++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"วัชระ แวววุฒินันท์" ยันไม่ถอด "กบ" ออกจากพิธีกร ด้าน "กบ" ใจกว้าง บอกยินดีหากดึง "แพนเค้ก" มาเสริมทัพ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

"กบ" โต้ข่าวโดนเด้งจากพิธีกร "จันทร์พันดาว" ด้าน "อั๋น" บอสเจเอสแอล
ยัน พิธีกรหลักยังเป็น "กบ-ป๋อ" เผย
เหตุที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการใหม่ ก็เพื่อแข่งขันกับ "ทูไนท์โชว์"
ของ "ต๋อย ไตรภพ" ที่เวลาชนกัน จึงจำเป็นต้องการหาพิธีกรมาเสริมทัพ บอก
กำลังเร่งเฟ้นหาอยู่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ "แพนเค้ก"

หลังจากที่มีข่าวลือออกมาหนาหูว่าทางรายการ "จันทร์พันดาว"
ของบริษัท "เจเอสแอล" กำลังจะเปลี่ยนพิธีกร โดยทามสาว "แพนเค้ก เขมนิจ
จามิกรณ์" ขึ้นมานั่งแท่นพิธีกรเสียบแทน "กบ สุวนันท์ คงยิ่ง"
แต่ก็โดนโต้โผใหญ่อย่าง "คุณแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์" สั่งเบรกไว้
ซึ่งก่อนหน้านี้ทางฝั่งของสาวแพนเค้ก
ได้ออกมาบอกปัดไปแล้วว่าไม่ทราบเรื่อง

ล่าสุดถึงคราวสาวกบ จูงมือ "อั๋น วัชระ แวววุฒินันท์"
กรรมการผู้จัดการบริษัท "เจเอสแอส" ออกมาชี้แจงด้วยตัวเองบ้าง ในงาน "07
โชว์ ตลาดนัดดาราช่วยชาติ" โดยยืนยันว่ากบยังคงเป็นพิธีกรอยู่เช่นเดิม
เพียงแต่รายการ "จันทร์พันดาว" กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการใหม่
ก็เลยจำเป็นที่จะต้องหาพิธีกรมาช่วยเสริมทัพ
ซึ่งพิธีรกรอีกคนต้องผ่านความเห็นชอบจากทั้งป๋อและกบด้วย

อั๋น : "ผมว่าตอนที่ออนแอร์อยู่นี่ก็คงเป็นคำตอบได้อย่างดี
เพราะว่าทุกวันนี้ที่ออนแอร์อยู่ก็ยังเป็นคุณกบแล้วก็จะยังเป็นคุณกบต่อไป
เพราะว่าตรงที่เป็นข่าวว่าจะมีแพนเค้กมานั้นก็ต้องขอตอบเลยว่าเปล่า
ไม่ใช่ครับ จากที่อ่านในสื่อที่ลงเห็นแพนเค้กบอกว่าน่าจะเป็นเวิร์คพ้อยท์นี่ไม่ใช่เจ
เอสแอล"

"แล้วโดยเฉพาะรายการจันทร์พันดาวยิ่งไม่ใช่ใหญ่เลย
เพราะกับกบเห็นไหมว่าเราก็ยังทำงานกันอยู่ อย่างวันนี้ของรายการ 07
โชว์เขาก็ยังมาอยู่มาร่วมเป็นสาวน้อยตกน้ำกับเรา
เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีปัญหากันจริงๆ กบก็คงไม่มาช่วยขนาดนี้
ข่าวแพนเค้กพี่ก็งง ว่าทำไมถึงลากกันมาได้ขนาดนี้"

กบ : "กบทำรายการนี้มานานแล้วกบก็รักรายการนี้ จริงๆ
แล้วเราก็พยายามจะทำหน้าที่ของเราต่อไปให้ดีที่สุด
ถ้าผู้ใหญ่ทางเจเอสแอลยังไว้เนื้อเชื่อใจเรา
เราก็จะยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เต็มที่กับรายการทุกรายการ
ทั้งจันทร์พันดาวด้วยแล้วก็ทั้ง 07 โชว์ด้วย (เป็นพิธีกรยาว?)
ก็ยาวจนกว่าพี่อั๋นจะมาจับเข่า แล้วถามว่ากบตอนนี้ลำบากไหม (หัวเราะ)
คือเป็นการแซวเล่นกันกับทางพี่ดู๋
พี่หนุ่มว่าถ้าพี่อั๋นจับเข่าใครแล้วถามว่า
ชีวิตช่วงนี้เป็นยังไงลำบากไหม มีภาระเยอะไหม ให้ตอบว่าลำบาก(หัวเราะ)
ถ้าตอบว่าไม่ลำบากปุ๊บ..."

อั๋น : "เดี๋ยวนะ เดี๋ยวรายการก็จะหลุด(หัวเราะ)"

กบ : "อันนี้เป็นการพูดเล่นแซวเล่นกัน"

อั๋น : "คือจริงๆ แล้วเราก็ได้มีการพูดคุยกับกบ
เหมือนกันว่าพอกบแต่งงานเราก็ต้องถามกัน ว่ากบมีแพลนในชีวิตยังไง
เพราะว่าพอเป็นชีวิตคู่แล้วก็อาจจะมีไทม์มิ่งอะไรต่างๆ
ในชีวิตซึ่งเราที่ต้องทำงานกับกบเราเองก็ต้องรู้เหมือนกัน
สมมติก็ไม่ใช่เรื่องที่กบพูดจริงๆ นะ
เช่นหนูขอทำงานจนกระทั่งหนูท้องแล้วหนูจะเลิก เราก็จะได้รู้ไทม์มิ่งต่างๆ
เป็นต้น"

กบ : "ตอนนี้ยังลำบากมาก (หัวเราะ)"

อั๋น : "ก็ต้องบอกอีกล่ะครับ โดยเฉพาะของรายการจันทร์พันดาว
ที่เกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยความเป็นคุณกบกับคุณป๋อซึ่งตรงนี้เราก็คิดว่าสองคน
นี้เป็นเครื่องจักรสำคัญของตัวรายการ
ที่พอเอ่ยถึงรายการนี้ปั๊บทุกคนก็จะนึกถึงกบ-ป๋อ
แล้วสองคนนี้ก็ทำงานกับทีมงานกันได้อย่างดี
นับวันก็ยิ่งมีความแข็งแรงขึ้น
สร้างเสน่ห์ให้กับรายการอย่างมากเพราะฉะนั้นปีนี้ก็ขึ้นปีที่สามแล้ว
ผมคิดว่ายังไงก็ตามก็ยังหนีไม่พ้นกบ-ป๋อ แน่ๆ"

เผยเตรียมปรับรูปแบบรายการให้เข้มข้นขึ้นเพื่อสู้กับรายการ
"ทูไนท์โชว์" ของทางช่อง 3 จึงจำเป็นต้องมีพิธีกรมาเสริมทัพหากคิว
"กบ-ป๋อ" ไม่ลงตัว

กบ : "คือจริงๆ แล้วรายการจันทร์พันดาวเราเอง ก็พยายามทำสิ่งที่ดี
และก็เนื้อหาสาระต่างๆ เราเองก็พยายามหาสิ่งดีๆ ให้กับคุณผู้ชม
มันก็เลยต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องของรูปแบบรายการ ทำให้มันสนุกขึ้น
เนื้อหาให้แน่นขึ้น เพราะฉะนั้นเราอาจจะหาทัพเข้ามาเสริม
หรืออาจจะไปข้างนอกมากขึ้น เราก็ต้องดูความเหมาะสมด้วย
เกี่ยวกับตัวพิธีกรกบกับพี่ป๋อ
คือบางทีบางเนื้อหาเราสองคนอาจจะไม่เหมาะที่จะออกไปทำข้างนอก
ก็จะมีพิธีกรที่เหมาะกับเนื้อหานั้นๆ มาทำแทน"

อั๋น : "อันนี้เราเองก็ยังสรุปไม่ได้เลยครับ ถ้ามาถามว่าตอนนี้ใคร
ผมเองก็ยังตอบไม่ได้ เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงของการเฟ้นหาอยู่
ทราบกันใช่ไหมครับ ว่าเราย้ายเวลามาได้สักเดือนนึงแล้ว
มาอยู่ตอนช่วงห้าทุ่ม แน่นอนว่ามันดึก
แล้วเราก็มีคู่แข่งที่สำคัญที่เดียว ทางฝั่งของคุณต๋อย (ไตรภพ)
เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีการปรับปรุงรูปแบบรายการใหม่ คือเราขึ้นปีที่สาม
ยังไงเราก็ต้องมีการมูฟอยู่แล้ว และยิ่งมาเป็นรายการดึกขึ้น
เราคิดอย่างนี้ครับว่า เราคงจะต้องสร้างเนื้อหารายการที่เข้มข้นขึ้น"

"สิ่งที่คุณผู้ชมจะได้ชมกันต่อไปคือ
แน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับดารา เพราะเราเป็นจันทร์พันดาว
แต่ว่าอาจจะเป็นเรื่องลับๆ เป็นเรื่องที่คุณๆ
อาจจะไม่เคยรู้มาก่อนของดาราคนนั้นคนนี้
เป็นเรื่องนี้ดูแล้วก็ต้องเออ...ดาราคนนี้เป็นอย่างนั้นด้วยเหรอ
ดาราคนนี้ทำอย่างนั้นด้วยเหรอ คือก็จะเป็นสิ่งที่เราทำโปรโมตไปแล้ว
ทุกคนก็ต้องอยากดูแน่ๆ มันก็เลยทำให้การทำงานของเราอาจจะต้องเข้มข้นขึ้น
ทีนี้ความจำเป็นของเวลาที่ต้องไปเจาะลึกกับข้อมูล
ถ้าครั้งไหนที่คุณกบคุณป๋ออาจจะติดคิว เราก็อาจมีพิธีกรเสริมขึ้นมา
ตอนนี้เรายังไม่ได้สรุปเลยอาจจะเป็นทั้งผู้หญิงแล้วก็ผู้ชายก็ได้"

กบ : "อย่างที่กบบอกไปว่าอาจจะอยู่ที่ความเหมาะสมของแต่ละเทป
อาจจะเป็นคนเดียวตลอดเลยหรืออาจจะเป็นหลายๆ
ท่านแล้วแต่ความเหมาะสมในเนื้อหาของแต่ละเทป
ตอนนี้ยังไม่ได้สรุปกันเป็นที่แน่ชัด"

ยืนยันถึงแม้รายการจะมีพิธีกรใหม่มาเสริมทัพ แต่ก็ยังใช้ "กบ-ป๋อ"
เป็นพิธีกรหลัก ด้าน "สาวกบ" เผยยินดีหากได้ร่วมงานกับสาวแพนเค้ก
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทเจเอสแอลยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิม

อั๋น: "ยืนพื้นแน่นอนครับ
แล้วก็จะเป็นใครเราก็ต้องมาปรึกษาทางคุณกบ-คุณป๋อด้วยเหมือนกัน
เพราะทั้งสองท่านก็ถือว่าเป็นเจ้าบ้านอยู่
ใครจะมาเป็นน้องใหม่ก็ต้องปรึกษาด้วย"

กบ: "เต็มที่เลยค่ะ ได้ทุกคนเลยค่ะหนูชอบมีคนมาช่วยงาน
ถามกบตัวกบก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะว่า ณ ปัจจุบันนี้เราก็ยังทำงานอยู่
แล้วก็มีความสัมพันธ์อันดีอยู่กับเจเอสแอลแน่นแฟ้นเป็นพี่ๆ น้องๆ
เป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ แล้วสำหรับตัวน้องแพนเอง
คือน้องแพนมาออกรายการเราสามครั้งแล้ว ก็เป็นรุ่นน้องในช่อง7
เป็นรุ่นน้องในการแสดง คือกบกับน้องแพนเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกันอยู่แล้ว
คือถ้าจะได้มีโอกาสร่วมงานกันกับน้องแพนทางกบเองก็ยินดี"

อั๋น: "ขออนุญาตเสริมอีกนิดนึง
ว่าอย่างที่บอกว่าเรามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
วันนี้ผมยิ่งประทับใจในตัวกบที่มาออกรายการ 07 โชว์
แล้วเราก็มีกิจกรรมกัน พอเห็นกบไปนั่งในตู้สาวน้อยตกน้ำ
เรามีความรู้สึกว่านี่หรือคือดาราเอกเบอร์หนึ่งของช่อง7
แต่ยอมทำเพื่อให้ตัวรายการสนุกสนาน
อันนี้ผมขอชื่นชมเป็นสปิริตของคนทำงานแล้วก็สามารถร่วมกับพิธีกรคนอื่นๆ
ได้อย่างสนุกสนาน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ขอชื่นชมกบด้วย"

กบ: "สำหรับกบเองคือกบมีความรู้สึกว่า
เราเป็นส่วนหนึ่งของทั้งสองรายการ ไม่ว่าจะเป็นจันทร์พันดาวหรือว่า 07
โชว์ คือกบยินดีที่จะทำอะไรก็ตาม เพื่อให้รายการเราได้กบก็ยินดีที่จะทำ
เหมือนวันนี้ รวมไปถึงรายการจันทร์พันดาวด้วย
ถ้ามีโอกาสก็ต้องออกไปข้างนอก เราก็จะทำให้เต็มที่
เพราะฉะนั้นกบเชื่อว่าอย่างกบกับพี่ป๋อเราจะคุยกันเรื่อยๆในเรื่องของการทำ
งาน แล้วเราก็พร้อมที่จะทำให้รายการจันทร์พันดาว ทำให้รายการของเรา
บ้านของเราดียิ่งๆ ขึ้นไปเต็มที่"


http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061060


ทำไม กบ ไม่เคยยอมรับความจริงว่าตัวเองไม่มีความสามารถ
เห็นทำอะไรมีข้ออ้างไปหมด เบื่อ มาก

สองสามปีที่เป็นพิธีกรมานี่ รายการไม่เด้ง ทับถมแขกรับเชิญ ทำตัวเป็นสาวสิบหก

อย่า ไปว่ารายการอื่นเค้าเลย สู้เค้าไม่ได้ก็ต้องย้ายเวลา พิธีกรป๋อ โอเค
น้ำไหลไฟดับ ไปได้เรื่อยๆ แต่กบ เหมือนภาระใหญ่ของรายการนี้
เลิกยัดเยียดผู้ชมได้มั๊ย มันมากไปแล้ว
หลายปีแล้วที่ต้องทนดูผู้หญิงคนนี้ เปิดโอกาสให้คนเก่งได้แสดงฝีมือบ้าง

ปล ตกลงอีส้มสมหวัง ภาคแรก เจ๊งไม่เป็นท่า
แล้วภาคสองม้วนเสื่oกลับบ้านแทบไม่ทันใช่มั๊ย เจ๊งก็ต้องบอกเจ๊ง
เลิกสร้างภาพเหอะนะ
โหวตให้ด้วย ... ขอบคุณมากๆ
+++
ง่ะ.....แพนเค้ก....คิดดีแล้วเหรอ
เสียงเธอไม่ได้มีคุณสมบัติในการเป็นพิธีกรเลย เสียงเธอเป็นเสียงพะงาบ
พะงาบ คล้ายเสียงริต้า ไม่เหมาะอย่างที่สุด
ส่วนกบ...นับวันนี้เห็นแล้วเพลียแดด ไม่มีคุณสมบัติอะไรซักอย่าง
ยังคงหลงอยู่ในบ่อนางเอกตลอดกาลของเธอ

ทำไมพิธีกรต้องมาจากดารา หาคนอื่นที่มันไม่เกร่อไม่ได้เหรอ
แพนเค้กทุกวันนี้ก็เห็นจนหลบไม่พ้นอยู่แล้ว อยู่ซะทุกซอกทุกมุม
ขืนเอามานั่งแท่นพิธีกรอีกงาน แป๊บเดียวก็วูบงั้น อะไรที่มันมากเกิน
ซักวันคนเค้าก็จะอ้วกออกมา
กะละมัง
+++
ที่บ้านทีวีไม่ได้เปิดมานานแล้ว
เบื่อรายการทีวีเมืองไทย มีแต่ละครน้ำเน่า
กับรายการบันเทิงปัญญาอ่อน ทำให้สังคมตกต่ำ
มองเห็นคุณค่าของเงินมากกว่าความดี
ละคร น้ำเน่าที่พระเอกรวยๆเจอกับนางเอกจนๆ
พระเอกที่วันๆไม่ทำไรเพราะได้สมบัติจากพ่อแม่ เอาแต่ตามจีบตามง้อนางเอก
กับตัวอิจฉา ตบตีกัน กี่ปีกี่ชาติก็ไม่พัฒนา
ส่วนรายการอื่นก็มีแต่ไร้ สาระ พิธีกรปัญญาอ่อน กับแขกรับเชิญบ้าๆบอๆ
ดูแล้วเซ็ง หันไปดูหนังสือพิมพ์ก็มีแต่ข่าวคนไหว้เห็ดบ้าง
ไหว้ต้นไม้แปลกๆบ้าง ดูแล้วเซ็งเข้าไปใหญ่
พอเจอข่าวว่าหยุดทำร้ายประเทศไทย
ก็นึกขึ้นมาได้อย่างนึงที่เขาเที่ยวตามหาว่าใครทำร้ายประเทศไทย
จนทำให้บอบช้ำขนาดนี้ เจอตัวแล้วสื่อมวลชนนี่เองที่ทำร้ายประเทศไทย
เพราะสื่อมวลชนนี่เองที่ยัดเยียดคุณค่าของเงินให้คนดู
จนทำให้เงินมีค่ามากกว่าความดี มีเงินแล้วทำได้ทุกอย่าง
หาความสุขได้ ทำผิดให้เป็นถูกได้ จ้างคนแก้กฎหมายยังได้เลย
ในเมื่อมีเงินทำได้ทุกอย่าทุกคนก็แสวงหาแต่เงินแก่งแย่ง
แย่งชิงกัน ทำทุกวิธีเพื่อให้ได้มันมา จนเกิดความแตกแยก
เกือบจะสิ้นชาติอยู่แล้ว ลำพังตัวผมเองไม่เป็นไรใช้ชีวิตมาหลายปีแล้ว
สงสารก็แต่ลูกหลาน เด็กๆ รุ่นใหม่ เป็นคนอยู่ดีๆ
พอ ดูทีวี กับอ่านหนังสือพิมพ์ และใช้สื่อต่างๆของไทย แปลงร่างเป็นสะก๊อย
กับ สะกั้ง ซะงั้น หมดหวังกันเลยกับอนาคตของชาติ
ประเทศอื่นเขาสิ้นชาติเพราะโดนชาติอื่นรุกราน
แต่ประเทศไทย สิ้นชาติเพราะสื่อมวลชนเลวๆนี่เอง
ไม่ดูฟรีทีวี ไม่ซื้อไทลัด ไม่อ่านข่าวฉด เพราะรักประเทศไทย
++
เห็นด้วย เบื่อเอาดาราเป็นพิธีกร

