++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2549

นิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดี เป็นโรคหนึ่งที่เกิดแก่ผู้สูงอายุ มักเป็นเมื่ออายุ เกิน
40 ขึ้นไป หญิงเป็นมากกว่าชายประมาณ 4 เท่า โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
หญิงที่อ้วน ตับผลิตน้ำดีขึ้น เพื่อช่วยย่อยไขมัน แล้วส่งไปเก็บไว้ในถุงน้ำดี
ใน น้ำดีมีสารหลายชนิด เช่น โปรตีน ไขมัน คลอเลสเตอรอล แคลเซียม
และเม็ดสีบิลลิรูบินซึ่งมาจากเม็ดโลหิตแดงที่สลายตัวแล้ว เป็นต้น ก้อน
นิ่วในถุงน้ำดีมี 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเกิดจากคลอเลสเตอรอล ซึ่งปกติ
ละลายในน้ำดี กลับตกตะกอนรวมตัวเป็นก้อนเล็กๆ อีกชนิดหนึ่งเกิดจากเม็ด
สีบิลลิรูบินจับตัวกับแคลเซียม ชาวตะวันตกส่วนใหญ่มักเป็นนิ่วในถุงน้ำ
ดี ซึ่งเกิดจากคลอเลสเตอรอล ส่วนชาวตะวันออกมักเป็นนิ่วที่เกิดจากเม็ดสี
ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีจำนวนไม่น้อยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีอาการปรากฏ
ตรวจพบต่อเมื่อไปตรวจร่างกายเพราะโรคอื่นๆ จะมีอาการ แสดงก็ต่อ
เมื่อเป็นมากแล้ว เริ่มด้วยอาการปวดท้องหรือท้องอืดหลังอาหาร เนื่อง
จากเมื่อไขมันตกไปถึงลำไส้ จะมีฮอร์โมนไปกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัวขับ
น้ำดีออกไปช่วยย่อยไขมัน มักจะมีอาการปวดท้องข้างขวา ซึ่งอาจแผ่
กระจายจนถึงไหล่ขวา ปวดมาก น้อยแล้วแต่อาการอักเสบของถุงน้ำดี
บางคนก้อนนิ่วไปอุดตันท่อส่งน้ำดีทำให้ตัวเหลือง และอาจมีอาการ
อาเจียน คลื่นไส้ ท้องเสีย และเป็นไข้แทรก ปัสสาวะจะมีสีแก่ขึ้นออกเป็นสี
น้ำตาล และเมื่อ ไขมันไม่ถูกย่อย จะถูกขับถ่ายออกมากับอุจจาระ
อุจจาระจะมีสีอ่อนกว่าปกติ เพราะน้ำดีไม่ลงมาในลำไส้และมีไขมันปน หาก
ปล่อย ไว้ไม่รักษา น้ำดีจะคั่งในตับแล้วทำลายเนื้อเยื่อในตับ กลายเป็น
โรคตับ ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงทำให้ถึงแก่เสียชีวิตได้

นิ่วในถุงน้ำดีรักษาด้วยการผ่าตัด ยา หรือรักษาด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์
ส่วนใหญ่ใช้วิธีผ่าตัดถุงน้ำดีออก ซึ่งจะไม่ทำในขณะที่ถุงน้ำดี
อักเสบมาก ต้องรอให้อาการอักเสบหายเสียก่อน หากผู้ป่วยมีน
้ำหนักเกินขนาด อาจต้องรอให้ลดน้ำหนักลงก่อน ในขณะที่รอการผ่าตัด อาจ
บรรเทาอาการปวดท้องได้ด้วยการลดไขมันในอาหาร หลังผ่าตัดแล้ว อาจจำ
เป็นต้องกินอาหารลดไขมันต่อไปสักพัก จนกว่าระบบการย่อยไขมันจะมี
ประสิทธิภาพดีดังเดิม
อาหารลดไขมันสำหรับผู้ป่วยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ควรมีไขมันไม่เกิน
วันละ 50 กรัมหากอาการปวดท้องหลังอาหารยังไม่บรรเทา อาจต้องลด
ไขมันให้ต่ำลงเหลือเพียงวันละ 25 กรัม มีวิธีนับปริมาณไขมันในอาหาร
ง่ายๆ ดังนี้
น้ำมันหนึ่งช้อนชาให้ไขมัน 5 กรัม เนยแท้และมาร์การีนก็มีปริมาณ
ไขมันเท่าน้ำมัน ครีมแท้ ครีมเทียม และหัวกะทิหนึ่งช้อนโต๊ะให้ไขมัน 5
กรัม จึงหลีกเลี่ยงใช้น้ำมัน เนย และกะทิประกอบอาหาร งดอาหารผัด
และทอดทุกชนิด เปลี่ยนไปเป็นใช้วิธีต้ม นึ่ง ย่าง หรืออบแทน
อาหารประเภทเนื้อสัตว์มีไขมันแทรกปนในเนื้อ งดไส้กรอก เบคอน
แฮมและกุนเชียง เพราะมีไขมันสูงมาก เลือกกินปลาชนิดไม่มีมันหรือมี
มันน้อย หรือเนื้อไก่ที่ไม่ติดหนัง ลดเนื้อหมูและเนื้อวัว เพราะเนื้อวัวชิ้น
เท่าฝ่ามือจะให้ไขมันประมาณ 10-20 กรัม ในขณะที่เนื้อปลาและเนื้อ
ไก่ขนาดเดียวกันให้ไขมันเพียง 6-8 กรัม งดเนื้อสัตว์ที่มองเห็นว่ามีมัน
ปนมาก เช่น หมูติดมัน หมูสามชั้น
ไข่หนึ่งฟองให้ไขมันประมาณ 5 กรัม ไม่ควรกินไข่เกินสัปดาห์ละ 3
ฟอง เพราะมีคลอเลสเตอรอลสูง ควรงดไข่เจียวและไข่ดาว
ผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ ซึ่งกินถั่วแทนเนื้อสัตว์ ควรจำกัดปริมาณ
เพราะถั่วเหลืองและถั่วลิสงมีไขมันสูง ซึ่งพลอยทำให้ผลิต ภัณฑ์จากถั่ว
เหลือง เช่น เต้าหู้และนมถั่วเหลืองมีไขมันสูงไปด้วย
นม 1 แก้ว
มีไขมันประมาณ 10กรัม
ระหว่างกินอาหารลด ไขมัน
จึงควรดื่มนมที่ขาดมันเนยแทนนมสด ซึ่งปกติเป็นอาหารบำรุงสำหรับคน
ไข้ระหว่างพักฟื้น เนยแข็งส่วนใหญ่ทำจากนมที่มีไขมันสูง
จึงควรงดเนย แข็งด้วยอาหารหมู่ข้าว และแป้งจะเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ ระหว่างที่
ต้องลดไขมันกินอาหารหมู่นี้ได้ไม่จำกัดปริมาณ หากว่าผู้ป่วยมิได้มี
น้ำหนักตัวเกินขนาด ผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีไขมันต่ำ จึงกินได้ไม่จำกัดปริมาณ
เช่น เดียวกัน ยกเว้นผักบางอย่างที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น กะหล่ำปลี ถั่ว หรือ
ผักคะน้า อาจจะทำให้ผู้ป่วยบางคนปวดท้อง จึงจำเป็นต้องงดเฉพาะราย
ขนมหวานหลายอย่างมีไขมันมาก เช่น ขนมไทยที่ใส่กะทิ
ขนมฝรั่ง ที่ใช้นมเนย เช่น ขนมเค้ก พาย คุกกี้ ไอศกรีม ฯลฯ เหล่า นี้ควรงดทั้งสิ้น
อาหารที่มีไขมันต่ำมักไม่มีรสชาติ ต้องพลิกแพลงปรุงแต่งให้มีรสดี
จัดแต่งให้น่ากิน และควรใช้อาหารจำกัดไขมันในระยะที่จำเป็นจริงๆ
เท่า นั้น โดยเฉพาะหลังผ่าตัดถุงน้ำดีออกแล้ว ผู้ป่วยต้องการอาหารบำรุงร่าง
กายระหว่างพักฟื้น หากกินไม่เพียงพอเพราะกินไม่ลง อาจทำให้แผล
หายช้า เพราะขาดสารอาหาร โดย เฉพาะโปรตีน ทั้งยังขาดวิตามินชนิด
ที่ละลายในไขมัน ซึ่งได้แก่วิตามินเอและดี ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจขาดเหล็ก
เพราะกินเนื้อสัตว์น้อยเกินไป ในระหว่างที่กินอาหารลดไขมัน จึงควรกิน
วิตามิน และเหล็กเสริม
โดยคุณ : อรวินท์ โทรกี

ธรรมชาติของกระแสจิตวิญญาณในตัวมนุษย์

ธรรมชาติของกระแสจิตวิญญาณในตัวมนุษย์เรานั้น
เป็นเรื่องน่าพิศวงและยากต่อการอธิบาย
นับแต่อดีตกาลมา ทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์ล้วนมีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณตาม
แนวความคิดเฉพาะตน โดยส่วนมากเชื่อว่ามีจริงตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่
จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็นด้วยตา ยากแก่การพิสูจน์และอธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้

