได้รับถ้วนหน้า

การออมเพื่ออนาคตตามระบบบำนาญแห่งชาติจึงสลัดภาพการแบมือขอรอรับของ
ผู้สูงวัยไทยได้ เท่าๆ
กับขจัดปัญหามาตรฐานการคัดเลือกผู้สูงอายุยากจนข้นแค้น
และการกระจุกตัวของเงินสงเคราะห์นี้ในหมู่เครือญาติผู้มีอำนาจท้องถิ่นได้
ด้วย

การเริ่มต้นออมอนาคตตั้งแต่วัย 20 ปีบริบูรณ์
โดยมีกฎกติกาการออมและสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเกษียณชัดเจน เช่น
ช่องทางมากมายในการออมนับแต่หักเงินออมกรณีเป็นผู้ประกันสังคม
ออมกับกองทุนสวัสดิการชุมชนและสหกรณ์ที่ขึ้นทะเบียนกรณีเป็นสมาชิก
หรือจ่ายผ่านร้านสะดวกซื้อและธนาคารกรณีเป็นแม่บ้านหรือผู้ประกอบการอิสระ
และสำหรับผู้มีรายได้ไม่แน่นอนอย่างเกษตรกรก็เลือกสมทบออมได้โดยจ่ายครั้ง
เดียวในรอบปี ขณะที่ส่วนใหญ่ต้องออมทุกเดือน
แต่ไม่จำเป็นต้องออมเท่ากันทุกเดือน ทว่าอย่างต่ำ 50 บาท/เดือน
ส่วนกรณีที่อยู่ในสภาวะยากไร้ขัดสนจนไม่อาจออมได้
รัฐก็จะเข้ามาสนับสนุนออมช่วงวิกฤตนั้นด้วยการจ่ายคนละครึ่งระหว่างรัฐบาล
กลางกับท้องถิ่น

อนึ่งถ้ารัฐไม่เร่งส่งเสริมการออมเสียแต่เดี๋ยวนี้
จะต้องแบกรับภาระมหาศาลนับแสนล้านบาทอีกราว 40
ปีข้างหน้าจากการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาท/คน/เดือน
การสร้างสรรค์ทางเลือกอย่างระบบบำนาญชราภาพที่ไม่ใช่แค่
กบช.จึงเสริมสร้างศักดิ์ศรีความเป็นผู้สูงวัยไทยให้สามารถภาคภูมิใจในการยืน
หยัดบนลำแข้งตนเอง ไม่เป็นภาระลูกหลาน ชุมชน และสังคม ด้วยมีรายได้มั่นคง

กระนั้นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างระบบบำนาญแห่งชาติ
หรือกระทั่งสับเซ็ต เช่น กบช. ก็คือต้องปลอดการแทรกแซงทางการเมืองมากสุด
เพราะยิ่งมีเงินเยอะยิ่งหอมหวานสำหรับนักการเมืองมาตอมไต่
ไม่เท่านั้นการบริหารจัดการต้องยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล
โดยเฉพาะความซื่อสัตย์อย่างเคร่งครัด
มิโอนอ่อนต่อกิเลสของการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงสูงเพียงเพื่อหวังกอบ
โกย

อีก ทั้งการบริหารไม่อาจมองมุมเศรษฐศาสตร์เพียงหนึ่งเดียว
ต้องอิงแอบกับคุณค่าหลากประการด้วยกันนับแต่ความกตัญญูกตเวทีผู้สูงวัยที่ทำ
ประโยชน์ต่อประเทศชาติช้านาน
จนถึงนโยบายแบบมีส่วนร่วมที่ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมวางแผนออมอนาคต
ชีวิตตนเอง

แน่ละว่าคนทั่วไปย่อมไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางคำนวณเทียบเท่ากับ
กระทรวงทบวงกรมการเงินการคลัง ทว่าการวางแผนชีวิตโดยการออมเงินของประชาชน
ที่ถึงจะจำแนกเป็นแรงงานในและนอกระบบตามแบบ
กบช.ก็ยังเรียกร้องการมีส่วนร่วมคิดร่วมสร้างร่วมทำจากผู้มีส่วนได้เสีย
(Stakeholders) มากกว่าจะคิดกันในหมู่ผู้รู้ที่มีอำนาจบังคับผ่านกฎหมายได้

การเปิดเวทีประชาพิจารณ์แจงข้อดี-เสีย ข้อคิดเห็น-ข้อเท็จจริง
เพื่อรังสรรค์การออมอนาคตทั้งของตนเองและสังคมไทยร่วมกันจึงสำคัญยิ่งยวด
ยิ่งกว่านั้นการบริหารจัดการระบบบำนาญแห่งชาติบนหลักธรรมาภิบาลจะสร้าง
คุณลักษณะนิสัยการเก็บหอมรอมริบที่มีคุณค่าต่อระดับปัจเจกและประเทศชาติจาก
การมีเงินออมระยะยาวในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งยังเคลื่อนรัฐสวัสดิการ
(Social welfare) ให้เป็นไปได้จริงในสังคมไทยด้วย
ถ้าระยะยาวสามารถดำเนินการปรับฐานภาษีจากแคบเป็นกว้างเพื่อจะปรับเงินสมทบ
จากรัฐมากขึ้นจนเพียงพอพยุงชีวิตชราลำเค็ญแค้นที่มีมหาศาลได้
ให้วันวัยลำบากยากแค้นของคนเฒ่าคนแก่ทั่วผืนแผ่นดินไทยเป็นเพียงภาพหลอน
ของอดีต

ยุทธศาสตร์ และพันธกิจของ
กบช.ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบำนาญชราภาพจึงควรสะท้อน
'ปณิธานบำนาญชราภาพ'
ที่ส่งเสริมให้ผู้สูงวัยไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีและหลักประกันด้านรายได้ในยาม
เรี่ยวแรงร่วงโรยทำมาหากินไม่ได้.

เวทีนโยบายสาธารณะ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) www.thainhf.org

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061339

ถอนพิษ "จำนำสินค้าเกษตร" ระวังกับดัก "ประกันราคา"

โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 1 มิถุนายน 2552 10:47 น.
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

ถาม : อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่
ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะยกเลิกการรับจำนำข้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆ ?

ตอบ : ดี เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

การรับจำนำข้าวและสินค้าเกษตรมีมานานแล้ว
แต่ในช่วงตั้งแต่รัฐบาลทักษิณเป็นต้นมา
เป็นการกำหนดราคารับซื้อสินค้าเกษตรสูงกว่าราคาตลาด (อ้างว่า
รับจำนำในราคาสูงกว่าราคาตลาด) ผลประโยชน์จึงตกอยู่แต่เฉพาะเกษตรกรบางราย
และผู้ที่สวมสิทธิเป็นเกษตรกร เช่น โรงสี และพ่อค้าบางราย

ที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลรับซื้อ (จำนำ) สินค้าเกษตรแล้ว
สินค้าก็วนเวียนอยู่ในโกดัง ในระบบตลาด
ราคาตลาดก็ยังเป็นอยู่ในระดับที่มันเป็น
ส่วนราคาที่รัฐบาลซื้อสูงก็เป็นอีกระดับราคา
ที่คนบางคนสามารถซื้อสินค้าเกษตรจากราคาตลาดมาขายให้รัฐบาล

รัฐบาล ต้องมีภาระต้นทุนในการกักเก็บ แปรรูป ขนส่ง
ค่าบริหารจัดการ มีการรั่วไหล โกงกินมโหฬาร เกือบทุกขั้นตอน
และเมื่อถึงเวลาขายระบายสินค้าเกษตรของรัฐ ก็มีการหาผลประโยชน์
โดยการขายให้ผู้ส่งออกในราคาต่ำๆ (ต่ำกว่าราคาตลาด)
แล้วมีการจ่ายส่วนแบ่งผลประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจถึงตันละ 1,000 บาท

ข้าว 2.6 ล้านตัน ก็คิดเป็นเงิน 2,600 ล้านบาท !

ถาม : ถ้ารัฐบาลจะนำระบบ "ประกันราคาข้าว" และ
"ประกันราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ" มาใช้ด้วย อาจารย์คิดเห็นอย่างไร?

ตอบ : หลักการมันดีกว่ารับจำนำแบบที่ทำกันมาอยู่แล้ว
แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีประกันราคาของรัฐบาล ว่าจะใช้วิธีอย่างไร

แต่เดิม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลเปรม เราก็เคยมี "การประกันราคาข้าว"
โดยกำหนดราคาที่รัฐบาลรับซื้อในราคาสูงกว่าตลาด
เป็นวิธีเดียวกับที่เขาเรียก "จำนำข้าว" ที่รับจำนำในราคาสูงกว่าตลาด
เกิดความสูญเสียแก่รัฐบาลมาก
จนกระทั่งประชาชนตั้งชื่อองค์การคลังสินค้าหรือ "อ.ค.ส." ว่าเป็น
"องค์การค้าข้าวเสื่อม" และเรียก "อ.ต.ก." หรือองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
ว่า "องค์การต้มตุ๋นเกษตรกร"

แต่หากวิธีการ "ประกันราคา" คือ
การกำหนดราคาให้เกษตรกรรู้ล่วงหน้าว่าในเดือนที่จะขายข้าว (สินค้าเกษตร)
เกษตรกรจะขายผลผลิตได้ราคาเท่าใด แล้วหากราคาตลาดที่เกษตรกรขายได้
อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า "ราคาประกัน" รัฐบาล
ก็จะเขียนเช็คจ่ายให้เพิ่มเติมเท่ากับส่วนต่างของราคาที่ประกันไว้กับราคา
ตลาดที่เกษตรขายได้ ถ้าแบบนี้ ผมก็เห็นด้วย
เพราะรัฐบาลไม่ต้องไปจัดการกับตัวเมล็ดข้าว หรือตัวสินค้าเกษตร
ไม่ต้องไปหาโกดังกักเก็บ แปรรูป ขนส่ง หีบห่อ และขายเพื่อส่งออก

ไม่สูญเสีย ไม่ต้องเปิดช่องให้คนโกงกิน

ไม่แทรกแซงกลไกตลาด ปล่อยให้กลไกตลาดเดินไปตามระบบ ตามธรรมชาติ
ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้เกษตรกรได้เงินตามราคาประกันจริงๆ

ถาม : ฟังดู มันดีกว่ารับจำนำนะครับ?