สมัย ก่อนมีคุณผุสชา โทนะวณิก คนนี้พิธีกรมืออาชีพเลย
เมืองไทยหาพิธีกรเก่งๆยากมาก เพราะมองเฉพาะที่ดารา
ไม่เปิดโอกาสให้คนเก่งๆอีกเยอะเลย

เมื่อไหรเมืองไทยจะมีพิธีกรอย่าง Oprah บ้าง ไม่ได้เห่อฝรั่ง
แต่เจ้แกสุดยอดจริงๆ ทั้งจังหวะ การตั้งคำถาม
และที่สำคัญแกทำการบ้านมาจริงๆ ถึงจะมีผู้ช่วยป้อนมาให้
แต่วิธีที่แกเจาะไปประเด็นนั้นๆ ก็รู้เลยว่าแกเข้าใจจริงๆ
ไม่ใช่ถ้าแขกตอบคำถามผิดไปจากที่ทีมงานเตี้ยม แล้วพิธีกรจะออกทะเลเลย
แบบพิธีกรบ้านเรา เพราะไม่เข้าใจคำถามที่จะถามจริงๆ เล่นถามตามสคิปตลอด
pop up
++
นี่แหล่ะคือสาเหตุที่ทำให้รายการคุณไม่เกิดสักที
ทำไม ไม่ดูอย่างรายการจันทร์กระพริบ หรือหลายๆ
รายการที่พิธีกรไม่จำเป็นต้องมาจากพระเอก นางเอก
แต่เป็นพิธีกรที่มีคุณสมบัติเหมาะกับรายการนั้นๆ หล่ะ
รายการนี้หลายๆ ครั้งที่ทีมงานหาคน และทำเนื้อหาได้น่าสนใจ
เพียงแต่พิธีกร (หญิง) ที่ทำหน้าที่นำเสนอทำได้ไม่ดีพอ
แม้จะผ่านมานานมากแล้วก็ตาม แต่เธอก็ไม่ได้มีพัฒนาการตามเวลาเลย
ON
++ โถ่ ไม่รู้จักหาคนมีความสามารถมาทำรายการ put the right man to the right job

มัวแต่คอยตามก้นช่องเจ็ด เอาดาราลูกหม้อไม่มี skill มาเป็นพิธีกรอยู่ได้

เคยดูรายการนี้ช่วงแรกๆ ดูครั้งเดียวเลิกเลย ไม่มีความเป็นมืออาชีพ
เมืองไทยวงจรอุบาทว์
+++
ยุคนี้มันต้องทันสมัย เพื่อนผมทั่วไปใช้ถ่านไฟตรากบ
ทั้งวิทยุและกระบอกไฟฉาย คุณภาพมากมายสะดวกสบายแทนคบ
อาจจะมีหลายอย่างวางกอง เขากลับรับรองว่าต้องแพ้ตรากบ
เหตุและผลเขาน่าฟังครับ ขอให้ลองสดับนะท่านที่เคารพ
กบ
++

บีโอไอ:10 ปี กับการสนับสนุน SMEs ของแบงก์บัวหลวง

โดย สุนันทา อักขระกิจ

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ธนาคารกรุงเทพให้การสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี
ภายใต้ชื่อ "โครงการบัวหลวง เอสเอ็มอี" วัตถุ
ประสงค์เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี
เน้นการเพิ่มองค์ความรู้ด้านต่างๆ ให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งธนาคารได้พัฒนา
และจัดอบรมหลักสูตรพื้นฐานความรู้ด้านการประกอบการต่างๆ
แก่กลุ่มลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี รวมทั้งขยายผลด้านความรู้ให้ทันสมัย
และทันต่อการเปลี่ยนแปลง

นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่
ผู้อำนวยการลูกค้าธุรกิจรายกลางนครหลวง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้
กล่าวถึงการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีของธนาคารว่าเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี
2542 โดยธนาคารให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นอย่างมาก
มีการจัดสัมมนาเอสเอ็มอี ประจำครึ่งปี และประจำปี
ซึ่งในการจัดสัมมนาแต่ละครั้งนั้นได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากวิทยากรใน
หน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่างๆ
รวมทั้งนักธุรกิจเอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ
ที่มาถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ
ตลอดจนประสบการณ์ที่มีคุณค่าจากความสำเร็จของผู้ประกอบการ

ทั้งนี้เพื่อสร้างพัฒนาการด้านความรู้ต่างๆ ที่มีประโยชน์
รวมถึงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการได้หมั่นเรียนรู้ ในการนำไปปรับใช้กับธุรกิจ
เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ
อาจกล่าวได้ว่าธนาคารกรุงเทพเป็นธนาคารแห่งแรกที่มีการจัดทำเรื่องหลักสูตร
การอบรมให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี โดยร่วมกับสถาบันคีนันฯ
ในการพัฒนาหลักสูตรเรื่องแผนธุรกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา คือ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
โดยการให้ทุนนักศึกษาเพื่อนำองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาไปถ่ายทอดให้กับ
ผู้ประกอบการ เมื่อนักศึกษาเหล่านี้สำเร็จการศึกษาแล้ว
ต้องไปทำงานในบริษัทลูกค้าของธนาคารตามเงื่อนไขที่กำหนด
ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยยกระดับขีดความรู้ความสามารถของผู้ประกอบ
การ

สำหรับแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอีที่ดูจะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมากที่สุดคือ
การดำเนินการภายใต้แนวคิด "พันธมิตรแห่งนวัตกรรมและการเรียนรู้" ซึ่ง
เป็นแนวคิดในการที่จะสร้างความแตกต่างให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี
โดยเน้นให้ความสำคัญในเรื่องของนวัตกรรมและความรู้เป็นพิเศษ นอกจากนี้
ธนาคารยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานของภาครัฐอีกหลายหน่วยงาน
ในการให้สินเชื่อเพื่อพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ อีกด้วย

การที่ผู้ประกอบการมีนวัตกรรม
จะก่อให้เกิดผลดีกับตัวผู้ประกอบการเอง
และสามารถช่วยยกระดับผลผลิตหรือสินค้าให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่สูงขึ้นได้
ซึ่งผู้ประกอบการในปัจจุบันเริ่มให้ความสนใจในการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมเพื่อ
สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจยังคงอยู่ต่อไป และแข่งขันในตลาดได้

สำหรับการพิจารณาเพื่อให้สินเชื่อแก่ลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารนั้น
นอกจากจะยึดตามระเบียบของทางราชการแล้ว
สิ่งที่ธนาคารมักจะพิจารณาควบคู่ไปด้วย คือ เรื่องของผลประกอบการ
วงเงินที่เกี่ยวข้อง และสินทรัพย์ของลูกค้า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม
ธุรกิจเอสเอ็มอีแต่ละประเภทล้วนมีความแตกต่างกันทั้งในด้านของต้นทุน
และการดำเนินงาน การที่ธุรกิจประเภทใดจะเติบโตหรือไม่เติบโต
มักขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ ด้วย
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจเอสเอ็มอีด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
มีผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ดีมาโดยตลอด แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย
จึงส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตรถยนต์โดยอัตราการผลิตลดลงร้อยละ 20 - 30
ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ธนาคารยังมีการให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี
ที่เข้าไปประกอบธุรกิจในประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม
เนื่องจากประเทศต่างๆ เหล่านี้ยังมีอัตราค่าจ้างแรงงานถูก
และผู้ประกอบการยังได้รับสิทธิพิเศษทางด้านภาษีอีกด้วย

ปัจจุบันธนาคารมีการให้สินเชื่อกับลูกค้าที่ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี
ประมาณ 1 - 2 แสนราย แต่ถ้าในภาพรวมทั้งประเทศน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7 - 8
ล้านราย

สำหรับผลประกอบการของธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น
มักขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจเติบโต
ธุรกิจเอสเอ็มอีก็เติบโตด้วย แต่เมื่อใดที่เศรษฐกิจประสบปัญหา
ธุรกิจเอสเอ็มอีมักจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ส่วนความเข้มแข็งของธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น
หากเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีขนาดเล็กความแข็งแรงจะมีน้อย
ทั้งนี้หากมีอะไรมากระทบธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก
จะทำให้ธุรกิจดังกล่าวได้รับผลกระทบหนักมาก
เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ผลิตเพื่อขายในประเทศเป็นหลัก

ในปี 2551
ถือว่าเป็นปีที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะในช่วงต้นปี แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกเกิดการชะลอตัว
ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าวด้วย
ซึ่งภาวะดังกล่าวน่าจะดำเนินต่อไปอีกนาน
ทั้งนี้เมื่อบริษัทที่ทำการผลิตเพื่อการส่งออกได้รับผลกระทบ สินค้าอื่นๆ
ต่างก็ได้รับด้วย รวมทั้งความมั่นใจของคนในประเทศ
ต่างก็ไม่มั่นใจในสถานการณ์ดังกล่าวจึงมีการชะลอการจับจ่ายใช้สอยลง
ดังนั้นแม้จะเป็นเอสเอ็มอีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการส่งออกก็ได้รับผลกระทบเช่น
เดียวกัน

การให้สินเชื่อกับธุรกิจเอสเอ็มอีของธนาคารในช่วงที่ผ่านมานั้น
มีอัตราสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
หรือเอ็นพีแอลในอัตราไม่สูงมากนัก แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะด้านธุรกิจบริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร สปา
แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ
ในส่วนนี้ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าโดยการหารือร่วมกันว่าจะมีแนวทาง
การผ่อนชำระหนี้อย่างไรในกรณีที่รายได้ลดลง
ซึ่งส่งผลทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงด้วย
ธนาคารจึงให้ความช่วยเหลือโดยการขยายเวลาการผ่อนชำระหนี้ให้ยาวขึ้น
โดยพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสมของผู้ประกอบการแต่ละราย

สำหรับแนวโน้มของผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีของธนาคารในปี 2552 นั้น
ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องล้มเลิกกิจการ
แต่ขอให้ใช้เวลาในช่วงนี้สำหรับการปรับตัวและหาทางป้องกันผลกระทบที่จะเกิด
ขึ้นในอนาคตเพื่อให้ธุรกิจดำเนินอยู่ต่อไป
โดยสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือ
การพัฒนาขีดความสามารถของตนเองในการแข่งขันในธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น
ถ้าสามารถทำได้จะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเติบโตได้อีกมาก

ส่วนความสามารถในการหาตลาดของผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยนั้น
ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
เพราะการประกอบธุรกิจนั้นอย่างน้อยต้องมีตลาดถึงจะเกิดธุรกิจ
ดังนั้นความสามารถพื้นฐานที่ผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีต้องมีเป็นลำดับแรกคือ
ต้องมีความรู้เรื่องตลาดเป็นอย่างดี จากนั้นจึงไปดูเรื่องของการผลิต
เทคโนโลยี เครื่องจักร ฯลฯ

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาเพื่อยกระดับให้เป็น
เอสเอ็มอีที่มีความรู้ และอาจมีบางธุรกิจที่ไม่พร้อมจะดำเนินการ
จึงมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เช่น
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้ความช่วยเหลือเรื่องทุนวิจัย
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
ให้เรื่ององค์ความรู้ต่างๆ
โดยจัดการอบรมเพื่อเสริมความรู้ให้กับผู้ประกอบการ
เพื่อให้มีความรู้มากยิ่งขึ้น

ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี เช่น
ผู้ผลิตแผ่นอะคริลิก ซึ่งได้พัฒนาแผ่นดังกล่าวให้มีความเหนียว
สามารถนำไปผลิตเป็นหน้ากากหมวกกันน็อก
และล่าสุดได้พัฒนาไปอีกระดับหนึ่งที่สามารถใช้กันกระสุน
นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตเส้นใยไหมสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพสูงมาก
ซึ่งนำไปใช้สำหรับทอเป็นกิโมโนในพระราชวังของประเทศญี่ปุ่น
รวมทั้งประเทศไทยยังเป็นแหล่งผลิตวาซาบิเทียม
เพื่อการส่งออกเป็นรายใหญ่ของโลกด้วย

นอกจากนี้ นายวีระศักดิ์
ยังได้กล่าวถึงปัญหาของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีว่า
ส่วนใหญ่จะไม่ถนัดในการทำงานร่วมกับนักวิชาการ
โดยเฉพาะเมื่อมีผลงานการวิจัยที่น่าสนใจออกมา
แต่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีไม่สามารถนำผลงานเหล่านั้นไปใช้งานได้ใน
ทันที เนื่องจากติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ เรื่องผลตอบแทนต่างๆ
ที่บางครั้งสูงเกินกว่าที่ผู้ประกอบการจะรับได้

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาคือ

1. ภาครัฐต้องดำเนินการรวบรวมผลงานวิจัยต่างๆ
ว่ามีการทำวิจัยในเรื่องใดบ้าง
และมีเรื่องใดที่สามารถนำมาต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้

2. ควรมีศูนย์กลางที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีจะสามารถเข้าไปตรวจสอบหรือ
ค้นคว้าว่างานวิจัยที่สนใจนั้นมีอยู่ที่ใดบ้าง
เพื่อนำมาต่อยอดต่อไป
เนื่องจากผลงานการวิจัยของไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในสถาบันการศึกษาต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ ที่มีผลงานการวิจัยเป็นจำนวนมาก
โดยอยู่ตามภาควิชาต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ฯลฯ

ในขณะนี้เป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกเกิดการชะลอตัวจึงส่งผลกระทบ
ต่อผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ดังนั้นผู้ประกอบการต้องระมัดระวังตัว
พยายามดูแลธุรกิจให้ดี โดยเฉพาะในเรื่องต่างๆ
เหล่านี้จำเป็นต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ

1. ต้นทุนการผลิต
นับจากนี้ไปต้องเข้าไปดูแลอย่างจริงจังแล้วว่าต้นทุนการผลิต ยัง
สามารถแข่งขันได้หรือไม่
โดยสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวคือ เรื่องสงครามราคา
ฉะนั้นหากต้นทุนไม่สามารถแข่งขันได้จะลำบาก

2. ผู้ประกอบการควรเลิกคิดว่าธุรกิจของผู้อื่นดีกว่า
แต่ควรคิดว่าเราแตกต่างอย่างไร ต้องใช้ความต่างให้เป็นประโยชน์

3. ต้องให้ความสำคัญเรื่องการตลาด เพราะในขณะที่เศรษฐกิจหดตัว
เราต้องพยายามขายสินค้าให้อยู่ในปริมาณเท่าเดิม
ซึ่งการตลาดคงต้องทำงานหนักขึ้น
และยังท้าทายความสามารถในการที่จะไปหยิบโอกาสของธุรกิจนั้นขึ้นมา

ติดต่อขอข้อมูล ติชม และเสนอแนะความคิดเห็นได้ที่ศูนย์บริการลงทุน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 0-2537-8161 หรือที่ head@boi.go.th

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000060948

สธ.จีนห้ามปรุงเมนูพิสดารงูกัดไก่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของจีน สั่งห้ามร้านอาหารในมณฑลกวางตุ้ง
และเทศบาลนครฉงชิ่ง ปรุงเมนูพิสดาร ที่ทำจากไก่เป็นๆ
ที่ถูกพ่อครัวให้งูพิษกัดจนตาย เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารสูตรพิเศษ
ที่อวดอ้างว่ามีสรรพคุณขจัดสารพิษในร่างกาย
แม้ว่าอาหารสูตรนี้ปรุงให้กับนักชิมจำนวนไม่มากนัก
แต่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
เนื่องจากเป็นวิธีการฆ่าเป็ด ไก่ ที่น่าขยะแขยง และผิดศีลธรรม

การตั้งพรรคการเมือง ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ฉบับที่ 3)

การตั้งพรรคการเมือง ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ฉบับที่ 3)