ปรัชญาจีนเป็นอีกชนิดหนึ่งที่มีความเจริญทางด้านอารยธรรมมานาน
ได้พัฒนาแนวความคิดเหตุผลแบบพลังหยิน-หยางที่เป็นแก่นขั้วพลังของสรรพสิ่งใน
จักรวาลที่ล้วนมีธรรมชาติเดียวกัน ต่างกันก็แต่ระดับขั้นของการแปรรูปของ
พลังก่อนหรือหลัง เรื่องจิตวิญญาณนั้นเป็นสิ่งท้าทายภูมิปัญญาคนจีนมาช้านาน
นับตั้งแต่พิธีกรรมทางบูชาฟ้า-ดิน พิธีทางการกราบไหว้บรรพบุรุษ พิธีการฝังศพ พิธี
การสวดมนต์ภาวนา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนความเชื่อเรื่องพลังที่
ละเอียดสุดของคนเราคือ จิตวิญญาณที่ไร้รูปมองไม่เห็น
ชาวจีนยังคงใช้ปรัชญา หยิน-หยางในการอธิบายเรื่องลึกซึ้งละเอียดอ่อนของ
กระแสจิตวิญญาณว่า ทุกคนล้วนมีวิญญาณรวมอยู่ในตัวเรา 10 กระแสมา
จากฟ้า 3 กระแสเรียก ฮุ้ง (Hun) มีธรรมชาติเป็นหยาง
มาจากขั้วดิน 7 กระแสเรียก เผ็ก (Po) มีธรรมชาติเป็นหยิน ตามแนวความ
คิดของคนจีน บนฟ้ามี 10 ขั้วฟ้า ส่วนล่างเป็นโลกมนุษย์
มี 12 ขั้วดินที่แยกออกเป็นกิ่งก้านสาขาเหมือนต้นไม้หรือเหมือนขั้วแผงสวิตช์
ปลั๊กไฟจากฟ้าลงมา 3 จากดินขึ้นมา 7 บรรจบในมนุษย์อยู่ตรงกลาง 5
เป็น 3-5-7 คนเราจึงมี 5 ธาตุ มี 10 นิ้วบนมือข้างละ 5 นิ้ว รวมเป็น 10
10 คือผลิตภัณฑ์ขั้นสมบูรณ์ของฟ้า-ดินในตัวคน คนจึงมี 10 นิ้ว
และระบบสุริยะจึงมีดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์รวมเปน 10

เมื่อเราพูดถึงวิญญาณในตัวคน คนจีนหมายถึง
วิญญาณทั้ง 10 ในร่างกายคน มิใช่วิญญาณเดียว
แต่ละวิญญาณนี้ เมื่อเรายังเป็นคนมีชีวิตอยู่มีลมหายใจ วิญญาณเหล่านี้ยังไม่
เป็นวิญญาณที่สมบูรณ์ ยังเป็นเพียงกระแสจิต เมื่อใดที่เราอายุครบ 120 ปี
หรือเมื่อเราสิ้นละสังขาร กระแสวิญญาณที่ออกจากร่างจึงจะเป็นวิญญาณเต็ม
ตัวหรือเปรียบกับนักเรียนหรือนิสิต ที่จะเป็นบัณฑิตก็ต่อเมื่อจบหลักสูตร
มหาวิทยาลัย คำว่า วิญญาณที่แท้จริงก็คือ
คลื่นจิตกระแสที่พัฒนาหรือบ่มจนถึงเวลาตามวงจรธรรมชาติ ครบกำหนด
บริบูรณ์ 120 ปีคือ วงจรฟ้า 10 วงจรดิน 12 = 10x12 = 120 ปี
คนที่มีอันต้องสิ้นชีวิตหรือละสังขารก่อนเวลาอันควรจึงมี
โอกาสที่จะต้องโคจรย้อนกลับมาสู่โลกอีก ทั้งนี้เพราะ
คลื่นความถี่ของวิญญาณยังไม่ละเอียดพอที่จะทะยานพ้นเพดาน แรงดึงดูด
ของโลก คำว่า ฮุ้งหรือวิญญาณ ส่วนหยางในตัวคนมีอักษรจีนคำว่า เมฆเป็น
ตัวสะกดนำหน้า หมายความว่า วิญญาณส่วนนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับ
เมฆ หรืออยู่เหนือเมฆสูงหรือต่ำ ตามระดับความละเอียดและพลังขับเคลื่อน
ของกระแสวิญญาณสั้นๆ วิญญาณทั้ง 10 ส่วน ฮุ้งกับเผ็กนี้สัมพันธ์เกี่ยวโยงกับพลัง
ชีวิต 3 สิ่ง 3 ระดับในตัวเราคือ พลังเพศ พลังภายใน พลังปัญญา โดยมีปัจจัยของหยิน-หยาง
จากพลังฮุ้งและพลังเผ็ก ประกอบเข้าด้วย รวมเป็น 5 ทั้งสองอยู่ซ้าย-ขวา
ทั้ง 5 นี้มีตัวกลางร่วมเดียวกัน นั่นคือ เลือดในร่างกาย เลือดคือสภาวะ
หยาบ สภาวะหนัก และสภาวะสนามแม่เหล็กที่จะยึดเหนี่ยวปัจจัยทั้ง 5 นี้อยู่ใน
กายเรา เมื่อใดที่คนเราประสบอุบัติเหตุเสียเลือดมาก และสิ้นชีวิตร่างกาย
พร่องปริมาณเลือดสนามแม่เหล็กจากเม็ดเลือดน้อยลง
กระแสคลื่นวิญญาณฮุ้งหรือเผ็ก ก็จะหลุดออกจากร่างกายก่อนกำหนด ก่อน
เวลาอันควร องค์ประกอบไม่ครบ 10 ส่วน แต่ละส่วนอาจแยกออกไปทำให้
กลุ่มกระแสวิญญาณกระจาย หลุดออกวงโคจรสนามแม่เหล็กคนละทิศคนละ
ทาง ทำให้พลังขับเคลื่อนของกระแสวิญญาณอ่อนไปไม่ได้ไกล อาจลอยอยู่
แค่เหนือระดับเมฆต่ำบนท้องฟ้าเท่านั้น โอกาสที่คลื่น วิญญาณแยกส่วนจะถูกดึงดูดเหนี่ยวนำกลับสู่โลกสู่พื้นดิน
ย่อมเป็นไปได้สูง เมื่อใดที่มีสนามแม่เหล็กที่เกิดแรงดึงดูด จากขั้วพลังเพศชาย-หญิง ที่กำลังมี
เพศสัมพันธ์ คลื่นกระแสแยกส่วนเหล่านี้อาจโคจรกลับลงได้การปฏิสนธิใน
สิ่งมีชีวิตใหม่ได้ (ชาวทิเบตจึงมีการฝึกมรณสติเพื่อเตรียมการชี้แนะวิญญาณ
ผู้ตายให้พึงระวังหลีกเลี่ยงการถูกดึงดูดกลับลงสู่ครรภ์ของการเกิดของสิ่งมี
ชีวิต) ธรรมชาติคลื่นจิตวิญญาณเหมือนคลื่นกระแสแม่เหล็กไฟฟ้า ในวิชา
วิทยาศาสตร์คือ มีความถี่ ความละเอียดของคลื่นเป็นรูป
ความถี่หยาบมากเป็นความถี่ของกาย ความถี่กลางเป“นของจิต
ความถี่ละเอียด เป็นวิญญาณ คนจีนเปรียบกายคนเหมือนแท่งเทียนไข ความร้อนจากเปลวเทียนเป็นพลัง
วิญญาณ ส่วนเผ็กที่แสดงอารมณ์จิตใจ ส่วนความสว่างเป็นพลังละเอียด พลังวิญญาณ
ส่วนฮุ้งที่สะท้อนสติปัญญา ฮุ้งดวงวิญญาณของคนจึงอาจเปรียบได้กับจุด
ความสว่างของแสงเทียน และอาจกล่าวได้ว่า ฮุ้งเป็นสิ่งเดียวในร่างกายที่อยู่
เหนือกาลเวลา และเป็นอมตะ มีธรรมชาติเดิมเหมือนพลังฟ้า-ดิน และ
สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง เมื่อแยกออกจากขั้วในร่างกาย และเริ่มจุติเข้าใน
ร่างกายมนุษย์ตอนเป็นทารกในครรภ์มารดา เมื่อหลังคลอดจะรวมกันอยู่ที่
บริเวณภายในกึ่งกลางหน้าผากระหว่างตาทั้งสอง ทำให้คนเรามองเห็นด้วย
สายตาในชีวิตประจำวันกลับคืน ส่วนคลื่นฮุ้งนี้จะไหลลงเก็บสู่ตับ ทำให้เราเกิดความฝันต่างๆ
ส่วนวิญญาณหยินเผ็กนั้น จะรวมกันอยู่บริเวณหัวใจ
ใกล้จุดศูนย ์กลางของระบบเลือด มีอิทธิพลต่อสภาวะอารมณ์จิตใจระดับ
ต่างๆ ในตัวบุคคล คนจีนเชื่อว่า เมื่อถึงเวลาที่คนเราต้องสิ้นอายุขัย วิญญาณฮุ้ง 3 กระแสจะ
ไหลหลุดออกจากร่างของจมูกและปาก ภายใน 7 ถึง 49 วันจึงจะหมดจาก
ร่าง ส่วนวิญญาณหยินเผ็ก 7 กระแสจะยังคงอยู่ในร่างฝังไปกับดิน
และจะค่อยๆ เคลื่อนออกจากร่างจนสิ้นใช้เวลาเป็นปี ดังนั้น คนจีนจึงนิยมใช้ไข่มุกหรือหยกอุดรูปาก
จมูกเพื่อป้องกันการเข้า-ออกของวิญญาณ และเพื่อป้องกัน
มิให้วิญญาณของส่วนถูกรบกวน พิธีการฝังศพคนจีนจึงเป็นการเคารพและให้