ตอบ : เรื่องดีกว่าน่ะ ดีกว่าแน่ แต่คุณก็ต้องเข้าใจนะครับว่า
มันก็ไม่มีอะไรดี โดยที่ไม่มีข้อด้อย

การประกันราคาข้าวก็มีข้อเสีย ที่เป็นเหมือน "กับดัก"
ที่รัฐบาลพึงระมัดระวังเหมือนกัน

ข้อพึงระวังอย่างแรกเลย คือ ชาวนาหรือเกษตรกรที่ได้รับการอุปถัมภ์
รับแจกเงินส่วนต่างราคา อาจจะทำให้เคยตัวกับระบบพึ่งพา ไม่ช่วยตัวเอง
รอให้คนมาช่วย และตอกย้ำระบบอุปถัมภ์ที่คิดว่า รัฐบาลหรือเจ้านายมีบุญคุณ
มีทรัพยากรมาก จะตอบแทนอะไรก็ได้ พวกเราไม่ต้องพึ่งตัวเอง พัฒนาตัวเอง
หรือช่วยตัวเองก็ได้

ฉะนั้น เพื่อไม่ติด "กับดัก" นี้ ควรให้ชาวนา (เกษตรกร)
ต้องมีส่วนร่วมในโครงการ โดยให้เขาตัดสินใจจ่ายเบี้ยประกัน
ซื้อความเสี่ยงภัยจากราคา

กล่าวคือ แทนที่จะให้ชาวนา(เกษตรกร)
ได้ส่วนต่างของราคาตลาดกับราคาประกันฟรีๆ
ควรจะให้เกษตรกรต้องคิดว่าเขาอยากได้ราคาเท่าใด
เขายินดีจ่ายเงิน(เบี้ยประกัน) เพื่อประกันความเสี่ยงเท่าใด เช่น

หากเราคาดว่า ในเวลาเก็บเกี่ยว ราคาข้าวในตลาดจะอยู่ที่ตันละ
10,000 บาท แต่ชาวนาอยากได้ราคา 11,000 บาท
ชาวนาก็ต้องตัดสินใจว่าจะซื้อประกันหรือไม่ ถ้าไม่ซื้อประกัน
(ไม่ทำประกัน) เมื่อถึงเวลาจริง ราคาตลาดเท่าไหร่ ชาวนาก็ขายได้เท่านั้น,
แต่ถ้าซื้อประกัน (ทำประกัน) ก็อาจจะต้องจ่ายค่าประกันตันละ 300 บาท
รัฐบาลก็จะประกันให้ว่า ชาวนาผู้ทำประกันจะได้ข้าวราคาไม่ต่ำกว่า 11,000
บาทแน่นอน เพราะถ้าราคาตลาดตกต่ำ เหลือ 8,000 บาทต่อตัน
ชาวนาก็สามารถไปขายข้าวในตลาดปกติ
แล้วไปรับเงินส่วนต่างเพิ่มเติมจากรัฐบาลอีกตันละ 3,000 บาท
(11,000-8,000)

หรือตรงกันข้าม ถ้าถึงเวลาเก็บเกี่ยวจริง
ราคาตลาดพุ่งสูงขึ้นไปถึง 11,000 บาทหรือมากกว่านั้น
ชาวนาขายข้าวในตลาดปกติได้สูงกว่าราคาประกันอยู่แล้ว
รัฐบาลก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มให้ชาวนา และชาวนาก็เสียค่าเบี้ยประกันไป
เสมือนหนึ่งว่าประกันภัยแล้วไม่เกิดความเสียหาย ก็เลยไม่ต้องเรียกประกัน
ภาครัฐสามารถเก็บเบี้ยประกัน
เป็นทุนให้หน่วยงานของรัฐที่รับประกันสะสมไว้ใช้ประกันราคาฤดูกาลต่อๆ ไป

ถาม : อ๋อ... แบบนี้ ก็คล้ายๆ ทำประกันภัยทั่วไปนี่เอง คือ
ทำประกันไว้ก่อน ถ้าเกิดปัญหาก็จะได้รับการชดเชยแน่นอน
แต่ถ้าไม่เกิดปัญหา ก็ถือเสียว่าเงินค่าเบี้ยประกันนั้นเป็น
"ค่าป้องกันความเสี่ยง"

แล้วถ้าให้ชาวนาหรือเกษตรกรทำประกันราคาพืชผลเกษตรของตนเองอย่างนี้จริงๆ
มันจะมีผลอย่างไร ?

ตอบ : ถูกต้องครับ
เพราะชาวนาหรือเกษตรกรของเราต้องประสบปัญหาความเสี่ยงภัยของราคาพืชผลอยู่
เป็นประจำ การให้ชาวนาซื้อประกันราคาพืชผลของตนเช่นนี้
จะมีผลอย่างนี้ครับ

1) วิธีการนี้ จะทำให้ชาวนาได้เรียนรู้ ตื่นตัว
และต้องคำนึงถึงสภาวะของตลาดพืชผลการเกษตรของตนในแต่ละปี
ว่าราคาจะเป็นเท่าใด ควรจะคาดหมายราคาที่ตนเองจะได้รับเท่าใด
และถ้าต้องการราคาสูงๆ ก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันแพง หรือถ้าไม่โลภมาก
ต้องการราคาไม่สูงกว่าที่ควรจะเป็นก็จ่ายเบี้ยประกันต่ำ

ยกตัวอย่าง ถ้าอยากประกันราคาข้าว ตันละ 15,000 บาท
ก็อาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงหน่อย อาจจะถึง 3-4 พันบาทต่อตัน เป็นต้น
เพราะความเป็นไปได้ที่ราคาตลาดทั่วไปจะขึ้นไปถึง 15,000 บาทต่อตัน
เป็นไปได้ยาก และถ้าราคาตลาดอยู่ที่ 10,000 บาทต่อตัน
รัฐบาลก็ต้องจ่ายชดเชยให้ถึงตันละ 5,000 บาท (หักค่าเบี้ยประกันไปแล้ว
ชาวนาก็ยังกำไรอยู่ดี)

2) วิธีการนี้
จะทำให้ชาวนาไม่นำเอาปริมาณผลผลิตมามั่วหาผลประโยชน์
เพราะเมื่อมีต้นทุนค่าเบี้ยประกัน ชาวนาก็จะต้องคิดใคร่ครวญ
แล้วมาจดทะเบียนเป็นผู้มาเอาประกัน ว่าจะประกันในปริมาณมากน้อยอย่างไร

ถ้าประกันให้ฟรีๆ คนที่เห็นแก่ตัว ก็จะใช้วิธีแจ้งปริมาณผลผลิตเยอะๆ ไว้ก่อน

3) อย่างไรก็ตาม ในระยะเริ่มแรก
รัฐบาลอาจจะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันให้ส่วนหนึ่ง เช่น ออกค่าเบี้ยประกันให้
30% - 50% ของเบี้ยประกัน แล้วแต่ปริมาณที่เอาประกัน
หรือแล้วแต่ท้องที่ที่เอาประกัน

ถาม : แต่ได้ยินมาว่า รัฐบาลจะไม่ใช้วิธีให้ชาวนา(เกษตรกร)
ซื้อและจ่ายค่าเบี้ยประกัน แต่จะออกเบี้ยประกันให้ทั้งหมด หรือให้ฟรี ?

ตอบ : ก็ให้ระวังข้อเสีย หรือกับดักของการให้ของฟรี

เพราะ นอกจากชาวนาจะเสียนิสัย ชอบของฟรีแล้ว
ต่อไปคงจะพัฒนาระบบให้เดินด้วยตนเองได้ยากขึ้น
รัฐบาลก็ต้องเป็นคุณพ่อรู้ดี และชาวนาก็จะแห่กันมาจดทะเบียน
อยากได้ปริมาณมากๆ และราคาประกันก็ต้องสูงๆ และสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี
จากนั้น มันก็อาจจะกลับไปสู่วงจรหายนะ

ถาม : อาจารย์มีคำเตือนอะไรอีกไหมครับ ?

ตอบ : กรณีที่หน่วยงานของรัฐบาลบางแห่ง
แนะนำให้เอาต้นทุนการปลูกข้าวมาคำนวนราคาประกัน
นับว่าเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ในประเทศไทย ต้นทุนการปลูกข้าวในแต่ละท้องที่
มีความแตกต่างกันอย่างมาก ชาวนาแถบภาคกลาง สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท
สิงห์บุรี มีระบบชลประทานดีๆ ต้นทุนการผลิตต่อตันจะต่ำมาก ตันละประมาณ
3-4 พันบาทก็มี และส่วนใหญ่จะเป็นชาวนารายใหญ่ด้วย

แต่สำหรับชาวนาในภาคอีสาน ที่ต้องอาศัยน้ำฝนจากฟ้าในการผลิต
บางท้องที่ บางปี ทำนาปีละ 2 ครั้ง แต่เก็บเกี่ยวได้ครั้งเดียว
เพราะฝนแล้ง ต้นทุนการผลิตข้าวต่อตันจะสูงมาก ถึงตันละ 8-9 พันก็มี

ถ้า บอกว่าตั้งราคาประกันตามต้นทุนการผลิตแถบสุพรรณบุรี
ชาวนาอีสานก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
แต่ถ้าตั้งราคาประกันตามต้นทุนของชาวนาอีสาน
ชาวนาภาคกลางที่มีระบบผลประทานดีๆ รัฐอุดหนุนน้ำท่าให้อยู่แล้ว
ก็รวยไม่รู้เรื่อง เพราะนอกจากได้ราคาดีแล้ว
ปริมาณการผลิตแต่ละรายยังมีมากอีกด้วย

ทางแก้ไขยังพอมี จะต้องจำกัดปริมาณรับประกันแต่ละราย
และตั้งระบบราคาประกันตามสถาวะตลาดโลก ไม่ใช่ตามต้นทุน

แม้ คิดจะตั้งตามต้นทุนเฉลี่ยก็ไม่ได้
เพราะค่าเฉลี่ยไม่ได้สะท้อนความจริงของต้นทุนท้องที่ใดๆ เลย
ได้แต่ค่าเฉลี่ยที่เป็นที่พอใจของนักสถิติเท่านั้น

ถาม : นอกจากต้นทุนการผลิตข้าวในแต่ท้องที่จะไม่เท่ากันแล้ว
ราคาข้าวที่เห็นซื้อขายแตกต่างกันในแต่ละท้องที่ เกิดจากอะไร ?

ตอบ : ประเด็นนี้สำคัญ จะต้องเข้าใจ "โครงสร้างราคาข้าว"
ในประเทศไทยให้ถูกต้องเสียก่อน

กรุงเทพฯ เป็นเมืองท่าในการส่งออกข้าวของประเทศไทย
ราคาข้าวในประเทศไทยจึงกำหนดจากราคาส่งออกที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก
โดยโรงสีต่างๆ จะคำนวณราคาข้าวสารที่ขายได้ที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก
แล้วหักค่าขนส่งกลับไปตั้งราคาข้าวในท้องที่ของตน

จังหวัดที่อยู่ไกลกรุงเทพฯ ก็หักค่าขนส่งมาก
จังหวัดที่อยู่ใกล้ก็หักค่าขนส่งน้อย

ข้าวชนิดเดียวกัน จึงมีราคาต่างกัน จังหวัดใกล้กรุงเทพฯ
ชาวนาจะขายข้าวได้ราคาดีกว่าจังหวัดไกลกรุงเทพฯ เช่น ชาวนาสุพรรณฯ
จะขายข้าวได้ราคาดีกว่าชาวนาอุบลราชธานี (คิดเทียบข้าวชนิดเดียวกัน
เกรดเดียวกัน และขายเวลาเดียวกัน)

ฉะนั้น ราคาประกันจะตั้งอย่างไร ? เท่ากันไหม? ระดับราคาเท่าใด?

อยากจะเตือนว่า เมื่อปี 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกฯ
รัฐบาลตั้งราคาข้าวเท่ากันทั้งประเทศ ทุกเกรด ทุกเวลา (เดือนใดก็ได้)
ผลก็คือ โครงการพังพินาศมาแล้ว (เอาไว้วันหลังจะเล่ารายละเอียดให้ฟัง)

ถาม : ในสภาพความจริงอย่างนี้ "การประกันราคาข้าว"
จะช่วยชาวนาและเศรษฐกิจในระยะยาวหรือไม่ ?

ตอบ : ช่วยได้ครับ แต่ไม่มาก และไม่ตรงหัวใจทีเดียวนัก

เพราะจะเป็นการทำให้ชาวนาส่วนหนึ่งได้ประโยชน์
หรือได้เงินจากการขายสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป

แต่ประการสำคัญที่สุด ไทยต้องอาศัยการส่งออก หาเงินตราเข้าประเทศ
ต้องแข่งกับข้าวจากประเทศอื่นๆ "การประกันราคา" คงไม่ช่วยอะไร
สิ่งที่จะช่วยได้ คือ ต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มประสิทธิภาพการปลูก
เพื่อให้ต้นทุนการปลูกข้าวลดลง เราจะได้แข่งขันราคากับต่างประเทศได้

กระทรวงเกษตรจะต้องเอาจริงกับการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ เช่น
ได้รู้มาว่า ขณะนี้มีชาวนาจำนวนหนึ่ง
เขาใช้เทคนิคตัดยอดต้นข้าวในระยะเวลาที่เหมาะสม ต้นข้าวจะแตกหน่อ
และออกรวงมากขึ้น อย่างนี้ กระทรวงเกษตรจะต้องรีบศึกษาจากชาวนา
ต่อยอดการพัฒนาและเผยแพร่ เป็นต้น

ถ้าเราเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม่ได้ เอาแต่ประกันราคา
แจกผลประโยชน์ เราจะพากันตายในระยะยาว

ถาม : สรุปว่า การเลิกรับจำนำ แล้วหันมาใช้วิธีประกันราคา
เรามาถูกทางแล้วหรือไม่ ?