จาก การวิเคราะห์การตั้งพรรคการเมืองของมวลชนพันธมิตรประชาชนฯ
ทั้งด้านที่เห็นด้วยให้ตั้งพรรคการเมือง
และไม่เห็นด้วยในการตั้งพรรคการเมือง ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2 แล้วนั้น
สำหรับฉบับนี้จะวิเคราะห์ว่าถ้ามติของมวลชนพันธมิตรประชาชนฯ
สนับสนุนให้ตั้งพรรคการเมืองจะมีรูปแบบ (Model) ดำเนินงานอย่างไร
ในอันที่จะทำให้การเมืองภาคประชาชนและการเมืองภาครัฐ
เกื้อกูลสร้างความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน โดยจะวิเคราะห์โดยสังเขปดังนี้

1. สมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจะมี
มวลชนพันธมิตรประชาชนฯ
ที่อยู่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเป็นมวลสมาชิกถ้วนทั่วกัน
และจะเชื่อมโยงผูกพันเป็นสายใยกันอย่างแนบแน่นในอุดมการณ์ที่ถูกต้องครรลอง
ครองธรรมเพื่อการเมืองใหม่
โดยจะมีการร่วมชุมนุมประชุมใหญ่อย่างเป็นทางการปีละหนึ่งถึงสองครั้ง เช่น
มีการชุมนุมเมื่อครบรอบปีในวันที่ 25 พฤษภาคม ทุกปี เป็นต้น

การ ประชุมใหญ่แต่ละครั้งจะมีวาระรายงานผลการดำเนินการของสภาพันธมิตรประชาชนฯ
และพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ
และวาระการขอฉันทามติประเด็นใหญ่ ๆ จากสมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชนฯ
ดังเช่นที่ขอฉันทามติตั้งพรรคการเมือง จากมวลชนพันธมิตรประชาชนฯ ในวันที่
25 พฤษภาคม 2552 ณ สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นต้น
ซึ่งทั้งสองวาระจะเป็นสาระสำคัญในการประชุมใหญ่แต่ละครั้ง
นอกจากนั้นจะมีวาระอื่น ๆ ตลอดจนวาระบันเทิง สังสรรค์
ของมวลสมาชิดสมัชชาพันธมิตรประชาชนฯ
ซึ่งขึ้นกับสถานการณ์ในการประชุมใหญ่แต่ละครั้งเช่นกัน

ภาระหน้าที่หลักของสมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ตัวอย่างเช่น
1.1 ร่วมกันคัดเลือกคณะกรรมการบริหารสภาพันธมิตรประชาชนฯ
1.2 ร่วมการให้ฉันทามติประเด็นใหญ่ ๆ แก่สภาพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย
1.3 สมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชนแต่ละจังหวัดลงคะแนนเลือกผู้แทนที่จะส่งลงสมัคร
รับเลือกตั้งในนามของ พรรคการเมืองของพันธมิตรประชาชนฯ
แต่ละเขตทั่วประเทศไทย
1.4 ร่วมกันตรวจสอบติดตามการบริหารงานของพรรคการเมือง

2. สภาพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจะเป็นแก่นแกนในการกำหนดภาระ
(Mission) กำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) และกำหนดนโยบาย (Policy)
ซึ่งแนวทางในการกำหนดดังกล่าวข้างต้น
กรณีที่มีประเด็นสำคัญจะมีการขอฉันทามติจากสมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชน
เพื่อประชาธิปไตย ก่อนที่จะมีการกำหนดเป็นแนวทางเพื่อการปฏิบัติต่อไป

นโยบาย ของพรรคการเมือง ของพันธมิตรประชาชนฯ
คณะกรรมการกำหนดและบริหารนโยบายจะคัดเลือกโดยคณะกรรมการบริหารสภาพันมิตร
ประชาชนฯ ซึ่งจะคัดเลือกมาจากผู้รอบรู้ ผู้ชำนาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ
และมีประวัติที่ซื่อสัตย์สุจริตเพื่อร่างนโยบายแต่ละด้าน เช่น ด้านสังคม
ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ด้านความมั่นคงของประเทศ และด้านการต่างประเทศ
ซึ่งนโยบายต่าง ๆ
ที่คณะกรรมการกำหนดและบริหารนโยบายร่างเรียบร้อยแล้วจะมีการนำเสนอ
คณะกรรมการบริหารสภาพันธมิตรประชาชน ฯ
และคณะกรรมการบริหารสภาพันธมิตรประชาชนฯ
จัดพิธีการแถลงนโยบายให้สมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชนฯ
เพื่อมีฉันทามติเห็นชอบ
เป็นการยืนยันว่านโยบายของพรรคการเมืองมาจากประชาชนอย่างแท้จริง
และส่งต่อนโยบายให้แก่พรรคการเมืองเพื่อนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมต่อไป

ภาระหน้าที่หลักของสภาพันธมิตรประชาชนฯ เพื่อประชาธิปไตย ตัวอย่างเช่น
2.1 เตรียมการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง และคัดเลือกคณะกรรการบริหารพรรคการเมือง
2.2 กำหนดภาระ (Mission) กำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) และนโยบาย (Policy)
2.3 คัดเลือกคณะกรรมการกำหนดและบริหารนโยบาย
2.4 สนับสนุนสมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชนฯ ฯ
ในการคัดเลือกผู้แทนแต่ละจังหวัดเพื่อสมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่รัฐสภา
ในนามพรรคการเมืองของพันธมิตรประชาชนฯ
2.5 กำหนดแนวทางการบริหารพรรคการเมือง และส่งต่อ ภาระ วิสัยทัศน์ นโยบาย
ให้แก่ พรรคการเมือง
เพื่อให้ปฏิบัติตามแนวทางที่สมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชนฯ เห็นชอบ
2.6 ประสานการเมืองภาคประชาชน (สมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชน กับ
พรรคการเมืองเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกันได้เป็นหนึ่งเดียวกัน
2.7 วางแผนด้านการเงินและทรัพยากรบุคคลต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนพรรคการเมือง
และการเมืองภาคประชาชน

3. พรรคการเมืองของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย
ดำเนินงานการเมืองภาครัฐตามแนวนโยบายของสภาพันธมิตรประชาชนฯ
โดยนำนโยบายด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง
ด้านความมั่นคงของประเทศ ด้านการต่างประเทศ
ด้วยการแปลงนโยบายเป็นแผนปฏิบัติ (Action Plan)
และดำเนินการให้เป็นไปตามแผน (Implement)

ภาระหน้าที่หลักของพรรคการเมืองของพันธมิตรประชาชนฯ ตัวอย่างเช่น
3.1 ยึดมั่นในนโยบายที่ได้รับฉันทามติจากสมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชน ฯ
และสภาพันธมิตร ประชาชนฯ ด้วยการบริหารนโยบายด้านต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม
เช่น กำหนดแผนงานกำหนดโครงการ
เพื่อเป็นแผนปฏิบัติสนับสนุนนโยบายแต่ละด้าน
ซึ่งนโยบายแต่ละด้านอาจจะมีหลาย ๆ โครงการ หลาย ๆ แผนงาน โดยโครงการ
แผนงาน นั้น ๆ ผลสุดท้ายต้อง
ตอบโจทย์ได้ว่าสนองนโยบายด้านต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง
รวมทั้งแผนปฏิบัติต้องมีจุดปฏิบัติเริ่มต้น และ จุดปฏิบัติเสร็จสิ้น
ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายบภายในระยะเวลาที่กำหนด (End to End
Process)
3.2 ยึดมั่นในอุดมการณ์ที่จะสร้างการเมืองใหม่
ให้เป็นไปตามปณิธานการก่อตั้งพรรคการเมือง ของพันธมิตรประชาชนฯ
3.3 ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ไม่หลุ่มหลงในลาภยศสรรเสริญ
และไม่ขายตัว ย้ายพรรค

จาก ตัวอย่างรูปแบบ (Model)
การบริหารการเมืองภาคประชาชนและการเมืองภาครัฐ
เป็นลักษณะการกำหนดโครงสร้างแบบเป็นระบบครบวงจร คือ
มีองค์ประกอบไตรภาคีเชื่อมโยงกันอย่างเหนี่ยวแน่น ได้แก่

1. สมัชชามวลชนพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย
ซึ่งเป็นเสียงสวรรค์ในการนำพา
ประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าด้วยมือของประชาชน
2. สภาพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นตัวประสานระหว่างประชาชน
และพรรคการเมือง
3. พรรคการเมือง ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายนำการเมืองใหม่
ในมิติการเมืองภาครัฐ ให้เป็นไปตามฉันทะมติของประชาชน

จาก แนวทางรูปแบบเบื้องต้น (ซึ่งยังไม่ได้ลงรายละเอียด) ที่นำเสนอข้างต้น
เพื่อให้มองเห็นภาพความเป็นไปได้เพื่อมุ่งสู่การปฏิบัติจริง
ของการเมืองภาคประชาชนและการเมืองภาครัฐ เพื่อมุ่งสู่การเมืองใหม่

ประชาชน
25 พฤษภาคม 2552
Copy

สนธิในฐานะหัวหน้าพรรคพันธมิตรฯ

โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช


ใครที่ได้เห็นการชุมนุมของพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมนี้
ก็จะต้องประทับใจ โดยเฉพาะการใช้สิทธิโดยตรงในการพิจารณาตั้งพรรค
นับว่าเป็นวิธีการหนึ่งของ "การเมืองใหม่"
ที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำมาก่อน

เมื่อพันธมิตรฯ ตัดสินใจตั้งพรรคการเมือง ก็ไม่ได้หมายความว่า
การเคลื่อนไหวนอกสภาฯ จะต้องไม่มี
เพียงแต่จะต้องไม่มีการชุมนุมประท้วงอย่างยืดยาว
และมีการยึดสถานที่ทำการของรัฐบาลเท่านั้น หากใครคิดว่า
เมื่อมีพรรคการเมืองแล้ว พันธมิตรฯ จะชุมนุมนอกสภาฯ ไม่ได้ก็คิดผิด
เพราะสิทธิของการชุมนุมยังคงมีอยู่ นอกจากนั้น พรรคพันธมิตรฯ
ก็คงจะใช้การจัดกิจกรรมทางการเมืองเพื่อให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน
ต่อไป

ผมชอบใจที่จิตตนาถ ลิ้มทองกุล พูดตรงๆ ว่า ASTV
เป็นสื่อที่เลือกข้างแล้ว แทนที่จะแอบๆ
ให้การสนับสนุนนักการเมืองคนใดคนหนึ่งอยู่อย่างที่ชอบทำกัน

ผู้ที่น่าจะเป็นหัวหน้าพรรคคนแรกของพันธมิตรฯ ก็คือ คุณสนธิ
ลิ้มทองกุล แม้ว่าคุณสนธิ จะไม่เคยมีความปรารถนาในการเข้ามาทำงานการเมือง
แต่ก็มีคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนักการเมืองที่ดีได้หลายประการ
ทั้งทางด้านการศึกษา ประสบการณ์ ความตั้งใจ
และแนวทางการต่อสู้ทางการเมือง

คุณสนธิมีเลือดนักต่อสู้ แม้จะบอกว่าเป็นลูกเจ๊กลูกจีน
แต่ก็ไม่ใช่เจ๊กจีนธรรมดา บิดาของคุณสนธิเป็นนักเรียนนายร้อยหวงผู่
มีบทบาทในการเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่น
มีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับผู้นำจีนที่ร่วมต่อต้านญี่ปุ่นด้วยกัน
ตัวคุณสนธิเองก็มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้นำจีนระดับโปลิตบูโร

คุณสนธิ มีความรู้และประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ด้านการเงินการลงทุน รู้จักนักวาณิชธนกิจ และบริษัทวาณิชธนกิจนานาชาติ
เพราะเคยไปซื้อกิจการโรงพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา และตั้งบริษัทเอเชีย อิงค์
ที่ฮ่องกง ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา คุณสนธิเดินทางรอบโลก รู้จักผู้คนมากมาย
ทั้งในอเมริกา ยุโรป เอเชีย โดยเฉพาะอินโดจีน และจีน ทั้งจีนใหญ่
และไต้หวัน

การที่เป็นคนชอบอ่าน ชอบคิด ทำให้คุณสนธิมีความรอบรู้เท่าทันโลก
คุณสนธิอ่านหนังสือด้วยตนเอง
ต่างกับคุณทักษิณที่มีผู้อ่านแล้วย่อความเป็นภาษาไทยให้
คุณสนธิมีความสามารถทางภาษา พูดภาษาอังกฤษได้ สามารถแสดงปาฐกถาได้ดี
และพูดภาษาจีนกลางได้ นอกจากนั้นก็ยังชอบศิลปะ
มีน้อยคนที่รู้ว่าคุณสนธิมีภาพวาดของศิลปินชั้นนำของจีนมากที่สุด

คุณสนธิเป็นผู้ใฝ่ในธรรม มีครูบาอาจารย์ และเคยบวชเรียนมาแล้ว
ทำให้มีการพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็วและมั่นคง
จนเกิดความอดทนอดกลั้นอันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักการเมือง

ถ้าคุณสนธิเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง
ก็จะเป็นที่คร้ามเกรงของหลายพรรคการเมือง พรรคพันธมิตรฯ
ที่ยึดแนวทางการเมืองใหม่ จะเป็นพรรคทางเลือก
แม้จะต้องดำเนินงานทางการเมืองยากลำบากหน่อย
แต่ในระยะยาวก็จะมีความยั่งยืน

พรรคพันธมิตรฯ ที่มีแนวทางการเมืองใหม่ จะเป็นอย่างไรนั้น
พอจะคาดการณ์ได้ดังนี้

1. การก่อตั้งพรรค และการเลือกหัวหน้าพรรคมาจากการประชุมใหญ่ของพรรค

2. การคัดเลือกตัวผู้สมัครมาจากประชาชนผู้เป็นสมาชิกของเขตเลือกตั้งนั้นๆ

3. พรรคจะเลือกเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่มีประวัติการทำงานที่สะอาด

4. พรรคจะไม่ใช้วิธีการซื้อสิทธิในการเลือกตั้ง

5. ผู้นำพรรคไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปร่วมเป็นรัฐมนตรี

6. ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับสมาชิกจะมีอยู่ตลอดเวลา
โดยผ่านทางกิจกรรมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

7. พรรคจะไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ

8. พรรคจะพยายามดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองโดยเสนอแนวความคิดใหม่ๆ
ในการจัดโครงสร้างทางการเมือง

9.การระดมเงินจะอาศัยฐานสมาชิก และการจัดทำสิ่งของขายแก่สมาชิก

โดยเฉพาะข้อสุดท้ายนี้ หากสมาชิกให้ค่าบำรุงพรรคคนละ 100
บาทต่อเดือนอย่างสม่ำเสมอ พรรคพันธมิตรฯ
ก็จะเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่ลดการพึ่งพาการเงินจากนายทุนเพียงไม่กี่คน
และก็จะมีอิสระในการดำเนินงานทางการเมืองได้

การได้คุณสนธิเป็นหัวหน้าพรรค จะทำให้พรรคพันธมิตรฯ
เป็นพรรคที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
เพราะคุณสนธิได้รับศรัทธาจากประชาชนจำนวนมาก มีผู้คะเนว่า
ผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ ทั่วประเทศมีไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน และยิ่ง ASTV
ขยายจานดาวเทียมออกไปสู่ชนบทมากขึ้น ผู้สนับสนุนก็จะมีมากขึ้นเป็นลำดับ
ในการเลือกตั้งครั้งแรกพรรคใหม่นี้อาจได้ที่นั่งในสภาฯ ไม่มากนัก
แต่ในการเลือกตั้งครั้งที่สองคงจะได้เพิ่มขึ้น
สามารถเป็นพรรคขนาดกลางได้ในระยะเวลา 2-3 ปี

จะอย่างไรก็ตาม พรรคพันธมิตรฯ
จะส่งผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงต่อการเมืองไทยอย่างแน่นอน

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000060945

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ชัยอนันต์ทุกประการ
แต่ติดอยู่อย่างเดียวคือคุณสนธิและแกนนำเคยลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะ"ไม่ปราถนา
และไม่มีวัน"รับตำแหน่งทางการเมือง
หัวหน้าพรรคก็เป็นตำแหน่งทางการเมืองนะครับ
การรักษาสัจจะมันเป็นการแสดงออกเรื่องคุณธรรม ผมก็พึ่งจะเข้าใจว่าทำไม
- พันท้ายนรสิงห์ต้องยืนกรานให้พระเจ้าเสือเอาโทษ
- ทำไมอาจารย์ป๋วยถึงไม่ยอมรับตำแหน่งรัฐมนตรีคลังหรือตำแหน่งนายกที่มีคนทาบทามหลายครั้ง
- ทำไมสุจินดาถึงล้มคว่ำไม่เป็นท่าทั้งที่ตำรวจทหารแข้งแกร่งเป็นปึกแผ่นสุดๆ
- ทำไมทักษิญที่มีฤทธานุภาพมหากาฬถึงหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้
เพราะการรักษาสัจจะมันเป็นเรื่องของคุณธรรมสูงสุดที่ผู้จะมีอำนาจพึงมีเป็นเบื้องต้นครับ
แล้วจะ เอาคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแบบคุณสนธิและแกนนำไปไว้ไหน
พรรคใหม่ตยังต้องอิงมวลชน แกนนำก็อยู่กับการเมืองภาคประชาชนต่อซิครับ
เรายังมีเรื่องต้องทำอีกตั้งมากมายในการ
ยังมีเทียนอีกหลายเล่มต้องแจกจ่าย เมื่อทั่วถึงแล้วจุดทีเยวสว่างพรึ่บ
oldbot