ความสำคัญต่อวิญญาณทั้ง 7 กระแสของเผ็กที่มีธรรมชาติกลับสู่พื้นดินดังเดิม
การจุติของคลื่นบริสุทธิ์แรกก่อนที่จะประกาศเข้าในร่างกาย
และรวมเป็นสิ่งมีชีวิตต้องเกิดการจุติของประจุคลื่นวิญญาณ
เป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนแยกเป็น 2 ขั้ว หยินกับหยางเป็น 10 ส่วนในวงจร
การจุติครั้งที่ 1 เป็นขั้วปฏิสนธิวิญญาณอันเริ่มต้นวินาทีแรกทันทีที่บิดา มารดามีเพศสัมพันธ์
บริเวณหน้าท้องของมารดาบังเกิดกระแสเหนี่ยวนำของ
สนามแม่เหล็ก มีความร้อนสูงพอใจที่จะทำให้เกิดการรวมตัวอัดแน่นเข้าหา
จุดศูนย์กลาง (Fusion) ทำให้ตัวอสุจิสปาร์กและชาร์จประจุระหว่างไข่กับ
อสุจิ ก่อให้เกิดการจุติของประจุแรกของวงจรกระแสวิญญาณ อันมีธาตุน้ำ
ของอสุจิบิดาและพลังสายฟ้าแลบจากหลั่ง พลังช่วงสั้นขับเคลื่อนเพียงพอ
แค่ตัวอสุจิปฏิสนธิผสมกับไข่ ต่อมาไข่ได้รับพลังขับเคลื่อน
หมุนรอบตัวเองจากผนังมดลูกที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนเป็นความถี่กำหนด
สะท้อนจากแรงเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้ไข่สุกนี้หมุนเคลื่อนที่ไปจนเริ่มหยุดและฝังตัวในผนังมดลูกของมารดา
จากนี้วงจรขั้ววิญญาณส่วนที่ 2 ก็เริ่มโดยการย้ายจุดศูนย์กลาง จากปีก
มดลูกเข้าสู่กลางมดลูกใต้ท้องน้อยอันเป็นฐานแรกของการเพาะพันธุ์
ขั้ววิญญาณส่วนที่ 2 (Soul) ซึ่งเกิดขึ้นหลังช่วงปฏิสนธิ 1 สัปดาห์
โดยมีธรรมชาติเป็นปัจจัย ธาตุไม้อัน
เป็นเช่นเมล็ดพันธุ์พืชเริ่มลงดินฝังรากลงลึก
และแยกส่วนลำต้นขึ้นบน ช่วงนี้อวัยวะส่วนตับจะเริ่มงอกออกเม็ดเลือดแรก
เริ่มก่อตัว ต่อมาวงจรที่ 3 ของวิญญาณเริ่มพัฒนาหลังจากตัวอ่อนเริ่ม
งอกระบบอวัยวะประกอบเป็นตัวทันที ส่วนหัวใจที่มีธาตุไฟ
เป็นพลังกำหนดส่งสัญญาณประจุจากฟ้ากระตุ้นเป็นจังหวะแรกของการสั่น
ของจุดศูนย์กลางที่กลายเป็นอวัยวะหัวใจต่อมา โดยย้ายฐานใหม่จากผนัง
มดลูกสู่ศูนย์กลางหัวใจและจุดชีพจรเริ่มเกิด (Spirt) วิญญาณอีกส่วน
ต่อมาวงจรที่ 4 ของวิญญาณเริ่มพัฒนาโดยรวมเอาปัจจัยส่วน
ของรกที่รวบรวมเอาธาตุภูมิสิ่งแวดล้อมในรูปของสภาวะเลือด
มารดาที่สกัดจากอาหารที่มารดารับประทานถ่ายทอดจากรกสู่สายสะดือ
กลายเป็นเบ้าหลอมอุปนิสัยใจคอของทารกที่จะเกิดเป็นปัจจัยกำหนดความ
นึกคิดจากพลังฤดูกาล ภูมิลำเนา บ้านเกิด พลังวิญญาณส่วนนี้
จะสะสม บริเวณม้ามอันเป็นธาตุดินในตัวทารกก่อให้เกิดสติสัมปชัญญะเข้าสู่การจะ
เป็นมนุษย์เต็มที่ ส่วนวงจรที่ 5 อันเป็นวงจรสุดท้ายในช่วงครรภ์และการคลอด
คือทันทีที่ทารกคลอดหลุดพ้นปากช่องคลอดมารดา
วินาทีแรกที่ทารกอ้าปากร้องเปล่งเสียงออกจากปอด
ปอด เริ่มทำงานรับลมหายใจของบรรยากาศโลกเข้าสู่
ปอดเป็นการเปิดวงจรขั้วที่ 5 เสร็จสมบูรณ์ จากฐานสะดือที่เคยมีสายรกเป็น
ศูนย์กลางย้ายขึ้นบน เป็นปอดและหัวใจทั้งระบบ
การหายใจและการหมุน เวียนของโลหิตในร่างกาย
เปรียบเสมือนการเริ่มทำการเปิดเครื่องโทรศัพท์ไร้
สายมือถือระบบสัญญาณผ่านดาวเทียม ด้วยเลขรหัส 5 ส่วน รวมกับรหัส
หมายเลขดีเอ็นเอ ทางพันธุกรรมที่เป็นหมายเลขเครื่องกับรหัสหมายเลข
สัญญาณ 10 หลักจากส่วนคลื่นวิญญาณ คนจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกาย ใจ
วิญญาณที่ได้รับสัมปทานและหมายเลขเครื่องรหัสเบอร์โทรครบพร้อม
อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ครบทั้งระบบ การดูแลสุขภาพและหมั่นพัฒนาจิตกระแสให้ละเอียด
และบริสุทธิ์จนกว่าจะครบกำหนดวาระ 120 ปีโดยมีปัจจัยของอาหารประจำวัน
อันมีข้าวกล้องเป็นอาหารหลักเปรียบดั่งแบตเตอรี่ที่ธรรมชาติกำหนดมาให้คู่กับมนุษย์ที่มีจิต
วิญญาณ เมื่อใดเราเปลี่ยนอาหารที่ไม่ใช่ข้าวกล้อง เมื่อนั้น
เราเปลี่ยนคุณภาพแบตเตอรี่ที่ด้อยคุณภาพ ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาคลื่น
ความถี่ของจิตวิญญาณเราให้ละเอียดพอตามมาตรฐานที่ธรรมชาติกำหนดเรา
จึงพลาดความประเสริฐที่เราควรจะเป็น
โดยคุณ : คารวะบรรพบุรุษ

ทำเนียบเทพเจ้าของจีน

ว่ากันว่า ถ้าเรื่องเขาพระสุเมรุหรือสวรรค์ของอินเดียโบราณเกิดจาก
แรงบันดาลใจของเทือกเขาหิมาลัย ตำนานอ้วง-บ้อเนี้ยหรือไซอ้วงบ้อ
หรือพระแม่มารดาสวรรค์ตะวันตกของจีนโบราณ ก็ย่อมเป็น อิทธิพล
จากเทือกเขาคุนลุนนั่นเอง เพราะปรากฏว่า เทือกเขาคุนลุนอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขา
หิมาลัย เป็นดินแดนทางตะวันตกของจีน จึงเกิดเป็นนิทานพระ
มารดาแห่งสวรรค์ตะวันตก มีพระราชวังหยกบนเขาหยกบนยอดสูงสุด ของ
เทือกเขาคุนลุน และเป็นเจ้าแม่หรือมเหสีของเทพพระอาทิตย์หรือเจ้า
สวรรค์ตะวันออก-ยิกอิ้งซิ้ง

ความเป็นมาของเจ้าแม่ยังอ่านไม่เจอ แต่พบความหลากหลายในรูป
ลักษณ์ของเจ้าแม่ เพราะบางทีพรรณนาแล้วไม่งามด้วยว่าเจ้าแม่มีพระ
เกศา ที่ยุ่งเหยิง มันคมแบบฟันเสือ โอ้...นึกภาพแล้วดุจังแต่ส่วนใหญ่มักเป็นเจ้าแม่ที่งดงาม มีบริวารเป็นนกกระเรียนพันปีสีน้ำเงิน, เสือขาว,
กวางและเต่าพันปี

สวรรค์ของเจ้าแม่บนเขาหยกนี้ เขาว่าวิจิตรนัก มีสารพัดสรรพสิ่งที่
วิเศษ โดยเฉพาะที่ขึ้นชื่อมากคือ สวนท้อ...
ผลไม้ สวรรค์ ใครได้ทานจะมีอายุยืนยาว เจ้าแม่ มีถึง 3 ขนัดใหญ่ 3,600 ต้น ปลูกท้อ 3 พันธุ์ที่
เลื่องชื่อในสรรพคุณอันวิเศษยิ่งในความเป็นอมตะ ขนัดที่ 1 เป็นสวนท้อ
พันธุ์ 3,000 ปี จึงจะสุก 1 ครั้ง ขนัดที่ 2 เป็นสวน ท้อพันธุ์ 6,000 ปี
จึงจะสุก 1 ครั้ง ขนัดที่ 3 เป็นสวนท้อพันธุ์ 9,000 ปี จึงจะสุก 1 ครั้ง
ที่เห้งเจียมาอาละวาดบนสวรรค์แล้วขโมยสวาปามลูกท้อจนหมดสวน
สวรรค์ ก็คือสวนท้อของเจ้าแม่สวรรค์อ้วงบ้อเนี้ยนี่เอง
นอกจากนี้ เจ้าแม่ยังมีบทบาทในตำนานเทพเจ้าอีกหลายเรื่องหลาย
องค์เช่น

- ตำนานเกิดนางพระจันทร์ หรือเจ้าแม่พระจันทร์

- ตำนานกำเนิดเทพเจ้าการเกษตรสินล้ง n
โดยคุณ : จิตรา ก่อนันทเกียรติ

เทคโนโลยีการวัดเวลา

เราทุกคนจะรู้ดีว่าเวลาคืออะไร แต่หากจะให้อธิบายความหมายของ
เวลาเราหลายคนคงอธิบายไม่ได้ และถึงแม้จะอธิบายไม่ได้ แต่เราก็รู้ว่าเวลา
มีการเปลี่ยนแปลงโดยสังเกตดูการหมุนของโลกจากกลางคืนสู่กลางวันและกลับ ที่กลางคืนอีก ซึ่งเราเรียกเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบ
ว่าหนึ่งวัน หรือ ดูการเปลี่ยนแปลงของฤดู จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน แล้วเปลี่ยนไปเป็นฤดูหนาว จากนั้นก็หวนกลับมาสู่ฤดูร้อนอีก
เราเรียก เวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบหนึ่งรอบว่า 1 ปี เป็นต้น