ตอบ : ถูกแล้วครับ

แต่เราต้องเดินให้ระมัดระวังด้วย ไม่ใช่สะดุดขาตัวเองล้มไปเสียก่อน

การรับจำนำที่ผ่านมานั้น พูดง่ายๆ ว่า
เป็นเหมือนยาพิษที่ทำลายระบบเศรษฐกิจการค้าข้าวของส่วนรวม ถ้าเราเลิกได้
มันก็เหมือนกับการถอนพิษ ซึ่งที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้คน 4 กลุ่ม
ไม่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ

1) ชาวนา ไม่ได้พัฒนาความสามารถของตนเองอย่างเต็มศักยภาพ
บางส่วนนั่งรอเอาผลประโยชน์จากโครงการจำนำ โดยไม่ต้องพัฒนาคุณภาพข้าว
ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต วางแผนการผลิต การใช้น้ำใช้ปุ๋ย
การเลือกพันธุ์ข้าว ไม่ต้องสนใจสภาวะการตลาดการค้าข้าว
รอแต่จะหากินกับการจำนำข้าวราคาสูง

2) โรงสี
ไม่ต้องตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการสีข้าวเพื่อให้ได้คุณภาพและ
ประสิทธิภาพสูงสุด ข้าวไม่แตกหักมาก
แต่คอยจังหวะหากินกับนโยบายรัฐบาลดีกว่า รวยกว่า

3) ผู้ส่งออก ไม่ต้องศึกษา สาะแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ
สร้างสินค้าของเราให้มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาดโลก
มียี่ห้อที่ผู้บริโภคข้าวในตลาดโลกยอมรับเชื่อถือ มีหีบห่อ
มีการตลาดที่ดึงดูด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทยในตลาดโลก
สามารถแข่งกับข้าวประเทศอื่นๆ ได้ แต่หากินกับนโยบายของรัฐบาล
คอยจังหวะซื้อข้าวราคาถูกจากรัฐ
หาทางทำอย่างไรจะซื้อข้าวของรัฐที่เป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ จะได้กดราคาได้
แล้วเอาไปส่งออกให้เป็นที่ "ภูมิใจไทยบางคน"
แต่กระทบต่อภาพลักษณ์คุณภาพข้าวไทยทั้งชาติ

3) เจ้าหน้าที่ อคส. ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ นักการเมือง
ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องคิดนโยบายใหม่ๆ บริหารงานให้ก้าวหน้า
แต่ใช้เวลาและเงินเดือนที่ได้จากประชาชนคิดหาช่องทางวิธีการที่แยบยล
ดูเหมือนจะโปร่งใส เพื่อผ่องถ่าย หากิน หาเศษหาเลย หาเงินเข้าพรรคเข้าพวก
เข้าพกเข้าห่อ

เมื่อโดนยาพิษจากการรับจำนำอยู่อย่างนี้
ข้าว-สินค้าเกษตรก็เสื่อมค่า เสื่อมราคา แล้วต่อไป
จะไปแข่งกับประเทศไหนได้ครับ

สรุป รัฐบาลจะเลิกโครงการ "รับจำนำ" ก็ดีแล้ว ขออนุโมทนาด้วย

จะเปลี่ยนเป็น "รับประกัน" ก็ถูกต้องแล้ว ขอสนับสนุน
แต่ให้ระวังรายละเอียด และวิธีการดำเนินงาน อย่าให้ตก "กับดัก"
ทั้งหลายที่อยู่ระหว่างทาง

และที่สำคัญ ต้องไม่ละทิ้ง "การเพิ่มผลผลิตต่อไร่" ลดต้นทุน
เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่เกษตรกรไทย เพื่อความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทย
ว่าสามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง เข้มแข็ง
แข่งขันในตลาดโลกได้อย่างสง่าผ่าเผย โดยไม่ตกอยู่ใต้เงาผลประโยชน์ความ
"ภูมิใจไทยของบางคน" เท่านั้น


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061137

ถ้ารถเมล์ 4 พันคันจอดป้ายที่ครม.พุธนี้

โดย สุวิชชา เพียราษฎร์

สมมติว่า...โครงการรถเมล์เช่า 4,000 คันเจ้าปัญหาวิ่งเข้าจอดป้าย
ครม.ในสัปดาห์นี้ได้สำเร็จและครม.ทั้งขณะกระโดดขึ้นรถเมล์ลงมติให้ผ่านได้
โดยสะดวก ลองมาคิดเล่นๆ กันมั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้?

ข้อ 1 พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยจะโกยคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นหลังสามารถยุติภาพ
ความขัดแย้ง แสดงออกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพรรคร่วมรัฐบาล
รัฐบาลมีเสถียรภาพอย่างมาก ไม่เป็นอย่างที่คนภายนอกพยายามกล่าวหา

ข้อ 2 ประชาชนจะพากันสรรเสริญถึงความกล้าหาญในการกล้าตัดสินใจของครม.แม้ว่า
โครงการนี้ส่อพิรุธส่งกลิ่นทุจริตเหม็นเน่า แต่เพื่อประโยชน์ของประชาชน
และผลกำไรของ ขสมก. ตามที่กระทรวงคมนาคมเจ้าของโครงการบอกต่อสาธารณะ
อีกทั้งรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็อุตส่าห์การันตีว่า
ตราบใดโครงการยังไม่เกิดก็จะให้มีทุจริตนั้นเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน
ข้อกังวล หวั่นวิตกว่า
โครงการนี้จะเป็นโครงการถอนทุนของนักการเมืองจึงเป็นเพียงแค่
'ความรู้สึก' ของประชาชนที่ยังไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอ
และผู้เสียผลประโยชน์จากโครงการนี้เท่านั้น

ข้อ 3 รัฐบาลนี้จะจบเห่

ข้อ 1 และข้อ 2 เท่าที่จับกระแสดูคงไม่มีใครคิดจะตอบ
เพราะไม่ว่าประชาชน สื่อ นักธุรกิจ นักวิชาการ
ไม่มีใครเลยที่จะยกมือสนับสนุน ตรงกันข้ามส่วนใหญ่เชื่อว่า
เมื่อไหร่ที่รถเมล์เช่า 4 พันคันนี้ผ่าน
ครม.ก็รังแต่จะพารัฐบาลวิ่งไปพลิกคว่ำตายทั้งคณะ!

ใครที่เลือกข้อ 3 น่าจะมองช็อตต่อไปว่า รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ หลีกเลี่ยงไม่พ้นพงหนาม
ต้องเผชิญชะตากรรมเตรียมรับมหกรรมแสดงออกถึงการคัดค้านอย่างไม่เคยเกิดขึ้น
กับโครงการใหญ่แบบนี้นานแล้วหลายต่อหลายกลุ่มที่รุมเร้าเข้ามาร่วมรบกับ
รัฐบาล

อย่างน้อยในวิถีรัฐสภาตามกรอบรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการก็ไล่ตั้งแต่
กลุ่ม ส.ว.ที่จะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ป.ป.ช.) ตรวจสอบต่อ และแม้แต่จะยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี
หากยังดื้อดึงจะเอาโครงการนี้

นี่ไม่นับรวมองค์กรเอกชน
เครือข่ายภาคประชาชนอีกนับไม่ถ้วนที่ลงชื่อรอจองกฐินยาวเป็นหางว่าว

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?

โครงการเช่ารถเมล์ 4,000
คันนี้ผุดจากความคิดตั้งขึ้นเป็นโครงการมาตั้งแต่สมัยพรรคพลังประชาชน
ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี
ขณะนั้นคนที่ผลักดันก็เป็นกลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ
และพวกซึ่งเป็นคนสนิทใกล้ชิดนายสมัครหรือรู้จักกันดีในกลุ่ม
"แก๊งออฟโฟร์" ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้านอยู่ขณะนั้นก็คัดค้านโครงการนี้สุด
ฤทธิ์

คนทั่วไปย่อมคาดหวังมาตรฐานจริยธรรมที่สูง
และรับไม่ได้หากพรรคประชาธิปัตย์จะกลับลำหนุนส่งโครงการที่ตัวเองสร้างความ
เข้าใจให้มวลชนว่า เป็นโครงการที่ส่อเค้าน่าสงสัย
และการที่ข้อมูลของโครงการนี้แพร่กระจายมีผู้รู้ในโครงการนี้อย่างกว้างขวาง
ขณะที่สื่อ คอลัมนิสต์ นักวิชาการ
ส.ว.พากันชำแหละตีแผ่ความไม่ชอบมาพากลออกมาเป็นระยะๆ

เมื่อประเมินแล้วใครๆ จึงพากันเข้าใจได้
(ยกเว้นรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย) ก็คือ โครงนี้ทั้งแพงเกินจริง
เชื่อได้ว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง เพราะมีข้อพิรุธให้จับผิดได้แทบทุกจุด

อาทิ ค่าตัวรถ ค่าซ่อม ตัวเลขรายได้ ผลกำไร
รวมถึงสัญญาที่ผูกพันนานเกินเหตุ รวมๆ แล้วไม่มีเหตุผลสักข้อที่พอฟังขึ้น

อุปมาเหมือนกับสินค้ามีตำหนิมาตั้งแต่ต้นแล้วพ่อค้ารายนี้ยังหน้า
ด้านจะมายัดเยียดเสนอขายในราคาแพง ...เป็นใครก็รับไม่ได้ทั้งนั้น!!

สมัยที่โครงการนี้เพิ่งเกิดและถูกดันเข้า ครม.สมัคร และนายสมชาย
วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ที่ไม่เคยได้ทำงานในทำเนียบฯ ในเวลาต่อมา
เรื่องนี้พอถูกทักเข้าก็ถอยหลังใหม่
รัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็นำกลับไปแก้ไขใหม่ ปรับลดตัวเลขให้ตัวเงินลดลง
เพื่อให้ดูว่าใช้งบประมาณน้อยลง

เดิมทีโครงการมีมูลค่าสูงมากนับแสนล้าน ปัจจุบันจึงลดลงเหลือ 67,000 ล้านบาท

ทว่า แม้เปลี่ยนเนื้อหาใหม่ แต่ไส้ในก็ยังเหมือนเดิม
ไม่ต่างอะไรเลยกับบทเพลงที่แม้แปลงเนื้อร้องใหม่แต่หากยังใช้ทำนองเดิม
ใครๆ ก็ฟังออกว่านี่คือ โครงการหวังกิน
ตะกรุมตะกรามแบบไอ้เสือเอาวาตามแบบฉบับของนักการเมืองยุคเก่า!

ทางออกโครงการนี้ในสายตาประชาชนดูตีบตันมาก
แต่สำหรับนักการเมืองยังพยายามผลักดันงัดวิชาก้นหีบทุกท่าออกมาใช้
และไม้ตายที่นิยมใช้กันคือ บีบคอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
กรณีนี้คือ ขสมก ออกมาพูดชี้นำให้เห็นประโยชน์ของโครงการ

ดังนั้น เราจึงได้เห็นนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานบอร์ด ขสมก.
ออกแถลงข่าวด่วนเมื่อวันจันทร์ (1 มิ.ย.) ทันที

เขาระบุว่า การจัดเช่ารถเมล์ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
และจำเป็นต่อการฟื้นฟูสถานะของ ขสมก. ที่ขณะนี้ขาดทุนสูงกว่า 6,000
ล้านบาท และจะมีผลขาดทุนสะสมมากกว่า 100,000 ล้านบาท
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

การจัดเช่ารถทำให้องค์กรไม่ต้องแบกรับภาระค่าซ่อมบำรุง ตลอดอายุ
10 ปีของสัญญา แต่การจัดซื้อจะมีหลักประกันซ่อมบำรุงเพียง 3 ปีแรก
ขณะที่ตัวเลขที่มีการเช่ารถ 4,657 บาท/คัน/วันก็เป็นราคาที่เหมาะสม

คำพูดของประธานบอร์ด ขสมก. ก็บังเอิญไปสอดรับกับนายโสภณ ซารัมย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เปิดเผยในวันเดียวกันว่า ในวันที่ 3
มิถุนายนนี้ ยังยืนยันนำเรื่องโครงการเช่ารถเมล์ NGV 4,000 คัน
เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ตามที่ ครม.ได้เคยตั้งเวลา 2
สัปดาห์ในการทบทวนโครงการ ทั้งนี้แม้
ครม.จะไม่อนุมัติโครงการก็ยอมรับได้แต่อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับว่า
โครงการดังกล่าวจะเป็นการช่วยฟื้นฟู ขสมก.
ที่ขณะนี้มีปัญหาหนี้สินอยู่เป็นจำนวนมาก

สรุปเหลือเหตุผลเดียวที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้คือ ขสมก.จะขาดทุน
เงินภาษีของประชาชนจะถูกปูยี้ปูยำ นักการเมืองจะโกงจะกินก็คุ้ม? งั้นหรือ

ว่าไปแล้ว ...ละครซี่รีส์นี้เดินมาถึงฉากสำคัญ
เหตุการณ์ก็กำลังสุกงอมเพียงพอแล้วล่ะที่จะให้ผู้กำกับได้เลือกฉากจบว่าจะ
ให้เป็นอย่างไร จะจบแบบทิ้งปริศนาเอาไว้ให้คิดอีกว่า รถเมล์ 4,000
คันจะยังมีภาคต่อให้ดูอีก รอกระแสซาแล้วค่อยกลับเข้า ครม.ใหม่แบบเงียบๆ
หรือว่าจบแบบชัดเจน
ล้มเลิกโครงการแล้วหาวิธีใหม่ที่ชาติและประชาชนได้ประโยชน์

3 มิถุนายนนี้ คำตอบอยู่ที่คนชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น.

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061517


ถ้าผมเป็นนายกฯ ในนาทีนี้
จะสั่งปลด นายปิยะพัฒน์ จำปาสุต ก่อนเลย สาเหตุเพราะให้สัมภาษณ์ในรายการ
คน คอข่าว ว่าถ้าไม่ได้รถเมล์ NGV
ใหม่ก็จะปล่อยให้ขาดทุนอยู่อย่างนี้จนถึงแสนล้าน
นายคนนี้ใช้วาจาที่ข่มขู่ สามหาว ไม่น่าเป็นผู้นำในองค์กรใดๆเลย
พูดออกมาแสดงถึงความขาดวุฒิภาวะ
แถมยังอวดอ้างว่าตนเองทำงานเก่งเต็มความสามารถ แต่ไม่ยอมมองถึงองค์กรอื่น
เช่น รถร่วม รถมินิบัส รถตู้ ฯ ว่าเขาบริหารอย่างไรถึงอยู่ได้
มีรายได้คุ้มทุน โดยที่เขาไม่ต้องเช่ารถใหม่เลย

ที่นายโสภณ ซาเล้ง อ้างว่า ปกติเราเช่ารถนำเที่ยววันละหมื่นกว่าบาท
แต่โครงการนี้เช่าได้ในราคาถูกกว่ามากนั้น อยากถามว่า
รถนำเที่ยวมีใครเช่าเป็นสิบปีบ้าง
ถ้ามีคนเช่าถึงสิบปีจริงราคาอาจะเหลือวันละสองพัน
โดยไม่ต้องจ่ายค่อซ่อมบำรุงทุกวันก็ได้

อยากให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไป ตรวจสอบ ขส.มก. ให้ละเอียด เพราะเมื่อวันก่อน
รองบอร์ด ขส.มก. คนที่พูดไปเลียริมฝีปากไป
ตอบคำถามครั้งแรกว่าค่าซ่อมวันละพันสอง
แล้วรีบกลับคำเป็นสองพันสาม-สองพันสี่ร้อยบาทต่อคัน
ให้ผู้มีหน้าที่ช่วยตรวจสอบ การซ่อมบำรุงและการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันของ
ขส.มก.ที่ผ่านมาด้วย เพราะอาจจะถ่ายน้ำมันจริง 1 ครั้งแต่ทำเบิกจ่าย 5-10
ครั้งก็ได้ จึงกล้าใช้ข้อมูลว่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 1500 โล)
ให้ตรวจสอบการเปลี่ยนอะไหล่ และอุปกรณ์ทุกอย่าง
เพราะคิดว่าเป็นจุดที่เกิดการรั่วไหลมาก
อีกอย่าง การเบิกจ่ายน้ำมัน ให้ดูว่าใช้น้ำมันเกินจริงมากใหม
อาจจะมีการลักดูดน้ำมันออก หรือมีบิลผีมาเบิกก็ได้
ถ้าทำให้ ขส.มก.ขาดทุนมาก ก็ไม่สมควรอยู่เป็นเหลือบเลย

พวงมาลัยกับข้าวต้มมัด (อยากให้อ่าน น่ารักมากๆ)

Subject: พวงมาลัยกับข้าวต้มมัด (อยากให้อ่าน น่ารักมากๆ)

พวงมาลัยกับข้าวต้มมัด (อยากให้อ่าน น่ารักมากๆ)

คุณคงดีใจหากว่าเช้าวันหนึ่งจะมีดอกกุหลาบสักดอกมาวางอยู่บนโต๊ะทำงาน

นั่นแสดงว่ามีคนตาถึงมองเห็นเสน่ห์และความน่ารักในตัวคุณ แต่ฉันนี่สิ

พวงมาลัยสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมของดอกมะลิที่วางอยู่บนโต๊ะฉัน

ทำเอาฉันเป็นตัวตลกของเพื่อนร่วมงานไปโดยปริยาย


คนที่เอาพวงมาลัยมาวางให้ฉันทุกเช้าเป็นวิศวกรในแผนกวางแผน ฉันไม่

รู้จักเขามากนัก แต่เพื่อนๆในแผนกฉันพูดถึงเขาว่าเป็นคนไม่ค่อยเต็ม ออก

จะขวางโลกนิดๆ ฐานะทางบ้านจัดว่าดีทีเดียว แต่ตัวเองงกชะมัด เดิมเขาขับ

สปอร์ตคันหรูมาทำงาน ทำเอาสาวๆในบริษัทเก็บเอาไปฝันอยากเป็นตุ๊กตา

หน้ารถของเขากันหลายคน แต่อยู่ดีๆเขากลับนั่งรถเมล์มาทำงานเสียเฉยๆ

ทำให้สาวๆเหล่านั้นค่อยถอนตัวไปทีละคนสองคนจนไม่เหลือใคร


ถึงฉันจะเป็นพนักงานบัญชีและเห็นด้วยกับมาตรการประหยัดของเขาแต่

แค่ดอกกุหลาบสักดอกคงไม่ได้แพงไปกว่าพวงมาลัยสักเท่าไรละมัง


วันนี้ฉันมาทำงานเช้ากว่าปกติซึ่งทางหัวหน้าของฉันขอร้องมาสำหรับเช้า

วันจันทร์ เพื่อมารับรายงานจากฝ่ายต่างๆและเตรียมรายงานให้เสร็จก่อน

เก้าโมง เช้า ทำเอาฉันต้องรองท้องด้วยกาแฟเพียงแก้วเดียวสำหรับมื้อเช้า

มื้อที่สำคัญที่สุดของวัน แต่ก็ทำให้ฉันได้มีโอกาสเจอวิศวกรคนนั้น คนที่

เอาพวงมาลัยมาวางที่โต๊ะฉันทุกเช้า


เสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีขาวที่ถูกม้วนขึ้นไปจนเกือบถึงข้อศอกทำให้เขาดูทะมัด

ทะแมงขึ้น นั่งคงเพราะต้องโหนรถเมล์มาละมัง เขาทำท่าลังเลอยู่หน่อย

เมื่อพบว่าฉันมาทำงานแต่เช้า ก่อนจะเดินเข้ามาและวางพวงมาลัยบนโต๊ะ

ฉันอย่างเงียบๆ


'ขอบคุณค่ะ หอมจัง' ฉันบอกเขาไป


'คุณชอบมันจริงๆเหรอ' เขาถามกลับ


ฉันยิ้มให้ เขาควรจะไปตีความเอาเอง ว่าผู้หญิงหน้าตาน่ารักอย่างฉันเหมาะ

กับพวงมาลัยไหม


'ดีใจที่คุณชอบ'


อ้าว ... นี่เขาเป็นวิศวกรจริงๆหรือเปล่านะ ไม่ฉลาดเอาเสียเลย


'ทำไมวันนี้มาแต่เช้าล่ะครับ' เขาชวนคุย


'พอดี พี่วรรณขอให้มาก่อนเวลาในทุกวันจันทร์น่ะค่ะ' ฉันตอบ


'ถ้างั้นคุณคงไม่มีเวลาทานข้าวเช้า'


ฉันยกแก้วกาแฟให้เขาดูแทนคำตอบ เขาทำสีหน้าครุ่นคิด นี่คงไม่ได้

กำลังคิดหรอกนะว่าฉันจะได้พลังงานจากกาแฟแก้วนี้กี่แคลอรี่ และเพียง

พอกับการทำงานของฉันในช่วงเช้าหร ือเปล่า


'แล้วทำไมมาเช้าจังล่ะคะ' ฉันถามเขา


'ผมต้องต่อรถเมล์ มาน่ะครับ ถ้ามาสายรถจะติด'


'แล้วรถคันเดิมไปไหนแล้วคะ'


'ผมจอดไว้ที่หอพักเพื่อนแล้วขึ้นรถเมล์มาครับ สะดวกกว่า และได้ทำธุระ

ด้วย' เขาบอก


ธุระอะไรของเขานะ ที่ต้องทำแต่เช้าเชียว หรือจะใส่บาตร แต่ฉันก็ไม่ได้

ถามเขาไปหรอก


'หอพักเพื่อนคุณ อยู่ใกล้เหรอคะ' ฉันถามเขาเพราะอยากหาที่พักใกล้ที่ทำ

งานมากขึ้น สนองนโยบายรัฐ


'ต่อรถเมล์มานี่ก็สองต่อเองครับใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที'


'พอมีเบอร์ติดต่อไหมคะ'


'ผมพาไปได้ ถ้าคุณสนใจ' เขาบอก


'ค่ะ' ฉันตอบ ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับไปทำงาน


..........................................................................
......


จากนั้นในทุกวันจันทร์ บนโต๊ะของฉันนอกจากจะมีพวงมาลัยดอกมะลิแล้ว

ยังมีข้าวต้มมัดเพิ่มมาด้วยอีกหนึ่งอย่าง ข้าวต้มมัดกับกาแฟ ดูท่าเขาจะเป็นคน

ขวางโลกจริงๆเสียแล้วสิ


เพื่อนสาวในแผนกฉันหลายคนได้รับดอกกุหลาบ บางคนมีขนมปัง โดนัท

หรือมิฉะนั้นก็เป็นปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ จากหนุ่มๆที่ตา ถึงและพากันมาเกาะ

แกะกับสาวๆแผนกบัญชี บอกตรงๆว่าฉันก็อายอยู่ไม่น้อยกับรสนิยมของเขา

แต่เพราะ บุคลิกที่เงียบขรึม ท่าทางจริงจัง และรอยยิ้มที่อ่อนโยนนั้นทำให้

ฉันปฏิเสธเขาไม่ลง ไม่รู้ว่าเพราะฉันกลัวเขาจะเสียน้ำใจ หรือเพราะชอบเขา

ขึ้นมาแล้วกันแน่


'ช่วยเขียนแผนที่กับเบอร์ติดต่อหอพักที่ว่าให้หน่อยได้ไหมคะ' ฉันบอกเขา

ในวันหนึ่ง


'ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวเย็นนี้ผมพาไปดู' เขาบอก


'ขอบคุณค่ะ' ฉันตอบ และเย็นนั้น เขาพาฉันขึ้นรถเมล์จากป้ายใกล้ๆบริษัท

และไปต่อรถเมล์อีกสายหนึ่งในป้ายถัดไป ก่อนจะไปถึงหอพักที่ว่าโดยใช้

เวลาไม่เกินสามสิบนาที


'ใกล้จริงๆด้วยค่ะ' ฉันบอกเขา


จากนั้นเขาพาฉันไปดูห้องตัวอย่างก็ห้องเพื่อนเขานั่นล่ะ ฉันตกลงใจที่จะ

ย้ายมาอยู่ในเดือนหน้าและวางเงินมัดจำไปก่อน


'เย็นนี้คุณรีบไปไหนหรือเปล่า' เขาถาม


'ไม่ค่ะ' ฉันตอบ แอบคิดไปว่าเขาคงชวนทานข้าวละมัง


'ทานข้าวกับผมนะ' เขาชวนจริงๆ ฉันยิ้ม อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะพาฉัน

ไปทานที่ไหน คนที่ชอบ ข้าวต้มมัดกับพวงมาลัยจะมีรสนิยมเรื่องอาหาร

ยังไงนะ แต่ก็ได้ยินเสีย งตัวเองตอบตกลงกับเขา


ร้านที่เขาพามาเป็นร้านอาหารบรรยากาศดี ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ เหมือนสวน

หลังบ้านเสียมากกว่าร้านอาหาร ดูเขาจะคุ้นเคยกับเจ้าของร้านเป็นอย่างดี


'เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วครับ' เขาบอกเมื่อเห็นสายตาสงสัย

ของฉัน


เสียงเพลงไพเราะจากวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้นนั่นทำให้ฉันรู้สึก

ผ่อนคลาย


'ไม่รู้ว่ามีร้านแบบนี้อยู่ด้วย' ฉันพูดกับเขา


'ผมมาที่นี่บ่อยๆ' เขาบอก ฉันต้องแอบมองเขาด้วยความสงสัย ความจริง

เขาก็ไม่ได้ถึงกับประหยัดอะไรมากมาย แต่ทำไมถึงเป็น พวงมาลัยและ

ข้าวต้มมัดนะ ฉันแอบยิ้ม


'คุณยิ้มทำไม' แย่จริง เขาจับได้ ก่อนที่เขาจะเรียกเด็กหญิงที่ขายดอกกุหลาบ

มาและซื้อให้ฉันดอกหนึ่ง ทำเอาหัวใจฉันพองโต และนำกุหลาบดอกนั้น

กลับมาทับด้วยหนังสือเล่มหนาที่หัวเตียง


.........................................................................


วันนี้ฉันย้ายหอพักวันแรก ฉันตัดสินใจออกจากหอเช้ากว่าที่ควรจะเป็น

อยากมีเวลาในการสำรวจเส้นทางก่อน แม้ว่าเขาบอกว่าจะมารับฉันและ

ไปทำงานพร้อมกัน


ฉันขึ้นรถเมล์จากป้ายใกล้ๆหอพักและลงเพื่อต่อรถอีกสาย ที่ป้ายรถเมล์กลาง

เส้นทางนั้นฉันเห็นคุณยายหลังค่อมนั่งร้อยพวงมาลัยอยู่ พวงมาลัยดอกมะลิ

ขาวสะอาดตา เขาคงซื้อจากที่นี่ทุกวัน ฉันคิด ฉันเดินเข้าใกล้และพบว่า คุณยาย

คนนั้นขาพิการ คุณยายเล่าว่าทุกๆเช้าจะมีเพื่อนบ้านที่มาทำงานแถวนี้พาคุณยาย

และหลานมาขายพวงมาลัยที่นี่และรอรับกลับในช่วงบ่าย


ฉันอมยิ้มกับความอ่อนโยนของเขา นี่ละมังเหตุผลที่เขาขึ้นรถเมล์ไปทำงาน

และซื้อพวงมาลัยให้ฉันทุกเช้า


'ขายยังไงจ๊ะ' ฉันถามคุณยาย


'พวงละยี่สิบบาท'


ฉันยื่นธนบัตรฉบับละร้อยให้กับคุณยาย


'เอาพวงนึง ไม่ต้องทอนจ๊ะ'


'งั้นไม่ขาย ฉันไม่ใช่ขอทาน' คุณยายบอก พร้อมกับมองหน้าฉัน ซึ่งรู้สึก

ว่าหน้าตัวเองชาไปในทันที


'หนูขอโทษ' ฉันพนมมือไหว้ ก่อนที่คุณยายจะยิ้มตอบ


'ไม่เป็นไร หนูทำให้ฉันนึกถึงผู้ชายอีกคน' คุณยายเล่า


'เขาทำแบบหนู แต่ให้แบงค์พัน ยายก็ดุเขาไปเหมือนกัน' คุณยายเล่าต่อ


'แล้วเขาทำยังไงคะ' ฉันถาม


เขาขอโทษ และซื้อพวงมาลัยวันละพวงแทน บางทีก็ซื้อข้าวต้มมัดของหลาน

ยายด้วย นี่ใกล้จะมาแล้ว' คุณยายบอก


'เขาบอกว่าซื้อไปให้แฟน ฉันยังถามเขาเลยว่าสาวๆที่ไหนจะชอบ มีแต่คนแก่

ที่ชอบพวงมาลัย'คุณยายเล่า โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าหัวคิ้วฉันแทบจะชนกัน

อยู่แล้ว


'แต่เขาบอกว่าแฟนเขาชอบ' คุณยายเล่าต่อ ทำเอาฉันหน้าแดงขึ้นมาทันที

ใครบอกว่าฉันเป็นแฟนนาย....


'อ้าว คุณ ทำไมออกมาก่อนล่ะ' เสียงทุ้มๆดังขึ้นด้านหลังของฉัน ฉันแกลังทำ

เป็นไม่ได้ยินไปอย่างนั้น เพราะขืนฉันหันไปตอนนี้ คงซ่อนหน้าแดงๆนี้ไม่ได้


'คุณยาย นี่แฟนผม' เขาว่า ฉันตีต้นแขนเขาทันทีเหมือนกัน

สคส.ชวนใช้ "กระจกส่องจิ๋ม" กันภัยมะเร็งปากมดลูก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


สคส.ชวนใช้ "กระจกส่องจิ๋ม" อุปกรณ์ช่วยหญิงไทยพ้นภัยมะเร็งปากมดลูก
หลังพบสถิติเสียชีวิตสูงกว่าครึ่ง แถมพบผู้ป่วยรายใหม่ปีละกว่า 7 พันราย

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี
ผู้ประสานงานมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) กล่าวว่า
กระจกส่องจิ๋ม เป็นอุปกรณ์การตรวจภายในเบื้องต้นด้วยตนเองสำหรับผู้หญิง
ซึ่งการคิดเรื่องของกระจกส่องจิ๋มขึ้นมาส่วนหนึ่งเพราะ
สคส.ต้องการรณรงค์ให้สาวไทยหันมาให้ความใส่ใจกับจุดเร้นลับของตัวเองเพื่อ
ที่จะได้รู้เท่าทันเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ
หนึ่งของมะเร็งในผู้หญิงไทย
และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 7 คนต่อวัน
สาเหตุของการป่วยและเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากการละเลยในการตรวจภายในทั้งการ
ตรวจด้วยตนเองเบื้องต้นและการไปพบแพทย์
โดยสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าไปตรวจภายใน ส่วนหนึ่งมาจากความอาย

"จุด เริ่มต้นมาจากการที่เรามองว่าจะมีสาวไทยสักกี่คนเคยก้มลงสำรวจจุดเร้นลับใน
ร่างกายของตัวเอง
ส่วนหนึ่งก็เพราะวัฒนธรรมของไทยที่สอนกันมาตั้งแต่เล็กว่า
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องน่าอาย ไม่ควรพูดถึง ต้องปกปิด
อย่าว่าแต่ไปขึ้นขาหยั่งเลย แค่ดูของตัวเองยังอายเลย
เวลาที่เราทำเวิร์กชอป ผู้หญิงบางคนที่มาเข้าร่วมกิจกรรม อายุ 50 แล้ว
บอกว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยก้มมองของตัวเองเลย
ยิ่งเรื่องไปตรวจเช็คสุขภาพ ตรวจมะเร็งปากมดลูกยิ่งไม่ต้องพูดถึง"
น.ส.ณัฐยากล่าว

น.ส.ณัฐยา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้
กระจกส่องจิ๋มอาจจะไม่ได้มีหน้าตาแตกต่างไปจากกระจกธรรมดามากนัก
เป็นแค่กระจกบานเล็กๆ
หลากสีมีไว้แจกให้กับผู้หญิงที่อยากได้ไว้ตรวจภายในด้วยตนเองเบื้องต้น
เป็นการป้องกันตัวเองจากมะเร็งปากมดลูก โดยกระจกส่องจิ๋มจึงเป็น
เสมือนสัญลักษณ์ที่มีไว้เตือนใจว่าเรามีกระจกหลายบานเพื่อส่องหน้า
เพราะผู้หญิงเป็นพวกชอบรักสวยรักงาม
แต่จิ๋มหรืออวัยวะเพศก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกันแต่กลับถูกละเลย
ผู้หญิงกลับถูกสอนไม่ให้ไปยุ่งกับตรงนั้น ไม่ไปสัมผัสดูแล
เพราะเป็นของต่ำ ทำให้ผู้หญิงโตมาโดยลึกๆ แล้วรังเกียจอวัยวะเพศตัวเอง

ด้านรศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ สูตินารีแพทย์ กล่าวว่า
การตรวจภายในด้วยตนเองสามารถทำได้
ในต่างประเทศมีการรณรงค์ให้ตรวจภายในด้วยตนเอง โดยการส่องดูอวัยวะเพศ
จะทำให้มองเห็นว่ามีรอยแดง หรือมีอาการบวมผิดปกติหรือไม่
สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคบางอย่าง เช่น รอยแดง
อาจเป็นสัญญาณของปากช่องคลอดอักเสบ มะเร็งปากช่องคลอด อาการบวม
อาจเป็นสัญญาณของการถูกแมลงกัดต่อย อาการของโรคไต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
หรือหากมองเห็นว่ามีไฝหรือจุดสีคล้ำ ดำ
ก็ควรหมั่นสังเกตว่าจุดเหล่านี้เข้มขึ้นหรือใหญ่ขึ้นหรือเปล่า มีตุ่มน้ำ
อาจเกิดจากเริมหรือผิวหนังอักเสบที่อวัยวะเพศได้

สำ หรั มะเร็งปากมดลูกข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า
เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย
และมีอัตราการเสียชีวิต เกินครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ป่วย
รวมทั้งเป็นต้นเหตุทำให้ผู้หญิงทั่วโลกเสียชีวิตมากกว่าปีละ 270,000 คน
หรือเฉลี่ยวันละ 650 คน โดยมีสถิติของผู้เสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 7
คนต่อวัน การตรวจพบมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นมีโอกาสหายสูงถึงร้อยเปอร์เซ็นต์
ปัจจุบันมีผู้หญิงไทยป่วยด้วยมะเร็งปากมดลูกประมาณ 35,000 คน
และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละกว่า 7,000 คน

แท้จริง...พรรคพันธมิตรฯ ยิ่งใหญ่กว่าพรรคใดๆ อยู่แล้ว

โดย ดร.ป. เพชรอริยะ 1 มิถุนายน 2552 14:40 น.
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวการตั้งพรรคพันธมิตรฯ
ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วที่กลุ่มพันธมิตรฯ
จะยกระดับการต่อสู้โดยมีพรรคฯ เป็นเครื่องมือในการต่อสู้
และฝ่ายที่ยังไม่เห็นด้วย เกรงว่าเมื่อพันธมิตรฯ
กลายเป็นพรรคการเมืองแล้วจะสูญเสียการนำมวลชนไป

ผู้เขียนมองว่าพรรคการเมืองย่อมเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
พรรคจะเข้มแข็งหรืออ่อนล้าก็ขึ้นอยู่กับคณะการนำ
โดยการประยุกต์ศาสตร์ต่างๆ เช่น สัจธรรม ทฤษฎีปรัชญา ทฤษฎีการเมือง
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ความเชื่อ และลักษณะพิเศษตามเงื่อนในสภาพการณ์นั้นๆ
โดยมีความมุ่งหมายในการมีอำนาจการปกครองในยุคนั้นๆ
ในอดีตหัวหน้าเผ่าย่อมเป็นหัวหน้าพรรคโดยธรรมชาติ

ยุคเจ้าครองนคร (Feudal State) กษัตริย์ จักรพรรดิ
ถือได้ว่าเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีทั้งเข้มแข็งและอ่อนแอ เช่น
พรรคสมเด็จพระนเรศวรฯ หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก
และหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 มีหลายพรรคหวังจะขึ้นมามีอำนาจ
ปรากฏว่าพรรคสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เข้มแข็งที่สุด
ปราบดาภิเษกขึ้นสู่อำนาจ ตอนหลังพรรคอ่อนแอถูกพรรคพระพุทธยอดฟ้าฯ
ยึดอำนาจ หัวหน้าพรรคที่อ่อนแอ เช่น พรรคพระเจ้าเอกทัศน์ เป็นต้น

ยุคสมัยใหม่ เป็นยุครัฐชาติ (Nation State)
พรรคการเมืองโดยธรรมชาติโดยไม่ต้องไปจดทะเบียนกับหน่วยงานใดๆ ของรัฐ เช่น
จอร์จ วอชิตัน (George Washington) ผู้นำการปฏิวัติอเมริกา ในนามพรรค
Federalist เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา และสมัยที่สอง

มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi)
เป็นผู้นำการปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชาติ จากอังกฤษ และพรรคคองเกรส
ของอินเดีย ก็ไม่ได้จดทะเบียนกับหน่วยงานใดของรัฐ

เหมา เจ๋อตุง ผู้นำการปฏิวัติ
เป็นประธานคณะโปริตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ก็ไม่ได้ไปจดทะเบียนกับหน่วยงานใดของรัฐ

ประธานาธิบดี โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh)
ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
ก็ไม่ได้จดทะเบียนกับหน่วยงานใดของรัฐแต่ประการใด
ถ้าพรรคเหล่านี้จดทะเบียนพรรค
ก็ไม่สามารถที่จะนำการเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่ตามเงื่อนไขและลักษณะพิเศษของ
ประเทศนั้นๆ อย่างยิ่งใหญ่ได้

พรรคการเมืองย่อมเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
พรรคย่อมเกิดขึ้นเพื่อรวบรวมสรรพกำลังของมวลชนคนรักชาติ เช่น การเสียสละ
อุทิศตน ทั้งปัญญา กำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะสร้างสรรค์ชาติของตนให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง
เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ขจัดทุกข์ บำรุงสุขปวงชนในชาติ

ย้อนกลับ มาดูพรรคพันธมิตรฯ
ผู้เขียนเห็นว่าเป็นพรรคที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
และมีศักยภาพเหนือกว่าพรรคการเมืองใดๆ
ที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ไปจดทะเบียนกับ กกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ
ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ การตั้งพรรคโดยการจดทะเบียนพรรคกับหน่วยงานรัฐ
ก็เท่ากับว่าหมดสภาพของการเป็นพรรคของประชาชนลงในทันที
กลายเป็นพรรคเผด็จของนายทุนพรรค ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.
พรรคการเมือง พรรคที่ถูกต้องจะเติบโต หรือสูญสิ้นสลายเป็นไปโดยธรรมชาติ

อย่าลืมว่าพรรคที่แท้จริงเกิดจากจิตสำนึกของประชาชน
ที่ต้องการจะแก้ไขเหตุวิกฤตชาติและต้องการปกครองตนเอง
และประชาชนเป็นเจ้าของพรรค ถ้าพรรคเกิดจากกฎหมาย
มีกฎหมายชี้นำให้ทำอย่างนี้ ไม่ให้ทำอย่างนั้น
มันก็เท่ากับว่าเป็นการควบคุมประชาชน พรรคการเมืองที่เกิดจากกฎหมาย
ย่อมเป็นพรรคที่เกิดจากระบอบเผด็จการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ถึงจะโฆษณาชวนเชื่อซ้ำๆ อย่างไรว่า "เป็นประชาธิปไตยๆๆๆๆ"

แต่ในความเป็นจริงมันไม่เป็น ความจริงมันเป็นระบอบเผด็จการ
เมื่อมันไม่เป็นมันก็สำแดงออกมาให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองของชนใน
ชาติ มันสำแดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งยาวนาน 77
ปี มันสำแดงให้เห็นการคอร์รัปชันอย่างใหญ่โตมโหฬารในทุกรัฐบาล
มันสำแดงให้เกิดการรัฐประหารและกบฏ
มันสำแดงให้เห็นถึงความยากจนของประชาชน
มันสำแดงให้เห็นถึงการทรุดโทรมเสื่อมถอย เสื่อมเสียเกียรติยศของชาติ
มันสำแดงให้เห็นถึงการ กู้ กู้ กู้เงินมาบริหารประเทศ
มันสำแดงให้เห็นถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของผู้ปกครองไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่ายาว
นาน 77 ปี มันสำแดงให้เห็นภาพรวมถึงความชั่วร้ายของลัทธิรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นลัทธิเผด็จ
การชนิดหนึ่ง โดยที่ผู้ปกครองไทยหลงใหลเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย
และแก้ไขยากที่สุด

พิสูจน์ วิจัยพรรคที่จดทะเบียนในประเทศไทย
ล้วนเป็นพรรคที่ทำลายชาติทั้งสิ้น ก็เห็นๆ กันอยู่
ทั้งนี้เพราะรากฐานที่แท้จริงของพรรคการเมืองที่จดทะเบียน
ล้วนเกิดจากระบอบเผด็จการทั้งสิ้น ประเทศประชาธิปไตย
ไม่มีประเทศไหนที่พรรคการเมืองต้องจดทะเบียน
การจดทะเบียนพรรคเป็นเรื่องของประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการ
แต่พวกมันไม่ยอมรับความจริง มันปิดบังซ่อนเร้น
โง่เขลาเบาปัญญากันอย่างนี้แหละ
ผลที่ออกมาคือการทำลายชาติและประชาชนให้พินาศย่อยยับ

พรรคพันธมิตรฯ มีภารกิจถูกต้อง ยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์คืออะไร
มวลชนพันธมิตรฯ ท่านใดท่านหนึ่งหรือหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะแกนนำพรรค
จะต้องรู้ว่าการนำพรรคเพื่อการสร้างสรรค์ชาติอย่างถูกต้อง ซึ่งพรรคอื่นๆ
กำลังหลงผิดอย่างร้ายแรงว่ารัฐธรรมนูญ คือระบอบประชาธิปไตย
มีแต่ผู้ปกครองประเทศไทยประเทศเดียวที่หลงผิด

ดังนั้น ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์สำคัญยิ่ง ก็คือ
การโค่นระบอบเผด็จการโดยรัฐธรรมนูญ ด้วยการผลักดันสถาปนาการปกครองโดยธรรม
โดยเสนอให้มีหลักการปกครองโดยธรรม สมดังที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล พูดว่า
"ธรรมนำแผ่นดินขจัดสิ้นเหตุวิกฤตชาติ" หลักการปกครองต้องมาก่อนรัฐธรรมนูญ
โดยมีปัญญาอันยิ่งใหญ่จากเหตุปัจจัยง่ายๆ ดังต่อไปนี้

ดวงอาทิตย์ต้องมาก่อน ดาวเคราะห์, ยุทธศาสตร์ต้องมาก่อน ยุทธวิธี,
รัฐศาสตร์ต้องมาก่อนนิติศาสตร์, หลักการปกครองต้องมาก่อน วิธีการปกครอง,
จุดมุ่งหมายต้องมาก่อน มรรควิธี, ระบอบ หรือหลักการปกครองต้องมาก่อน
รัฐธรรมนูญ, อำนาจอธิปไตยต้องมาก่อน อำนาจการปกครอง,
หลักนิติธรรมต้องมาก่อน การออกกฎหมาย, ระบอบการเมืองต้องมาก่อน
ระบบเศรษฐกิจ, หลักนโยบายต้องมาก่อน นโยบาย, นโยบายต้องมาก่อน
การดำเนินการและปฏิบัติ, พระราชอำนาจต้องมาก่อนอำนาจนิติบัญญัติ
อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ, หลักสัจธรรมต้องมาก่อน หลักปรัชญา วิทยาศาสตร์
ตรรกศาสตร์ ดังกล่าวนี้ ฉันใด

การสร้างการเมืองใหม่อย่างถูกต้องโดยธรรม หลักการปกครอง (ระบอบ)
ต้องมาก่อน การยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉันนั้น

พรรคพันธมิตรฯ
มีองค์ประกอบของความเป็นพรรคการเมืองโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว กล่าวโดยย่อ
ดังนี้

อุดมการณ์พรรค พรรคยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

สัจธรรม ปรัชญา เข้าใจว่าพรรคพันธมิตรฯ ถือธรรมเป็นใหญ่
ธรรมนำแผ่นดิน และลัทธิประชาธิปไตยสากล

หลักนโยบาย (Program) และ นโยบาย (Policy) มีจุดมุ่งหมาย
โดยมีภารกิจอันยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์ของพรรค คือการแก้ไขเหตุวิกฤตชาติ
โดยผลักดันสถาปนาการปกครองโดยธรรม โดยมีหลักการปกครองโดยธรรม
ก่อนการร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ

องค์การมวลชนพรรค
คือมวลชนทั้งหมดที่ด้วยในแนวทางอันกว้างใหญ่ไพศาลโดยมีปัญญาชน เป็นรากฐาน

องค์กรสาขาพรรค เกิดขึ้นโดยสมัครใจมีทั่วไปหมดเต็มทั้งประเทศ

องค์กรสมัชชาพรรค คือ เข้าใจว่าเป็นตัวแทนของมวลชนพันธมิตรฯ
จากอำเภอต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 9,999 คนทั่วประเทศ

องค์กรคณะกรรมการกลางพรรค เป็นผู้แทนจังหวัดอย่างน้อย 300 -500 คน

คณะกรรมการบริหารพรรค เป็นองค์การนำพรรคสูงสุด

การตั้งพรรคโดยการจดทะเบียนกับ กกต. คือการสยบยอมต่อระบอบเผด็จการ
ในท้ายที่สุดก็กลายเป็นพรรคนักเลือกตั้งที่ไร้เหตุไร้ผล
มุ่งแสวงหาแต่ประโยชน์ตนและพวกพ้อง
มันเป็นปัญหาร้ายแรงของชาติก็เห็นกันอยู่ตรงหน้าแล้ว
อย่าผิดพลาดซ้ำรอยกันอีกเลย

พรรคพันธมิตรฯ หรือพรรคการเมืองใดๆ ก็ตาม ที่
สามารถเปลี่ยนการเมืองใหม่ให้มีหลักการปกครองโดยธรรม พรรคนั้นๆ
ประชาชนจะได้รับการไว้วางใจจากประชาชนตลอดไป ขอให้เดินหน้าต่อสู้
สู่ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของชาติ เป็นพรรคการเมืองโดยธรรมชาติต่อไปเถิด

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061296


- ผมไม่เข้าใจว่าคนที่มากล่าวว่า การตั้งพรรคไม่ดี ผมถาม
หน่อยว่า ถ้าไม่ตั้งจะทำอย่างไร เมื่อการต่อสู้แบบเดิม
มันกำลังเป็นไปได้ยากขึ้น การใช้กลยุทธ์แบบเดิม ๆ จะ
ใช้ได้นานเท่าไหร่ มันต้องเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ก็เท่านั้น

- ผมถามหน่อย ถ้าพันธมิตรไม่ตั้งพรรค หรือพันธมิตรไม่
มีผมว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเชื่อไหม
- โครงการรถเมล์ 4000 คันป่านนี้ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว
- โครงการประมูลสินค้าเกษตร และการรับจำนำป่านนี้
ผ่านไปแล้ว
- นี้ยังมีที่สุวรรณภูมิ ไม่ทราบว่าไปถึงไหนแล้ว
- หรือที่ผ่านมาหลาย ๆ เรื่อง จนต้องมีการพยายามฆ่า
ปิดปากคุณสนธิ

- ผมถามหน่อย ใครเป็นคนที่พยายามนำข่าวมาให้
ประชาชนรู้เรื่องแบบนี้ และประชาชนเปลี่ยนไปมากจาก
การที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการเมื่อง เปลี่ยนมาเป็นพยายาม
ติดตามข่าว

- คุณว่าไม่ใช่พันธมิตรหลอกหรือ ที่ต่อสู้มาตลอด ถ้าคุณ
คิดว่าการต่อสู้ข้างถนน แก้ไขได้ ทำไมเราถึงยังมี
รัฐบาลแบบนี้อยู่ ยังมีนักการเมืองที่แปลงกาย เปลี่ยนที่
อยู่ พวกเดิม ๆ หรือเป็นตัวแทนพวกเดิม ๆ

- เราไม่มีทางแก้การเมืองเก่าได้เลย ถ้าพันธมิตรไม่เข้า
ไป ผมอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้ไปร่วมในช่วงหลัง แต่ผมก็
บอกได้ว่า พันธมิตรมีคนที่มีคุณภาพอยู่มาก กล้าพูด
กล้าทำ ไม่แอบ และพร้อมที่จะชนกับสิ่งชั่วร้าย ซึ่งใน
ประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะคน
เหล่านี้ไม่ใช่หรือ เพราะทุกยุคทุกสมัย คนดีมีน้อยกว่า
คนเลวตลอด แต่ที่เปลี่ยนแปลงมาได้ เพราะคนดีที่กล้า
เหล่านี้แหละครับ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ไม่เช่นนั้นก็ลองไป
อ่านประวัติศาสตร์ดู ว่าเป็นแบบนี้หรือเปล่าประเทศไทย

ทุก วันนี้พวกนักการเมืองน้ำเน่าทำการเมืองแบบนี้อยู่ได้
เพราะพวกเขาคิดว่าประชาชนไม่มีปากมีเสียง ไม่กล้าที่จะออกมา
หรือบางครั้งพวกเขาก็จะทำร้ายคนดีที่ออกมาต่อสู้ให้เป็นข่าว
เพราะจะได้เกรงกลัว

บ้านนี้เมืองนี้ คนดี คนเก่ง ยังไม่พอ เพราะต้องมีความกล้าด้วย
ดูคุณสนธิเป็นตัวอย่าง เกือบตายแล้ว ยังไม่กลัว ยังบอกในวันประชุมอีกว่า
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ยอมให้ตาย ผมก็เห็นด้วย เพราะผมก็เชื่อว่า
คนเราอาจจะไม่ดีทั้งหมด แต่ถ้าตั้งใจพยายามทำดีแล้ว ต้องให้กำลังใจกัน
อย่ามาเอาคำสัญญาในบางเวลา ที่สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว มากดดันให้คนดี
ไม่กล้าที่จะต่อสู้ต่อไป แล้วปล่อยให้คนไม่ดีปกครองบ้านเมืองต่อไป
หรือพวเราต้องการให้บ้านเมืองเป็นแบบนั้น
จุมพล
+++
ไม่เห็นด้วยคะ มันไม่เหมาะกับสถานการขณะนี้
และอาจจะต้องใช้เวลาที่ยาวนานเกินไป
แกนนำซึ่งเป็นศูนย์กลางในการหล่อหลอมมวลชนให้มีน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้นก็มี
อายุกันมากๆแล้วควรรีบตั้งพรรคให้ถูกต้องจะเหมาะกว่าและการทำหน้าที่ในสภา
ที่มีความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นก็จะประจักษ์ต่อสายตาของประชาชนแน่นอน
พธม กทม
++
พลตรี จำลอง ศรีเมือง เหมาะสมที่สุด ทั้งในอดีต และ ณ วันนี้ ด้วยเหตุผล
ประวัติ ที่มาที่ไป ความกว้างขวาง ในหมู่ การเมือง
เปนที่คุ้นเคยในวงการการเมือง นักการเมือง ยังเคารพ และยำเกรง
คือศักดิ์ศรี ความยำเกรง ยังกรุ่น อยู่ไม่เหือดหาย ชื่อเสียง การยอมรับ
เปนที่รู้จักดี คนมีสี ข้าราขการ ยังเคารพเกรงใจ อยู่
ตอนนั้นแม้จะยังไม่มีกองหนุน พลักดันเข้มแข็งอย่าง พันธมิตร ทุกวันนี้
ก็ยังเปนหัวหน้า พรรคได้อย่างเต็มภาคพูม มาทุกวันนี้ ณ วันนี้ ก็
เปนแกนนำหลักที่สำคัญยิ่ง และพูดได้ว่า ถ้าไม่มี ท่าน พลตรีจำลอง
ศรีเมืองแล้ว อย่าหวังจะขับไล่ รัฐบาลทรราช ทักษิณ ได้อย่างที่ผ่านมาได้
คุณ สนธิ เข้าใจในส่วนนี้ดี ถึงแม้ ท่านจำลอง ดูจะไม่มีบทบู้ลิ้ม เข้มข้น
อย่างคุณ สนธิ ชนิดตายเปนตายเจ้งเปนเจ้ง กล้าได้กล้าเสียอย่างคุณสนธิ
อย่างเด่นชัด แต่ท่านจำลอง ท่านเดินแผนล้ำลึก สุขุม
ถ้าคุณสนธิ มาเดินเกมนำทัพ เข้าสภา เปนหัวหน้าพรรค
อย่าลืมคุณสนธิเคยประกาศ จะไม่ไปไหน จะอยู่เคียงข้าง พี่น้อง พันธมิตร
ซึ่งเปนภาพที่เคยคุ้นอยู่กันมาตั้งแต่ต้นๆ ขาดคุณสนธินำฝ่ายพี่น้อง
ภาคประชาชน แล้วส่วน พี่น้อง พธม ดู จะจืดลงไปอย่างชัดเจนคุณ สนธิ
ถือกำเนิดมาในภาคส่วนกับพี่น้อง ประชาชนมาโดยตลอด
ทำหน้าที่ให้ความรู้สู่ภาคประชาชน จนเปนที่เคยชินในความรู้สึกมาโดยตลอด

คุณประพันธ คูณมี เหมาะที่จะเดินตาม ท่านจำลอง เข้าสภา
และยังมีอีกหลายคนที่เคยผ่าน สส มาในอดีต มาร่วมสมทบเดินเกมเข้าสภาได้อีก

ฝาก ไว้อีกคน น้อง แอร์ คุณ เมธาวดี ที่กำลังทำหน้าที่เสนอ
ข่าวอยู่ทุกวันนี้ รู้สึกโดยส่วนตัว น้องแอรฺ ฉายแวว
ออกมาได้ชัดเจนที่จะสามารถทำหน้าที่เปนตัวแทน พี่น้องประชาชนได้
ในเวทีการเมือง ทั้งท่าทาง ท่วงที ทำนองการพูดการจา คำพูดคำจา
ความคิดต่างๆ จะเหมาะเล่นการเมืองได้ และดูๆแล้ว รู้สึก จะเปนนักการเมือง
น้ำดีได้ น่าจะดีกว่า นักการเมืองที่เปนอยู่ปัจจุบันนี้ เปนได้
คล่องและดีกว่า หลายๆคนที่กำลังเปนอยู่ในสภา ด้วยจริงๆ สังเกต ดูได้
คนไทยแดนตะวันตก
+++

ความต้องการเปลี่ยนแปลง : เหตุให้พธม.ตั้งพรรค

โดย สามารถ มังสัง 1 มิถุนายน 2552 14:31 น.
ความจำเจอันเกิดจากการกระทำซ้ำซากหรือย่ำอยู่กับที่ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย
และความเบื่อหน่ายนี้เองคือแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากความมี
และความเป็น

โดยนัยแห่งข้อความดังกล่าวข้างต้น
จะเห็นได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทยปัจจุบันตกอยู่ในภาวะจำเจ
และก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายที่รอการเปลี่ยนแปลง

หนึ่งในภาวะจำเจและกำลังเป็นที่เบื่อหน่ายก็คือ
การเมืองไทยในระบบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2475
จนถึงปัจจุบัน คิดเป็นระยะเวลาได้ 77 ปีกว่าแล้ว
แต่ถึงกระนั้นผู้คนในสังคมไทยยังไม่ได้เห็นระบบการปกครองเป็นประชาธิปไตยที่
สมบูรณ์ ทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหา
เฉกเช่นที่เป็นอยู่ในประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย เช่น อังกฤษ และฝรั่งเศส
เป็นต้น และที่เป็นเช่นนี้น่าจะเนื่องมาจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1. ความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาลที่มีรูปแบบ
และเนื้อหาตามครรลองแห่งประชาธิปไตย

ตามนัยแห่งปัจจัยดังกล่าวข้างต้น
จะเห็นได้ชัดเจนจากการย้อนไปดูความเป็นมาของการเมืองไทยที่มีการสลับสับ
เปลี่ยนกันระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
และรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
และรัฐตั้งรัฐบาลเผด็จการแทนซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา
และถ้าคิดเป็นระยะเวลาที่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งกับรัฐบาลที่มาจากการ
ทำรัฐประหารแล้ว
จะพบว่ารัฐบาลเผด็จการมีระยะเวลาในการปกครองประเทศมากกว่า
จึงไม่เอื้ออำนวยให้ประชาธิปไตยพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. พฤติกรรมองค์กรของพรรคการเมือง

ในระบบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
พรรคการเมืองถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ
อันเป็นกฎหมายแม่บทในการปกครองในระบบนี้
และบุคลากรทางการเมืองซึ่งจะเข้ามาเป็นตัวแทนปวงชนในการทำหน้าที่ทางด้าน
นิติบัญญัติและด้านบริหาร

แต่พรรคการเมืองไทยเท่าที่ผ่านมาเป็นเพียงองค์กรเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้น
สนองกิเลสทางการเมืองของนายทุนทางการเมือง
และนักการเมืองที่มุ่งเล่นการเมืองเพื่อแสวงหา
และปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
มากกว่าที่จะเข้ามารับใช้ปวงชนตามเจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบนี้

ด้วยเหตุที่กล่าวมาแล้ว
พรรคการเมืองประเภทที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจจึงมีวงจรชีวิตระหว่างตั้งขึ้นและ
เลิกล้มไปในระยะเวลาไม่นาน เหมือนสินค้าราคาถูก
และด้อยคุณภาพไม่คงทนต่อการใช้งาน

จะมีบ้างที่เป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้น และมีวงจรชีวิตยาวนาน
ก็เห็นจะมีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวที่ดำรงอยู่ยาวนานและมี
ลักษณะเป็นสถาบันทางการเมืองมากที่สุดเท่าที่มีมา

แต่พรรคนี้ก็มีข้อด้อยที่เกิดจากบุคลากรของพรรคถนัดในการเป็นผู้ตรวจ
สอบ และวิพากษ์การทำงาน หรือพูดง่ายๆ ก็คือถนัดในการเป็นฝ่ายค้าน
และที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าพรรคนี้มีลักษณะการทำงานเป็นแบบตั้งรับ
และเข้ากับราชการได้ดี
จึงทำให้มีลักษณะเป็นอำมาตยาธิปไตยเด่นชัดกว่าพรรคอื่น
และที่สำคัญอุดมการณ์ของพรรคนี้ที่เห็นว่าเด่นชัดและไม่เคยเปลี่ยนแปลงก็คือ
ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ และเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
จึงทำให้มีบทบาทโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในยุคที่เผด็จการเรืองอำนาจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่ระบบเผด็จการเสื่อมลง
และเปิดโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล
ก็จะพบว่าทำงานไม่เข้าตาประชาชน
ไม่ช้าไปก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยอาศัยข้าราชการประจำเป็นมือเป็นเท้า
และคอยอนุมัติตามเสนอโดยไม่มีนโยบายเชิงรุก
และนี่เองที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ต่อพรรคไทยรักไทยในปี 2544
เนื่องจากพรรคไทยรักไทยเข้ามาพร้อมกับนโยบายเชิงรุกในหลายๆ ด้าน
และทำงานแบบไม่รอให้ข้าราชการเสนอ
จึงทำให้ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ต้องการเห็นรัฐบาลทำงานเร็ว

แต่พรรคไทยรักไทยก็มีข้อด้อย
เมื่อได้อำนาจเบ็ดเสร็จโดยมีเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียวก็ออกลายด้วยการแสวง
หาประโยชน์จากนโยบายทับซ้อน
และในที่สุดก็ถูกกองทัพโค่นล้มเหมือนกับที่หลายๆ
พรรคประสบมาแล้วในอดีตก่อนหน้านี้

3. พฤติกรรมเฉพาะตัวของบุคลากรทางการเมือง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรในพรรคเฉพาะกิจ
ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยไปไม่ถึงไหน
และพฤติกรรมที่ว่านี้ก็คือลงเล่นการเมืองเพื่อแสวงหาโอกาสได้ตำแหน่ง
และใช้ตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ในทางมิชอบ

เมื่อจุดมุ่งหมายในการลงสู่สนามเลือกตั้งเป็นแบบนี้
ในทันทีที่ได้รับเลือกก็สอดส่ายแสวงหาลู่ทางที่จะได้ตำแหน่งทางการเมืองใน
ทุกวิถีทาง เริ่มด้วยการวิ่งเต้นเป็นรัฐมนตรี
และถ้าผิดหวังจากตำแหน่งรัฐมนตรีก็ลดระดับลงเป็นเลขารัฐมนตรี
หรือแม้กระทั่งการเป็นกรรมาธิการชุดต่างๆ
ก็มีให้เห็นอย่างดาษดื่นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง

ด้วยเหตุ 3 ประการดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
การเมืองไทยจึงย่ำอยู่กับที่
และมีภารกิจทางการเมืองที่จำเจจนทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย

แต่วันนี้และเวลานี้
ความจำเจอันเป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายกำลังจะได้รับการแก้ไข
โดยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลัง
จะตั้งพรรคขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใหม่
ทั้งในด้านพฤติกรรมองค์กรของพรรค และพฤติกรรมของบุคลากรทางการเมือง

ส่วนว่าเมื่อตั้งขึ้นแล้วจะมีอะไรใหม่หรือไม่
และมากน้อยแค่ไหนนั้น
จะต้องคอยดูกันต่อไปสักระยะหนึ่งหลังจากที่พรรคนี้ได้ตั้งขึ้น
และมีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแล้วอย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผู้เขียนเชื่อว่า พันธมิตรฯ
น่าจะจัดตั้งพรรคและทำการเมืองในแนวใหม่ได้
ทั้งนี้ด้วยเหตุผลในเชิงตรรกะดังต่อไปนี้

1. พรรคที่พันธมิตรฯ จะจัดตั้งขึ้นไม่ว่าจะชื่ออะไร
และมีใครเป็นหัวหน้าพรรค
ย่อมแตกต่างไปจากพรรคการเมืองทุกพรรคในอดีตที่ผ่านมา
อย่างน้อยเท่าที่เห็นได้ชัดก็คือที่มาของพรรคซึ่งพันธมิตรฯ
ตั้งขึ้นมิได้เกิดจากการรวมตัวของนายทุนหรือนักการเมืองบางคนบางกลุ่มที่รวม
ตัวกันตั้งพรรค และรวบรวมนักการเมืองจากพรรคโน้นพรรคนี้
และเมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาก็จับขั้วต่อรองตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเป็น
ลู่ทางกอบโกยเป็นการถอนทุน หรือไม่ก็ปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง
แต่พรรคนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของประชาชนจากหลายๆ สาขาอาชีพ
เพื่อต่อต้านนักการเมืองที่มีพฤติกรรมทุจริต
และมีพฤติกรรมเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมือง

ส่วนความแตกต่างในด้านอื่นๆ เช่น
การหาทุนมาดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และการหาผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง
ส.ส.จะแตกต่างจากพรรคการเมืองเก่าๆ มากน้อยแค่ไหนนั้น
คงต้องรอให้ถึงวันนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าฟังจากที่แกนนำพันธมิตรฯ
แถลงแล้วก็เชื่อได้ว่าแตกต่างไปจากเดิมมากพอที่จะเรียกได้ว่า
การเมืองใหม่

ส่วนว่าจะแตกต่างขนาดไหน และเป็นความหวังของประชาชนได้หรือไม่
คงต้องรอให้ถึงวันที่พรรคนี้เปิดตัวและแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการก่อน

2. พรรคพันธมิตรฯ เกิดขึ้นก็ด้วยเหตุที่ว่าพันธมิตรฯ
ได้เสนอแนวทางการเมืองใหม่และเมื่อแนวทางที่ว่านี้ไม่มีพรรคการเมืองที่มี
อยู่พรรคใดสนใจจะดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ทั้งพฤติกรรมองค์กรของพรรค
และนักการเมืองในสังกัดพรรค

ดัง นั้นก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่พันธมิตรฯ
จะตั้งพรรคเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามแนวทางใหม่ให้เป็นไปตามที่นำ
เสนอประชาชนไว้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า พันธมิตรฯ
พูดไว้และทำได้ตามที่พูด

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061294

เช่ารถเมล์ NGV VS เช่ารถเมล์ยูโรทู บทพิสูจน์ความจริง

เมื่อคืนได้ ฟังการให้สัมภาษณ์ของนายปิยะพันธ์ ดอกจำปา
ซึ่งลักษณะการพูดมีทั้งข่มขู่นายกรัฐมนตรี และบิดเบือนประเด็น
เพื่อผลักดันให้มีการเช่ารถเมล์ 4,000 คันให้ได้

วิธีการบิดเบือน เช่น อ้างว่าปัจจุบันมีการโกงน้ำมัน มีการดูดน้ำมัน
ไปขาย และพนักงานเก็บตั๋วโกง จิกเงินค่าตั๋ว
ซึ่งสองประเด็นคือข้ออ้างของนายปิยะพันธ์ ดอกจำปา
ที่ว่าเป็นต้นเหตุของการขาดทุนของ ขสมก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเช่ารถเมล์
NGV ในการผลาญเงินของประเทศชาติเพื่อใครกันแน่
ซึ่งประเด็นนี้เป็นการประจานการบริหารงานของตัวเองแท้ ๆ
เพราะที่เข้ามากินเงินเดือนในฐานะประธานบริหารองค์กรนี้
แต่ไม่มีปัญญาแก้ปัญหาโกงน้ำมัน โกงขายตั๋ว ทั้ง ๆ
ที่เป็นแค่ปัญหาหญ้าปากคอกเท่านั้นเอง

เท่านั้นยังไม่พอ ยังทวงบุญคุณถ้ามีกาเช่ารถเมล์ 4,000 คัน
แล้วจะเก็บค่าโดยสารถูกลง เพื่อหาแนวร่วมจากประชาชนผู้ใช้บริการ

แทน ที่จะพูดเปรียบเทียบว่าถ้าเช่ารถเมล์ 4,000 คัน
จะทำรายได้มากกว่าหรือน้อยกว่าค่าใช้จ่าย ซึ่งประกอบด้วย ค่าเช่ารถ
ค่าซ่อมรถ ค่าเครื่องเก็บตั๋ว
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่อวันนั้นราคาค่าเช่าสมเหตุสมผลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของ
ประเทศชาติหรือไม่ แต่กลับนำเอาเหตุการการเช่ารถของ กทม.
มาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นว่าชั่วพอกัน แต่ทำไมไม่พูดถึงการเช่ารถยูโรทู
500 คัน ที่เคยคุยโม้ว่าจะทำกำไรได้ไม่มีปัญหา
แต่ผลสุดท้ายยังค้างค่าเช่า 4,000 ล้านบาท เพราะรถยูโรทูขาดทุน

เมื่อมีประสบการณ์ว่าทำรถยูโรทู ขาดทุนแล้วยังมีหน้าเสนอให้เช่ารถเมล์
NGV 4,000 คันโดยการอวดอ้างสรรพคุณว่าจะได้ประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้
ทั้งที่เคยมีผลงานผิดพลาดสร้างปัญหามาแล้ว

ประชาชน
2 มิถุนายน 2552
Copy

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ที เอ็มแซดโคนมสายพันธุ์ใหม่ให้นมมาก

กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคนม กองบำรุงพันธุ์ สัตว์ ร่วมกับศูนย์วิจัย และบำรุงพันธุ์สัตว์ลำพญากลาง กรมปศุสัตว์ สร้างโคนมพันธุ์ ที เอ็ม แซด ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร
นางกรองแก้ว บริสุทธิ์สวัสดิ์ นักวิชาการสัตวบาล 7 กลุ่มงานวิจัยฯ เล่าให้ หลายชีวิต ฟังว่า โคนมที เอ็ม แซด เกิดจากการคัดเลือก และปรับปรุงสายพันธุ์จากโคนม ที่ให้ผลผลิตน้ำนมสูงคือ พันธุ์ ขาว-ดำ (โฮลสไตน์ฟรีเชียน) และ โคเขตร้อนพันธุ์ซีบูกับพื้นเมือง ซึ่งจะทนต่อสภาพอากาศแบบร้อนชื้น และมีความสมบูรณ์พันธุ์ สูง ให้มีระดับสายเลือดโคพันธุ์ขาวดำ 75 เปอร์เซ็นต์ และสายเลือดของโคเขตร้อน 25 เปอร์เซ็นต์
อัตราการเจริญเติบโต โคพันธุ์เพศซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบสมรรถภาพ น้ำหนักแรกเกิดโดยเฉลี่ยที่ 29.69 กก. น้ำหนักอย่านม (90 วัน) โดยเฉลี่ย 106.77 กก.น้ำหนักเมื่ออายุ 1 ปี โดยเฉลี่ย 218.07 กก. ส่วนโคพันธุ์ เพศเมีย จะเริ่มเป็นสัดและพร้อมผสมพันธุ์ที่อายุ 18 เดือน แต่ทั้งนี้ต้องดูที่น้ำหนักต้องไม่ต่ำกว่า 280 กก. เมื่อแม่โคตกลูกตัวแรก ปริมาณน้ำนมโดย เฉลี่ยจะอยู่ที่ 12.11 กก./วัน จำนวนวันรีดนม 285 วัน น้ำนมตลอดระยะการให้นม 3,446 กก.
...คุณสมบัติที่เด่นและพิเศษ ของโคสายพันธุ์นี้คือ เมื่อตกลูก 60-80 วัน จะเริ่มเป็นสัดใหม่ ซึ่งสามารถผสมและติดได้ง่าย...
เมื่อ เข้าสู่คอกที่ 2-3...หลังจากแม่โคตั้งท้องได้ 7 เดือน เกษตรกรจะเริ่ม ดาย (dry) หรือรีดน้ำนมน้อยลง เพื่อให้ลูกในท้องเจริญเติบโต อย่างเต็มที่และสมบูรณ์ หลังจากตกลูกคอก 2 ปริมาณน้ำนมและจำนวนวันรีด จะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งโดยเฉลี่ยน้ำนม แต่ละวันจะอยู่ที่ 16.22 กก./วัน ส่วนการปลดระวางแม่พันธุ์ โดยเฉลี่ยหลังจากแม่โคให้ลูก 7 ตัว แต่ทั้งนี้จะดูที่สุขภาพแม่โคเป็นหลัก
การให้ผลผลิตน้ำนม สูงเฉลี่ย 3,000-4,500 กก. ต่อระยะการให้นม (270-305 วัน) ไม่อั้นนม ทน ต่อโรคและแมลงต่างๆ ทนเห็บ และสามารถเลี้ยงได้ดีในภาพแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งมีสภาพอากาศแบบร้อนชื้น ส่วนการเลี้ยงในฤดูแล้งจะเลี้ยงโครุ่น-โคท้องสาวด้วยอาหารหยาบ ได้แก่ ฟางข้าวเป็นหลัก เสริมด้วยอาหารข้น 0.5-1 กก./ตัว/วัน และเสริมด้วยวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น ได้แก่ มันสำปะหลัง ต้นกล้วย หญ้าจัมโบ้ หญ้ารูซี่ (ถ้ามี) ส่วนฤดูฝน เลี้ยงด้วยหญ้าสดโดยไม่ต้องเสริมอาหารข้น
เกษตรกรรายใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2653-4451 ทุกวันในเวลาราชการ