+++
การรักษาสัจจะเป็นสิ่งที่ดีและน่ายกย่องแต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้วเราก็
เห็นว่าแกนนำไม่ได้เข้าไปมีส่วนรวมหรือได้รับตำแหน่งตามที่ให้สัญญาแล้ว
ก็เป็นอันว่าได้ทำตามที่ให้สัจจะแล้ว
หลังจากนี้การจะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือรับตำแหน่งก็เป็นไปเพื่อประเทศชาติ
เราเคารพความจริงใจของแกนนำเสมอ
ถ้าแกนนำท่านใดสมัครใจเป็นภาคประชาชนเราก็จะสนับสนุนภาคประชาชน
ถ้ามีการตั้งพรรคเราก็จะสนับสนุนและขอเป็นสมาชิกพรรคด้วย
เรา เคยไม่เห็นด้วยถ้าแกนนำเข้าไปรับตำแหน่งในทางการเมือง
แต่ได้เห็นกันแล้วว่าถ้าไม่เอาน้ำดีขับน้ำเสียให้หมด
น้ำดีที่ผสมน้ำเสียก็จะเป็นน้ำดีไปไม่ได้
แต่ขอให้เราทุกคนให้กำลังใจและสนับสนุนในการมีพรรคการเมืองของเราอย่าทอด
ทิ้งกันเมื่อเจออุปสรรคใดๆ
เราต้องร่วมกันผลักดันให้ผ่านไปให้ได้เหมือนผ่านด่านตำรวจเวลาไปทำสงคราม
เก้าทัพไงพี่น้อง...เอ้ย
สัจจะ
+++
ดูเหมือนท่านจันทร์จะเคยบอกในรายการว่าก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้นั้น
พระองค์ทรงตั้งปณิทานว่าจะไม่ละเลิกการบำเพ็ญทุกรกริยาจนกว่าจะบรรลุ
แต่หลังจากที่พระองค์ได้ปฏิบัติจนเกือบจะสิ้นพระชนม์
พระองค์ก็ทรงพบว่านี่ไม่ใช่ทางที่ถูกต้องก็ได้กลับมาเสวยอาหารและในที่สุดก็
ทรงสำเร็จ ตอนนั้นบรดาปัญจวัคคีก็พากันละทิ้งพระองค์
พวกเราชาวพันธมิตรพอจะได้ข้อคิดอะไรจากเรื่องนี้กันบ้างไหม พันธมิตร กทม.
amattikul@yahoo.com
+++
เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว
เพราะก็ทราบกันดีอยู่แล้สว่าทุกวันนี้พรรคร่วมรัฐบาลนั้นก็ยังมีอิทธิพลต่อ
การตัดสินใจหลายอย่างเพื่อแวงหาผลประโยชน์
เห็นแก่ตัวอยู่มากไม่ได้มาช่วยชาติอย่างจริงจัง
ยังมีการเกรงใจผู้มีอิทธิพลอยู่
ทั้งนี้จึงสนับสนุนเต็มที่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเพื่อชาติจงสู้ต่อไป
ttn
+++
คุณสนธิ..อาจเหมาะสมในตำแหน่ง หัวหน้าพรรค..แต่
1. อาจจะเสียสัตย์เพื่อชาติ...แท้จริงคืออะไร
2. จะเป็นจุดเริ่มของจุดจบของการเมืองภาคประชาชนใน
นามพันธมิตรที่บริสุทธิ์...หรือไม่
3. พรรคการเมืองของพันธมิตร คือ การเมืองใหม่ ใน
ลักษณะใด(โดยแก่นแท้)
4. การเมืองคือเรื่ออำนาจ และผลประโยชน์ บอกว่าไม่
ต้องอำนาจ แล้วทำไมต้องนำไปสู่การตั้งพรรคการเมือง
5. เป็นความอยาก ต้องการ "การเมืองใหม่" โดยไม่รีรอ
แล้วใช่ไหม ( กิเลสตัณหาแห่งการเมืองใหม่)
6. เทียนแห่งธรรม กลายเป็นแสงนีออน ไปแล้ว ใช่ไหม
ข้าพเจ้า จำต้องคัดค้าน การผูกโยง การเมืองภาค
ประชาชน เข้ากับพรรคการเมือง ที่อาจจะมีขึ้น การตั้ง
พรรคการเมืองของพันธมิตร เสมือน "พระที่สึกแล้ว"
ย่อมไม่มีทางถึงนิพพาน การเมืองใหม่ ที่อยากได้จะคง
ความหมายอยู่เหมือนเดิมก็อาจหาได้ไม่ เป็นความแห่ง
กลุ่ม เหล่า หรือ สาวก ไปเสียแล้ว มิอาจจุดประกาย
สว่างอย่างยั่งยืน อย่างแน่นอน เกิด ย่อมต้องดับ ไร้
ซึ่งจิตวิญญาน ที่เป็นวิถี ของการเมืองถาคประชาชน
ไปอย่างสิ้นเชิง
รัฐคติ
+++
หัวหน้าพรรคก็จะเลือกมาจากสมาชิกเสนอชื่อมาจากทั่วประเทศ
ภายใต้ความเห็นชอลของสภาพธม.ฯที่มี ๕ แกนนำกับอีก 152 กรรมการสภาฯ
(ตัวแทนจาก จว. ละ ๒ ท่าน
และร่วมกันเป็นผู้ให้คำแนะนำในการเดินงานทางการเมืองในสภาฯ
และเดินงานทางภาคประชาชนบนท้องถนน
เอาผู้ชนะของแต่ละเขตสัดส่วนที่มีคพะแนนสูงสุด สามคนมาให้ สภา พธม. ฯ
ลงคะแนนลับห่าหัวหน้าพรรค
ห้า แกนนำจะไม่มีสิทธิในการลงให้ประชาชนเลือก แต่ ห้าแกนนำมีสิทธิ์
วีโต้ได้ในทุก ๆ กรณ๊ เหมือน สมาชิกหลักของสหประชาชาติ หรือ
แม้ว่ากฏบัตรใดใดที่ต้องผ่านสภา พธม. ก็ ต้องให้ทั้ง
ห้าคนเห็นชอบทั้งหมดก่อนจึงประกาศใช้ได้
ชั้นที่ ๑
ห้าแกนนำ
ชั้นที่สอง
152 กรรมการที่เลือกมาจากประชาชนในทุกจังหวัดใน ประเทศไทย
ให้สมาชิกเลือกตัวแทนมาจากทุกตำบลในทุกอาชีพเพื่อเข้าไปเป็นสมาชิก
พรรค พันธมิตร ของประชาชนทุกอาชีพ เพื่อ ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของราษฏร
ในระบอบ ประชาธิปไตย
jack
++
ในครั้งนี้ถ้าเป็นประชามติแล้วคุณสนธิควรรับ
เมื่อก่อนไม่ใช่มติและตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะตั้งพรรคมันคนละประเด็นกันอย่า
เอามารวมกัน เราคิดว่าพวกที่ไม่เห็นด้วยจะยอมให้บ้านเมืองมันเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือ
ตอนนี้ประเทศชาติต้องการคนดีคนเก่งมีธรรมและที่สำคัญคือต้องการคนกล้าที่จะ
สามารถคัดค้านและไม่เห็นแก่หน้าใครๆที่คิดที่จะมาโกงชาติ
ประเทศจะได้มีจุดเปลี่ยนเสียที
ถ้าคุณสนธิไม่ได้เข้าสภามันก็ยากที่จะทำอะไรๆได้เพราะสภามีแต่คนที่คิดจะมา
โกงกับงบประมาณไม่คิดเกรงใจประชาชนเลย
พวกคุณคิดว่าใครเล่าที่จะมีความรู้ความสามารถและกล้าพูดความจริงเช่นคุณสนธิ
พวกเรามาช่วยให้กำลังใจกับคุณสนธิที่จะต่อสู้แทนพวกเราน่าจะดีกว่าแต่หากคุณ
สนธิเปลี่ยนไปพวกเราพธม.ก็ค่อยสำแดงพลังขับไล่คุณสนธิกันดีไหม
พธม.กรุงเทพ
+++
การที่คุณสนธิจะรับเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่นั้น
ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงเลย...
คงมีเพียงคุณสนธิและคนใกล้ชิดเท่านั้นที่ทราบ
บางทีที่เรามานั่งพิมพ์ ๆ ๆ ๆ ๆ แสดงความเห็นกัน
อย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยนานาเหตุผล
จริงแท้แล้วเราหลาย ๆ คน กลับสรุปผลการต่อสู้
ของพธม.ที่จบไปแล้วได้ไม่ลึกซึ้งดีพอเลย....
ช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงสำคัญที่จะได้รับรู้ว่า
มวลชนที่เหลือยืนอยู่เคียงข้างกันมีจำนวนเท่าไหร่...
และเหตุผลที่พวกเขายังคงอยู่คืออะไร...
และที่สำคัญ...เราควรฟังความเห็นจากคนข้างนอกด้วย
ว่าเขามองเราอย่างไร...ในส่วนพวกเรานั้นสนุกกันแน่
นอน ร้องรำทำเพลง ด่าคนที่เราไม่ชอบกันมันปาก
แล้ว เนื้อแท้ เนื้อในจริง ๆ
ที่เราเฝ้าเพียรขับเคลื่อนคืออะไรกัน..."การเมืองใหม่" หรือ?
แล้วไหนมีเป็นรูปเป็นร่างอะไรขึ้นมาบ้างหรือยัง
ยังไม่ผสมพันธุ์เลยด้วยซ้ำ
มีแต่ล่องลอยอยู่ในอากาศ...การตั้งพรรค
อาจเป็นทางหนึ่งที่จะรวบรวมคำพูดผ่าน ๆ มา ให้เห็นเป็นนโยบาย
ให้เห็นเป็นโครงสร้างของการเมืองใหม่
เมื่อมีพรรค เราจะร่วมเข็นอีกครั้ง ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมแล้วกัน
ไปได้ก็นับว่าเป็นบุญของบ้านเมือง แต่ถ้าไม่
ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
พันธมิตรฯ ปทุมฯ
+++
ถ้าไปถามเสียงส่วนใหญ่ว่า
ควรลดภาษีเงินได้ใหม?
ถ้าไปถามเสียงส่วนใหญ่ของข้าราชการว่า
ควรปรับขึ้นเงินเดือนใหม?
ถ้าไปถามเสียงส่วนใหญ่ของนักเรียนว่า
ควรยกเลิกสอบเอนทรานซ์แล้วให้ได้เรียนวิชาที่ชอบจะเอาใหม?

รับรองเสียงส่วนใหญ่จะเห็นด้วย แล้วถ้ารัฐบาลไม่ทำตามเสียงส่วนใหญ่นี้
ก็ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตย
ตัวอย่างข้างบนนี้เป็นตัวอย่างที่แกนนำพันธมิตร
ควรพิจารณาเสียงส่วนใหญ่แต่ไม่จำเป็นต้องทำตามเสมอไป
และควรมีเหตุผลประกอบหากทำไม่ได้
เช่นถ้าเสียงส่วนใหญ่อยากให้คุณสนธิมามีตำแหน่งทางการเมือง
คุณสนธิก็ควรปฎิเสธแล้วให้เหตุผลว่าทำไม ไม่ควรอ้างเสียงส่วนใหญ่(ถ้าผิดหลักการ
ไม่งั้นก็คล้ายรัฐบาลก่อนอ้างที่มาว่ามาจากเสียงส่วนใหญ่)
ไม่ควรอ้างว่าสถานการณ๋เปลี่ยนไป(ไม่งั้นใครก็อ้างแบบนี้ได้เสมอเวลาผิดคำพูด)
ไม่ควรอ้างยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ(คนอ้างแบบนี้เคยเสียคนไปแล้ว)
นนท์
+++

ใครจะลองของ...กระบี่อาญาสิทธิ์ในมือ "มาร์ค"!

โดย สิริอัญญา


รัฐบาลผสมหลายพรรค มีทั้งพรรคเทพและพรรคอสูร
จึงได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลเทพอสูร ที่บางหน้าก็เป็นเทพ บางหน้าก็เป็นอสูร
บางการกระทำก็เป็นเทพ บางการกระทำก็เป็นอสูร
จึงเป็นเรื่องที่สับสนและก่อความงุนงงสงสัยในบ้านเมือง
แล้วก่อให้เกิดความวิตกกังวลและความเครียดอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน

แต่ละวันประชาชนต้องสาละวนวุ่นวายอยู่กับการจ้องจับโจรเพื่อไม่ให้ปล้นบ้านโกงเมืองต่อไป

อัน โจรการเมืองนั้นยิ่งกว่าโจรปล้นวัวปล้นควาย
เพราะเป็นโจรที่มีอำนาจ ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจเงิน และอำนาจเถื่อน
แต่หน้าด้านหน้าทน กล้าปล้นกล้าชิง กล้าวิ่งราวทั้งกลางวันและกลางคืน
ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

แต่ความตื่นตัวของประชาชนชาวไทยในยุคนี้ผิดกับยุคก่อนๆ
เพราะมีความตื่นรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว
และด้วยความเข้าใจ ดังนั้นใครจะคิดทำอะไรไม่ว่าจะทำดีหรือทำชั่ว
ไม่ว่าจะปล้นซึ่งหน้าหรือปล้นกันด้วยเล่ห์อุบาย
ประชาชนจึงมักจะรู้เท่าทัน

พลัง ความตื่นตัวและตื่นรู้ของประชาชนเป็นพลังที่ทรงอานุภาพ
ที่พร้อมปกป้องหรือสนับสนุนผู้ทำการในสิ่งที่ถูกต้อง
เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและพร้อมจะโค่นล้มทำลายขบวนการใดๆ ก็ตาม
ที่คิดฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดิน หรือยึดบ้านยึดเมืองเป็นของตนจนถึงที่สุด

สถานการณ์ที่เป็นไปในบ้านเมืองยามนี้เกิดขึ้นจากลักษณะดังกล่าว
แต่เป็นสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้ ดังที่เคยอุปมาเอาไว้ว่า
เหมือนกับการเล่นหมากรุกในกลางกระดาน
ที่ไม่สามารถเลือกตั้งตัวหมากได้ดังใจ
จึงย่อมมีความอึดอัดขัดใจและต้องอดทนอดกลั้นกันบ้างเป็นธรรมดา

เพราะถึงอย่างไรสภาพรัฐบาลเทพอสูรที่เป็นไปในวันนี้ก็ยังดีกว่า
รัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเสียยิ่งกว่ารัฐบาลโจร คือปล้นทั้งชาติ
ปล้นทั้งประชาชน และยังคิดอ่านล้มล้างสถาบันหลักของชาติอีกด้วย

ความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วง 5-6
เดือนมานี้ได้ทำให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ความปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง
ถึงแม้ว่ายังมีแรงกระเพื่อมไหวใต้น้ำ
และความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นอยู่ทั้งแผ่นดินก็ตามที
แต่โดยภาพรวมก็ต้องนับว่าดีขึ้น

ผู้คนทั้งหลายย่อมหวังให้รัฐบาลกำราบปราบปรามนักการเมืองโกงชาติ
กินบ้านกินเมือง รื้อถอนการฉ้อราษฎร์บังหลวงออกจากบ้านเมือง
ถอนรากถอนโคนเสี้ยนหนามแผ่นดินที่คิดล้มล้างสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ให้หมดจดเสียทีหนึ่ง

ผู้คนทั้งหลายย่อมหวังให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุข
ข้าราชการทั้งปวงวางตนอยู่โดยสมควรแก่ฐานะ
และหน้าที่ที่เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มภาคภูมิ
หวังให้กระบวนการยุติธรรมและขื่อแปบ้านเมืองมีความแข็งแรง
มีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถกำราบปราบปรามอธรรมให้สิ้นสูญในเวลาอันทันการณ์

ผู้คนทั้งหลายย่อมหวังให้ประเทศชาติมีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิในสายตา
นานาชาติ มีความเจริญรุ่งเรือง
ก้าวรุดออกไปจากจุดเกือบต่ำสุดในภูมิภาคเสียทีหนึ่ง

สิ่ง เหล่านี้คือสิ่งที่อาณาประชาราษฎรทั้งปวงตั้งความหวังและวางใจให้นาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

บรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลทุกคน
ไม่ว่ารองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีกระทรวงไหนๆ
ล้วนเป็นคนที่นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ ทั้งสิ้น

และเมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณแล้ว ต่างก็ได้เข้าเฝ้าฯ
เพื่อถวายสัตย์เฉพาะพระพักตร์ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสัตย์สุจริต
เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
ซึ่งต้องถือว่าเป็นคำมั่นสัญญาและเป็นพันธกิจที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่าง
นั้น จะฝ่าฝืนทอดทิ้งหรือละเลยเพิกเฉยมิได้เป็นอันขาด

เพราะ การตระบัดสัตย์ที่ได้ถวายสัตย์เช่นนี้
หรือการละเมิดคำสัตย์ที่ได้ถวายไว้เฉพาะพระพักตร์เช่นนี้เป็นอนันตริยกรรม
เป็นอัปมงคล และเป็นวิบัติที่ย่อมมีวิบากให้ผู้นั้นต้องประสบพบแต่ความทุกข์ทรมาน
พบแต่ความโศกเศร้าและความวินาศฉิบหายต่างๆ นานาประการ

แต่ถึงกระนั้น
นักการเมืองในระบบการเมืองเก่าจำนวนมากก็ละหนทางอันสวัสดีและเป็นมงคลแก่ตน
เสีย เห็นแก่ประโยชน์ลาภผลเฉพาะหน้า
ไม่ยำเกรงอำนาจของกฎหมายและกฎแห่งกรรม กล้ากระทำความชั่ว
กล้าฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดิน
และสร้างความเดือดร้อนกลียุคขึ้นในบ้านเมือง