ไม่มีใครรู้ชัดว่ามนุษย์เริ่มสามารถบอกเวลาและวัดเวลาได้ตั้งแต่เมื่อใด แต่นักประวัติศาสตร์ก็ได้พบหลักฐานที่แสดงว่า เมื่อ 3,500
ปี ก่อนนี้ คนอียิปต์โบราณได้เป็นชนชาติแรกที่รู้จักใช้นาฬิกาเงาวัดเวลา เมื่อสังเกตเห็นความ ยาวของเงาต้นไม้และเงาของตนขณะอยู่กลาง
แจ้งว่าขึ้นกับตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เขาจึงคิดใช้ความยาวของเงาเป็นดัชนีชี้บอกเวลาของวัน โดยนำท่อนไม้สั้นและยาวมาอย่างละ
ท่อนแล้ววางตัดกันเป็นรูปตัว T เมื่อถึงยามเช้า เขาก็นำนาฬิกาที่ทำด้วย ไม้สองท่อนนี้ วางกลางแดดโดยวางให้ไม้ท่อนสั้น รับแสงอาทิตย์


จากนั้นก็ใช้ความยาวของเงาไม้ที่ปรากฏบนไม้ท่อนยาวบอกเวลา และเมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะและเงาไม้
ท่อนสั้นมีความยาวสั้นที่สุด เขาก็จะกลับทิศทางของนาฬิกาโดยหันไม้ท่อนสั้น ไปทางทิศตะวันตก แล้วใช้ความยาวของเงาบอกเวลาในยามบ่าย อีก ส่วนในเวลากลางคืนชาวอียิปต์โบราณไม่ใช้นาฬิกา เพราะเชื่อว่าใน
ขณะนั้นโลกไม่มีเวลาใดๆ นาฬิกาเงาที่ชาวอียิปต์ประดิษฐ์ขึ้นนี้มีข้อดีคือ
การมีรูปร่างที่กะทัดรัดทำให้คน ใช้นาฬิกาสามารถนำมันติดตัวไป ไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย แต่ความ ผิดพลาดก็มากคือ ประมาณ 15 นาที/วัน

เมื่อมนุษย์มีความเป็นอารยะมากขึ้น เทคโนโลยีการวัดเวลาได้วิวัฒนาการขึ้น ชาวกรีกได้เริ่มรู้จักแบ่งเวลาในวันหนึ่งๆ ออกเป็น 2 ช่วงเท่าๆ
กัน และได้ประดิษฐ์นาฬิกาน้ำขึ้นมาเพื่อวัดเวลา เมื่อประมาณ 3,000 ปี
มาแล้ว และเรียกนาฬิกาที่ประดิษฐ์ว่า clepsydra ซึ่งมาจากคำว่า (cleps+hydra = ขโมย+น้ำ) เพราะนาฬิกานี้ทำด้วยภาชนะดินเผาที่มีรูที่ก้น
ภาชนะเพื่อให้น้ำไหลออก โดย ชาวกรีกถือว่าเวลาหนึ่ง clepsydra คือเวลาที่น้ำใช้ในการไหลรั่วออกจากภาชนะจนหมด
และนี่คือที่มาของ คำ clepsydra ซึ่งแปลตรงๆ ว่าขโมยน้ำ ดังนั้น ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักคำว่า ชั่วโมง (hour) ในการบอกหน่วยของเวลา มนุษย์จึงนับเวลาเป็นหนึ่ง สอง สาม ..... clepsydra ก่อน และความคลาดเคลื่อนในการวัดเวลาของนาฬิกาประเภทนี้ก็ประมาณ 15 นาที/วันเช่นกัน

นาฬิกาทรายก็เป็นอุปกรณ์วัดเวลาอีกประเภทหนึ่งที่ชาวกรีก โบราณรู้จักใช้บอกเวลา โดยเขาจะนำทรายมาบรรจุในส่วนบนของภาชนะที่ทำ
ด้วยแก้ว เพื่อให้เห็นการเคลื่อนที่ของเม็ดทรายแล้วปล่อยให้เม็ดทราย
ทยอยไหลผ่าน คอคอดเล็กๆ ที่ต่อระหว่างส่วนบนกับส่วนล่างของ
ภาชนะลงสู่ส่วนล่างของ ภาชนะ ในการทำนาฬิกาทรายนี้ คนทำจะต้องกำหนดขนาดของภาชนะบรรจุทรายและปริมาณทรายที่ใช้
บรรจุให้พอเหมาะพอดี เพื่อให้เม็ดทรายทยอย ไหลลงหมดพอดีในเวลาหนึ่งชั่วโมง
และเมื่อนาฬิกาทรายนี้มักทำด้วยแก้ว ดังนั้น มันจึงมีชื่อเรียกใน
บางครั้ง ว่า hourglass นอกจากนาฬิกาแดด น้ำ และทรายแล้ว ผู้คนในสมัยโบราณยังรู้จัก
ใช้วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ อีกหลายชนิดเป็นนาฬิกาเช่น ใช้เทียนไข น้ำ
มัน ฯลฯ ทำนาฬิกาเทียนไขและนาฬิกาน้ำมัน เป็นต้น โดยการอ่านเครื่องหมายที่ขีดบนลำเทียน ซึ่งจะแสดงเวลาที่เนื้อเทียนได้ถูกเผาไหม้
ไป หรือในกรณีของนาฬิกาน้ำมัน ก็เช่นกัน คนเอสกิโมจะ เอาน้ำมันใส่ในภาชนะที่มีเครื่องหมายบอกระดับความ ลึกของน้ำมัน
ดังนั้น เวลาจุดตะเกียงน้ำมันที่ซึมผ่านเส้นด้ายไปหล่อเลี้ยง เปลวไฟ
ตลอดเวลา จะทำให้ความลึกของน้ำมันในภาชนะลดลงๆ และระดับความลึกของน้ำมันนี้ก็สามารถชี้บอกเวลาที่ผ่านไปได้เช่นกัน

เมื่อวันเวลาผ่านไป มนุษย์มีความสามารถมากขึ้น อุปกรณ์ต่างๆ
เริ่มมีความทันสมัยมากขึ้น ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่า ในปี พ.ศ.1903
โลกได้รู้จักนาฬิกาที่ทำงานโดยอาศัยเครื่องจักรกลเป็นครั้งแรก เมื่อพระเจ้า Charles ที่ 5 ของฝรั่งเศส ได้ทรงจ้างวิศวกรชื่อ Henri de Vick ให้สร้างนาฬิกาติดในหอคอยพระราชวังของพระองค์ ซึ่งนาฬิกาที่ทำขึ้นนี้มี
น้ำหนักถึง 250 กิโลกรัม เพราะประกอบด้วยลูกตุ้มเหล็กซึ่งแขวนติดที่ปลายเชือกแล้วให้เส้นเชือก พันรอบท่อนไม้ เมื่อปล่อยลูกตุ้ม
เหล็ก น้ำหนักที่มหาศาลของมันจะดึงเชือกลงทำให้ท่อนไม้หมุน ในขณะ เดียวกัน ชิ้นส่วนต่างๆ ที่โยงติดอยู่กับท่อนไม้ก็จะเคลื่อนที่ด้วย
ตุ้มน้ำหนักจึงเปรียบเสมือนแหล่งพลังงานของนาฬิกา ความเทอะทะของนาฬิกา
ชนิดนี้ไม่ได้ทำให้ผู้คนนิยมใช้แต่ประการใด จนกระทั่ง Peter Henlein ได้พบว่า สปริงสามารถทำให้นาฬิกาเดินได้ ในราวปี พ.ศ.
2000 จากนั้น เทคโนโลยีการทำนาฬิกาก็ได้วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วคือ นาฬิกามีขนาดเล็กลง และเดินเที่ยงตรงขึ้นๆ
จนผิดพลาดไม่เกิน 1-2 วินาทีใน 1 วัน เทคโนโลยีการทำนาฬิกาได้ก้าวกระโดดไปอีกระดับหนึ่ง เมื่อ
Galileo Galilei ได้สังเกตเห็นว่าตะเกียงที่แขวนห้อยจากเพดานของมหาวิหาร
ในเมือง Pisa ไม่ว่าจะแกว่งมากหรือน้อยเพียงใด เวลาที่มันใช้ใน
การแกว่งไป-มา ครบหนึ่งรอบนั้นจะเท่ากันเสมอ ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2184
Galileo จึงให้บุตรชายที่มีนามว่า Vincenzio Galilei สร้างนาฬิกา
ที่ทำงานโดยใช้ลูกตุ้ม pendulum เป็นตัวควบคุมเวลา จากนั้นเทคโนโลยี
การทำนาฬิกาที่เดินอย่างเที่ยงตรงก็ได้รับ การพัฒนามากขึ้นๆ
และเมื่อถึงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีการวัดเวลา ที่เราได้ยึด
มาตรฐานว่า เวลา 1 วันคือเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองครบหนึ่งรอบ
ก็เริ่มแสดงให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าโลกมิได้หมุนรอบตัวเองครบหนึ่งรอบ
ใน แต่ละวันๆ นั้นเท่ากัน บางวันมันก็หมุนเร็ว บางวันมันก็หมุนช้า
ดังนั้น มาตรฐานหรือคำจำกัดความของ 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง หรือ
86,400 วินาที ที่ใช้บอก เวลาในการหมุนรอบตัวเองของโลกก็ต้องเปลี่ยน

ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2510 สถาบัน Bureau International des Poids et Measures จึงได้กำหนดมาตรฐานของคำว่า
วินาทีใหม่ โดยให้เป็นเวลาที่คลื่นลูกหนึ่งที่อะตอมของธาตุ cesium 133 ปลดปล่อยออกมาใช้ในการเคลื่อนที่ได้ครบ 9,192,631,770 รอบ และ เมื่อเวลานี้สม่ำเสมอไม่ว่าอะตอม ของ cesium จะอยู่ ณ ที่ใดในจักรวาล เวลานี้จึงเป็นเวลามาตรฐานได้และโดยอาศัย
การทำงาน ของ cesium ในการบอกเวลาเช่นนี้ นาฬิกาปรมาณูจึงละเอียด แม่นยำ และเที่ยงตรงกว่านาฬิกาลูกตุ้มเฟนดูลัมถึง 7 ล้านเท่า
ณ วันนี้ นาฬิกา cesium ของ National Institute of Standards and Technology ที่ Boulder ในรัฐ Colarodo สหรัฐอเมริกา
และที่ Laboratoire Primaire du Temps et des Frequences กำลัง ครองแชมป์การเป็นนาฬิกาที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก
คือถ้าหากให้ นาฬิกาทั้งสองนี้เดินนาน 20 ล้านปี มันจะเดินได้ไม่ผิดและไม่พลาดเกิน
1 วินาที หรืออาจจะพูดอีกนับหนึ่งได้ว่า นาฬิกานี้วัดเวลาได้ถูกถึง
0.0000000000000015 วินาที

เมื่อ 1,600 ปีก่อน นักบวช St. Augustine ได้เคยปรารภว่า "ใน
ขณะที่เรากำลังวัดเวลาอยู่นี้ เรารู้หรือเปล่าว่า เวลามาจากไหน และเวลา
กำลังเดินทางผ่านอะไรอยู่ และมันกำลังจะไปไหน"
วิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบ สำหรับคำปรารภนี้ครับ

โดยคุณ : สุทัศน์ ยกล้าน

ทุเรียน King of Fruits

ทุเรียนไม่ใช่ผลไม้ไทย
แต่กลับมาไดัดิบได้ดีที่นี่แตกเถาเหล่ากอเกิดสายพันธุ์มากมาย
จนทุเรียนไทยกลายเป็นทุเรียนพันธุ์ดีที่สุดเป็นที่รู้จักทั่วโลก
ฝรั่งถือว่า ทุเรียนเป็น King of Fruits และ
Mon Thong ทุเรียนหมอนทอง คือ King of Durians
ทุเรียนเป็นผลไม้ประหลาด ที่อาจท่าให้คนบางคนชื่นใจ
แต่คนบางคนกลับเป็นลมเมื่อได้กลิ่น
บางตำราเชื่อว่าทุเรียนเป็นผลไม้พื้นเมืองของอินโดนีเซีย
แพร่กระจายผ่านมาเลเซียถึงไทยในที่สุด
คำว่าทุเรียนมาจากภาษามาเลเซีย ดูเรียน มีต้นกำเนิดจากภาษาอินโดเซีย
Duri แปลว่า หนาม
Durian จึงหมายถืงผลไมัลูกเป็นหนาม
ทุเรียนมีซื่อสามัญว่า Durian
ชื่อวิทยาสาสตร์ของทุเรียนคือ Durio Zibethinus วงศ์ BOMBACACEAE
ถิ่นกำเนิดอยู่ในเกาะบอร์เนียว มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
ทุเรียนดั้งเดิมของไทยนั้นเป็นทุเรียนป่า ซึ่งมีอยู่ไม่กี่พันธุ์
ที่รวบรวมได้คือพันธุ์ทองย้อย การะเกด ทองสุก และลวง
คนโบราณเรียกทุเรียนพื้นเมืองว่า ทุเรียนนอก
บางตำรากล่าวว่าในราวพ.ศ. ๒๓๓๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
รัชกาลที่ ๑ เสด็จยกกองทัพไปตีเมืองมะริด ตะนาวศรี
ไพร่พลได้ลองชิมผลไม้พื้นเมืองคือทุเรียนที่มีรสชาติแปลก
และอร่อยเกิดติดใจจึงน่าเมล็ดทุเรียนมาปลูกในกรุงเทพ
ข้อสันนิษฐานนี้น่าจะมีเค้าความจริง เพราะพบว่าต้นทุเรียนเก่าแก่เกิน
๑๕๐ปีขึ้นไปมักปลูกกันในรั้ววังหรือบ้านเจ้านายเก่า
ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.๒๔๖๐ และพ.ศ.๒๔๘๕ เกิดน้ำท่วมหนัก
ทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมถูกน้ำท่วมตายไปจำนวนมาก
ชาวสวนได้เพาะพันธุ์ทุเรียนขึ้นใหม่จากเมล็ดที่มีอยู่
และคงเป็นเพราะความวิเศษของผืนแผ่นดินไทย ทุเรียนที่เพาะได้
เกิดกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์แปลกใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่าพันธุ์เดิมมากมาย
นับได้ถึง ๒๐๐ สายพันธุ์ รวมได้เป็น ๕ กลุ่มหลัก คือ ตระกูลกบ ตระกูลก้านยาว
ตระกูลกำปั่น ตระกูลลวง และตระกูลทองย้อยเดิม
ต้องคุยด้วยความภูมิใจว่า ทุเรียนบ้านเราเหนือชั้นกว่า
ทุเรียนของอินโดนีเซียที่เป็นประเทศแม่หลายขุมนัก
เพราะทุเรียนอินโดนีเซียไม่มีการกลายพันธุ์
จึงยังคงเป็นทุเรียนป่าเม็ดโต
เนื้อน้อยกลิ่นฉุนและคุณภาพเนื้อค่อนข้างแย่
ถ้าคุณไปเดินตลาดที่นั่น
จะพบว่าทุเรียนในตลาดอิเหนามักมีลักษณะอย่างที่ชาวบ้านเรียกขาน ๓ แบบคือ
๑. Beceh คือทุเรียนเนื้อสุกงอมออกขม
๒. BusIk เป็นทุเรียนประเภท เน่าในหรือช้ำใน
๓. Dingin เป็นทุเรียนเนี้ออ่อน เก็บเร็วเกินไป
ดังนั้น
วิธึการขายทุเรียนของเขาจึงต่างจากเราคือผู้ซื้อสามารถชี้ให้คนขายเปิดทุเรียนให
้ตรวจได้
ถ้า ไม่พอใจก็ชี้ลูกใหม่ไปได้เรื่อยๆ
ผู้ขายไม่ว่าอะไรเพราะรู้กันว่าทุเรียนส่วนใหญ่คุณภาพต่ำ
คนอินโดนีเซียกล่าวว่า
ถ้าอยากกินทุเรียนอร่อยต้องกินหมอนทองอิมพอร์ตจากไทย
เท่ซะไม่มี ฟังแล้วภูมิใจเนื้อดินแหลมทองของเรา
ที่กัมพูชาก็เช่นกันทุเรียนพื้นเมืองเนื้อไม่ดี
ของที่ขายในกรุงพนมเปญคือ
ทุเรียนส่งไปจากไทย กระนั้นก็เป็นทุเรียนเหลือเลือกราคาถูก
มาเลเซียซึ่งเป็นแหล่งอุดมทุเรียนก็เช่นกัน
ยอมรับว่าทุเรียนไทยเป็นเลิศด้านรสชาติ
นักเขียนชาติตะวันตกกล่าวถึงทุเรียนในบทความ
"ทุเรียนผลไม้จากนรกหรือสวรรค์" บรรยายกลิ่นทุเรียนไว้ว่า
เป็นส่วนผสมของความหอมและความเหม็นคล้ายกลิ่นฉุน
ของกระเทียม กำมะถัน หัวหอมเน่าและเนยแข็งบ่มรวมกัน
ฝรั่งบางคนอธิบายว่า ยามเนื้อเหลืองสัมผัสลิ้น
จะให้ความรู้สึกคล้ายกล้วย น้ำตาลเคี่ยววานิลาและหัวหอมผสมกัน
นั่นเป็นความเห็นของชาวฝรั่ง แต่สำหรับคนไทยและคนเอเชีย
เรารู้จักทุเทียนกันเป็นอย่างดี
ไทย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เป็นผู้ผลิตทุเรียนป้อนตลาดที่สำคํญ
ทุเรียนไทยพันธุ์หมอนทองและชะนี เป็นสายพันธุ์ที่ถือว่า
เยี่ยมยอดที่สุดในโลก ปัจจุบันพิลิปปินส์
ได้แนะนำให้เกษตรปลูกทุเรียนสองพันธุ์นี้
ชาวสวนอาจจำแนกพันธุ์ทุเรียนตามระยะเวลาการให้ผลได้เป็นสามกลุ่มคือ
ทุเรียนพันธุ์เบาเช่น ชะนี กระดุมทอง จะไห้ผล ๔-๕ ปี
ทุเรียนพันธุ์กลางเช่นก้านยาว และกบ ให้ผล ๕-๖ ปี
ทุเรียนพันธุ์หนักเช่น ทองย้อยฉัตร กำปั่น ให้ผลหลังปลูกเกิน ๖ปีขึ้นไป
ทุเรียนสายพันธุ์ดีเป็นที่นิยมในตลาด ปัจจุบัน มี๓ พันธุ์คือ
๑ พันธุ์หมอนทอง เนื้อสีเหลืองอ่อน รสหวานมัน มีกลิ่นไม่แรงนัก
เม็ดเล็กลีบ
เหมาะที่จะรับประทานสด หรือนำมากวนและทำทอฟฟี่ เพราะจะได้ทุเรียนกวนสวยรสดี
เนื้อดิบทอดกรอบขายได้ราคา
๒ พันธุ์ชะนี เนื้อสีเหลืองจัด รสหวานมัน รูปร่างมักเบี้ยวข้างหนึ่ง
เพราะมีพูหลอก คือพูที่ไม่มีเมล็ด
ชะนีไม่เหมาะจะนำมากวน เพราะได้เนื้อสีคล้ำไม่สวย
๓ พันธุ์ก้านยาว เป็นทุเรียนลูกกลมได้สัดส่วน เนื้อสีเหลืองอ่อน ลักษณะ
ก้านจะยาวเป็นพิเศษสมชี่อ
นิยมรับประทานสด ถ้านำมากวนจะไม่สวย สีคล้ำ
คุณศ่าทางโภชนาการ
เนื้อทุเรียนมีทั้งสีขาว เหลือง เหลืองอ่อน เหลืองทอง จนถึงจำปา
รสชาติหวานมันและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
เนื้อทุเรียนมีสารซัลเฟอร์ หรือกำมะถัน ตามธรรมชาติ
ไม่แปลกที่กินทุเรียนแล้วอ้วน เพราะทุเรียนหนึ่งขีดให้พลังงานสูงมาก
ทั้งยังมีไขมัน น้ำตาล ซึ่งล้วนทำให้อ้วน
ลองดูตารางเปรียบเทียบกับผลไม้ทั่วไปในแง่ปริมาณไขมัน
เนื้อ ๑ ขีด ไขมันรวม (กรัม)
ทุเรียน ๕.๓๓
น้อยหน่า ๐. ๒
ชมพู่ ๐
ฝรั่ง ๐.๑
มะม่วงพิมเสนมัน ๐.๕
จะเห็นว่า ทุเรียนมีไขมันเกิน ๑๐ เท่าของผลไม้ทั่วไป
อ้วนเห็น ๆ
คงไม่มีใครคิดกินทุเรียนเป็นกอบเป็นกำเพื่อหวังเอาวิตามินเกลือแร่
แต่ถ้ามองในแง่นี้ทุเรียนก็มีสารสาคัญอยู่ไม่น้อยหน้าผลไม้อื่น
เช่น ในเนื้อ ๑ ขีด มีแคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม
สังกะสี กำมะถัน ทองแดง แมงกานีส ในปริมาณอย่างละนิดละหน่อยแต่หลากหลาย
นอกจากนี้ทุเรียนยังมีวิตามินซีในปริมาณสูงพอสมควร
เนื้อทุเรียน ๒ ขีด ให้วิตามินซีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ๑ วัน
ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง คนโบราณจัดเป็นอาหาร "ร้อน"
ให้แก้ด้วยผลไม้เย็นเช่น มังดุด
และไม่ควรรับประทานทุเรียนกับสุรา เพราะสารซัลเฟอร์สามารถ
ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ซึ่งจะดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้เร็วขึ้นเกิดพิษได้
เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้เศรษฐกิจ มีการปลูกแพร่หลายทั้งในภาคใต้ กลาง
และตะวันออก บางครั้งผลผลิตจึงล้นตลาด
ชาวสวนจะแกะเอาเนื้อสุกสิบล่วนผสมน้ำตาลหนึ่งส่วน กวนในกระทะเหล็ก
ใช้ไฟปานกลางจนเหนียวเป็นก้อน แล้วลดไฟอ่อนกวนต่อไปอีกจนเห็นเป็นมัน
จะได้ทุเรียนกวนซั้นดี เก็บไวัรับประทานนานวันหรือจำหน่ายได้ราคาดี
เวลาเลือกซื้อทุเรียนกวนบางคนอาจไม่ทราบว่าทุเรียนกวนที่ดีนั้น
ต้องกวนใหม่ๆ ไม่ใช่เก่าเก็บ
ทุเรียนกวนบางเจ้าที่มีชื่อนั้นเขาจะเลือกใช้แต่ทุเรียนใหม่และสด
และจะกวนตามสั่งเท่านั้นไม่เหลือเก็บให้เสียชื่อ
ดังนั้น หากอยากได้ของอร่อยต้องรอเอาร้อนๆ จากกระทะ
ชาวอินโดนีเซีย ทุเรียนปรุงอาหารทั้งคาวและหวานส่วนเม็ดทุเรียน
นำมาเผาต้มหรือทอดเป็นอาหารว่าง
เนื้อทุเรียนดิบรับประทานเป็นผักกรุบกรอบมันคล้ายมะพร้าวห้าว
แต่ให้กลิ่นทุเรียน
เนื่องจากไทยเป็นแหล่งปลูกทุเรียนสำคัญ บางครั้งผลผลิตออกมามาก
จนราคาตกหรือทุรียนแก่หลุดร่วงจากต้นเพราะพายุหรือหนอนเจาะไช
เกษตรกรรู้จักดัดแปลงแปรรูปเป็นทุเรียนทอดกรอบ
แผ่นบางเหลืองกรอบน่ารับประทานรสชาติหวานมัน
แต่กินแล้วอาจนั่งกลัดกลุ้มเพราะไขมันในเลือดและไขมันรอบเอว
อาจแข่งกันเพิ่มปริมาณนำมาทั้งความดัน โรคหัวใจ เส้นเลือดแดงแข็งและอื่นๆ
จนได้ไม่คุ้มเสีย
กินแต่พอหายอยากดีที่สุดครับ