คนตระบัดสัตย์เช่นนั้น นอกจากกระทำต่อประเทศชาติและประชาชนแล้ว
ยังกระทำต่อรัฐบาลของตนด้วย
ดังนั้นสถานการณ์กระเพื่อมไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้
จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและกระทำโดยพวกตระบัดสัตย์ทั้งสิ้น

เป็น การกระทำที่ไม่ยำเกรงต่อพระบรมเดชานุภาพ และพระราชอำนาจ
ที่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนผ่านทางคณะรัฐมนตรี
โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด

ในวันนี้ปรากฏการณ์ที่กระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาล
เหตุการณ์ความขัดแย้งภายในรัฐบาล และภาพลักษณ์ที่แตกแยกกันภายในรัฐบาล
ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะมุ่งแก้ไขปัญหาชาติ และทำนุบำรุงประชาชน
หากเป็นเรื่องที่เกิดจากการโกงบ้านโกงเมือง การฉ้อฉลปล้นแผ่นดิน
ที่ไม่ยำเกรงกฎหมายและกฎแห่งกรรมเท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
จะยอมให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นต่อไป
จะทนยอมให้คนชั่วสร้างกรรมทำเข็ญกับบ้านเมืองต่อไป
จะยอมจำนนให้คนชั่วทำลายจิตใจคนไทยทั้งประเทศต่อไป
และจะยอมทนให้คนไทยทั้งประเทศต้องชอกช้ำระกำใจและวิตกกังวลใจต่อไปหรือไม่

โดย ต้องไม่ลืมว่าในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้น
คือผู้ถืออาญาสิทธิ์ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้ในการบริหารบ้านเมือง
ให้ร่มเย็น ให้ประชาชนเป็นสุข
เป็นอำนาจสิทธิขาดที่จะปรับเปลี่ยนหรือจะขับไล่ไสส่งรองนายกรัฐมนตรีหรือ
นายกรัฐมนตรีคนไหนออกไปจากอำนาจเสียเมื่อใดก็ได้

อาญาสิทธิ์ดังกล่าวนี้หากครองและใช้โดยธรรม
โดยถือประโยชน์แห่งชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง
อาญาสิทธิ์นั้นก็จะมีความศักดิ์สิทธิ์ ทรงอานุภาพ
ที่ไม่มีใครไหนในแผ่นดินนี้ที่จะต้านทานได้
ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นฝ่ายทหารหรือพลเรือน
ไม่ว่าจะถืออาวุธหรือไร้อาวุธก็ตาม

อำนาจอันเป็นอาญาสิทธิ์ดังกล่าวนี้มีอยู่ในมือนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ ณ บัดนี้แล้ว บ้านเมืองจะร่มเย็น ประชาชนจะเป็นสุข
หรือว่าจะตกทุกข์เข็ญเป็นกลียุคก็อยู่ที่การใช้กระบี่อาญาสิทธิ์ที่ได้รับ
พระราชทานนี้ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ผู้เดียวเท่านั้น

คัมภีร์ วิชากระบี่มีระบุว่า สำหรับเซียนกระบี่แล้ว
แม้ถือเพียงกิ่งไม้ใบหญ้าก็ทรงอานุภาพประดุจดังกระบี่วิเศษ
แต่หากเป็นมือกระบี่กระจอกงอกง่อย ต่อให้ถือกระบี่วิเศษก็ขาดไร้อานุภาพ
และกลายเป็นแค่กิ่งไม้ใบหญ้า จะโทษว่ากระบี่วิเศษใช้ไม่ได้ผลย่อมไม่ได้
คนใช้นั่นแหละควรจะวางกระบี่เสีย แล้วไปเป็นพ่อครัวจะดีกว่า

ในสามก๊กของเรืองวิทยาคม ตอนที่ 237
บทว่าด้วยหลักสุดยอดวิชากระบี่ ได้พรรณนาความไว้ว่า

"หลักการสุดยอดของวิชากระบี่คือ กระบี่อยู่ที่ใจ
กระบี่แรกต้องจู่โจมเข้าใส่จุดอ่อนที่สุดหนึ่ง
ปลายคมกระบี่ต้องถึงที่หมายด้วยระยะสั้นตรงที่สุดอีกหนึ่ง

กระบี่อยู่ที่ใจก็เพราะใจกุมกระบี่ ใจหวั่นกระบี่ไหว
ใจกล้ากระบี่แกร่ง ใจมั่นกระบี่แม่น ใจแน่นกระบี่หนัก ใจอ่อนกระบี่ล้า
ใจว่างกระบี่ไว เหตุนี้เมื่อใจหวั่นไหว จึงต้องชักกระบี่ก่อน
จุดอ่อนจึงถูกเปิดเผย เพราะจุดอ่อนถูกเปิดเผยจึงเปิดช่องให้ถูกจู่โจม

เพราะเหตุที่ข้าศึกเข้าตีตรงจุดอ่อนที่สุดก่อน
ดังนั้นการจู่โจมไปที่จุดอ่อนที่สุดจึงถูกเป้าหมายที่สุดและได้ผลที่สุด
และเพราะเหตุที่ข้าศึกเข้าตีตรงจุดอ่อน จึงตั้งอยู่ในความประมาท
เพราะประมาทจึงต้องพ่ายแพ้

เพราะระยะสั้นตรงที่สุด ปลายกระบี่จึงถึงที่หมายก่อน
เพราะปลายกระบี่ถึงที่หมายก่อน
แม้ข้าศึกชักกระบี่ก่อนก็ไม่มีโอกาสใช้กระบี่"

อย่ามัวใจหวั่นให้กระบี่ไหวอยู่เลย ทำใจให้ว่าง
เห็นทุกสิ่งอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ชั่วเป็นชั่ว
ดีเป็นดี ดังนี้แล้วใครไหนจะกล้าตอแยหรือท้าทายต่อกระบี่อาญาสิทธิ์อันทรงอานุภาพ
เล่า?

จะ ใช้อาญาสิทธิ์อย่างไหน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ในวันนี้มีวุฒิภาวะผู้นำเต็มตัวแล้ว
ไม่จำเป็นที่ใครใดต้องแนะนำให้ความเห็นดอก ขอเพียงใจว่าง
มองทุกสิ่งอย่างตามความจริง ก็สามารถใช้กระบี่อาญาสิทธิ์ให้ทรงอิทธิฤทธิ์
ไร้ผู้ต่อต้านได้ทั้งแผ่นดินนั่นแล.


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000060953

เชื่อมั่น นายกหัวดีและฉลาดพอ
เกมในวันนี้จะเป็นผู้ชนะในท้านที่สุด
ทุกวันที่เดินทางต้องยอมทั้งเป็นคนโง่และฉลาด
หัวอ่อนและหัวแข็ง แรงและเบา
เชื่อว่านายกมากับคุณธรรมและความสามารถ
ท่านจะนำพาประเทศไปสู่ความสุขสงบ และเจริญได้
ในภายภาคต่อไป
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว

อยาก ให้ทุกคนทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดี
ทุกวันสร้างสรรค์แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม งานกู้ชาติ
นายกคงทำคนเดียวไม่ได้
ถ้าพวกเรายังเดินในแนวทางเดียวกันอยู่ขออย่าได้ท้อถอย
เด็กกาญจน์300
+++
ยังเชื่อมั่นนายกอภิสิทธิ์ว่า ในที่สุดนายกจะเลือกข้างความถูกต้อง
เพราะยังจำคำพูดคุณสนธิพูดอยู่เสมอว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นคนดี
และนายกเคยสัญญากับคุณสนธิว่า "ถ้าเป็นเกมส์การเมืองยอมได้
แต่ถ้าใครมาจะโกงบ้านโกงเมืองแล้วจะไม่ยอมโดยเด็ดขาด"
และอีกอย่างหนึ่งท่านนายกเป็นคนที่มาจากครอบครัวที่มีพื้นฐานดี
มีพร้อมทุกอย่างทั้ง เงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง การยอมรับของสังคม
มาถึงตรงนี้แล้วท่านคงไม่ต้องการอะไรอีกนอกจากการทำให้ประเทศชาติสงบสุข
มีความเจริญ ประชาชนอยู่ดี กินดี
และที่สำคัญท่านนายกจะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองโดยเฉพาะพระเจ้าอยู่หัวผิด
หวังแน่นอน
uri
+++
เรียนคุณสิริอัญญา

คิดว่า คุณอภิสิทธิ์คือ คนที่ถือกระบี่อาญาสิทธิ์จริงๆหรือครับ
ผมไม่เชื่อหรอกนะว่า คุณสิริอัญญาจะมองไม่ออกว่า จริงๆแล้ว
กระบี่อาญาสิทธิ์นั้น อยู่ในมือของ ใคร
เพียงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีอำนาจหรือยิ่งใหญ่อะไรมากมายหรอกครับ
จริงไม๊คุณสิริอัญญา
สมัคร ก็นายก สมชาย ก็นายก
ทักษิณ ก็นายก ชาติชาย ก็นายก
บิ๊กจิ๋ว ก็นายก บรรหาร ก็นายก
พลเอกเกรียงศักดิ์ก็นายก
แล้วนายก เหล่านี้ก็ล้วน กระเด็นตกเก้าอี้ด้วยกันทุกคน เพียงแต่ว่า
แต่ละคนจะตกกระเด็น ด้วยวิธีที่ นุ่มนวลให้เกียรติ หรือ
โดนถีบตกเก้าอี้มากกว่า
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเลือกว่า
- จะยึดผลประโยชน์ ประชาชน หรือ นักการเมือง

- และรู้จักที่จะเล่นการเมืองให้เป็น โดยต้องเอาประชาชนเป็นโล่กำบัง เกมการเมือง

นายกไม่ใช่คนที่ถือ กระบี่อาญาสิทธิ์ เพราะสังคมไทยนั้น
มีดุลอำนาจที่ถ่วงกันถึง 3 ดุลอำนาจ

- หนึ่งนั้นคือ ดุลอำนาจของ ทุน เศรษฐกิจ อำนาจเงิน
- อีกหนึ่งคือ ดุลอำนาจทหาร
- และอีกหนึ่งคือ ดุลอำนาจที่เหนืออำนาจ

นายก นั้นเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ประสานผลประโยชน์ และประสานความขัดแย้ง
และบริหารราชการแผ่นดินในภาวะการปกติ แต่เมื่อยามใดที่เกิดภาวะการวิกฤต
ดุลอำนาจ 2 - 3 เหล่านี้จะเข้ามามีบทบาท สำคัญทันที

จริงไม๊ครับ คุณสิริอัญญา

ด้วยความเคารพครับ
ขงเบ้งดิจิตอล
++++
คุณขงเบ้งดิจิตอล..ยังอ่านงานเขียนของคุณศิริอัญญาไม่ทะลุ
แล้วคุณแสดงความคิดเห็นเหมือนหิ่งห้อยไม่รู้แสงของพระอาทิตย์
..กระบี่อาญาสิทธิ์..นั้นคือคุณธรรม ความถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด
ชั่วเป็นชั่ว ดีเป็นดี..นี่คือความถูกต้องที่มีพลัง
..ไม่ใช่ความเป็นนายกรัฐมนตรีหรืออำนาจของนายกรัฐมนตรี..

"วรยุทธยังไม่ถึงอย่าริอ่านวิจารย์ปราชญ์เลย..เสียชื่อขงเบ้งตัวจริง"
หงส์ดรุณ
+++
หงส์ดรุณ

"กระบี่อาญาสิทธิ์อันทรงอานุภาพเล่า"
หมายถึง อำนาจที่มาร์คมีอยู่ในมือจะทรงอานุภาพก็ต่อเมื่อมาร์คใช้อำนาจอย่างรู้ผิดชอบชั่วดี
นั่นแปลว่า กระบี่อาญาสิทธิ์ คือ อำนาจ และการใช้อำนาจเพื่อดำรงคุณธรรม
ทำให้กระบี่อาญาสิทธิ์ ทรงอานุภาพ

หรือ ถ้าจะให้อธิบายยาวๆก็คือ ถ้าผู้ถือกระบี่อาญาสิทธิ์(อำนาจ)
ทำใจให้ว่าง เพื่อให้ใจของผู้ถือกระบี่รู้ผิดชอบชั่วดี
กระบี่อาญาสิทธิ์(อำนาจ)นั้นก็จะมีอานุภาพ

ถ้าย้อนกลับไปดูก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเขียนว่า
" โดยต้องไม่ลืมว่าในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้น
คือผู้ถืออาญาสิทธิ์ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้ในการบริหารบ้านเมืองให้ร่มเย็น.."
ก็ จะยิ่งเห็นใกล้เคียงระหว่าง "อาญาสิทธิ์" กับคำว่า"กระบี่อาญาสิทธ์"
ก็คืออำนาจนั่นเอง โดยพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานอาญาสิทธิ์ให้มาร์ค
เพื่อใช้อาญาสิทธิ์นี้ทำให้บ้านเมืองร่มเย็น..

จริงๆอ่านแค่ย่อหน้านี้ ก็น่าจะเข้าใจแล้ว
" อย่ามัวใจหวั่นให้กระบี่ไหวอยู่เลย ทำใจให้ว่าง
เห็นทุกสิ่งอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ชั่วเป็นชั่ว
ดีเป็นดี ดังนี้แล้วใครไหนจะกล้าตอแยหรือท้าทายต่อกระบี่อาญาสิทธิ์อันทรงอานุภาพ
เล่า?"

หรือถ้ายังไม่เข้าใจ ดูตรงที่ผู้เขียนกล่าวว่า
"....แต่ หากเป็นมือกระบี่กระจอกงอกง่อย
ต่อให้ถือกระบี่วิเศษก็ขาดไร้อานุภาพ และกลายเป็นแค่กิ่งไม้ใบหญ้า
จะโทษว่ากระบี่วิเศษใช้ไม่ได้ผลย่อมไม่ได้
คนใช้นั่นแหละควรจะวางกระบี่เสีย แล้วไปเป็นพ่อครัวจะดีกว่า..."

แปล ว่าอะไร แปลว่าถ้ามาร์คไม่มีคุณธรรม(ใจไม่ว่าง bla bla bla..)
กระบี่อาญาสิทธิ์ที่สุดวิเศษในมือ ก็กลายเป็นแค่กิ่งไม้ใบหญ้า
และมาร์คก็จะเป็นแค่มือกระบี่จอกงอกง่อย
(~เพราะ ใจไม่ว่าง แยกชั่วดีไม่ออก bla bla bla..)

ให้ ตายเหอะ สามัญสำนึกของคนทั่วๆไปได้ยินคำว่ากระบี่อาญาสิทธิ์
ไม่ต้องอ่านนิยายกำลังภายใน
ไม่ต้องนั่งเพ่งบทความน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง ไม่ต้องเก่งภาษไทย
ก็รู้แล้วว่ามันหมายถึงอำนาจ
หรือเครื่องมือสุดเจ๋งที่จะใช้ทำอะไรซักอย่าง
มันเข้าใจยากตรงไหน.....

การ ที่คุณเข้าใจว่ากระบี่อาญาสิทธิ์หมายถึง คุณธรรม ความถูกเป็นถูก
ผิดเป็นผิด ชั่วเป็นชั่ว ดีเป็นดี..นี่คือความถูกต้องที่มีพลัง ----
อาจจะเป็นเพราะคุณเล่นคำจนงงเอง เล่นยังไง?
คุณเล่นคำตอนที่คุณอ่านบทความจบแล้ว ทำให้ตัวคุณคิดว่า
กระบี่จะเป็นกระบี่อาญาสิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือมีคุณธรรม
ฉะนั้นคุณจึงคิดว่ากระบี่อญสคือความถูกต้องที่มีพลัง
จึงเป็นการตีความที่ทำให้คำว่า "กระบี่อญส" มีสองความหมายต่างกัน
ในบทความเดียวกัน ขัดแย้งกันเอง

แล้วที่ขงเบ้งดิจิตอลเขียนมาผมก็ เห็นด้วย
ผมว่ามันอธิบายได้ดีว่าทำไมนายกถึงไม่ได้อย่างใจเรา
เพราะตัวนายกไม่ได้เชื่อเลยว่าตัวเองมีกระบี่อาญาสิทธิ์อยู่ในมือ
เหมือนที่ประชาชนอย่างเราและผู้เขียนบทความเชื่อว่านายกมี
จะตีความ กระบี่อญสผิดหรือถูก
ผมว่าคนอ่านก็น่าจะเข้าใจเจตนาของขงเบ้งดิจิตอลได้
ไม่เห็นถึงกับต้องอ้างคำพูดเสี่ยวๆของนิยายกำลังภายในมาดูถูกกัน

ถามเด็กแนวกลับ บ้านเราได้ชื่อว่าเป็น
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
แล้วเรามีประชาธิปไตยตามที่เราได้ชื่อจริงๆมั้ยครับ?
ถาม กลับ นายกอภิสิทธิ์
ได้เป็นนายกเพียงเพราะอาญาสิทธิ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน
ให้อย่างเดียว หรือเป็นเพราะพรรคเห็บหมาเปลี่ยนขั้ว มาประสานกับปชป ผ่าน
สุเทพ พร้อมๆกับประชาชนที่เลือก พรรครัฐบาลและพรรคร่วมเข้ามา
หร้อมๆกับการชุมนุมของ พธม
ยื้อแก้รัฐธรรมนูญจนพรรคนอมินีทักษิณถูกยุบจนเป็นเหตุให้พรรคเห็บหมาเปลี่ยน
ขั้ว พร้อมๆกับการที่ทหารเรียกเนวินไปกล่อม ขู่ ตกลง
หรืออะไรก็ช่างเพื่อให้พรรคเห็บหมาเปลี่ยนขั้ว ซึ่งทหาร
ตำรวจจะมีการตกลงอะไรกับ ปชป อีกหรือไม่ประชาชนอย่างเราก็ไม่อาจทราบ
เหล่านี้คือดุลอำนาจทั้งสิ้นที่ทำให้ปชป ดำรงความเป็นรัฐบาล ใช่หรือไม่

ถ้า จับมาร์คไปอยู่เกาะร้างซัก 2 ปี แล้วกลับเอามานั่งนายกใหม่โดยทันที
ไม่ต้องอาศัยอำนาจอื่น ไม่ต้องเกรงใจพี่สุเทพของมาร์ค
บางทีใจนายกอาจจะใจว่างอย่างที่ผู้เขียนบทความและประชาชนอย่างเราหวัง
ว่างจัด
+++
ครับ ขอบคุณ คุณพี่สองคนที่แนะนำและตักเตือนครับ
จริงๆผมอ่านบทความของคุณสิริอัญญา ทุกตัวอักษรแหละครับ
เพียงแต่อ่านแล้วมันก็คือ บทความทั่วไปที่เขียนเพื่อเตือน นักการเมือง
และท่านนายก เพียงแต่ผมอาจคิดเยอะไปหน่อย เพราะอ่านแล้วรู้สึกเหมือน
มีความหมาย ที่ซ๋อนไว้ในบทความที่ต้องการสื่ออะไรถึงอะไรหรือป่าว
ก็แค่นั้นเอง ผมก็เลยจับเอาความหมายนั้นมาอธิบายตอบ แค่นั้นเอง จริงๆครับ

ด้วยความเคารพ และขอบคุณทั้งสองท่านครับ
ขงเบ้งดิจิตอล
+++
ชื่อมั่น นายกหัวดีและฉลาดพอ
เกมในวันนี้จะเป็นผู้ชนะในท้านที่สุด
ทุกวันที่เดินทางต้องยอมทั้งเป็นคนโง่และฉลาด
หัวอ่อนและหัวแข็ง แรงและเบา
เชื่อว่านายกมากับคุณธรรมและความสามารถ
ท่านจะนำพาประเทศไปสู่ความสุขสงบ และเจริญได้
ในภายภาคต่อไป
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว

อยาก ให้ทุกคนทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดี
ทุกวันสร้างสรรค์แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม งานกู้ชาติ
นายกคงทำคนเดียวไม่ได้
ถ้าพวกเรายังเดินในแนวทางเดียวกันอยู่ขออย่าได้ท้อถอย
เด็กกาญจน์300
++

เผด็จการไม่มีวันหมด หากไม่ปลดล็อกพรรค

โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ
วันนี้ผมนึกถึงคำโบราณที่ว่า 'คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย'

ผมนึกถึงตัวเองกับศาสตราจารย์ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ว่า จนแก่ตาย
เพื่อนทั้งสองก็คงจะไม่มีปัญญา หรือความสามารถพอที่จะอธิบาย
(พูด+เขียน+สอน+อภิปราย) ให้หมา เทวดา และคนในสังคมไทยเข้าใจได้ว่า
กฎหมายที่บังคับให้ตั้งพรรคการเมืองและบังคับให้ผู้สมัคร
ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้น
เป็นการสร้างและรักษาเผด็จการไว้ให้ยืนยงในประเทศไทย

ทั้งนี้ เพราะความคิดเรื่องความดีของการให้
ส.ส.สังกัดพรรคได้กลายเป็นความเชื่อหรือความรู้ที่หยั่งรากหรืออีกนัยหนึ่ง
เป็นกรอบความคิดหลัก-กรอบความคิดเดิมหรือ old paradigm
ประจำสังคมไทยไปเสียแล้ว

กรอบความคิดเดิมนี้ เดิมทีก็เป็นของใหม่
แต่เป็นที่ถูกใจของชนชั้นปกครองที่ขึ้นมาครองอำนาจตั้งแต่การรัฐประหาร 8
พฤศจิกายน 2490 เป็นต้นมา
ตอนนั้นพอเริ่มต้นก็ถูกอภิมหาอำนาจใหม่ไร้ประสบการณ์การเมืองโลก
หลอกให้เกรงกลัวคอมมิวนิสต์จนขี้ขึ้นขมอง

นอกจากตามก้นอเมริกันแล้ว
เผด็จการก็รังเกียจและรำคาญผู้แทนราษฎรที่เป็นชนชั้นต่ำกว่า
ว่าจะพากันมาเพ่นพ่านกดดันและรีดไถ
จึงจำต้องหาทางป้องกันไว้ล่วงหน้าด้วยการจับมาเข้าคอกเสีย

สื่อและนักวิชาการส่วนใหญ่ซึ่งผอมโซและหิวโหย
ก็พากันเลียตีนเผด็จการ ทำหน้าที่ตอกย้ำกรอบความคิด
ด้วยการสรรหาข้อมูลสถิติและทฤษฎีต่างๆ
นานามาเพื่อแลกกับอามิสสินจ้างและฐานันดร

กรอบความคิดเรื่องผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคจึงกลายเป็นศาสนาของการเมืองไทย
ทั้งๆ ที่มีข้อเท็จจริงว่า
ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกเชื่อหรือกระทำเช่นนั้นเลย

การบังคับให้
ส.ส.สังกัดพรรคเท่ากับการทำลายสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานทางการเมือง
ความเป็นจริงของสังคมไทย
ทำให้การเมืองตกอยู่ใต้อำนาจผูกขาดของเผด็จการและนายทุน

รัฐธรรมนูญทุกฉบับเข้าล็อกเผด็จการหมด ไม่เว้นแม้แต่ฉบับ 2517
ที่ผมมีส่วนเป็นกรรมการร่าง ฉบับ 2540 ยิ่งร้ายหนัก
เพราะเปิดโอกาสให้ทุนผูกขาดได้เบ็ดเสร็จทั้งอำนาจรัฐสภาและอำนาจราชการ

ก่อนวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ผมเป็นอาจารย์หัวแข็งของอธิการบดี
สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานศาลฎีกา

พอได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี
อาจารย์สัญญากลับขอร้องให้ผมไปช่วย ผมได้ทำความเข้าใจกับท่านนายกฯ ว่า
ผมจะไม่ขอตำแหน่ง ไม่ไปงานบ้าน งานวันเกิด
และขอแต่งกายอย่างสุภาพตามภูมิอากาศเหมือนคนไทยทั่วไป
สมัยนั้นยังไม่มีเสื้อพระราชทาน และพล.ท.เปรม
ติณสูลานนท์ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก

อาจารย์สัญญาแต่งตั้งผมเป็นกรรมการประสานงานของนายกรัฐมนตรีกับ
ครม.กองทัพ กระทรวงและกลุ่มต่างๆ จนเพียบ
รวมทั้งให้ทำงานการเมืองของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งสุภาพบุรุษ
พลโทชูศักดิ์ วัฒนรณชัย เลขาธิการตัวจริงไม่ยอมทำ
เพราะถือมารยาทว่าท่านสืบทอดตำแหน่งมาจากรัฐบาลจอมพลถนอม
คอลัมนิสต์ชื่อพญาไม้ เลยด่าว่าผมแส่ทุกเรื่อง ทั้งๆ ที่งานอะไรนายกฯ
ไม่สั่ง ผมจะไม่ทำและไม่ริเริ่ม

งานที่ผมผิดหวังที่สุดคืองานร่างรัฐธรรมนูญ ที่นายกฯ
อยากให้เสร็จเร็วๆ เป็นประชาธิปไตยและป้องกันปฏิวัติรัฐประหารได้

ดร.อมร จันทรสมบรณ์
เป็นหนึ่งในสามทหารเสือจากกฤษฎีกาที่มาร่วมเป็นกรรมการร่าง มีดร.สมภพ
โหตระกิตย์ เลขาธิการ และดร.อักขราทร จุฬารัตน์
ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการ ส่วนมีชัย ฤชุพันธุ์
ในตอนนั้นเป็นอนุกรรมการและทำหน้าที่ติดตามดร.สมภพ
หน้าที่หลังนี้ทำให้มีชัยเติบใหญ่ขึ้นมาในทางการเมือง

คณะกรรมการร่างนอกจากผมและดร.อมร เฉพาะผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็มี
ดร.อักขราทร จุฬารัตน์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช รศ.พงศ์เพ็ญ ศกุนตภัย
พ่อตานายกฯ อภิสิทธิ์ เอนก สิทธิประศาสน์ สรรเสริญ ไกรจิตติ
และหนึ่งเดียวคือ สุมาลี วีระไวทยะ คอลัมนิสต์และนักเคลื่อนไหวสตรี

ส่วนผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ได้แก่ประธานคณะคือ ศ.ดร.ประกอบ
หุตะสิงห์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายมนูญ บริสุทธิ์
อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พลเอกสุรกิจ มัยลาภ นายโอสถ โกศิน ศ.ดร.สมภพ
โหตระกิตย์ เสวตร เปี่ยมพงษ์สานต์ และไพศาล กุมาลย์วิสัย เป็นต้น

เราร่างรัฐธรรมนูญเสร็จภายใน 4 เดือน
และส่งไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ความผิดหวังของผมทวีขึ้นหลายเท่า
เมื่อสภานิติบัญญัติซึ่งผมเป็นสมาชิกอยู่ด้วยผ่านร่างที่ดร.ธวัช มกรพงศ์
ยกมือค้านอยู่คนเดียว ผมอยู่ข้างดร.ธวัช แต่ในฐานะผู้ร่างเสียงข้างน้อย
ผมทำได้แค่งดออกเสียง

ผมบอกไม่ถูกว่ารู้สึกละอายหรือสมเพชที่มีคนชมรัฐธรรมนูญ 2517
ว่าเป็นฉบับที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด ผมไม่อาจคุยได้อย่าง ศ.ดร.บวรศักดิ์
ว่าฉบับที่ท่านร่าง (2540 ) เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี 1 ใน 10 ของโลก

รัฐธรรมนูญ 2517 มีลักษณะเผด็จการและมีปัญหาหลายประการ คือ

1. การติดยึดกรอบความคิดเดิม คือ
กระบวนการร่างอย่างฝรั่งเศสซึ่งยาวรุงรังและใช้ภาษาคลุมเครือ

2. สงวนอำนาจไว้ให้รัฐ โดยอ้างไว้ในถ้อยคำว่า
'ทั้งนี้ตามแต่บทบัญญัติของกฎหมาย'
แท้จริงรัฐธรรมนูญจะต้องสงวนอำนาจไว้ให้ราษฎร
รัฐบาลมีอำนาจเพียงตามที่มอบหมาย นอกจากนั้นจะต้องขออนุมัติจากราษฎร
(สภา)

3. สิทธิทางการเมืองของคนไทยไม่เท่าเทียมกัน เช่น
สิทธิเลือกตั้งของคนไทยที่เป็นลูกคนต่างด้าว
ซึ่งมีหน้าที่ทุกอย่างเท่ากับพลเมืองคนอื่น

4. สิทธิพื้นฐานทางการเมืองถูกจำกัดโดยการบังคับสังกัดพรรค
พรรคต้องส่งผู้สมัครเกินครึ่ง และเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้แทนได้ 3 คน

ฯลฯ

โดยเฉพาะในข้อ 4 ทั้งดร.อมรและผมเห็นว่าเป็นต้นชี้ตายปลายชี้เป็น
ทำให้การเมืองไทยด้อยพัฒนา เพราะส.ส.ต้องตกเป็นทาสนายทุนพรรค
แต่กรรมการร่างและสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนอื่นกลับเห็นตรงกันข้าม
เพราะเขากลัวคอมมิวนิสต์และกลัวผู้แทนขายตัว

แต่ตราบใดที่ยังมีบทบัญญัตินี้ในกฎหมายเลือกตั้งหรือรัฐธรรมนูญ
เมืองไทยไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยได้ จะต้องวนเวียนอยู่ในวัฏจักรน้ำเน่า
และวงจรอุบาทว์สลับกันไปมา หาวันจบมิได้

ในสมัยคมช.และรัฐบาลสุรยุทธ์ ดร.อมร
ได้พยายามทุกอย่างทั้งการเขียน พูดในที่ประชุม
ชี้ภัยให้ผู้นำรัฐบาลและคมช.ได้สำนึกว่า
หากปล่อยให้มีเลือกตั้งโดยรักษากรอบความคิดเดิมไว้
บ้านเมืองก็จะเกิดกลียุคและสงครามกลางเมือง ผมก็เช่นกัน และหลายๆ
ครั้งก็ร่วมกัน แต่เหลว

ดร.อมรเขียนและพูดอย่างเป็นนักวิชาการเต็มตัว มีการเสนอทฤษฎี
หลักการ สถิติ ข้อมูลและเอกสารอ้างอิงอย่างลึกซึ้งน่าเชื่อถือ ลองเปิดดู
google.co.th พิมพ์ชื่อนามสกุลดร.อมร ภาษาไทย ก็จะมีรายชื่อบทความ
ความเห็น และปาฐกถาในเรื่องเดียวกันนี้ถึง 6 หมื่นรายการ

เหตุที่เมืองไทยติดยึดกรอบความคิดเดิมนี้ ดร.อมรเชื่อว่าเพราะ 1.
ผู้ร่าง ผู้ใช้ และผู้ตีความรัฐธรรมนูญไม่มีความรู้มีแต่อวิชชา
สังคมไทยโดยเฉพาะครูสอนกฎหมาย หลักสูตรกฎหมาย
และนักรัฐศาสตร์ความรู้ยังอ่อน
สถานะทางวิชาการกฎหมายและรัฐศาสตร์เมืองไทยยังล้าหลัง และ 2.
เมืองไทยขาดผู้นำ
และขาดรัฐบุรุษที่มีสติปัญญากล้าหาญและเสียสละอย่างเดอร์โกลของฝรั่งเศสและ
วูดโรว วิลสัน ของอเมริกา ผมเคยขอร้องพล.อ.เปรม พล.อ.ชาติชาย
พล.อ.สุจินดา และนายอานันท์
ปันยารชุนให้เป็นผู้นำสร้างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมาแล้ว
ทุกคนปัดให้สภา

ดร.อมรได้ไปแสดงปาฐกถาในมหาวิทยาลัยที่ วปอ. ที่ศาลปกครองสูงสุด
ในที่ประชุมอธิการบดี ฯลฯ ครั้งล่าสุดคือ การบรรยายวันที่ 18 เมษายน 2552
และบทความเรื่อง 'คนไทยจะหาทางออกทางการเมืองได้อย่างไร 'วันที่ 10
พฤษภาคม 2552

ดร.อมร ได้เปรียบเทียบกับการบรรยายรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์
ว่า มีสาระที่แตกต่างกับความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรีในทางตรงกันข้าม

ดร.อมรได้ยกตัวอย่างกระบวนการร่างและการปฏิรูปของนายกฯ
อภิสิทธิ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจากการถามประชาชน ตั้งสถาบันเป็นกลาง
ตั้งกรรมการร่วมของสภา
ทั้งหมดนี้ตรงข้ามกับกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่ดร.อมรนำเสนอ

ดร.อมร มิได้ยกตัวอย่างที่นายกฯ
อภิสิทธิ์เขียนไว้ใน'การเมืองไทยหลังรัฐประหาร' ที่ยืนยัน กรอบ
ความคิดเดิมเรื่องการบังคับสังกัดพรรคและกำหนด 90 วัน เพราะนายกฯ
อภิสิทธิ์ก็ยังเชื่อว่า ถ้าจะไปถึงขั้นเปิดอิสระ จะทำให้สภาการเป็นตลาด
ส.ส.

ผมจะยังไม่ฝากความหวังไว้แม้แต่กับการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ
ผมเองเขียนเรื่องนี้ไว้มากแล้ว
และจะเขียนโดยละเอียดสไตล์ดร.อมรอีกสักครั้งหนึ่ง

แล้วผมจึงจะสรุปว่าจะต้องพูดกับดร.อมรหรือไม่ว่า

'ไว้ชาติหน้าบ่ายๆ ก็แล้วกันนะ สองคนเรา'

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000060959

เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ แต่ผมว่ายังไม่เป็นต้นเหตุที่แท้จริง
จะขอกล่าวถึงในอดีต ร. 7 ให้อำนาจคณะราชฯให้การสร้าง
ประชาธิปไตย แต่คณะราชฯ โดยเฉพาะนักเรียนนอก
เข้าใจผิดคิดว่าการมี รัฐธรรมนูญ การมีการเลือกตั้ง จะเป็น
ประชาธิปไตย เหล่านี้แสดงให้เห็นแล้วว่า 77 ปี ที่ผ่านมา
เมืองไทยยังเป็นเผด็จการรัฐสภา สลับกับ เผด็จการทหาร
เพราะนักวิชาการ มีความคิดได้แค่ ลิทธิรัฐธรรมนูญ
การสร้างอนุสาวรียประชาธิปไตย ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผิด
ที่ปลูกฝังให้คนในสังคมเข้าใจผิดต้องการรัฐธรรมนูญ กับ
การเลือกตั้ง เท่านั้น โดยไม่เข้าใจหลักของประชาธิปไตย
ที่แท้จริง ส่วน รัฐธรรมนูญ กับการเลือกตั้ง เป็นองค์ประกอบ
หนึ่งของ ระบอบประชาธิปไตย เท่านั้น
การจะสร้างประชาธิปให้เกิดขึ้นจริง
จะต้องเริ่มที่การปฎิบัติ ให้เป็นจริงเหมือนในอดีต
ตัวอย่าง น. 66/2523 เป็นนโยบายประชาธิปไตย ทำให้เกิด
ขึ้นจริง แต่เป็นในระดับภูมิภาคเท่านั้น เป็นนโยบายที่ทำให้
คนในชาติไม่ต่อสู้กันเอง เหมือนในปัจจุบัน ที่กำลังทำให้
เรากับไปสู้สิ่งเก่าๆ ที่จะเกิดขึ้นอีก ในอนาคต
ดิว
+++
อยากให้นักวิชาการ ศึกษา พระมหากษัติรย์ในอดีต
ของไทยว่าท่าน สร้างรากฐานในการสร้างประชาธิปไตย
มาแต่อดีต อย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่จะเป็นต้อง
ตามต่างชาติไปทุกอย่าง ท่านประยุกต์ ให้เข้ากับสังคม
ไทย และนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้า มาจนถึงทุกวันนี้
อยากให้แกนนำ พธม. ไม่ต้องยกตัวอย่าง จากต่างชาติ
เช่น การเลิกทาส ของ ร.5 ก็เป็น สันติอหิสา ที่เกิดขึ้น
ดิว เพิ่มเติม
+++
เห็นตรงกับอาจารย์ครับ อีกเรื่องที่อยากเห็นคือยกเลิกการจ้างตำรวจ
แล้วจ้าง รปพ หรือยามแทน
เพราะทุกวันนี้ตำรวจทำอะไรกันมีอะไรที่ควรแล้วไม่ทำ
ยามที่เราจ้างยังดีกว่า รับเงินเดือนเรา เคารพเรา ดูแลรถเข้าออก
ตรวจตราโจรผู้ร้าย จับโจร จับเด็กอันธพาลที่มาเพ่นพ่าน บางทีก็ช่วยจับงู
หมาหลงทาง ตามหาเต่าที่หนีตอนน้ำท่วม เรียกแท็กซี่ให้
สั่งซื้อก๋วยเต๋ยวและนำมาส่ง และอื่นๆสารพัด เราอุ่นใจ ปลอดภัยระดับหนึ่ง
ถามว่าตำรวจวันนี้ทำได้ดีเท่ายามหรือเปล่า
ว่าแล้วก็ขอซื้อปืนพกก่อนเพื่อความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน
เพราะเรามีคนกินเงินเดือนเรา
อวดเบ่งกดขี่เราแถมบางทีก็ไถเงินเราหน้าด้านๆ มีพวกมันไปทำไม
เสียสตางค์เปล่า
buannguan
+++
ผมอ่านบทความนี้ด้วยความชื่นชมเป็นพิเศษ
ด้วยว่าผู้หลักผู้ไหญ่ผมสองสีหรือเหลือสีขาวสีเดียวแล้วนี้
ก็ยังมีอย่างคุณปราโมทย์ คุณอมรที่ยังมีหลักการ แนวคิด
วิถีการมองปัญหาของระบอบและระบบการบริหารการปกครองที่บ้านเมืองนี้ใช้อยู่
อย่างที่ว่าคนรุ่นหลังต้องได้อายเพราะคิดไม่ถึงและละเลยปัญหาเรื่องกติกาไป
บางท่านก็เค่คิดจะไปแก้ไขกันในสภา ทั้งที่งานบางอย่างนั้น
รัฐธรรมนูญให้โอกาสประชาชนรวมกลุ่มกันลงชื่อเสนอขอแก้ไขได้เองอยู่แล้ว
เรียกว่าทำการเมืองนอกสภาแบบการเมืองภาคประชาชนได้
ถ้าไม่หวังจะเข้าสภาไปเพื่อได้อำนาจบริหาร
หรือได้ประโยชน์จากสิ่งที่อำนาจบริหารจัดหาให้ได้

พธม.นั้นเคยแข็ง แกร่งอย่างยิ่งในงานการเมืองภาคประชาชน
จะหาคนเซ็นชื่อสักห้าหมื่นสักแสนคนไม่ใช่เรื่องเหนือความสามารถ
แต่การตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาโดยมีสื่อเอเอสทีวีหนุนอยู่นั้น
แนวร่วมพันธมิตรที่พอใจแค่การทำหน้าที่ยามเฝ้าแผ่นดินตรวจสอบและแสดงความคิด
เห็นแบบไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัตติโดยตรงย่อมหลีก
เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลดระดับความน่าเชื่อถือของกลุ่มแกนนำพันธมิตรที่เข้า
ร่วมเล่นการเมืองกับเขาลง ในระดับเดียวกับนักการเมืองหน้าใหม่
ซึ่งอย่างน้อยก็ดีกว่านักการเมืองหน้าเก่า
และต้องถูกตรวจสอบเหมือนนักการเมืองทั่วไปด้วย

การตั้งพรรคการเมือง ของกลุ่มพันธมิตรนั้น
แม้อ้างได้ว่าเกิดจากมติของพันธมิตรที่เข้าร่วมชุมนุมวันที่๒๔-๒๕พค.๕๒
แต่ก็อย่าได้ลืมว่าแม้ว่าจะอาศัยบทความทัศนะความเห็นที่สนับสนุนแนวความคิด
นี้ของบรรดาแนวร่วมแกนนำสักเท่าใด ในเกือบทุกคอลัมม์ของเวปไซด์นี้
แต่ผมไม่เห็นว่าความเห็นเพิ่มเติมที่เข้ามาจากบรรดาพันธมิตรหน้าจอ
ซึ่งอย่างน้อยก็มีวุฒิภาวะระดับใช้คอมเพื่อการสื่อสารเป็น
มันจะแสดงความเห็นด้วยในการตั้งพรรคอย่างท่วมท้นดังเจตนาที่คอลัมนิสต์ผู้
อยากตั้งพรรคและโถมเข้าไปเล่นการเมืองทั้งตัว
เอาชื่อเสียงแกนนำออกหน้าปราถนาจะเห็น...

สังเกตุกันไหมครับว่า ความเห็นเมาร่วม
และจำนวนผู้อ่านผู้สนับสนุนการตั้งพรรคนั้นมันน้อยกว่าผู้อ่านซ้อเจ็ดหรือ
ข่าวกิฬาดังๆอีก
น้อยกว่าผู้ให้การสนับสนุนรัฐบาลตอนสงกรานต์ด้วยซ้ำ...ยังจำกันได้ไหมครับ
ว่าดอนเมืองกับสุวรรณภูมินั้นผู้คนที่อยู่หน้าจอคอมออกมาร่วมกันมากน้อยขนาด
ไหน กำลังที่มาจากทำเนียบนั้นเท่าไหร่กันเชียว
คนพวกนั้นแค่ทำเนียบยังไม่ไปแล้วธรรมศาสตร์รังสิตจะไปไหมครับ
เรื่องมันเกิดใกล้บ้านเขาๆก็ออกมาร่วมครับ ไม่งั้นก็เฝ้าจออยู่เป็นปรกติ
หรือแกนนำจะถือว่าพวกนี้ไม่ใช่พันธมิตรก็ไม่ว่ากัน....

ถ้าผมเป็นแบ รนด์เมเนเจอร์สินค้าตัวนี้
ผมต้องกังขาและระแวดระวังสินค้าตัวนี้เป็นพิเศษแล้วครับ
บริษัทก็ไม่ได้เงินถุงเงินถังจะออกสินค้าท้าชนกับคู่แข่งมันได้ตลอดไป
ผู้บริโภคออกอาการอย่างนี้สัญญานไม่ค่อยดี....

คุณปราโมทย์และคุณอมร
รักษาสุขภาพไว้อยู่เป็นหลักเป็นแกนให้คนรุ่นใหม่ๆที่ชื่นชมอย่างบริสุทธิ์ใจ
ต่อแนวความคิดยามเฝ้าแผ่นดิน
และด้วยด้อยประสบการณ์ภาคปฎิบัติในระบบการเมืองไทย
ก็ปราถนาจะได้มีผู้อาวุโสผู้เปี่ยมประสบการณ์ที่มีความคิดเห็นเป็นอิสระจาก
พรรคการเมืองไม่ว่าพรรคใดมาคอยชี้นำบ้าง...
ผมคงไม่ขอมากเกินไปนะครับ.....
ไม่สงวนความเห็น
+++
ผมเคยคิดแบบคุณครับ ดูคอลัมน์ ดูการตอบกระทู้ แต่พอถึงวันงานที่พธมจัด
แล้วเห็นคนที่ไปร่วมงาน คอลัมน์ซ้อเจ็ดอะไรไม่มีความหมายเลยครับ

ผม ไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรคเช่นเดียวกันครับ
เพราะคิดว่าพันธมิตรควรจะทำให้การเมืองภาคประชาชนและสื่อที่มีอยู่ในมือให้
เต็มที่ ซะก่อน รวมถึงการสวมหลายบทบาท
แต่เห็นวันที่คนไปร่วมงานพันธมิตรเยอะอย่างนั้น
แถมตอนถามความเห็นว่าใครไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรคให้ยืนขึ้น
ดันยืนแค่คนเดียว(ใครจะกล้ายืน 55)
ใจนึงผมรู้สึกเสียหน้าเพราะคิดว่าคนจะไม่เห็นด้วยเยอะ
แต่ใจนึงผมดันมีความหวังกับพรรคที่จะตั้งขึ้นมา
และคิดว่าเหตุผลด้านลบของการตั้งพรรคที่ผมเคยเชื่อมันแทบจะไม่มีความหมาย
อะไรเลย ถ้าพรรคที่ตั้งขึ้นสามารถ
รักษาจุดยืนและต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในบ้านเมืองได้จริง เอาแค่นี้
ไม่ต้องหวังไกลถึงกับเป็นรัฐบาล
ไม่ต้องหวังไกลว่าจะต้องมีคนเก่งมีฝีมือชื่อเสียงโด่งดังมาช่วยร่างนโยบาย
สุดยอดใดๆทั้งสิ้น เอาแค่เจอประชาชนถูกนักการเมือง
ถูกผู้มีอิทธิพลรังแกที่ไหน
แล้วพรรคนี้ยื่นมือเข้าไปช่วยได้สำเร็จเพียงครั้งเดียว
หรือเป็นกระบอกเสียงพูดในสภาด้วยเหตุผล
ไม่ต้องยกมือค้านปัญาอ่อนแบบที่เป็นอยู่ ได้ซัก คนสองคน
ผมว่าแค่นี้ก็เป็นประโยชน์มากแล้วครับ
มันจะกลายเป็นโอกาสที่คนไทยซึ่งเคยหมดหวังกับนักการเมือง
ได้เห็นความหวังที่เป็นรูปธรรม
ปัญหาใหญ่ที่สุดของพรรคก็คือจะรักษาความ ดี
ความเที่ยงธรรมไว้ได้เหมือนตอนที่มันเกิดหรือไม่
และอีกเรื่องก็คือคุณสนธิบางครั้งดูเหมือนคนหลงตัวเองครับ
โดนด่าชัวร์
+++ เรียนท่าน โดนด่าชัวร์ และ ท่านไม่สงวนความเห็น

ผมไม่ด่าท่านครับ และก็ไม่เห็นว่าท่านจะต้องชี้นำเรื่องนี้
ระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิ์ จะพูดอะไรก็ได้ภายใต้กรอบของกฎหมายครับ

ผมเห็นด้วยกับการตั้งพรรค และถึงแม้คนจะไม่มากเหมือนที่สนามบินทั้ง 2
แห่งก้ไม่ได้หยความว่าเขาไม่เห็นด้วยครับ

ผม เห็นด้วยกับข้อที่ว่าถ้าเป็นพรรคแล้วเราจะสามารถรักษาความดี
ความเที่ยงธรรมไว้ได้เหมือนตอนที่มันเกิดหรือไม่ เรื่องคุณสนธิ
ไว่มีพรรคหรือไม่มี คุณสนธิก็มีสิทธิ์จะเป็นอย่างที่ท่านเป็นครับ
เราจะเลือกหรือไม่เลือกก็เป็นสิทธิ์ของเราเช่นกัน

ผมขอให้พูดกันมากๆ แต่อย่างอแงเป็นเด็กๆครับ
เอาเหตุผลมาพูดและเปิดโอกาสให้โต้เถียงกัน
ว่าแต่ว่าทำไมท่านไม่ไปค้านวันนั้นล่ะครับ ทำไมมาพูดหลังจากมันจบไปแล้ว
กล้าทำ ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่สำคัญครับ ดูเจ๊ไก่วอยละลายทรัพย์
เป็นตัวอย่างซิครับ

นับถือ
เด็กBoston
+++
เห็นด้วยกับบทความนี้เป็นอย่างยิ่ง จะไปกลัวอะไรล่ะครับในเรื่อง สส.
ขายตัวหรือรับเงินยกมือ ก็เรามีข้อตกลงกันแล้วมิใช่หรือว่า
ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองได้
หากจะให้ศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้น ก็ให้ตัดสิทธิ์ทางการเมืองของ สส.
ขายตัวด้วย พร้อมให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
แล้วให้เอา สส. คะแนนถัดไปขึ้นมาแทน แบบนี้ สส. ขายตัวจะลดลงได้มาก
แล้วทำไมการบังคับสังกัดพรรคซึ่งเป็นการขายตัวหนักกว่าอีก
รัฐธรรมนูญกลับให้ทำ จึงเห็นด้วยกับ อ.ปราโมทย์
ว่าเป็นเรื่องของพวกนักการเมืองตัวหลักๆกลัวจะไม่ได้อำนาจปกครอง

ผม เคยนำเสนอไว้ว่า พรรคการเมืองจะมีหรือไม่ไม่สำคัญ
และให้พรรคเป็นแค่ที่รวมตัวของนักการเมืองที่มีนโยบายสอดคล้องกัน
และท่าจะให้ดี ควรจำกัดด้วยว่า สส. ไม่ให้เป็นรัฐมนตรี ใครอยากเป็น
รัฐมนตรี ก็อย่ามาสมัคร สส. แล้วไปรอลุ้นเอาเองหลังการเลือกตั้ง
แบบนี้จะทำให้คนดีคนเก่งเป็นที่ต้องการของบ้านเมือง
ไม่ใช่เป็นรัฐมนตรีอย่างยุคนี้ ซึ่งไม่มีความรู้ความสามารถในการทำงานเลย
เป็นแค่คนที่ทำงานพรรคการเมืองมาเท่านั้นมีพวกมาก ก็เป็นรัฐมนตรีได้แล้ว
ดำเกิง
+++
กรุณาเล่า เถิดครับ...อย่าได้รู้หยุด...เล่าอีก เอาอีก...ขอดเกร็ดเทวดา

2551/2552 จารึกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย ฉบับคนกล้าทางจริยธรรม
..........................................................

ขอขอบพระคุณครับ

ฯลฯ

1. ผู้ร่าง ผู้ใช้ และผู้ตีความรัฐธรรมนูญ...ไม่มีความรู้...มีแต่อวิชชา

ฯลฯ

และ

2. เมืองไทยขาดผู้นำ
และขาดรัฐบุรุษ
ที่มีสติปัญญากล้าหาญและเสียสละ
อย่าง
เดอร์โกลของฝรั่งเศส
และ
วูดโรว วิลสัน ของอเมริกา

ฯลฯ

............................................................

แผ่น ดิน รูปขวานโบราณ...เมืองไทย คนร่วมชาติ เกิดๆตายๆ
หลายยุคสมัย...เกิดๆตายๆเกิดๆตายๆเกิดๆตายๆเกิดๆตายๆ....ยอดสะสม 700 ปี
วันนี้ หายใจรวยริน รดแผ่นดินราว 66
ล้านคน...ชนชั้นนำส่วนใหญ่สนุกสนานกับการอมพ่น>>>>มากกว่า กล้าคิด
กล้าพูด และกล้าทำ

ใช่ครับพี่ ...ดีครับผม ...เหมาะสมครับท่าน...

...
การจัดระเบียบทางสังคมแบบสองมาตรฐาน

...บกพร่องโดยสุจริตเอย...

...ยังไม่ได้รับรายฮานเอย...

...ไม่ต้องรับผิด ทั้งๆที่กระทำผิด ด้วยข้อยกเว้นนานาประการ....

ฯลฯ
2551/2552
+++
เรียน ท่านอาจารย์ปราโมทย์ที่เคารพ
ได้อ่านบทความของท่านอาจารย์แล้ว เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
แต่ประชาธิปไตยที่พวกเราอยากจะให้เกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งหมดทุกคน
คงจะเป็นไปไมได้ในช่วงทศวรรษนี้ ความคิดเห็นของผม
ปัจจุบันพวกเราชาวพันธมิตรซึ่งผมกล้าพูดได้เลยว่าพวกเรามีหัวใจมีปัญามีความ
นึกคิดเป็นประชาธิปไตยเกือบทุกคน
แต่พวกเราก็เป็นเสี้ยวหนึ่งของสังคมโดยรวมเท่านั้น
ทำอย่างไรเราจึงจะแก้ไขกฎหมายกฎกติกาของสังคมเพื่อให้ประชาชนที่ยังไม่เข้า
ใจในวิถีทางประชาธิปไตยได้ยึดถือปฏิบัติ
ปัจจุบันพวกเราชาวพันธมิตรและแกนนำก็ได้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา
เพื่อจะเข้าไปหาแนวทางในการแก้ไขกฎหมายกฎกติกาของสังคมในสภา
ซึ่งเป็นช่องทางเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่องทางจากเดิมที่มีแต่ ASTV เท่านั้น
คงจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะได้ประชาธิปไตยมาเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน
ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์อยู่ต่อสู้ร่วมกับพวกเราต่อไป
ขอให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคาพยาธิมีจิตใจร่าเริงเบิกบาน
พันธมิตรเมืองเอก
+++
ฝากส่ง link ถึงผู้เขียน
ปราโมทย์ นาครทรรพ
:: รธน 40 มีโครงสร้างอำนาจผิดพลาดมาก

www.nesac.go.th/kms/Main_highlight/pdf/pol49[1].pdf
ไกรศร krisorn@computer.org
+++
ผมพูด และเชื่อเสมอว่า ถ้า"ประชาชน" ต้องการอะไร เขาก็จัก
เลือกสิ่งนั้น ซึ่งสิ่งที่ผมเห็นก็คือการสงวนอำนาจ และกักอำนาจ
ไว้ที่นักการเมือง "ให้เป็นไปตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง", "ทั้งนี้
ตามแต่บทบัญญัติของกฎหมาย", หรือ "โดยไม่ขัดกับบท
บัญญัติอื่นใด"
แล้วเมื่อกล่าวถามว่าใครเป็นผู้ออกกฏหมาย และระเบียบทาง
ปกครอง ก็ต้องย้อนกลับตอบไปว่านักการเมือง

ขอโทษนะครับอาจารย์ที่ผมต้องพูดว่า ประชาชนไม่มีความรู้
ขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง นักการเมืองก็ไม่ยอมเสียผล
ประโยชน์ และอำนาจของตนง่ายๆ หรอกครับ ถ้าอาจารย์
ต้องการผลักดันเรื่องนี้ อาจาีรย์อาจต้องหาหนทางเสียใหม่
โดยกลับไปเริ่มที่ประชาชน(โดยทั่วไป ไม่ใช่กลุ่มปัญญาชน
เท่านั้น)
เช่นว่า รณรงค์ให้คณาจารย์ และครูทั้งหลายส่งเสริมความรู้
ทางประชาธิปไตยอย่างถูกวิธี สอนทั้งสิ่งที่ถูก และผิด โดย
ใจเหตุการณ์ปัจจุบันเป็นเกณฑ์ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด สิ่งใดเป็น
เผด็จการ ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยได้มากกว่า
ประเทศจีนที่ปกครองโดยคอมมิวนิสต์เผด็จการเบ็ดเสร็จสักที

จริงๆ ที่อยากได้เมล์ของอาจารย์เพราะว่าจะส่งข้อเขียนเกี่ยว
กับความคิดเห็นของผมในเรื่องที่อาจารย์เคยกล่าวไว้
การกระจายอำนาจของตำรวจ เพราะผมเห็นข้อบกพร้องใหญ่
ในสังคมไทยคือ "การสร้างอิทธิพล" ผมไม่เชื่อว่า ตำรวจไทย
จะไม่ทำตัวแบบผู้คุมบ่อน ถ้ากระจายอำนาจของตำรวจ
ถึงจะไร้ยศใดๆ หากแต่ก็ยังเป็นคนคุมบ่อนได้อยู่ดี

จริงๆ ผมมีประเด็นที่จะเขียนตอบอาจารย์หลายประเด็นในเรื่อง
ต่างๆ ที่อาจารย์ได้เคยลงไว้ แต่โดยมากแล้วผมอยากส่งให้
อ่านแบบส่วนตัวกันเสียก่อนน่ะครับ ไม่ค่อยกล้าลงในนี้
ดูจักสาธารณะเกินไป...
วิบูลย์
+++

ต่าย-อรทัย เข้าเยี่ยมแม่พุ่มพวง

เผยแกรมมี่โกลด์เตรียมจัดคอนเสิร์ต ระลึก 17 ปีการจากไปพุ่มพวง
พร้อมนำเงินจากบริษัทฯ และนักร้องในสังกัด ช่วยค่ารักษามะเร็งลำไส้...

นัก ร้องลูกทุ่งดัง ต่าย อรทัย จากแกรมมี่โกลด์
นำทีมงานถ่ายทำรายการแฟนทีวี พร้อมเป็นตัวแทนบริษัท
มอบเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล คุณแม่เล็ก จิตร์หาญ แม่ราชินีลูกทุ่ง
พุ่มพวง ดวงจันทร์หลังจากที่ไทยรัฐได้นำเสนอข่าวว่า คุณแม่เล็ก จิตร์หาญ
แม่ของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวงดวงจันทร์ ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้มา 4 ปีแล้ว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.00 น.วันนี้ (27 พ.ค.) ที่บ้านเลขที่
444 / 4 หมู่ที่ 10 บ้านคลองแขยง ตำบลสักงาม อำเภอคลองลาน
จังหวัดกำแพงเพชร นักร้องสาวคนดัง ต่าย อรทัย สังกัดแกรมมี่โกลด์
เจ้าของผลงาน เพลงดัง โทรหาแหน่เด้อ พร้อมทีมงาน ถ่ายทำรายการแฟนทีวี
ใกล้ชิดสนิทเหมือนแฟน ได้เดินทางมาเยี่ยมคุณแม่เล็ก จิตร์หาญ
แม่ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ พร้อมด้วย น.ส.ไพรวัลย์ จิตร์หาญ
และนายเกียรติศักดิ์ จิตร์หาญ น้องสาวและน้องชายพุ่มพวง
ร่วมให้การต้อนรับ นักร้องสาว

ต่าย อรทัย กล่าวว่า ถือโอกาสใกล้วันครบรอบการจากไป 17 ปี ราชินีลูกทุ่ง
พุ่มพวง ดวงจันทร์ ทางบริษัทแกรมมี่โกลด์ จะจัดให้มีคอนเสิร์ต ดวงจันทร์
กลางดวงใจ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ระลึกการจากไปครบรอบ 17 ปี
ราชินีลูกทุ่งผู้ล่วงลับ พุ่มพวง ดวงจันทร์
โดยมีสุดยอดศิลปินลูกทุ่งหญิงแห่งยุค
ร่วมขับขานบทเพลงในตำนานของราชินีเพลงลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์
ที่ยังอยู่ในดวงใจของคนไทยหลายต่อหลายคน
ร่วมรำลึกถึงบทเพลงอันทรงคุณค่าที่ยังติดตรึงใจ นับว่าเป็นศิลปินหญิง
ที่ถูกขนานนามให้เป็น ราชินีลูกทุ่งตลอดกาล

ทั้งนี้ ต่าย อรทัย ได้ถือโอกาสในนามตัวแทน บริษัทแกรมมี่โกลด์
ตัวแทนนักร้อง ศิลปิน สังกัดค่ายแกรมมี่โกลด์ เดินทางแวะมาเยี่ยมเยียน
ให้กำลังใจคุณแม่เล็ก จิตร์หาญ พร้อมนำกระเช้าของที่ระลึกและเช็คเงินสด
จำนวน 100,000 บาท ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล คุณแม่เล็ก
ซึ่งปัจจุบันป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ พร้อมทั้งขอให้คุณแม่เล็ก
มีสุขภาพที่แข็งแรง มีอายุยืนยาว อยู่กับแฟนเพลงของพุ่มพวงต่อไป

ด้าน แม่เล็ก กล่าวว่า รู้สึกตื้นตันใจ ดีใจ และซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก
ที่บริษัทแกรมมี่โกลด์ ส่งต่าย อรทัยมาเยี่ยมเยียนถามข่าว
ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ บริษัทฯ ต้นสังกัด รวมถึง แฟนเพลงที่ชื่นชอบ
พุ่มพวง ทุกคน ขอบคุณที่ยังไม่ลืม ถึงแม้ว่า ลูกสาวของตน
จะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้วก็ตาม
โดยคุณแม่เล็กให้การต้อนรับด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสลืมตัวว่าเจ็บป่วย
ด้วยโรคมะเร็งในลำไส้อยู่

จากนั้นคุณแม่เล็กได้นำต่าย อรทัยไปที่ศาลาเรือนไทย
ซึ่งเป็นที่เก็บกระดูกและหุ่น รวมทั้งของใช้ ชุดที่ใส่ร้องเพลง
เครื่องประดับของพุ่มพวง ทันทีที่ ต่าย
อรทัยเดินทางไปถึงหน้าตู้เก็บกระดูกและหุ่นของพุ่มพวง ต่าย อรทัย
ถึงกับก้มลงกราบทันที จากนั้นแม่เล็กได้จุดธูปให้ ต่าย
ได้ไหว้กระดูกพุ่มพวง และเปิดตู้กระจกให้ ต่าย
นำพวงมาลัยไปคล้องที่มือหุ่นพุ่มพวงด้วย โดย ต่าย อรทัย
ได้ยืนมองหน้าหุ่นของราชินีลุกทุ่งอย่างพินิจพิเคาะด้วยความสนใจอยู่นาน
จึงได้ลาคุณแม่เล็กกลับ

วิทยาศาสตร์สร้างสุขในโรงเรียน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    




       
“โครงงานวิทยาศาสตร์ทั่วไป มักเน้นไปที่การแข่งขัน เด็กที่เข้าร่วมจึงต้องเป็นเด็กเก่ง เรียนดี ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก ทั้งที่ความเป็นจริงวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว หากพวกเขารู้จักสำรวจ วิเคราะห์และประเมินผลอย่างเป็นขั้นตอน นั่นละคือวิทยาศาสตร์แล้ว”คือทั้งปัญหาและข้อเท็จจริงที่ ชายกร สินธุสัย นักวิชาการด้านการบริการเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาชนบท ศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) สะท้อนจากมุมมองในฐานะวิทยากรที่มีประสบการณ์ด้านอบรมวิทยาศาสตร์มายาวนาน
       เมื่อรวมกับการหนุนเสริมจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จึงเป็นที่มาของ “โครงงาน(เชิง)วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า”
      
       โครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า คือโครงการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยแก่เด็กและเยาวชน ผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ ที่เน้นเนื้อหาไปในด้านการแก้ปัญหาสุขภาพ ทั้งพฤติกรรม อาหาร สิ่งแวดล้อม ฯลฯที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียน โดยขั้นตอนเริ่มจากการรับสมัครครูแกนนำที่อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) รวมถึงโรงเรียนในพื้นที่ปฏิบัติการของสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ชาติ(สวทช.)เข้าอบรม ก่อนนำแนวทางที่ได้ไปขยายผลต่อในแต่ละโรงเรียน ผ่านการสอนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรค่าย โครงงานวิทยาศาสตร์ หรือการเรียนการสอนในคาบเรียนปกติ ที่ชี้ให้เด็กเห็นความสำคัญของประเด็นปัญหาใกล้ตัวจนอยากรู้สึกเปลี่ยนแปลง
      
       ชายกร ในฐานะผู้จัดการโครงการฯ อธิบายว่า โครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า มีหัวใจสำคัญที่การปลูกฝังให้เด็กนักเรียนรู้จักการสำรวจสภาพแวดล้อมและ พฤติกรรมต่างๆในโรงเรียนที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ เป็นการลดความทุกข์และสร้างความสุขในโรงเรียน ไม่ใช่การมุ่งแข่งขันหรือใส่ใจกับความเป็นเลิศทางวิชาการเหมือนโครงงานอื่นๆ ดังนั้นเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กเรียนดี เพียงแค่สนใจและต้องการเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเป็นพอ เนื้อหาโครงงานหลักในช่วงแรกที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องราวง่ายๆในรั้วโรงเรียนที่สะท้อนสภาพแวดล้อมหรือปัญหาสุขภาพ ที่นักเรียนประสบอยู่ อาทิ “โครงงานกำจัดขยะเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” “โครงงานฟ.ฟันยิ้มสวย ด้วยพี่ดูแลน้อง” “โครงงานสุขาน่าใช้” หรือโครงงานที่มีชื่อเก๋ๆว่า”การสำรวจดัชนีความสุขและความเครียดของนักเรียน ป.6ในตำบลบ้านกาศ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน” ของนักเรียนโรงเรียนบ้านแพะพิทยา จ.แม่ฮ่องสอน
      
       ด.ญ.สุพรรณษา ประเสริฐวิมล หนึ่งในทีมโครงงานวิทยาศาสตร์สำรวจดัชชีความสุขฯ เล่าถึงที่มาว่า ขณะที่ทำโครงงานครั้งนั้นอยู่ชั้นม.2 แต่นึกย้อนไปถึงสมัยที่เรียนอยู่ชั้นป.6กำลังจะเข้าเรียนม.1ที่โรงเรียนแห่ง ใหม่ จำได้ว่าช่วงนั้นรู้สึกเครียด กลัวว่าไปเรียนที่ใหม่จะไม่มีเพื่อน กังวลว่าการเรียนและการเดินทางยากขึ้น ช่วงเวลานั้นจึงรู้สึกไม่มีความสุขจนไม่ค่อยอยากจะทำอะไร ดังนั้นเมื่อครูที่โรงเรียนบอกว่าจะให้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์จึงเลือกที่จะทำ เรื่องนี้เพื่ออยากค้นหาคำตอบถึงความรู้สึกของคนอื่นๆบ้าง
      
       “เริ่มสำรวจโดยการถามน้องๆป.6 ทั้งหมด7โรงเรียนในตำบลบ้านกาศ จ.แม่ฮ่องสอน พวกเขากำลังจะเตรียมย้ายโรงเรียนเพราะโรงเรียนที่เรียนอยู่ไม่ได้สอนชั้นม.1 จึงรู้ว่าส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนมีความเครียดคล้ายๆกัน ต่างกังวลไม่รู้ว่าไปเรียนโรงเรียนใหม่แล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง จะมีเพื่อนไหม คุณครูดุรึเปล่า เริ่มคิดถึงเพื่อน”
      
       โครงงานสำรวจในครั้งนั้นจึงได้ผลสรุปที่เป็นสาเหตุของความเครียดของ นักเรียนและยังเป็นจุดริเริ่มของโครงงานวิทยาศาสตร์อื่นต่อไปคือ”สุขภาพดี ด้วยเสียงเพลง”และ”ก่อนบ่าย15นาทีมีความสุข” ซึ่งเป็นโครงงานที่สอดแทรกกิจกรรมลดความเครียดให้แก่นักเรียนชั้นป.6 เสมือนเป็นภาคต่อจากงานชิ้นแรก โดยโครงงานสุขภาพดีด้วยเสียงเพลงนั้นเป็นการขออนุญาตครูเปิดเพลงผ่านเสียง ตามสายภายในโรงเรียนเพื่อเป็นวิธีช่วยลดความเครียด เช่นเดียวกับอีกโครงงานที่จัดให้มีกิจกรรมเต้นแอโรบิคออกกำลังกาย ที่นักเรียนทุกระดับต่างชอบและมีความสุขมากขึ้น
      
       ด้านอรุณศรี วัลลภ ครูวิทยาศาสตร์โรงเรียนบ้านแพะพิทยา ที่ปรึกษาโครงงานฯ เล่าว่า โครงงานการสำรวจดัชนีวัดความสุขฯเกิดจากประเด็นใกล้ตัวของนักเรียนเอง การที่เด็กเหล่านั้นมีประสบการณ์มาก่อน ทำให้เข้าใจกลุ่มเด็กที่ไปสำรวจ เมื่อเข้าใจแล้วการซักถามเพื่อเก็บข้อมูลจึงทำได้ง่ายขึ้น ข้อมูลที่ได้จึงสะท้อนความรู้สึกได้ใชัดเจน
      
       “นอกจากจะช่วยลดความเครียดและสร้างสุขให้แก่นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง แล้ว กิจกรรมที่ทำเช่นการออกกำลังกาย การร้องเพลงก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นแต่ทั้งหมดยังนำ มาสอดแทรกกิจกรรมของโรงเรียนให้แก่นักเรียนชั้นอื่นๆด้วย จะว่าเป็นโครงงานฯที่ช่วยลดความเครียดให้กับทุกคนในโรงเรียนก็ว่าได้”ครู อรุณศรีกล่าวและว่าสิ่งนี้คือปัจจัยที่ทำให้โครงงานฯได้รับรางวัลดาวทองการ ประกวดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับวิถีชีวิตเมืองในหมอกครั้งที่8 ซึ่งจัดโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัด
      
       สำหรับในช่วงระยะที่2นี้ ชายกร อธิบายว่า โครงการจะจัดลำดับสำคัญและมุ่งการพัฒนาด้านสุขลักษณะในโรงเรียน ทั้งในด้านอาหาร โรงครัว สิ่งแวดล้อม ห้องน้ำ หอพัก ที่ทิ้งขยะให้มากขึ้น เนื่องด้วยประเด็นปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นประเด็นร่วมที่ เกือบทุกโรงเรียนประสบอยู่มากน้อยต่างกัน มีการพยายามสร้างกิจกรรมเพื่อจัดการ สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมจนนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาจับต้องและคลี่ คลายปัญหาให้เห็นผลชัดเจนได้ โดยการจัดอบรมครูแกนนำในครั้งนี้ที่จะเน้นที่ในโรงเรียนห่างไกลความเจริญ มีการคมนาคมและสาธารณูปโภคที่ไม่สะดวก
      
       “ส่วนหัวข้อต่างจากนี้ก็ยังสามารถทำได้ เรายังเน้นความสำคัญที่เรื่องปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนในมิติ ต่างๆ นักเรียนและครูสามารถมีส่วนร่วมกับโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กเก่ง เพราะไม่ได้เน้นที่ผลการแข่งขัน”ชายกรกล่าว

http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048772