(โดยภก.สรจักร ศิริบริรักษ์
จาก เภสัชโภชนา พลยแกมเพชร ปีที่ ๙ ฉบับ ๒๐๔ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓)

โดยคุณ : สรจักร ศิริบริรักษ์
อ่านได้ความรู้หลายอย่างเกี่ยวกับทุเรียน:-)
ตอนแรกที่ผมไปเห็นทางจันทรบุรี เขาซื้อขายทุเรียนเป็นกิโล
ก็กลับมาเล่าให้คนเมืองกรุงฟัง เพราะตอนนั้นทุเรียนนนท์ขายเป็นลูก

(ออกตัวไว้ก่อน เรื่องบอกทางในเมือง ผมไม่ถนัด )
บริเวณสามแยกก่อนเข้าเมือง เป็นที่ขายผลไม้เมืองจันทร
มีชาวสวนมาขายเยอะแยะ ส้มคล้ายๆส้มเช้งโลละสิบสลึง
กรุงเทพสิบบาท ผมซื้อเที่ยวละ3เข่ง 60โล
กลับมาแจกเพื่อนๆ

เสียดายที่พ่อค้าเข้าไปตกเขียว เหมาซื้อทุเรียนส่งออก
หลายรายรีบตัดทุเรียนอ่อน ส่งออกไปเสียชื่อ ทำให้เขาไม่ซื้อ
ปีนี้ราคาตกมาก

หมอนทอง เลือกยากมาก ถ้าจะซื้อหมอนทอง ก็บอกให้เขา
เลือกสุกมากน้อยตามที่เราชอบ ทุเรียนพันธ์นี้สุกแล้วอยู่ได้หลายวัน
โดยไม่เละ ไม่เหมือนพันธ์อื่น คนขายจะกรีดเปลือกแง้มให้ดูเนื้อก่อน
ถ้ายังไม่สุกไม่ต้องเอา เขาเลือกใหม่ให้
ผมเคยไปเที่ยวสวนเพื่อน ทางเข้าตรงข้ามเยื้องๆสามแยกนี้ ลึกเข้าไป
หลายกม. น่าเห็นใจชาวสวนเขาต้องซื้อน้ำบรรทุกมารดต้นไม้
ปุ๋ยเขานิยมใช้ขี้ไก่ ก็แพงขึ้นทุกวัน มีแหล่งรวมกองขี้ไก่
อยู่บริเวณ
ถนนด้านในใกล้สะพานบางปะกง
เชิงสะพานบางปะกงมีปูทะเลขายหลายเจ้า ผมโดนหลอกหลายครั้ง
เห็นเจ้าหนึ่งเขียนป้าย "นายพ่วง" เขากล้าพ่ะยี่ห้อ
แสดงว่าต้องมีอะไรดีแน่ๆ
ลองซื้อดูก็ดีจริง ไม่ผิดหวัง ไม่ต้องเลือกมากได้ ปูเนื้อ ปูไข่
สมใจ
คงจะมีใครนึกสงสัยว่า ซื้อปู แล้วจะได้อะไร คือว่า
ผมเคยซื้อปูไข่แล้ว
ได้ปูตัวผู้ซิครับ
ทุกวันนี้นายพ่วงรวยแล้วก็เลิกขายริมถนน ปลูกบ้านใหญ่อยู่ใกล้ๆ
ส่งปูให้ร้านอาหารเป็นหลัก จะซื้อปลีกก็ได้
โดยคุณ : supit khuna

บอกรักมีระดับ

ความรักทำให้โลกเป็นสีชมพู แต่แค่การบอกรักอาจยังไม่ซึ้งพอ เพราะรักหมายถึงการให้ จึงไม่มีอะไรจะสุขใจเท่าของกำนัลประกายแวววาว ที่หนุ่มมอบให้แก่สาว เป็นสื่อแทนหัวใจรัก!!...มาเติมรักวันวาเลนไทน์นี้ ด้วยคอลเลกชั่นเพชรสุดเก๋ของ เอิร์ธสตาร์ ไดมอนด์ ที่นำเพชรรูปหัวใจ Heart of Princess มาจัดทำเป็นเซตพิเศษถึง 49 เซต เป็นของขวัญรับเทศกาลแห่งความรัก ความพิเศษอยู่ที่การใช้เพชรเบลเยียมน้ำ 97 ขาวบริสุทธิ์ 3 เม็ด เป็นรูปพระจันทร์ครึ่งดวง 2 เม็ด และเพชร "พรินเซสคัท" รูปสี่เหลี่ยม 1 เม็ด มาประกอบเป็นรูปหัวใจ เฉพาะวาเลนไทน์นี้ มีให้เลือก 3 ชุดในราคาพิเศษ อาทิ แหวนทรงไขว้มีเพชรรูปหัวใจตรงกลาง คู่ตุ้มหูทรงกิ่งไม้ เหมาะกับสาวหวาน, แหวนเพชรหัวใจเดี่ยว เข้าเซตตุ้มหูรูปหัวใจ เหมาะกับสาวสปอร์ต และแหวนเพชรหัวใจเดี่ยว จับคู่จี้เพชรรูปหัวใจ ถูกใจสาวนักธุรกิจ...SWAROVSKI ก็มีคริสตัลสำหรับคู่รัก มีให้เลือกทั้งจี้รูปหัวใจคริสตัลสีแดง และกุหลาบ จับคู่กับเข็มกลัดหัวใจ หรือสร้อยข้อมือ LOVE แต่ถ้าอยากโรแมนติก ก็ต้องเชิงเทียนประดับคริสตัลรูปหัวใจ วางตรงไหนรับรองได้เรื่อง!!...นอกจากกุหลาบแล้ว "แอปเปิ้ล" ก็เป็นสัญลักษณ์แทนรักของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ LOUIS VUITTON มีจี้ประดับสร้อยข้อมือ Big Apple มาจุดประกายไฟรัก ประดับด้วยทับทิม แซฟไฟร์สีเหลือง และมรกต ควรค่ายิ่งแก่นางฟ้าในดวงใจ!!...คอลเลกชั่น Ties of love ของ Cartier แค่ชื่อก็กินขาด!! เพราะหมายถึงรักแนบแน่น เหมาะอย่างยิ่งกับสาวเดิร์นที่มีอิสระทางความคิด...

วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2549

"คนกับดินมิใช่สอง"

หลักการรักษาโรคมะเร็งตามแนวปรัชญาจีน

แพทย์จีนถือว่าการเจ็บป่วยไม่ว่าโรคใด ตำแหน่งใด และจะเรียกชื่ออะไรก็ตามเป็นการผิดดุลของพลังฟ้า-ดิน สองขั้วที่วิ่งเข้ามาโคจรบรรจบพบกันในร่างกายคนเรานั้น ไม่ได้สัดส่วนมากน้อยเกินหรือ
วงจรการหมุนเวียนไม่ได้แนวสะดุดช้าหรือเร็วมากเกินไป
อวัยวะในร่างกายก่อนเราเกิดถูกออกแบบและสร้างโครงกระดูก ด้วย
พลังหยิน-หยาง ของฟ้า-ดินผ่านแม่สื่อตัวกลางคือ ครรภ์มารดา ดังนั้น
เมื่อเกิดมาบนโลกพลังที่หล่อเลี้ยงบำรุงเราทุกวันมีพลังหลัก พลังแม่ก็
คือ การวิ่งแนวฟ้า-ดิน

เมื่อใดพลังฟ้า-ดิน-บน-ล่าง เข้าออกผ่านร่างกายเป็นเส้นตรง
สะดวกและทะลุปรุโปร่ง ร่างกายสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตก็จะสบาย กระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา
เมื่อพลังฟ้า-ดินที่พยายามเสาะหาขั้วตรงข้ามผ่าน ร่างกายเราต้องสะดุด ผิดวงจร ช้าหรือเร็วเกิน
เมื่อนั้นเราป่วยเรามีอาการผิดปกติตามอวัยวะที่พลังสะดุด พลังฟ้าแรง
เกิน กดลงล่าง ท้องก็จะร่วง อุจจาระเป็นน้ำ เมื่อใดพลังฟ้าพร่องอ่อน
ในขณะพลังดินแกร่งเกิน พลังหยินจะดันขึ้นเบื้องบน ก็จะมีอาการ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นหวัด
น้ำมูกไหล แพทย์จีนจึงบัญญัติเป็นคำสอนสั่งว่า
พื้นดินกับคนมิใช่สอง แต่เป็นหนึ่งต่อหนึ่งกัน
หมายถึงกฎฟ้า-กฎดิน-กฎของคนเป็นกฎเดียวกัน
ในวิชาฮวงจุ้ยที่คนจีนนิยมดูตำแหน่งที่ตั้งอาคาร
บ้านเรือนว่า ทิศใดเป็นคุณ ทิศใดเป็นโทษ ก็ด้วยอุปกรณ์สำคัญเรียกล่อ-แก เป็นเข็มทิศติดตั้งบนแผ่นไม้หมุนรูป สี่เหลี่ยมภายนอก (คือโลก) วงกลมตรงกลางคือ เข็มทิศ (ฟ้า) การหาตำแหน่งของคนก็คือ
การปรับรูปวงกลมให้ได้ตำแหน่งสมดุลหรือคู่ควรกับตำแหน่งสี่เหลี่ยมแทนโลก หรือพื้นดิน วิธีการของวิชาฮวงจุ้ยนี้เป็นที่ยอมรับและแพร่หลายกันมานับพันปีแล้ว
แต่เราไม่ควรหยุดแค่การใช้วิชาฮวงจุ้ยกับการหาตำแหน่งสมดุลกับบ้าน
เราควรจะพัฒนานำมาใช้กับการรักษาโรคและการปรับดุลพลังในร่างกาย
คนเราได้ดีเช่นกัน ปรัชญาจีนกล่าวว่า คนกับจักรวาลมีธรรมชาติเดียวกัน
ดังนั้น ล่อ-แก เข็มทิศจีนก็น่าที่จะมีประโยชน์ต่อการ
คำนวณพลังให้กับร่างกายสุขภาพคนเราได้
คนเรานั้นมีสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติอาจแบ่งได้ 7 ระดับ

ระดับที่ 1 คือสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวที่สุดคือ สภาวะร่างกายภายในหรือ
(Homeostasis) ระดับเลือด/น้ำตาล/อุณหภูมิสภาพกรด/ด่าง/ปริมาณของเหลว/น้ำและลมหายใจ ฯลฯ
ระดับนี้คือเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการรักษาโรคทุกชนิดเพราะร่างกายมี
สภาวะสิ่งแวดล้อมภายในที่อยู่ใกล้ และอยู่ในการดูแลรับผิดชอบของเรา
ดังนั้น อาหารการกินก็ดี กิจการใดๆ ก็ดี ที่เรากระทำ
ย่อมมีผลโดยตรง และมีความสำคัญของสาเหตุกำเนิดโรคอันดับแรก
ที่เราต้องคำนึงและแก้ไข

ส่วนระดับ 2 ถึง 7 เป็นสิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งเป็นอันดับสำคัญ รอง
ถัดไปจากเสื้อผ้าที่ห่อหุ้มร่างกาย เครื่องประดับตัวสายสร้อย แหวน นาฬิกา รองเท้า เข็มขัด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแวดล้อมระดับ 2 ถัดตัว เราออกมา เครื่องประดับกายส่วนมาก
ในปัจจุบันเป็นโลหะ เป็นสารสังเคราะห์หรือเป็นวัสดุที่ก่อให้เกิดประจุ
สังเคราะห์เหนี่ยวนำผิดธรรมชาติเข้าสู่ร่างกาย หรือบางครั้ง เครื่อง
ประดับก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กปิดกั้น พลังฟ้า-ดิน ธรรมชาติมิให้ไหลบรรจบพบกันได้สะดวก
จึงเกิดการสะดุดหรือลัดวงจรต่อร่างกายได้

ทัศนคติของคนในยุคปปัจจุบันกับการรักษาโรค
เนื่องจากสถาบันแพทย์ในประเทศเรานี้ ได้รับอิทธิพล
จากตะวันตกอย่างเต็มที่ การรักษาพยาบาลคนไข้จึง
ถูกกำหนดและใช้ภาษาทั้งระบบของแพทย์วิทยาการ
สมัยใหม่ ความคิดเรื่องวิธีการรักษาจึงมีหลายวิธีตั้งแต่การรับประทานยา การผ่าตัด การฉายแสง
การรับประทานยาสมุนไพร การรดน้ำมนต์ การสะเดาะเคราะห์ การเข้าทรง
การนั่งสมาธิ การรับประทานผลไม้ล้วนๆ ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีวิธีการอีกมากมายล้วนแต่อ้างเหตุผลสนับสนุนว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุด
แต่วิธีการทั้งหลายที่กล่าวมานี้ หากเราหันมาเข้าใจ วงจรพลังทั้ง 7 ระดับในธรรมชาติ เราก็จะลดความสับสนลง
เพราะแต่ละวิธีล้วนเป็นไปได้ขึ้นอยู่ว่าเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมระดับใด เป็นการบำบัด
พลังในร่างกายขั้น 3 ขั้น คลื่นจิตและสนามแม่เหล็ก ซึ่งยังห่างไกลจากพลังขั้น 7 ที่มีพลังเลือดที่ได้รับมาจากสารอาหารเป็น
พื้นฐานการฝึกสมาธิจะบำบัดได้ก็ต่อเนื่องเมื่อผู้ป่วยปรับปรุงเรื่องอาหาร
การกินเป็นหลักก่อนแล้วเสริมด้วยการฝึกสมาธิจึงจะเป็นผล คนไข้ปวดท้องเพราะอาหารเป็นพิษ ไม่มีจิตใจนั่งสมาธิ
คนเป็นโรคเบาหวาน หากไม่ลดน้ำตาล อารมณ์ยิ่งหงุดหงิด จะนั่งสมาธิคงจะไม่ได้ผลคนป่วยรับประทานยา หรือสมุนไพรก็ควรจะใช้เป็นวิธีการระยะสั้น ชั่ว คราว ไม่ควรใช้นานเกินไป เพราะจะมีผลข้างเคียงดังนั้น จะเห็นได้ว่า ไม่
ว่าการบำบัดรักษาด้วยวิธีใดก็ตาม จะต้องเริ่มต้นที่การควบคุมและปรับ
ดุลอาหารก่อนเป็นหลักวิธีการอื่นจึงเป็นการบำบัดเสริมรวมไปด้วย จึง
จะได้ผลดีกว่า เริ่มต้นด้วยการรับประทานข้าวกล้อง หุงด้วยหม้อดิน แช่ค้างคืน
ใส่เกลือทะเลเล็กน้อยคลุกข้าวด้วยงาคั่วบดคลุกเกลือ (gomashid) เสริมด้วย
ต้มผัก จับฉ่าย สาหร่ายทะเล ถั่วแดงถั่วดำ ไชโป้ว ผักกาดดองเต้าเจี้ยว จิบน้ำชา อมบ๊วยเสริม
เดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า นอนหันศีรษะไปทาง ทิศเหนือ เพื่อรองรับสนามแม่เหล็กโลกปรับตัวเอง
เหมือนเข็มทิศเพราะกระดูกสันหลังก็คือเข็มทิศที่ธรรมชาติให้ติดตัวมา ขั้วอวัยวะเพศกับขั้วสมอง
เป็นศูนย์รวมประจุไฟฟ้าสถิตในร่างกาย เมื่อเวลานอนตอนกลางคืนเราหันศีรษะขั้วเหนือใต้
เราจะได้รับพลังธรรมชาติบำบัดสูงสุด เหมือนเสาอากาศทีวี ใครนอนไม่
ตรงทิศก็พลาดโอกาส อดรับโบนัสที่ควรจะได้เครื่องอำนวยความสะดวก
ภายในบ้าน สิ่งใดใกล้หรือถูกตัวสัมผัสผิวหนัง เลี่ยงกระแสไฟฟ้าถูกร่างกาย
เตาอบไฟฟ้า อาหารแช่ใน ตู้เย็นนานให้หลีกเลี่ยง อาหารกระป๋องอย่าแตะ สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อประจุสังเคราะห์ ทำลายภูมิ
ต้านทานโรคของร่างกาย ทำให้เราอ่อนแอลง อ่อนเพลียง่าย ความจำเสื่อม ขี้ลืม
ผ้านุ่งห่มใช้ผ้าแพร ผ้าฝ้าย ฝ้าใยธรรมชาติ เลี่ยงใยสังเคราะห์
เลี่ยงการเปิดโทรทัศน์นานในห้อง เลี่ยงผลิตภัณฑ์พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ ฟองน้ำ ปลูกต้นไม้ในกระถางนำ
มาตั้งในห้องเพิ่มความเขียวชอุ่ม เลี่ยงการอาบน้ำแบบรวดเป็นขัด
นานเกินไปอาบน้ำ แช่น้ำนานร่างกายจะสูญเสียเกลือแร่ไปทำให้
อ่อนเพลียง่าย ผมจะหงอกเร็วกว่าปกติ เปิดหน้าต่างให้ลมโกรกได้ ถ่ายเทสะดวกถึงแม้เปิด
แอร์ก็ให้เปิดช่องลมไว้ถ่ายเทอากาศเสีย นำอากาศบริสุทธิ์เข้ามาทดแทนใหม่ได้
ทุกครั้งหลังตื่นนอนให้ใช้ลิ้นดุนเพดานหมุนไปรอบๆ เพื่อช่วยขับน้ำลาย
ออกมา น้ำลายเหล่านี้เมื่อคืนได้สะสม ประจุจากศีรษะสมองลงสู่ลิ้นไก่
ชาร์จน้ำลายเรียบร้อยรอเป็นภูมิประจำตัวประจำวัน หากเราได้
รับพลังจากน้ำลายเคลือบผนังกระเพาะ จะช่วยให้กระเพาะแข็งแรง ย่อยอาหารได้ดี น้ำ
ย่อยก็เข้มข้นด้วย ช่วยเป็นวัตถุดิบอย่างดีที่จะสร้างเม็ดเลือดใหม่ในวัน
ต่อไป การนอนหันทิศเหนือ-ใต้เป็นการรักษาแบบเสริมด้วย
พลังขั้น 3 คือ สนามแม่เหล็กธรรมชาติที่เป็นระดับเดียวกับการฝึกสมาธิ
และการปล่อยวางลดความเครียด และประเด็นสำคัญก่อนนอน 3 ชั่วโมง
มิควรรับประทานอาหารหนัก เพราะร่างกายไม่สามารถย่อยได้เสร็จสมบูรณ์
สารอาหารไม่ได้ใช้ กลายเป็นส่วนเกิน นำไปสู่ต้นเหตุของการเกิดเศษส่วนเกิน
แปรรูปทุกระดับในร่างกาย ทั้งน้ำหนักตัว การนอนกรน
การนอนขบฟัน การนอนน้ำลายไหล การฝันร้าย
การนอนละเมอ ล้วนเป็นสภาวะการรับประทานอาหารผิดมากเกินไป จะ
เห็นได้ว่า ตัวเราหันมาประยุกต์ศาสตร์ของฮวงจุ้ย การหาตำแหน่งที่
เหมาะสมกับภูมิสถาปัตย์เข้ากับร่างกาย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสิ่งแวดล้อมของพลังในธรรมชาติทั้ง 7 ระดับ
เราจะเข้าใจและหันมาให้ความสำคัญแก่การเลือกรับประทาน และการปรุง
อาหารให้ถูกวิธี แทนที่จะปล่อยโอกาสนี้ คอยแต่หาซื้อยา ตามคำ โฆษณาชวนเชื่อของผู้ผลิต
ผู้หวังค้ากำไรโดยไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและสุขภาพของเพื่อนมนุษย์ส่วนรวม
เราจะเข้าใจธาตุแท้ของพื้นฐานระดับจิตใจของคนตะวันตก ต้นกำเนิด
แนวความคิดทุนนิยม ใครจะรักและรู้จักตัวเราดีเท่าเราเรียนรู้เท่าทัน
วิทยาการสมัยใหม่ก่อนจะสายเกินไป

วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549

กางเกงยีนส์รีไซเคิล

ตอนนี้เชื่อเลยว่าหลายคนคงจะต้องเตรียมจัดข้าวจัดของโละ ๆ ของเก่า ๆ ทิ้งกันยกใหญ่แน่เลย ก็ใกล้ปีใหม่แล้วนี่....

ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งล่ะที่กำลังขะมักเขม้นอยู่
กะว่าปีใหม่นี้บ้านช่องห้องหับ ต้องสดใสกว่าเก่าไม่ให้มีอะไรรกหูรกตาเด็ดขาด ก็เผอิญว่าไปขุดเจอกางเกงยีนส์เก่าเก็บอยู่ตัวหนึ่ง จะทิ้งรึก็เสียดายจัง แหม !! เรามันพวกไม่ชอบทิ้งขว้างอยู่แล้ว เลยได้ไอเดียเด็ด ๆ มาคุยกันวันนี้ไง

ทำกางเกงยีนส์ตัวเก่าให้ใสปิ๊งเหมือนใหม่ ไม่ใช่ว่าเอาไปฟอกสีหรอกนะ แต่เราจะเนรมิตให้เป็น ยีนส์รีไซเคิล นั่นเอง

อุปกรณ์ที่ใช้ไม่มากมาย คว้ากรรไกร
ตัดผ้ามาให้เหมาะมือ จัดแจงตัดขากางเกงตัวเก่าให้สั้น แต่ถ้ายีนส์ตัวเก่าของเราขาสั้นอยู่แล้วก็สบายไป จากนั้นไปหา ส ีเขียนผ้า ราคาย่อมเยา ซื้อได้ตามร้านเย็บปักถักร้อยทั่วไป มาแต่งแต้มสีสันตามขอบเอวที่แสนจะเยิน เพราะความเก่าเก็บ...แค่เนี้ย !! เชื่อสิว่าจะดูสดใสไฉไลขึ้นทันตา ลงสีที่ขอบเอวอย่างเดียวอาจไม่จ๊าบเท่าไหร่ ไม่เป็นไรลองมาตวัดพู่กันลงบนกระเป๋าเล็กของกางเกงก็จะเท่ ไม่หยอกเชียวนะตัวเอง
มีเคล็ดไม่ลับว่า เวลาลงสีนั้นพอปล่อยไว้จนแห้งแล้วก็ต้องลงสีทับไปอีกรอบนะจ๊ะ

เห็น อย่างนี้แล้วอาจยังรู้สึกว่าไม่อินเทรนด์เท่าที่ควร ต้องนี่เลย หาดอกไม้ผ้าที่ทำ ง่าย ๆ ได้เองด้วยการนำเศษผ้าสีสดใสมาตัดเป็นดอกไม้น่ารัก ๆ มาติดตามตัวกางเกง จะเป็นมุมไหนก็แล้วแต่ใจชอบล่ะนะ เวลาติดก็หาเข็มหมุดมากลัดไปก่อน จากนั้นก็หาเข็มหาด้ายมาเริ่มเย็บไปทีละดอกสองดอกจนครบจำนวนที่ต้องการ แต่ถ้าผู้ใดมีไอเดียเจ๋งกว่านั้นอาจลองตัดเศษผ้าเป็นรูปอื่นๆ นอกจากดอกไม้ก็ได้แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์

โอ้โห !!! อะไรจะสวยปานนั้น เพียงเท่านี้กางเกงยีนส์อันแสนจะเก่าก็ดูปิ๊งปั๊งขึ้นมาเป็นกอง...

งานนี้ใส่ไปเซ็นเตอร์พอยต์ได้ ไม่อายวัยจ๊าบ !!!.

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549

กลิ่นหญ้ามีส่วนช่วยให้คนขับรถใจเย็น

ดร.เดวิด เลวิส ที่ปรึกษานักจิตวิทยา ในอังกฤษ ทำการศึกษา เพื่อจะดูว่าอะไรที่ทำให้คนขับรถรู้สึกนิ่ง ใจเย็นได้ โดยเขาได้ให้ผู้เข้าร่วมทดลอง 25 ราย ได้สูดดมกลิ่นหญ้าเดวอนเชียร์ของจริง กับที่เป็นกลิ่นหญ้าจากสเปรย์ แล้วให้จอดรถออกไปเดินเท้า เปล่าสัมผัสกับความรู้สึกที่หญ้าอยู่ ใต้ฝ่าเท้า จากนั้นวัดดูความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในร่างกาย เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และความเครียดที่ส่งผ่านมาทางผิวหนัง เมื่อคนขับรถออกไปนอกเมือง
ผู้เข้าร่วมทดลองยังถูกขอร้องว่า จะต้องนั่งนิ่งๆ แต่จากการตรวจร่างกายพบว่า พวกเขามีความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าเมื่อได้ดมกลิ่น และสัมผัสกับผืนหญ้าที่อยู่รอบๆ ผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาด้านความเครียดรายนี้บอกว่า การสัมผัสและได้กลิ่นเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ คนเราสร้างภาพว่าตัวเองอยู่ในที่สงบนอกเมืองได้
ดร.เลวิสบอกว่า เป็นที่คาดหมายได้ว่า คนขับจะรู้สึกใจเย็นเมื่อได้ขับรถออกนอกเมือง เพราะการจราจรน้อย แต่สิ่งที่รายงานชิ้นนี้ต้องการเสนอ คือการผสมผสานระหว่างความเงียบในรถยนต์ กลิ่นของสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเงียบสงบจริงๆ.