สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา ในสหรัฐ ได้เผยแพร่รายงานผลการศึกษาวิจัยฉบับหนึ่งซึ่งระบุว่า นักวิจัยได้นำฝาแฝดชาย 19 คู่ มาทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานของหวานกับการดื่มสุรา โดยที่ฝาแฝดเหล่านี้ไม่มีใครเคยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังมาก่อน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่บอกว่าดื่มสุราเพิ่มขึ้นในบางครั้ง และมีปัญหาจากการดื่มสุรานั้น มักจะมีปัญหาเรื่องการควบคุมการรับประทานของหวานและคนที่ชอบรับประทานของ หวานก็มักจะมีปัญหาเรื่องการควบคุมการดื่มสุราด้วย โดยเฉพาะเมื่อตกอยู่ในภาวะเศร้า หดหู่ หรือเป็นกังวลใจก็จะรับประทานของหวาน เพราะเชื่อว่าทำให้รู้สึกดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่าคนที่ชอบรับประทานของหวานอาจไม่ได้กลายเป็นคนติดเหล้าทุก รายไป แต่ผู้ชายที่ชอบรับประทานของหวานก็จะยิ่งมีแนวโน้มจะชอบดื่มสุราด้วย
โดยคุณ : วิทยาการ
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2547
ตารางเวลาสุขภาพ
ตารางเวลาสุขภาพ
เวลา 05-07 นาฬิกา เวลาตื่นนอน ในช่วงเวลาที่ร่างกายจะตื่นนอน
ระบบการทำงานของ อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายจะค่อย ๆ
ขับเคลื่อนการทำงานขึ้นทีละน้อย หลอดเลือดหดตัวแคบลง หัวใจเต้นเร็วขึ้น
ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นฮอร์โมนหลายชนิดทั่วร่างกายจะหลั่งออกมา
ซึ่งหนึ่งในนั้นมีฮอร์โมนที่กระตุ้นให้ร่างกายมีอารมณ์ทางเพศรวมอยู่ด้วย
ใครที่ยังมัวแต่นอนขี้เกียจอยู่กับที่นอนในตอนนี้
เท่ากับทำให้ระบบของร่างกายที่ปกติจะดำเนินไปตามเวลา
ทำงานผิดพลาดตั้งแต่จุดเริ่มต้นของวันใหม่
และสูญเสียความตื่นตัวไปตลอดทั้งวัน
เวลา 07 - 10 นาฬิกา เวลาอาหารเช้า
ระบบของอวัยวะทั่วทุกส่วนเริ่มตื่นสู่การทำงาน
ร่างกายต้องการอาหารเช้าที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่ร
่างกายได้รับเข้าไปจะถูกเผาผลาญให้กลายเป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว
หากรับประทานยาแก้ปวดในช่วงหลังอาหารเช้า ยาก็จะออกฤทธิ์ระงับปวดได้ดี
คุณผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งที่มดลูกหากได้รับประทานยารักษาโรคดังกล่าวในช่วง
เวลานี้ โอกาสที่จะช่วยระงับยับยั้งโรคก็จะเพิ่มสูงขึ้น หลอดเลือดหดแคบลง
ดังนั้นเวลาออกกำลังกายตอนเช้า ๆ ก็อย่าหักโหมมากนัก
เพราะอาจทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไม่ทันจนถึงขั้นหัวใจวายได้
แต่สำหรับบางคนก็อาจไม่เกิดอาการเช่นนั้นก็เป็นได้
ต้องคอยสังเกตตัวเองส่วนคนที่สูบบุหรี่
หากงดสูบมวนแรกของวันนี้เสียได้ก็จะดีมาก
เวลา 10 - 12 นาฬิกา
พละกำลังเต็มเปี่ยมในช่วงเวลานี้ของแต่ละวันประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายและ
จิตใจจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลา 11
โมงเช้าจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดของระบบการทำงานของหัวใจและไหลเวียนของโลหิต
ความสามาถในการเรียนรู้ทางด้านการคิดและการพูดจะมีความคล่องแคล่วว่องไวอย่างล
้นเหลือ เราจะรู้สึกมีสมาธิและมีความคิดสร้างสรรค์มากเป็นพิเศษ
ส่วนใครที่มีงานสำคัญหรือการสอบที่ต้องทำในช่วงเวลานี้ผลลัพธ์ที่ได้ก็มักจะออ
กมาดี
เวลา 12 - 14 นาฬิกา
เวลาพักกลางวันหลังจากช่วงเวลาแห่งจุดสูงสุดผ่านพ้นไปก็ได้เวลาที่ประสิทธิภาพ
การทำงานของร่างกายจะค่อย ๆ ลดลง
ซึ่งก็พอดีกับเวลาที่เราจะต้องรับประทานอาหารกลางวัน
เพื่อเติมพลังงานให้แก่ตัวเองอีกครั้งและในช่วงที่ร่างกายกำลังย่อยอาหารให้กล
ายเป็นพลังงานอยู่นี้ หากได้งีบหลับสัก 15 นาที
หรือออกไปเดินเล่นสักพักในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่งก็จะช่วยให้การไหลเวียนของโล
หิตดีขึ้น
หากใครไม่มีโอกาสได้พักหลังอาหารมื้อเที่ยงด้วยกิจกรรมดังกล่าวนั้นเลยช่วงบ่า
ยของเขาก็อาจจะเข้าถึงสมาธิได้ยาก
เวลา 14 - 17 นาฬิกา
ช่วงอึดต่อความเจ็บในช่วงเวลานี้ประสิทธิภาพของร่างกายจะกลับฟื้นคืนขึ้นมาใหม
่ เมื่อเวลาผ่านไปได้สักประมาณตอนบ่ายสามโมง
ผิวพรรณของเราจะมีเลือดมาหล่อเลี้ยงเพิ่มมากขึ้นและมีเหงื่อออกง่ายกว่าช่วงเว
ลาอื่น ๆ หากมีนัดกับหมอเพื่อทำฟันในช่วงเวลานี้จะดี
เพราะว่าจะรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ
เนื่องจากเป็นเวลาที่ฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินหลั่งออกมามาก
จึงสามารถช่วยกดความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ได้ นอกจากนั้น
ช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้
อ ทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการบำบัดทางกายภาพอีกด้วย
เวลา 17 - 20 นาฬิกา ช่วงเวลาสบายๆ
ความกระตือรือร้นของระบบทำงานภายในร่างกายจะค่อยๆ ถดถอยลง
อีกทั้งอุณหภูมิความร้อนภายในกายก็จะลดลงด้วย ประมาณเวลา 17 นาฬิกา
ประสาทรับรู้กลิ่นและรสชาติของอาหารจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด
ปฎิกิริยาต่อความเครียดจะไม่ค่อยมี และ
สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป โรคปวดข้อหรือโรคภูมิแพ้
เวลา 19
นาฬิกาจะเป็นเวลาซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการรับประทานยาเพื่อบำบัดรักษาอาการข
องโรคดังกล่าว
เวลา 20 - 22 นาฬิกา
เวลาแห่งความรู้สึกในช่วงเวลานี้ปฏิกิริยาของร่างกายอาจมีความไวต่อสิ่งเร้าอี
กทั้งประสาทสัมผัสยังเปิดรับรสสัมผัสที่อ่อนโยน
เสียงเพลงที่แว่วหวานและกลิ่นหอมอ่อน ๆ
ที่มาปลุกเร้าอารมณ์ได้ดียิ่งกว่าในช่วงเวลาอื่น ๆ
นอกจากนั้นการได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงนี้ก็จะช่วยก่อให้เกิดคว
ามรู้สึกผ่อนคลาย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ควรดื่มเกินกว่า 1
แก้วแค่พอหอมปากหอมคอเพื่อให้คืนนี้สามารถหลับได้อย่างมีความสุข
เวลา 22 - 01 นาฬิกา
ได้เวลาเข้านอนนับเป็นช่วงเวลาที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะเรียกน้ำย่อยในกร
ะเพาะให้หลั่งออกมาอีกด้วยการรับประทานอาหารใด ๆ
ทั้งนี้เพราะการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
ทั่วร่างกายกำลังจะเข้าสู่ความสงบนิ่งหลังจากที่ได้ทำงานจนอ่อนล้ามาตลอดทั้งว
ันแล้ว ฉะนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาดีที่จะเข้านอน
อย่างไรก็ตามระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะยังไม่เข้านอนตามไปด้วย
แต่จะทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งต่อไป ด้วยเหตุนี้เชื้อโรค
ของเสียและสารพิษจะถูกจัดการลำเลียงไปทำลายทิ้งที่ตับ และทุก ๆ
ค่ำคืนเซลล์เนื้อเยื่อและเซลล์ผิวต่างๆ
ก็จะถูกซ่อมแซมให้กลับฟื้นตัวแข็งแรงขึ้นหรืออาจมีการสร้างเสริมขึ้นใหม่
เวลา 01 - 05 นาฬิกา
ช่วงนิทราสนิทหนึ่งชั่วโมงหลังเที่ยงคืนเป็นช่วงเวลาแห่งการหลับลึกที่แสนสุข
ของผู้ที่สามารถทำตามตารางแห่งสุขภาพที่สาธยายมานี้ได้สำเร็จและในช่วงนี้นี่เ
องเป็นเวลาที่มนุษย์เราจะฝันซึ่งคืนหนึ่ง ๆ อาจฝันได้ถึงสองสามครั้ง
แต่ไม่เสมอไปที่เราจะสามารถจดจำความฝันได้ในทุกครั้งหรือทุกเรื่อง
นอกจากนั้นการทำหน้าที่ของตับในการขจัดสารพิษอย่างเช่น แอลกอฮอล์
ก็จะมาถึงจุดสูงสุด และสำหรับใครบางคนที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด
ช่วงเวลานี้ก็จะมีอันตรายสูงสุดเช่นกันเพราะ 80%
ของผู้ป่วยอาการจะกำเริบในช่วงนี้
ฉะนั้นจะต้องตระเตรียมสเปรย์หรือยาฉีดขยายหลอดลมเอาไว้ใกล้ ๆ ตัว
จะได้หยิบฉวยทันท่วงทีพอใกล้รุ่งเช้าเส้นเลือดใต้ผิวก็เริ่มจะหดตัวลงอีกครั้ง
อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น และแล้วกลไกการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
ทั่วร่างกายจะค่อย ๆ
ตื่นขึ้นมาทำงานต้อนรับ เช้าวันใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นาน
โดยคุณ : 4uweb
เวลา 05-07 นาฬิกา เวลาตื่นนอน ในช่วงเวลาที่ร่างกายจะตื่นนอน
ระบบการทำงานของ อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายจะค่อย ๆ
ขับเคลื่อนการทำงานขึ้นทีละน้อย หลอดเลือดหดตัวแคบลง หัวใจเต้นเร็วขึ้น
ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นฮอร์โมนหลายชนิดทั่วร่างกายจะหลั่งออกมา
ซึ่งหนึ่งในนั้นมีฮอร์โมนที่กระตุ้นให้ร่างกายมีอารมณ์ทางเพศรวมอยู่ด้วย
ใครที่ยังมัวแต่นอนขี้เกียจอยู่กับที่นอนในตอนนี้
เท่ากับทำให้ระบบของร่างกายที่ปกติจะดำเนินไปตามเวลา
ทำงานผิดพลาดตั้งแต่จุดเริ่มต้นของวันใหม่
และสูญเสียความตื่นตัวไปตลอดทั้งวัน
เวลา 07 - 10 นาฬิกา เวลาอาหารเช้า
ระบบของอวัยวะทั่วทุกส่วนเริ่มตื่นสู่การทำงาน
ร่างกายต้องการอาหารเช้าที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่ร
่างกายได้รับเข้าไปจะถูกเผาผลาญให้กลายเป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว
หากรับประทานยาแก้ปวดในช่วงหลังอาหารเช้า ยาก็จะออกฤทธิ์ระงับปวดได้ดี
คุณผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งที่มดลูกหากได้รับประทานยารักษาโรคดังกล่าวในช่วง
เวลานี้ โอกาสที่จะช่วยระงับยับยั้งโรคก็จะเพิ่มสูงขึ้น หลอดเลือดหดแคบลง
ดังนั้นเวลาออกกำลังกายตอนเช้า ๆ ก็อย่าหักโหมมากนัก
เพราะอาจทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไม่ทันจนถึงขั้นหัวใจวายได้
แต่สำหรับบางคนก็อาจไม่เกิดอาการเช่นนั้นก็เป็นได้
ต้องคอยสังเกตตัวเองส่วนคนที่สูบบุหรี่
หากงดสูบมวนแรกของวันนี้เสียได้ก็จะดีมาก
เวลา 10 - 12 นาฬิกา
พละกำลังเต็มเปี่ยมในช่วงเวลานี้ของแต่ละวันประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายและ
จิตใจจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลา 11
โมงเช้าจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดของระบบการทำงานของหัวใจและไหลเวียนของโลหิต
ความสามาถในการเรียนรู้ทางด้านการคิดและการพูดจะมีความคล่องแคล่วว่องไวอย่างล
้นเหลือ เราจะรู้สึกมีสมาธิและมีความคิดสร้างสรรค์มากเป็นพิเศษ
ส่วนใครที่มีงานสำคัญหรือการสอบที่ต้องทำในช่วงเวลานี้ผลลัพธ์ที่ได้ก็มักจะออ
กมาดี
เวลา 12 - 14 นาฬิกา
เวลาพักกลางวันหลังจากช่วงเวลาแห่งจุดสูงสุดผ่านพ้นไปก็ได้เวลาที่ประสิทธิภาพ
การทำงานของร่างกายจะค่อย ๆ ลดลง
ซึ่งก็พอดีกับเวลาที่เราจะต้องรับประทานอาหารกลางวัน
เพื่อเติมพลังงานให้แก่ตัวเองอีกครั้งและในช่วงที่ร่างกายกำลังย่อยอาหารให้กล
ายเป็นพลังงานอยู่นี้ หากได้งีบหลับสัก 15 นาที
หรือออกไปเดินเล่นสักพักในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่งก็จะช่วยให้การไหลเวียนของโล
หิตดีขึ้น
หากใครไม่มีโอกาสได้พักหลังอาหารมื้อเที่ยงด้วยกิจกรรมดังกล่าวนั้นเลยช่วงบ่า
ยของเขาก็อาจจะเข้าถึงสมาธิได้ยาก
เวลา 14 - 17 นาฬิกา
ช่วงอึดต่อความเจ็บในช่วงเวลานี้ประสิทธิภาพของร่างกายจะกลับฟื้นคืนขึ้นมาใหม
่ เมื่อเวลาผ่านไปได้สักประมาณตอนบ่ายสามโมง
ผิวพรรณของเราจะมีเลือดมาหล่อเลี้ยงเพิ่มมากขึ้นและมีเหงื่อออกง่ายกว่าช่วงเว
ลาอื่น ๆ หากมีนัดกับหมอเพื่อทำฟันในช่วงเวลานี้จะดี
เพราะว่าจะรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ
เนื่องจากเป็นเวลาที่ฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินหลั่งออกมามาก
จึงสามารถช่วยกดความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ได้ นอกจากนั้น
ช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้
อ ทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการบำบัดทางกายภาพอีกด้วย
เวลา 17 - 20 นาฬิกา ช่วงเวลาสบายๆ
ความกระตือรือร้นของระบบทำงานภายในร่างกายจะค่อยๆ ถดถอยลง
อีกทั้งอุณหภูมิความร้อนภายในกายก็จะลดลงด้วย ประมาณเวลา 17 นาฬิกา
ประสาทรับรู้กลิ่นและรสชาติของอาหารจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด
ปฎิกิริยาต่อความเครียดจะไม่ค่อยมี และ
สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป โรคปวดข้อหรือโรคภูมิแพ้
เวลา 19
นาฬิกาจะเป็นเวลาซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการรับประทานยาเพื่อบำบัดรักษาอาการข
องโรคดังกล่าว
เวลา 20 - 22 นาฬิกา
เวลาแห่งความรู้สึกในช่วงเวลานี้ปฏิกิริยาของร่างกายอาจมีความไวต่อสิ่งเร้าอี
กทั้งประสาทสัมผัสยังเปิดรับรสสัมผัสที่อ่อนโยน
เสียงเพลงที่แว่วหวานและกลิ่นหอมอ่อน ๆ
ที่มาปลุกเร้าอารมณ์ได้ดียิ่งกว่าในช่วงเวลาอื่น ๆ
นอกจากนั้นการได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงนี้ก็จะช่วยก่อให้เกิดคว
ามรู้สึกผ่อนคลาย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ควรดื่มเกินกว่า 1
แก้วแค่พอหอมปากหอมคอเพื่อให้คืนนี้สามารถหลับได้อย่างมีความสุข
เวลา 22 - 01 นาฬิกา
ได้เวลาเข้านอนนับเป็นช่วงเวลาที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะเรียกน้ำย่อยในกร
ะเพาะให้หลั่งออกมาอีกด้วยการรับประทานอาหารใด ๆ
ทั้งนี้เพราะการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
ทั่วร่างกายกำลังจะเข้าสู่ความสงบนิ่งหลังจากที่ได้ทำงานจนอ่อนล้ามาตลอดทั้งว
ันแล้ว ฉะนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาดีที่จะเข้านอน
อย่างไรก็ตามระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะยังไม่เข้านอนตามไปด้วย
แต่จะทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งต่อไป ด้วยเหตุนี้เชื้อโรค
ของเสียและสารพิษจะถูกจัดการลำเลียงไปทำลายทิ้งที่ตับ และทุก ๆ
ค่ำคืนเซลล์เนื้อเยื่อและเซลล์ผิวต่างๆ
ก็จะถูกซ่อมแซมให้กลับฟื้นตัวแข็งแรงขึ้นหรืออาจมีการสร้างเสริมขึ้นใหม่
เวลา 01 - 05 นาฬิกา
ช่วงนิทราสนิทหนึ่งชั่วโมงหลังเที่ยงคืนเป็นช่วงเวลาแห่งการหลับลึกที่แสนสุข
ของผู้ที่สามารถทำตามตารางแห่งสุขภาพที่สาธยายมานี้ได้สำเร็จและในช่วงนี้นี่เ
องเป็นเวลาที่มนุษย์เราจะฝันซึ่งคืนหนึ่ง ๆ อาจฝันได้ถึงสองสามครั้ง
แต่ไม่เสมอไปที่เราจะสามารถจดจำความฝันได้ในทุกครั้งหรือทุกเรื่อง
นอกจากนั้นการทำหน้าที่ของตับในการขจัดสารพิษอย่างเช่น แอลกอฮอล์
ก็จะมาถึงจุดสูงสุด และสำหรับใครบางคนที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด
ช่วงเวลานี้ก็จะมีอันตรายสูงสุดเช่นกันเพราะ 80%
ของผู้ป่วยอาการจะกำเริบในช่วงนี้
ฉะนั้นจะต้องตระเตรียมสเปรย์หรือยาฉีดขยายหลอดลมเอาไว้ใกล้ ๆ ตัว
จะได้หยิบฉวยทันท่วงทีพอใกล้รุ่งเช้าเส้นเลือดใต้ผิวก็เริ่มจะหดตัวลงอีกครั้ง
อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น และแล้วกลไกการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
ทั่วร่างกายจะค่อย ๆ
ตื่นขึ้นมาทำงานต้อนรับ เช้าวันใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นาน
โดยคุณ : 4uweb
ชุมชนเข้มแข็ง : คำตอบอยู่ที่ชุมชน
กระแสของการพัฒนาที่ต้องการพัฒนาให้ชุม ชนเข้มแข็ง ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่อยู่ในระดับต้น ๆ นอกเหนือจากการพัฒนาที่ยั่งยืน ประชาสังคม เศรษฐกิจพอเพียง หรือชุมชนแห่งการเรียนรู้ และเมื่อกล่าวถึงชุมชนเข้มแข็ง หลายคนคงนึกถึง กลุ่มฮักเมืองน่าน
กลุ่มสมุนไพรครบวงจร เพื่อเศรษฐกิจชุมชนบางกะพุ่ม ชมรมอุ้มชูไทอีสาน ศูนย์อินแปง กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ (พระสุบิน มณีโต) เครือข่ายวนเกษตร (ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเสริม) ชุมชนสาคลี ประชาคมคนรักแม่กลอง เครือข่ายอาสาสมัครต่อต้านยาเสพย์ติดชุมชนแออัดคลองเตย กลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เลี้ยง กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านอำเภอสิเกา กลุ่มออมทรัพย์ตำบลคลองเปียะ และกลุ่มอื่น ๆ อีกมากมาย
กลุ่ม หรือชุมชนดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ภาคเหนือ อีสาน กลาง กรุงเทพฯ ลงไปถึงภาคใต้ โดยมีผลการสำรวจพบว่าชุมชนหรือองค์กรที่มีกิจกรรมร่วมมือกันพัฒนาชุมชนมี อยู่ถึง 40,186 กลุ่ม ซึ่งในจำนวนนี้มีกลุ่มที่เข้มแข็งอยู่ประมาณ 13% ดังนั้นคำถามจึงมีว่า ทำไมชุมชนเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นและมีความเข้มแข็ง
มีการเรียนรู้
และพึ่งตนเองอยู่ได้ ซึ่งหากจะพิจารณาภาพรวมของการเกิดขึ้น และพัฒนาการของชุมชนเหล่านั้นมีประเด็นที่สมควรพิจารณา ได้แก่ 1. ความตระหนักในปัญหาหรือความต้องการของชุมชน ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่เป็นเรื่องวิกฤติของชุมชน
มีผู้นำของชุมชนลุกขึ้นมานำและเริ่มรวมตัวกลุ่มคน
เพื่อหาทางแก้ปัญหาวิกฤตินั้น ด้วยภูมิปัญญาของตนเองก่อน 2. ความเป็นเครือญาติ หรือความเป็นมิตรต่อกัน ทำให้คนในชุมชนที่มีวิถีชีวิตสัมพันธ์กัน มีความใกล้ชิด มีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในชุมชนมีการรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมการพัฒนาร่วมกัน เช่น การออมทรัพย์ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การรักษาป่า หรือการประกอบอาชีพ 3. มีผู้นำชุมชนที่สามารถประสานกลุ่มได้ มีความเสียสละ มีประสบการณ์ในการทำงาน รักและห่วงใยชุมชน มองโลกในแง่ดี มีเครือข่ายแกนนำในการดำเนินงาน เปิดโอกาส
และให้ความเสมอภาคแก่คนในชุมชนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สนทนากัน และมีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายภายนอกชุมชน และ 4. มีกระบวนการในการแสวงหาความรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งการสนทนากลุ่มเล็ก ๆ การประชุมร่วมกันในชุมชน การศึกษาดูงานต่างชุมชน การเข้ารับการฝึกอบรม การได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้รู้ หรือเครือข่ายชุมชนอื่น จนทำให้ความรู้ใหม่ ๆ กลายเป็นพลังในการวางแผน ตัดสินใจ การลงมือปฏิบัติงาน ตลอดจนการทบทวนและติดตามการดำเนินงาน
การเชื่อมโยงความคิด ความรู้
และประสบการณ์ของคนในชุมชนจนเกิดความเข้มแข็ง จะมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้มุ่งผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก แต่เป็นผลที่มุ่งให้เกิดขึ้นกับชุมชนและไม่ไปกระทบกระเทือนสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งอมรวิชช์ นาครทรรพ เคยสรุปไว้ว่า "ความพยายามที่จะเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะพัฒนาไปสู่การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเรียนรู้ ของคนในชุมชน ซึ่งต้องอาศัยความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างเข้มแข็ง มีหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจร่วมกัน เป็นพลังจิตวิญญาณในการทำงานร่วมกัน เสริมด้วยผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ที่จะกระตุ้นชุมชนให้มีพลังในการเรียนรู้ และปรับตัวในยุคโลกาภิวัตน์"
กระบวน การความเข้มแข็งของชุมชนนี้จะก่อตั้งและเกิดขึ้นในกิจกรรมการพัฒนาต่าง ๆ เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ (พระสุบิน มณีโต จังหวัดตราด) หรือกลุ่มออมทรัพย์ตำบลคลองเปียะ ที่มีลุงอัมพร ด้วงปาน เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งเกิดจากเงินออมเพียง 2,850 บาท ในปี 2523 และเป็น 50 กว่าล้านบาทในปัจจุบัน หรือกลุ่มฮักเมืองน่าน ที่มีพระครูพิทักษ์นันทคุณ เป็นผู้นำในการใช้วิถีทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการพัฒนา จนเกิดการพัฒนาในหลายด้าน ทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ป่า อนุรักษ์แหล่งน้ำ ตลอดจนประกอบอาชีพ ส่วนกิจกรรมการแก้ไขปัญหายาเสพย์ติด เช่น
เครือข่ายอาสาสมัครต่อต้านยาเสพย์ติด
ชุมชนแออัดคลองเตย ที่มีป้านะ หรือป้าอามีนะ บีดีล
เป็นผู้นำคนในชุมชนคลองเตย
มาร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพย์ติด จนอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้
องค์ ประกอบสำคัญที่เชื่อมั่นว่าความเข้มแข็งของชุมชนที่เกิดขึ้น จะมีกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กันเสมอเกิดจากการเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ปฏิบัติการ ปรับปรุง แก้ไข และประเมินผล จนสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปได้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า "การระเบิดจากข้างใน" เพราะผู้นำชุมชนและแกนนำจะร่วมกันคิด และตระหนักในปัญหาของชุมชน และเริ่มกระบวนการเรียนรู้มาจากชุมชนก่อน
อย่างไรก็ตาม
การดำเนินงาน ไม่ใช่จะสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์โดยง่าย ซึ่งหลายชุมชนก็ดำเนินงานไป ล้มเหลวไป แต่ได้ลุกขึ้นมาร่วมคิด ร่วมแก้ไขปัญหากันต่อไป บางเรื่องก็สำเร็จ บางเรื่องก็ล้มเหลวอีก แต่ก็พยายามต่อสู้จนสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับต่าง ๆ ซึ่งความล้มเหลวแต่ละครั้งนั้น ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนด้วย ซึ่งตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน ทรงเรียกว่า "ขาดทุนคือกำไร" เพราะความล้มเหลว การขาดทุนนั้น ทำให้ชุมชนได้เรียนรู้ถึงบทเรียนราคาแพง และจะได้พยายามแก้ไขจุดบกพร่อง ไม่เดินไปตามแนวทางเดิมอีก และในที่สุดจะสามารถพลิกฟื้นกลับกลายมาเป็นกำไรได้
ปัจจัยความ สำเร็จของชุมชนที่เข้มแข็ง อาจสรุปได้ด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความตระหนัก และการทำความเข้าใจในปัญหาของชุมชน
การมีผู้นำในชุมชนทั้งผู้นำที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ขึ้นในชุมชน รวมทั้งความสามารถในการประสาน และเชื่อมโยงกับองค์กรหรือชุมชนภายนอก ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความร่วมมือ และการสนับสนุนจากองค์กรภายนอก การช่วยเหลือด้านการเงินหากเกิดความจำเป็น การให้ความสำคัญ และความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง จากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนนี้ งานการศึกษานอกโรงเรียนจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ
ในการพัฒนาศักยภาพ และเสริมการเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) สามารถมีส่วนส่งเสริม สนับสนุน ในเรื่องการจัดการศึกษานอกโรงเรียนให้กับชุมชนได้อย่างมาก ส่วนหน่วยงาน หรือองค์กรอื่น ๆ ก็มีบทบาทในงานการศึกษานอกโรงเรียนได้เช่นกัน ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยภายนอก ที่จะเป็นกลไกผลักดันการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
อย่างไรก็ตาม กระบวนการเกิดความเข้มแข็งของชุมชนนั้น ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลสำเร็จคงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
ดังนั้นการนำสูตรการปฏิบัติงานจากชุมชนหนึ่ง ไปใช้ในอีกชุมชนหนึ่งจึงอาจได้ผลไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละชุมชนจะมีสถานการณ์ และเงื่อนไขที่หลากหลายแตกต่างกันมาก ดังนั้นแนวทางที่เป็นไปได้ก็คือสิ่งที่ ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ อธิบดี กศน. เคยเสนอไว้ว่า "ผู้นำชุมชน และชุมชน ควรเป็นนักวิจัย คือรู้จักนำกระบวนการคิด การวิเคราะห์มาใช้หาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสม" ซึ่งคำกล่าวนี้สามารถใช้เป็นแนวทางของการเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่ชุมชนหรือองค์กรสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาชุมชน ให้เข้มแข็งได้ จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วคำตอบในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนก็อยู่ที่ ชุมชนนั่นเอง.
ดร.ปาน กิมปี กรมการศึกษานอกโรงเรียน โดยคุณ : ดร.ปาน กิมปี
กลุ่มสมุนไพรครบวงจร เพื่อเศรษฐกิจชุมชนบางกะพุ่ม ชมรมอุ้มชูไทอีสาน ศูนย์อินแปง กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ (พระสุบิน มณีโต) เครือข่ายวนเกษตร (ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเสริม) ชุมชนสาคลี ประชาคมคนรักแม่กลอง เครือข่ายอาสาสมัครต่อต้านยาเสพย์ติดชุมชนแออัดคลองเตย กลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เลี้ยง กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านอำเภอสิเกา กลุ่มออมทรัพย์ตำบลคลองเปียะ และกลุ่มอื่น ๆ อีกมากมาย
กลุ่ม หรือชุมชนดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ภาคเหนือ อีสาน กลาง กรุงเทพฯ ลงไปถึงภาคใต้ โดยมีผลการสำรวจพบว่าชุมชนหรือองค์กรที่มีกิจกรรมร่วมมือกันพัฒนาชุมชนมี อยู่ถึง 40,186 กลุ่ม ซึ่งในจำนวนนี้มีกลุ่มที่เข้มแข็งอยู่ประมาณ 13% ดังนั้นคำถามจึงมีว่า ทำไมชุมชนเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นและมีความเข้มแข็ง
มีการเรียนรู้
และพึ่งตนเองอยู่ได้ ซึ่งหากจะพิจารณาภาพรวมของการเกิดขึ้น และพัฒนาการของชุมชนเหล่านั้นมีประเด็นที่สมควรพิจารณา ได้แก่ 1. ความตระหนักในปัญหาหรือความต้องการของชุมชน ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่เป็นเรื่องวิกฤติของชุมชน
มีผู้นำของชุมชนลุกขึ้นมานำและเริ่มรวมตัวกลุ่มคน
เพื่อหาทางแก้ปัญหาวิกฤตินั้น ด้วยภูมิปัญญาของตนเองก่อน 2. ความเป็นเครือญาติ หรือความเป็นมิตรต่อกัน ทำให้คนในชุมชนที่มีวิถีชีวิตสัมพันธ์กัน มีความใกล้ชิด มีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในชุมชนมีการรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมการพัฒนาร่วมกัน เช่น การออมทรัพย์ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การรักษาป่า หรือการประกอบอาชีพ 3. มีผู้นำชุมชนที่สามารถประสานกลุ่มได้ มีความเสียสละ มีประสบการณ์ในการทำงาน รักและห่วงใยชุมชน มองโลกในแง่ดี มีเครือข่ายแกนนำในการดำเนินงาน เปิดโอกาส
และให้ความเสมอภาคแก่คนในชุมชนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สนทนากัน และมีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายภายนอกชุมชน และ 4. มีกระบวนการในการแสวงหาความรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งการสนทนากลุ่มเล็ก ๆ การประชุมร่วมกันในชุมชน การศึกษาดูงานต่างชุมชน การเข้ารับการฝึกอบรม การได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้รู้ หรือเครือข่ายชุมชนอื่น จนทำให้ความรู้ใหม่ ๆ กลายเป็นพลังในการวางแผน ตัดสินใจ การลงมือปฏิบัติงาน ตลอดจนการทบทวนและติดตามการดำเนินงาน
การเชื่อมโยงความคิด ความรู้
และประสบการณ์ของคนในชุมชนจนเกิดความเข้มแข็ง จะมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้มุ่งผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก แต่เป็นผลที่มุ่งให้เกิดขึ้นกับชุมชนและไม่ไปกระทบกระเทือนสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งอมรวิชช์ นาครทรรพ เคยสรุปไว้ว่า "ความพยายามที่จะเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะพัฒนาไปสู่การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเรียนรู้ ของคนในชุมชน ซึ่งต้องอาศัยความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างเข้มแข็ง มีหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจร่วมกัน เป็นพลังจิตวิญญาณในการทำงานร่วมกัน เสริมด้วยผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ที่จะกระตุ้นชุมชนให้มีพลังในการเรียนรู้ และปรับตัวในยุคโลกาภิวัตน์"
กระบวน การความเข้มแข็งของชุมชนนี้จะก่อตั้งและเกิดขึ้นในกิจกรรมการพัฒนาต่าง ๆ เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ (พระสุบิน มณีโต จังหวัดตราด) หรือกลุ่มออมทรัพย์ตำบลคลองเปียะ ที่มีลุงอัมพร ด้วงปาน เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งเกิดจากเงินออมเพียง 2,850 บาท ในปี 2523 และเป็น 50 กว่าล้านบาทในปัจจุบัน หรือกลุ่มฮักเมืองน่าน ที่มีพระครูพิทักษ์นันทคุณ เป็นผู้นำในการใช้วิถีทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการพัฒนา จนเกิดการพัฒนาในหลายด้าน ทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ป่า อนุรักษ์แหล่งน้ำ ตลอดจนประกอบอาชีพ ส่วนกิจกรรมการแก้ไขปัญหายาเสพย์ติด เช่น
เครือข่ายอาสาสมัครต่อต้านยาเสพย์ติด
ชุมชนแออัดคลองเตย ที่มีป้านะ หรือป้าอามีนะ บีดีล
เป็นผู้นำคนในชุมชนคลองเตย
มาร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพย์ติด จนอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้
องค์ ประกอบสำคัญที่เชื่อมั่นว่าความเข้มแข็งของชุมชนที่เกิดขึ้น จะมีกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กันเสมอเกิดจากการเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ปฏิบัติการ ปรับปรุง แก้ไข และประเมินผล จนสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปได้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า "การระเบิดจากข้างใน" เพราะผู้นำชุมชนและแกนนำจะร่วมกันคิด และตระหนักในปัญหาของชุมชน และเริ่มกระบวนการเรียนรู้มาจากชุมชนก่อน
อย่างไรก็ตาม
การดำเนินงาน ไม่ใช่จะสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์โดยง่าย ซึ่งหลายชุมชนก็ดำเนินงานไป ล้มเหลวไป แต่ได้ลุกขึ้นมาร่วมคิด ร่วมแก้ไขปัญหากันต่อไป บางเรื่องก็สำเร็จ บางเรื่องก็ล้มเหลวอีก แต่ก็พยายามต่อสู้จนสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับต่าง ๆ ซึ่งความล้มเหลวแต่ละครั้งนั้น ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนด้วย ซึ่งตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน ทรงเรียกว่า "ขาดทุนคือกำไร" เพราะความล้มเหลว การขาดทุนนั้น ทำให้ชุมชนได้เรียนรู้ถึงบทเรียนราคาแพง และจะได้พยายามแก้ไขจุดบกพร่อง ไม่เดินไปตามแนวทางเดิมอีก และในที่สุดจะสามารถพลิกฟื้นกลับกลายมาเป็นกำไรได้
ปัจจัยความ สำเร็จของชุมชนที่เข้มแข็ง อาจสรุปได้ด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความตระหนัก และการทำความเข้าใจในปัญหาของชุมชน
การมีผู้นำในชุมชนทั้งผู้นำที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ขึ้นในชุมชน รวมทั้งความสามารถในการประสาน และเชื่อมโยงกับองค์กรหรือชุมชนภายนอก ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความร่วมมือ และการสนับสนุนจากองค์กรภายนอก การช่วยเหลือด้านการเงินหากเกิดความจำเป็น การให้ความสำคัญ และความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง จากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนนี้ งานการศึกษานอกโรงเรียนจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ
ในการพัฒนาศักยภาพ และเสริมการเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) สามารถมีส่วนส่งเสริม สนับสนุน ในเรื่องการจัดการศึกษานอกโรงเรียนให้กับชุมชนได้อย่างมาก ส่วนหน่วยงาน หรือองค์กรอื่น ๆ ก็มีบทบาทในงานการศึกษานอกโรงเรียนได้เช่นกัน ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยภายนอก ที่จะเป็นกลไกผลักดันการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
อย่างไรก็ตาม กระบวนการเกิดความเข้มแข็งของชุมชนนั้น ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลสำเร็จคงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
ดังนั้นการนำสูตรการปฏิบัติงานจากชุมชนหนึ่ง ไปใช้ในอีกชุมชนหนึ่งจึงอาจได้ผลไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละชุมชนจะมีสถานการณ์ และเงื่อนไขที่หลากหลายแตกต่างกันมาก ดังนั้นแนวทางที่เป็นไปได้ก็คือสิ่งที่ ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ อธิบดี กศน. เคยเสนอไว้ว่า "ผู้นำชุมชน และชุมชน ควรเป็นนักวิจัย คือรู้จักนำกระบวนการคิด การวิเคราะห์มาใช้หาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสม" ซึ่งคำกล่าวนี้สามารถใช้เป็นแนวทางของการเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่ชุมชนหรือองค์กรสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาชุมชน ให้เข้มแข็งได้ จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วคำตอบในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนก็อยู่ที่ ชุมชนนั่นเอง.
ดร.ปาน กิมปี กรมการศึกษานอกโรงเรียน โดยคุณ : ดร.ปาน กิมปี
ควานสมองหาจุดหรรษา
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงเรียนแพทย์ โรเชสเตอร์ของสหรัฐฯ เผยว่า สมองส่วนน้อยทางด้านหน้า เป็นส่วนที่รับรู้ เรื่องตลก และเชื่อว่าอารมณ์ขันของคนเรา เท่ากับเป็นตุ้มถ่วงอารมณ์ อันไม่พึงปรารถนาต่างๆ อย่างเช่น ความกลัว เป็นต้น
เขา และคณะได้ทดสอบกับอาสาสมัคร โดยใช้ เครื่องคลื่นแม่เหล็ก ตรวจค้นหาสมองส่วนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ขัน ที่ผ่านมา ยังไม่ค่อยมีการศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ขันนัก การเข้าใจพื้นฐานของอารมณ์ดี อาจจะช่วยให้เข้าใจในอารมณ์เสียด้วย ทำให้รู้ว่า เหตุใดอัมพาต ของสมองส่วนหน้า ถึงทำให้บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปได้ อย่างเช่นการหมดอารมณ์ขัน สมองส่วนเดียวกัน ยังเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางสังคม และอารมณ์ กับการคิดอ่านล่วงหน้าด้วย
เขา และคณะได้ทดสอบกับอาสาสมัคร โดยใช้ เครื่องคลื่นแม่เหล็ก ตรวจค้นหาสมองส่วนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ขัน ที่ผ่านมา ยังไม่ค่อยมีการศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ขันนัก การเข้าใจพื้นฐานของอารมณ์ดี อาจจะช่วยให้เข้าใจในอารมณ์เสียด้วย ทำให้รู้ว่า เหตุใดอัมพาต ของสมองส่วนหน้า ถึงทำให้บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปได้ อย่างเช่นการหมดอารมณ์ขัน สมองส่วนเดียวกัน ยังเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางสังคม และอารมณ์ กับการคิดอ่านล่วงหน้าด้วย
วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547
ปากเป็นนาย จิตใจให้เศร้าหรือสุขก็ได้
ปากซึ่งถูกยกย่องให้เป็นเอก ยังมีความสำคัญกับสุขภาพจิตอีกอย่างหนึ่งด้วย ถึงขนาดที่จะให้จิตใจสดชื่นรื่นเริง หรือจะห่อเหี่ยวได้
องค์การ สุขภาพจิต ประเทศอังกฤษ ได้ประกาศเผยแพร่รายงานอาหาร ซึ่งมีอิทธิพลกับอารมณ์และจิตใจ เพื่อยืนยันความสำคัญของอาหารกับอารมณ์และจิตใจ ผลการศึกษาพบว่า มีคนถึง 1 ใน 4 ที่ยอมรับว่า กินช็อกโกแลตแล้วทำให้รู้สึกจิตใจคึกคัก รื่นเริง แม้หลายคนจะท้วงว่า เป็นเพียงชั่วครู่ก็ตาม ขณะที่มีคนหนึ่งในห้าที่รู้สึกว่า การกินของหวานๆ เช่น ช็อกโกแลต กาแฟ ไข่ นมเนย ส้ม น้ำตาล และอาหารที่ทำจากแป้งสาลี ทำให้รู้สึกเศร้า ส่วนอาหารที่ทำให้อารมณ์และจิตใจดีได้แก่ ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกรดไขมันเช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ฟักทอง และวอลนัท
รายงานยังแจ้งว่า อาหารหลายชนิดอาจแสลงกับโรคต่างๆ อย่างเช่น โรคซึมเศร้า กระวนกระวาย อาการตื่นตระหนก และโรคจิตเสื่อมวัยรุ่นได้
แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า "เคยเห็นมาหลายคนแล้วที่มีอาการกระวนกระวาย และตื่น ตระหนก เมื่อเปลี่ยนอาหาร ภาวะจิตใจก็กลับดีขึ้นมาก ที่จริงแล้วก็มีสาเหตุที่มีผลกับสุขภาพจิตหลายอย่างด้วยกัน แต่อาหารก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่ง"
องค์การ สุขภาพจิต ประเทศอังกฤษ ได้ประกาศเผยแพร่รายงานอาหาร ซึ่งมีอิทธิพลกับอารมณ์และจิตใจ เพื่อยืนยันความสำคัญของอาหารกับอารมณ์และจิตใจ ผลการศึกษาพบว่า มีคนถึง 1 ใน 4 ที่ยอมรับว่า กินช็อกโกแลตแล้วทำให้รู้สึกจิตใจคึกคัก รื่นเริง แม้หลายคนจะท้วงว่า เป็นเพียงชั่วครู่ก็ตาม ขณะที่มีคนหนึ่งในห้าที่รู้สึกว่า การกินของหวานๆ เช่น ช็อกโกแลต กาแฟ ไข่ นมเนย ส้ม น้ำตาล และอาหารที่ทำจากแป้งสาลี ทำให้รู้สึกเศร้า ส่วนอาหารที่ทำให้อารมณ์และจิตใจดีได้แก่ ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกรดไขมันเช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ฟักทอง และวอลนัท
รายงานยังแจ้งว่า อาหารหลายชนิดอาจแสลงกับโรคต่างๆ อย่างเช่น โรคซึมเศร้า กระวนกระวาย อาการตื่นตระหนก และโรคจิตเสื่อมวัยรุ่นได้
แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า "เคยเห็นมาหลายคนแล้วที่มีอาการกระวนกระวาย และตื่น ตระหนก เมื่อเปลี่ยนอาหาร ภาวะจิตใจก็กลับดีขึ้นมาก ที่จริงแล้วก็มีสาเหตุที่มีผลกับสุขภาพจิตหลายอย่างด้วยกัน แต่อาหารก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่ง"
บอกเล่าไอเดียของขวัญใช้ของไทยไฉไลสุด..สุด
ประเพณีการให้ของขวัญถูกกระแสสังคมกำหนดว่าจะต้องสรรหาสินค้าจากต่างประเทศ ของมีราคามามอบให้แก่กันจนกลายเป็นค่านิยม
แต่ในยามที่บ้านเมืองมีหนี้สินต่างประเทศ การเลือกซื้อเลือกของขวัญในยามนี้จึงต้องมีจิตสำนึกในฐานะคนไทย เลือกที่จะให้แบบเงินทองไม่รั่วไหลออกต่างประเทศ
เพราะปัจจุบันผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตเองในประเทศ
โดยเฉพาะจากกลุ่มเกษตรกรทั้งหลาย มีการผลิตออกมาสู่ตลาดกันมากมายแต่ขาดคนซื้อ
กำลังซื้อ ที่เคยเกิดในกลุ่มข้าราชการทั้งหลายหยุดนิ่ง
ขณะนี้ในตลาดของสินค้า จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจึงตัน
ช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้
หาก ซื้อไปแล้วได้รับการจัดตกแต่งให้สวยงามของเหล่านั้นจะมีคุณค่าในตัวเองไม่ แพ้ของ นอกราคาแพงเทศกาลปีใหม่ปีนี้จึงมีไอเดียการเลือกสรรของขวัญผลิตภัณฑ์พื้น บ้านจาก ร้านวาสุเทพอาศรม ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย กระทรวงสาธารณสุขที่เน้นเลือกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ สินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้านให้เป็นตัวจุดประกาย สร้างค่านิยมการมอบของขวัญจากฝีมือคนไทยให้คนไทยด้วยกัน
ความคิดของขวัญแนวนี้ถูกจัดแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ประมาณ 10 กลุ่มฝากไว้เป็นแนวทางหากใครกำลังคิดหาของขวัญ
กลุ่มแรกได้แก่ผัก-ผลไม้โดยเฉพาะผลไม้พื้นบ้าน เช่น ส้มโอ กล้วย มะม่วง ฝรั่งขี้นก สับปะรดจัดแต่งเป็นกระเช้าผูกโบ
ถ้าเป็นผักสีเขียวเลือกหาผักพื้นบ้านได้น่าจะดี
เพราะปลอดจากยาฆ่าแมลง เช่น ผักปลัง ฟักทอง ผักบุ้งไทย ตกแต่งด้วยพริก ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ เพื่อสร้างสีสันให้กับกระเช้าผักเลือกให้ผู้ได้รับสามารถแปลงเป็นอาหารมื้อ พิเศษในวันนั้น แถมให้เป็นอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอาจจะเขียนระบุสรรพคุณแนบไว้ เพื่อเย้ายวนให้ชวนกิน อาทิพริกกินแล้วช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด กินแครอท ผักบุ้ง ฟักทอง ช่วยยับยั้งมะเร็งได้
ส่วนกลุ่มที่ 2 ธัญพืชประเภทข้าวกล้อง ถั่วแดง ถั่วดำ
สารพัดถั่วที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าว เช่นนางเล็ด งาตัด ข้าวเม่า ก็สามารถจัดรวมกันเป็นชุดห่อรวมใส่ตะกร้าได้ไฉไล
สำหรับ กลุ่มที่ 3 เครื่องเทศ พริก หอม กระเทียมและของแห้ง นับเป็นสิ่งถูกใจของกลุ่มผู้รับในวัยตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปเพราะคนวัยนี้ชอบทำอาหารทานเอง พริก หอม กระเทียมยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น จัดใส่ชะลอมเหมือนผลไม้เก๋ ไปอีกแบบ ถ้าจะเพิ่มคุณค่าด้านสมุนไพรเข้าไปอาจ จัดขิง ข่า ตะไคร้ ผัก พื้นบ้านสะเดา กระถิน กะเพรา พริกเข้าไปได้คุณค่าทางอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย
เปลี่ยนจาก เรื่องกับข้าวกับปลา หันมาพิจารณาผลิตภัณฑ์ชนิดเหล้าไทยและยา ดองถูกจัดไว้ในกลุ่มของขวัญชนิดที่ 4 ที่ผ่านมาจะเห็นภาพการให้ของขวัญเหล้านอกเป็นราคาแพงสูงลิ่ว ปีนี้อาจจะเปลี่ยนเสียเป็นเหล้าไทย ในนามว่า "ยาดอง"
แนะว่าการให้ของขวัญด้วยเหล้าดอง อาจจะเป็นในลักษณะมีเหล้าที่ดองใส่ขวดไว้เรียบร้อยแล้ว
และในกระเช้าอาจมียาดองเหล้าสักห่อ พร้อมระบุสรรพคุณของยาและเหล้าขาวสักขวดเพื่อให้ไปดองเอง
แต่เรื่องยาดองหลายคนไม่ถนัด ที่จะกินเปลี่ยนเป็นไวน์ไทยเช่น ไวน์มะยม ไวน์มะเม่า ไวน์ลูกหว้า
ยอด ขนมขบเคี้ยวทั้งหลายอาจลดลงในเทศกาลปีใหม่ปีนี้ หากเลือกซื้อหาของกินแปรรูปมาจากสินค้าเกษตรแทน เช่น กล้วยตาก สับปะรดกวน ทุเรียนกวน มะม่วงกวน ทอฟฟี่สมุนไพรหรือประเภทชาสมุนไพรทั้งหลาย ยาสมุนไพร ประจำบ้านชนิดต่าง ๆ รวมถึงแชมพู สบู่สมุนไพรจัดใส่ตะกร้าแปลกตาแล้วมีประโยชน์ผู้รับได้กินได้ ใช้ยามคับขันเป็นของขวัญในกลุ่มที่ 5 ที่จะเอาไปพลิกแพลงดัดแปลงให้ผู้ได้รับปลื้ม
และพอใจขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์
ของขวัญประเภทเครื่องหอมเป็นอีกกลุ่มลำดับที่ 6
อันนี้จะทำเองหรือหาซื้อไม่ยากเกินไป เอาดอกไม้ไทยมาทำเป็นบุหงา ถุงหอม สำหรับแขวน หรือตั้งโต๊ะทำงาน ห้องนอน ในรถ จัดเป็นกระเช้าไปมอบสร้างคุณค่าและมิตรภาพเป็นอย่างดี
ขยับมาที่ของมีค่ามีราคาอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ 7
ในชุดของขวัญผ้าไทยเลือก ให้เหมาะกับบุคลิกของแต่ละบุคคลไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้ายหรือไหม คำนวณเงินทองในกระเป๋าก่อนซื้อ เชื่อว่าผู้รับย่อมภูมิใจเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง
ที่ทำให้เม็ดเงินไหลลงสู่ชาวบ้านในชนบท
กลุ่ม ที่ 8 ถูกจัดให้ใกล้เคียงกันเรียกว่าผลิตภัณฑ์จากนุ่นและฝ้าย หรือสิ่งที่ไม่ใช่การสังเคราะห์ เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เช่น หมอนอิง หมอนขิด เป็นสินค้าที่ผลิตมาจากกลุ่มแม่บ้านเกือบทั้งสิ้น
ของขวัญแนวคิดแปลกที่ทำด้วยใจอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ 9
ไม่ต้องลงทุนสูงแต่ลงแรงมากสักหน่อย อาจจะต้องบวกฝีมือเข้าไปเล็กน้อย
ใช้ใบตองมาจัดทำเป็นพานพุ่มดอกไม้ แม้ผู้รับจะไม่ได้ใช้แต่บังเกิดความปีติใจยามเมื่อได้รับของชิ้นนี้ เชื่อหรือไม่เชื่อแต่ก็น่าลอง
สำหรับกลุ่มสุดท้ายมอบพันธุ์ไม้และกล้าไม้ให้แก่กัน
สร้างค่านิยมในการมอบพันธุ์ไม้ หรือกล้าไม้เป็นของขวัญใส่กระถางห่อด้วยกระดาษ สวย ๆ
ตกแต่งให้สวยงามคิดไม่ออก ให้นึกถึงกล้าไม้สมุนไพร เช่น ฟ้าทลายโจร เสลดพังพอน กะเพรา มะนาว สะระแหน่ สารพัดสมุนไพร ปลูกไว้ทำกับข้าวเผื่อเหลือเผื่อขาดเป็นยาสมุนไพรแก้โรคร้ายต่าง ๆ ได้
ด้วยแนวคิดทั้งสิบแบบถ้าใครได้รับแล้วมีจิตใจน้อมรับแบบไม่กังขาไม่เกี่ยงว่า เป็นของด้อยค่าน้อยราคาคิดว่าน้ำใจยิ่งใหญ่กว่าของขวัญ
คนนั้นจะมีความสุขตลอดปีใหม่และตลอดไป.
ดื่มกินของร้อนๆ เสี่ยงมะเร็งสูง
ดื่มกินของร้อนๆ เสี่ยงมะเร็งสูง
วารสาร โรคมะเร็งระหว่างประเทศ ได้บอกเตือนว่า การดื่มเครื่องดื่มกำลังร้อนๆ เสี่ยงกับการเป็นมะเร็งของคอหอย จนถึงกระเพาะ มากกว่าคนที่ดื่มกินอย่างปรกติถึง 4 เท่า นักวิจัยทางการแพทย์ของสเปน ได้ศึกษาหาความเกี่ยวพันของการซดเครื่องดื่ม ที่กำลังร้อนจัดๆ อย่างเช่น ชา พบว่าการดื่มเครื่องดื่มแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ล้วนเสี่ยงกับการเป็นมะเร็ง ของทางเดินอาหาร ทั้งสิ้น
การศึกษา วิจัยได้พบว่า ยิ่งซดเครื่องดื่มอย่างชาและกาแฟที่กำลังร้อนๆ กับนมด้วย ยิ่งชวนเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งหนักขึ้น แต่ลำพังการซดกาแฟดำร้อนๆ อย่างเดียว กลับไม่ปรากฏว่าเกี่ยวพันกับมะเร็งแต่อย่างใด
ไทยรัฐ
วารสาร โรคมะเร็งระหว่างประเทศ ได้บอกเตือนว่า การดื่มเครื่องดื่มกำลังร้อนๆ เสี่ยงกับการเป็นมะเร็งของคอหอย จนถึงกระเพาะ มากกว่าคนที่ดื่มกินอย่างปรกติถึง 4 เท่า นักวิจัยทางการแพทย์ของสเปน ได้ศึกษาหาความเกี่ยวพันของการซดเครื่องดื่ม ที่กำลังร้อนจัดๆ อย่างเช่น ชา พบว่าการดื่มเครื่องดื่มแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ล้วนเสี่ยงกับการเป็นมะเร็ง ของทางเดินอาหาร ทั้งสิ้น
การศึกษา วิจัยได้พบว่า ยิ่งซดเครื่องดื่มอย่างชาและกาแฟที่กำลังร้อนๆ กับนมด้วย ยิ่งชวนเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งหนักขึ้น แต่ลำพังการซดกาแฟดำร้อนๆ อย่างเดียว กลับไม่ปรากฏว่าเกี่ยวพันกับมะเร็งแต่อย่างใด
ไทยรัฐ
ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ระวังลูกเป็นหมัน
AbcNEWS - นักวิจัยชาวเยอรมนีอ้างว่า ความนิยมใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป
เป็นสาเหตุที่ทำให้จำนวนสเปิร์มของผู้ชายทั่วโลกถึงน้อยลงในช่วงสิบยี่สิบ ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญหลายคนประณามภาพลักษณ์สะอาดของผ้าอ้อมการศึกษาพบว่าเด็กหลายคน ที่สวมผ้าอ้อมสำเร็จรูปแทนผ้าอ้อมฝ้ายจะทำให้อุณหภูมิในถุงอัณฑะสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ในภายหลัง
ถุงอัณฑะเป็นผิวหนังที่ห่อหุ้มอัณฑะซึ่งมีหน้าที่ผลิตสเปิร์ม
โดยปรกติถุงอัณฑะต้องอยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิปกติ
3 องศาถึงจะดีต่อการผลิตสเปิร์ม ดังนั้นโดยกายภาพมันถึงออกมาอยู่นอกร่างกาย ผู้ชายที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงรัด
ๆ และแช่น้ำร้อน แต่ตอนนี้นักวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผลอย่างเดียวกันกับเด็กหรือเปล่า
แต่ หลายคนสงสัยว่าจะให้ผลอย่างเดียวกันกับเด็กหรือเปล่าเพราะเด็กยังไม่ ผลิตสเปิร์มเลย ผู้ผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูปออกมาแย้งว่า แนวโน้มที่ผู้ชายมีสเปิร์มลดลงมีมาตั้ง 60 ปีแล้ว ไม่มีเหตุผลถ้าจะมาโทษผ้าอ้อม
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ความสะดวกกับพ่อแม่ และให้ความสบายกับเด็ก แต่อย่าลืมว่ามันย่อยสลายยากมาก ระวังเถอะสักวันโลกเราจะมีขยะผ้าอ้อมสำเร็จรูปกองสูงเป็นภูเขา
โดยคุณ : วิทยาการ -
เป็นสาเหตุที่ทำให้จำนวนสเปิร์มของผู้ชายทั่วโลกถึงน้อยลงในช่วงสิบยี่สิบ ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญหลายคนประณามภาพลักษณ์สะอาดของผ้าอ้อมการศึกษาพบว่าเด็กหลายคน ที่สวมผ้าอ้อมสำเร็จรูปแทนผ้าอ้อมฝ้ายจะทำให้อุณหภูมิในถุงอัณฑะสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ในภายหลัง
ถุงอัณฑะเป็นผิวหนังที่ห่อหุ้มอัณฑะซึ่งมีหน้าที่ผลิตสเปิร์ม
โดยปรกติถุงอัณฑะต้องอยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิปกติ
3 องศาถึงจะดีต่อการผลิตสเปิร์ม ดังนั้นโดยกายภาพมันถึงออกมาอยู่นอกร่างกาย ผู้ชายที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงรัด
ๆ และแช่น้ำร้อน แต่ตอนนี้นักวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผลอย่างเดียวกันกับเด็กหรือเปล่า
แต่ หลายคนสงสัยว่าจะให้ผลอย่างเดียวกันกับเด็กหรือเปล่าเพราะเด็กยังไม่ ผลิตสเปิร์มเลย ผู้ผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูปออกมาแย้งว่า แนวโน้มที่ผู้ชายมีสเปิร์มลดลงมีมาตั้ง 60 ปีแล้ว ไม่มีเหตุผลถ้าจะมาโทษผ้าอ้อม
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ความสะดวกกับพ่อแม่ และให้ความสบายกับเด็ก แต่อย่าลืมว่ามันย่อยสลายยากมาก ระวังเถอะสักวันโลกเราจะมีขยะผ้าอ้อมสำเร็จรูปกองสูงเป็นภูเขา
โดยคุณ : วิทยาการ -
คุณสมบติของเบียร
สี
ต้องตรงกับคุณสมบัติของเบียร์ ไม่ใช่เบียร์จะต้องใสเพียงอย่างเดียว
ที่ควรจะใสก็ใส ที่ควรจะข้นก็ข้น ที่ไม่ควรมีตะกอนลอยแขวนก็ไม่ควรมี
ที่ควรมีก็มี ในเมืองไทยเรานิยมดื่มเบียร์ลาเกอร์ตระกูลพิลสเนอร์
ก็ควรมีคุณสมบัติใส สีออกไปทางสีทองเข้มพอสมควร
เมื่อรินลงไปแล้วก็จะเห็นเม็ดคาร์บอนไดออกไซด์ลอยขึ้นเป็นทิว
นี่เป็นการเสพเบียร์ทางตาที่สำคัญ
เหตุฉะนั้นภาชนะสำหรับการดื่มเบียร์ที่ดีคือแก้วใสนี่แหละครับ
ไม่จำเป็นต้องใช้จอกหูกระเบื้องหรือพิวเตอร์(mug)
ฟอง
ก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญของการดื่มเบียร์
วิธีรินเบียร์ให้เป็นฟองไม่ใช่เทลงไปที่ก้นแก้วแรงๆ กระทุ้งให้เกิดฟองขึ้น
เพราะฟองอย่างนั้นไม่ใช่ฟองคุณภาพที่แท้จริง
จะเห็นได้ว่าฟองที่ได้มาด้วยวิธีแบบนั้นจะเป็นฟองหยาบ เหมือนฟองผงซักฟอก
กินไปจนหมดแก้วแล้วก็ไม่เกิดคราบฟองที่ริมแก้วให้เห็น
ฟองที่มีคุณภาพต้องได้มาจากการรินเบียร์ไปที่ข้างแก้ว
แรงของเบียร์ที่ไหลลงไปป่วนก้นแก้วก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดฟองขึ้นแล้ว
ฟองแบบนี้จะเป็นฟองละเอียดค่อนข้างเหนียว
ยอดฟองมักไม่ค่อยราบเรียบแต่มีลักษณะเหมือนเนินเขา
เมื่อกินเบียร์หมดแก้วแล้วก็จะยังเห็นคราบฟองติดอยู่ตามผนังแก้ว
รวมทั้งหนวดและริมฝีปากงามของผู้หญิงด้วย
แต่คุณผู้อ่านจะพบว่า
รินเบียร์อย่างนี้ในเมืองไทยไม่ค่อยได้ฟองหรือได้ฟองที่บางมาก
ทั้งนี้เพราะเราดื่มเบียร์ในอุณหภูมิที่เย็นจัดเกินไป จึงทำให้ไม่เกิดฟอง
นอกจากนี้เบียร์ตลาดซึ่งไม่ค่อยมีคุณภาพก็มักให้ฟองน้อยโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
จึงทำให้เกิดฟองคุณภาพได้ยาก ยกเว้นที่เขาใส่สารเร่งคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนบ่ม
ซึ่งทำให้รสเบียร์เสียไปอีก
เหตุดังนั้นผมจึงไม่ชอบเลยที่ร้านอาหารส่วนใหญ่จะสั่งพนักงานเสิร์ฟไว้ว่า
จงรินเบียร์ในแก้วของลูกค้าหน้าโง่อย่าให้พร่องเป็นอันขาด
เพื่อทางร้านจะได้ขายเบียร์ได้มากๆ หมดแล้วก็รีบเปิดขวดใหม่
บังคับให้ต้องดื่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมเห็นว่าการดื่มเบียร์ให้หมดแก้วแล้วรินใหม่
จะได้ทัศนียภาพของเบียร์แก้วใหม่ ซึ่งเป็นของอร่อยในการเสพ
หมดขวดแล้วค่อยสั่งใหม่ เปิดป๊อกก็รินได้เลย ไม่ใช่เปิดมาทิ้งราไว้ข้างๆเป็นนาน
รส
รสชาติของเบียร์เกิดจากส่วนผสมหลายอย่าง โดยเฉพาะมอลต์ของบาร์เลย์
และธัญพืชอื่นๆรวมทั้งฮอปซึ่งให้รสขม เบียร์อเมริกันเป็นเบียร์ปร่าๆ
ไม่ใช่เพราะเบียร์อเมริกันมีแอลกอฮอล์น้อยกว่าเบียร์ยุโรปหรือเบียร์ไทย
แต่เพราะเบียร์อเมริกันไม่มี"ตัว"หรือ"body" ไม่ได้รสมอลต์และแทบไม่มีกลิ่นฮอป
เบียร์จะมีแอลกอฮอล์มากหรือน้อยไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจืดหรือไม่
ส่วนใหญ่ของเบียร์ในเมืองไทยปริมาณแอลกอฮอล์พอๆกัน แต่รสชาติต่างกันเท่านั้น
ฉะนั้นเวลาดื่มเบียร์จึงควรปล่อยให้มันไหลซาบซ่าไปทั่วลิ้น
เพื่อจะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของเบียร์ไปด้วย
ผมเข้าใจว่ารสที่คอเบียร์เมืองไทยเรียกว่ามัน
ก็คือรสของส่วนผสมที่ไม่ขาดไม่เกินของเบียร์ยี่ห้อนั้นนั่นเอง
คือมีทั้งตัวและมีทั้งรสครบสมบูรณ์
แต่แปลกที่คอเบียร์ในเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบรสขมของเบียร์
จึงพยายามทำลายรสนี้เสีย ด้วยการเอาเบียร์ไปแช่จนกลายเป็นเกร็ดน้ำแข็ง
ความเย็นจัดนี้ไม่ได้ทำลายปุ่มรับรสขมบนลิ้นเท่านั้น
แต่ทำลายทุกปุ่มบรรดามีไปหมดจนไม่ได้รสชาติอะไรของเบียร์เลย
ดื่มแล้วดูเหมือนจะสดชื่น
แต่ถ้าอย่างนั้นเอาโซดาไปแช่แข็งบ้างก็คงจะได้ความรู้สึกสดชื่นเท่ากัน
ซ้ำถูกสตางค์กว่าอีกด้วย
รสขมนี้เป็นรสสำคัญสุดของเบียร์เลยนะครับ
ถ้าเบียร์ไม่ขมก็ไม่รู้จะดื่มไปทำไม เช่นถ้าเบียร์มีรสหวานเหมือนน้ำขวด
ผมเชื่อว่าคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ คงไม่สามารถดื่มเบียร์ทั้งลังข้ามคืนได้
ถ้าขืนทำป่านนี้ก็คงตายด้วยโรคหัวใจวายไปแล้วด้วย
รสขมก็มีหลายพรรณนะครับ ขมอร่อยกับขมไม่อร่อยแตกต่างกันแน่
ขมไม่อร่อยเป็นอย่างไรก็ลองเอาเบียร์ที่ถูกแช่แข็งแล้วมาละลายจนได้อุณหภูมิที่
เหมาะสม แล้วลองดื่มดูสิครับ จะพบว่ารสขมของเบียร์จะเปลี่ยนเป็นลักษณะขมปี๋
ออกขื่น และเปรี้ยวนิดๆด้วย ไม่ได้เป็นสรรพรสเลย
อันที่จริงการเอาเบียร์ไปแช่ในตู้เย็นไว้นานๆก็ไม่ดี ถึงไม่แข็งก็ไม่ดี
เพราะทำให้รสเบียร์เปลี่ยนไปเป็นขมปี๋ ออกขื่นอย่างว่าได้เหมือนกัน
ถึงได้บอกไงครับว่า
สั่งเบียร์ที่ไหนก็สั่งยี่ห้อที่คนอื่นๆในแถวนั้นเขานิยมกันนั่นแหละดี
มันจะได้ไม่ถูกแช่เย็นไว้นานเกินไป
กลิ่น
กลิ่นนี่ยิ่งมีความสำคัญใหญ่ไม่น้อยไปกว่ารสเลย
เบียร์ที่ดีจะให้กลิ่นของมอลต์และฮอปที่พอเหมาะ คือไม่ฉุนเกินไปจนเอียน
แต่เรื่องนี้ไม่น่าห่วงเท่ากับมีกลิ่นน้อยเกินไป
โดยเฉพาะเบียร์ตลาดที่เราดื่มในเมืองไทยนั้นให้กลิ่นจางเกินไป
ยกเว้นตอนอ้วกซึ่งเป็นกลิ่นเบียร์ที่บูดเสียแล้ว
เบียร์ดีบางยี่ห้อนั้นแค่รินลงแก้วก็ได้กลิ่นหอมออกมาแล้วโดยยังไม่ทันดื่ม
สมดุล
สมดุลคือส่วนผสมที่ลงตัวของรสชาติและกลิ่น
เช่นได้ส่วนผสมที่พอเหมาะและไม่เปลี่ยนแปลงในการดื่ม
ได้กลิ่นที่ลงตัวของมอลต์และฮอป เป็นต้น เรื่องสมดุลนี้เป็นศิลปะสำคัญที่สุดของ
brewmaster หรือศิลปินหมักเบียร์เลยนะครับ แต่ละอย่างจะมีสัดส่วนอย่างไร
หมักในอุณหภูมิเท่าไร บ่มในอุณหภูมิเท่าไร
เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เขากำหนดมาไว้ในเบียร์ของเขา
ในอังกฤษแม้จนถึงทุกวันนี้
เขาไม่ได้นับปริมาณของแอลกอฮอล์ในเบียร์เป็นเปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักหรือปริมาตร
แต่เขานับกันตาม"แรงโน้มถ่วงเดิม"หมายความว่ามีสัดส่วนของสารที่สามารถหมักขึ้น
ได้ต่อปริมาณน้ำเท่าไร เช่นถ้าเบียร์ที่มีสัดส่วนของแรงโน้มถ่วงเดิมเท่ากับ
๑๐๔๐
ก็แปลว่ามีสารที่หมักขึ้นได้อยู่ ๔๐ ส่วนในปริมาณน้ำ ๑๐๐๐ ส่วน
ยิ่งมีสัดส่วนของสารที่หมักขึ้นได้มาก ก็มีแนวโน้มว่าจะมี
แอลกอฮอล์สูงขึ้น
ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ความสมดุลเฉพาะเรื่องของส่วนผสมเพียงอย่างเดียว
มีความสำคัญขนาดไหน
เราในฐานะผู้ดื่มหรือผู้ขายเบียร์จึงไม่ควรเปลี่ยนสมดุลนี้อย่างง่ายๆ
เช่นไม่ควรเอาน้ำแข็งหย่อนลงไปในแก้วเบียร์เป็นอันขาด
เพราะจะทำให้ค่าของแรงโน้มถ่วงเดิมเสียไปทันที
เนื่องจากน้ำแข็งละลายน้ำให้เพิ่มขึ้น
ผมไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด แต่เบียร์ที่ถูกทำให้เป็นวุ้นหรือแข็งแล้ว
แม้เอามาละลายใหม่ก็ทำให้เสียสมดุลไปเหมือนกัน
เพราะรสชาติเสียไปอย่างที่กล่าวข้างต้น
ผมเรียกเบียร์วุ้นหรือเบียร์แช่แข็งเป็นเบียร์ที่เสียแล้วเสมอ
ไม่ควรเอามาเสิร์ฟลูกค้าหรือเพื่อนเป็นอันขาด ผมอยากเดาว่า
เมื่อเบียร์ถูกทำให้เป็นน้ำแข็ง
ก็คือแยกส่วนของน้ำและส่วนผสมอื่นซึ่งเคยผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับน้ำออกจาก
กัน แม้เอามาละลายอีก ก็ไม่สามารถผสมกลมกลืนกับน้ำได้เหมือนเดิม
คือเสียสมดุลไปแล้วนั่นเอง
finish
หรือความรู้สึกที่ได้หลังดื่ม เป็นเรื่องอธิบายยาก
ดื่มลงไปแล้วรู้สึกสดชื่น, อร่อย, กินอาหารอื่นลงไปแล้วก็ไม่รู้สึกพะอืดพะอม,
ฯลฯ พูดสั้นๆก็คือดีล่ะครับ
-"เบียร์" นิธิ เอียวศรีวงศ์
ต้องตรงกับคุณสมบัติของเบียร์ ไม่ใช่เบียร์จะต้องใสเพียงอย่างเดียว
ที่ควรจะใสก็ใส ที่ควรจะข้นก็ข้น ที่ไม่ควรมีตะกอนลอยแขวนก็ไม่ควรมี
ที่ควรมีก็มี ในเมืองไทยเรานิยมดื่มเบียร์ลาเกอร์ตระกูลพิลสเนอร์
ก็ควรมีคุณสมบัติใส สีออกไปทางสีทองเข้มพอสมควร
เมื่อรินลงไปแล้วก็จะเห็นเม็ดคาร์บอนไดออกไซด์ลอยขึ้นเป็นทิว
นี่เป็นการเสพเบียร์ทางตาที่สำคัญ
เหตุฉะนั้นภาชนะสำหรับการดื่มเบียร์ที่ดีคือแก้วใสนี่แหละครับ
ไม่จำเป็นต้องใช้จอกหูกระเบื้องหรือพิวเตอร์(mug)
ฟอง
ก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญของการดื่มเบียร์
วิธีรินเบียร์ให้เป็นฟองไม่ใช่เทลงไปที่ก้นแก้วแรงๆ กระทุ้งให้เกิดฟองขึ้น
เพราะฟองอย่างนั้นไม่ใช่ฟองคุณภาพที่แท้จริง
จะเห็นได้ว่าฟองที่ได้มาด้วยวิธีแบบนั้นจะเป็นฟองหยาบ เหมือนฟองผงซักฟอก
กินไปจนหมดแก้วแล้วก็ไม่เกิดคราบฟองที่ริมแก้วให้เห็น
ฟองที่มีคุณภาพต้องได้มาจากการรินเบียร์ไปที่ข้างแก้ว
แรงของเบียร์ที่ไหลลงไปป่วนก้นแก้วก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดฟองขึ้นแล้ว
ฟองแบบนี้จะเป็นฟองละเอียดค่อนข้างเหนียว
ยอดฟองมักไม่ค่อยราบเรียบแต่มีลักษณะเหมือนเนินเขา
เมื่อกินเบียร์หมดแก้วแล้วก็จะยังเห็นคราบฟองติดอยู่ตามผนังแก้ว
รวมทั้งหนวดและริมฝีปากงามของผู้หญิงด้วย
แต่คุณผู้อ่านจะพบว่า
รินเบียร์อย่างนี้ในเมืองไทยไม่ค่อยได้ฟองหรือได้ฟองที่บางมาก
ทั้งนี้เพราะเราดื่มเบียร์ในอุณหภูมิที่เย็นจัดเกินไป จึงทำให้ไม่เกิดฟอง
นอกจากนี้เบียร์ตลาดซึ่งไม่ค่อยมีคุณภาพก็มักให้ฟองน้อยโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
จึงทำให้เกิดฟองคุณภาพได้ยาก ยกเว้นที่เขาใส่สารเร่งคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนบ่ม
ซึ่งทำให้รสเบียร์เสียไปอีก
เหตุดังนั้นผมจึงไม่ชอบเลยที่ร้านอาหารส่วนใหญ่จะสั่งพนักงานเสิร์ฟไว้ว่า
จงรินเบียร์ในแก้วของลูกค้าหน้าโง่อย่าให้พร่องเป็นอันขาด
เพื่อทางร้านจะได้ขายเบียร์ได้มากๆ หมดแล้วก็รีบเปิดขวดใหม่
บังคับให้ต้องดื่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมเห็นว่าการดื่มเบียร์ให้หมดแก้วแล้วรินใหม่
จะได้ทัศนียภาพของเบียร์แก้วใหม่ ซึ่งเป็นของอร่อยในการเสพ
หมดขวดแล้วค่อยสั่งใหม่ เปิดป๊อกก็รินได้เลย ไม่ใช่เปิดมาทิ้งราไว้ข้างๆเป็นนาน
รส
รสชาติของเบียร์เกิดจากส่วนผสมหลายอย่าง โดยเฉพาะมอลต์ของบาร์เลย์
และธัญพืชอื่นๆรวมทั้งฮอปซึ่งให้รสขม เบียร์อเมริกันเป็นเบียร์ปร่าๆ
ไม่ใช่เพราะเบียร์อเมริกันมีแอลกอฮอล์น้อยกว่าเบียร์ยุโรปหรือเบียร์ไทย
แต่เพราะเบียร์อเมริกันไม่มี"ตัว"หรือ"body" ไม่ได้รสมอลต์และแทบไม่มีกลิ่นฮอป
เบียร์จะมีแอลกอฮอล์มากหรือน้อยไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจืดหรือไม่
ส่วนใหญ่ของเบียร์ในเมืองไทยปริมาณแอลกอฮอล์พอๆกัน แต่รสชาติต่างกันเท่านั้น
ฉะนั้นเวลาดื่มเบียร์จึงควรปล่อยให้มันไหลซาบซ่าไปทั่วลิ้น
เพื่อจะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของเบียร์ไปด้วย
ผมเข้าใจว่ารสที่คอเบียร์เมืองไทยเรียกว่ามัน
ก็คือรสของส่วนผสมที่ไม่ขาดไม่เกินของเบียร์ยี่ห้อนั้นนั่นเอง
คือมีทั้งตัวและมีทั้งรสครบสมบูรณ์
แต่แปลกที่คอเบียร์ในเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบรสขมของเบียร์
จึงพยายามทำลายรสนี้เสีย ด้วยการเอาเบียร์ไปแช่จนกลายเป็นเกร็ดน้ำแข็ง
ความเย็นจัดนี้ไม่ได้ทำลายปุ่มรับรสขมบนลิ้นเท่านั้น
แต่ทำลายทุกปุ่มบรรดามีไปหมดจนไม่ได้รสชาติอะไรของเบียร์เลย
ดื่มแล้วดูเหมือนจะสดชื่น
แต่ถ้าอย่างนั้นเอาโซดาไปแช่แข็งบ้างก็คงจะได้ความรู้สึกสดชื่นเท่ากัน
ซ้ำถูกสตางค์กว่าอีกด้วย
รสขมนี้เป็นรสสำคัญสุดของเบียร์เลยนะครับ
ถ้าเบียร์ไม่ขมก็ไม่รู้จะดื่มไปทำไม เช่นถ้าเบียร์มีรสหวานเหมือนน้ำขวด
ผมเชื่อว่าคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ คงไม่สามารถดื่มเบียร์ทั้งลังข้ามคืนได้
ถ้าขืนทำป่านนี้ก็คงตายด้วยโรคหัวใจวายไปแล้วด้วย
รสขมก็มีหลายพรรณนะครับ ขมอร่อยกับขมไม่อร่อยแตกต่างกันแน่
ขมไม่อร่อยเป็นอย่างไรก็ลองเอาเบียร์ที่ถูกแช่แข็งแล้วมาละลายจนได้อุณหภูมิที่
เหมาะสม แล้วลองดื่มดูสิครับ จะพบว่ารสขมของเบียร์จะเปลี่ยนเป็นลักษณะขมปี๋
ออกขื่น และเปรี้ยวนิดๆด้วย ไม่ได้เป็นสรรพรสเลย
อันที่จริงการเอาเบียร์ไปแช่ในตู้เย็นไว้นานๆก็ไม่ดี ถึงไม่แข็งก็ไม่ดี
เพราะทำให้รสเบียร์เปลี่ยนไปเป็นขมปี๋ ออกขื่นอย่างว่าได้เหมือนกัน
ถึงได้บอกไงครับว่า
สั่งเบียร์ที่ไหนก็สั่งยี่ห้อที่คนอื่นๆในแถวนั้นเขานิยมกันนั่นแหละดี
มันจะได้ไม่ถูกแช่เย็นไว้นานเกินไป
กลิ่น
กลิ่นนี่ยิ่งมีความสำคัญใหญ่ไม่น้อยไปกว่ารสเลย
เบียร์ที่ดีจะให้กลิ่นของมอลต์และฮอปที่พอเหมาะ คือไม่ฉุนเกินไปจนเอียน
แต่เรื่องนี้ไม่น่าห่วงเท่ากับมีกลิ่นน้อยเกินไป
โดยเฉพาะเบียร์ตลาดที่เราดื่มในเมืองไทยนั้นให้กลิ่นจางเกินไป
ยกเว้นตอนอ้วกซึ่งเป็นกลิ่นเบียร์ที่บูดเสียแล้ว
เบียร์ดีบางยี่ห้อนั้นแค่รินลงแก้วก็ได้กลิ่นหอมออกมาแล้วโดยยังไม่ทันดื่ม
สมดุล
สมดุลคือส่วนผสมที่ลงตัวของรสชาติและกลิ่น
เช่นได้ส่วนผสมที่พอเหมาะและไม่เปลี่ยนแปลงในการดื่ม
ได้กลิ่นที่ลงตัวของมอลต์และฮอป เป็นต้น เรื่องสมดุลนี้เป็นศิลปะสำคัญที่สุดของ
brewmaster หรือศิลปินหมักเบียร์เลยนะครับ แต่ละอย่างจะมีสัดส่วนอย่างไร
หมักในอุณหภูมิเท่าไร บ่มในอุณหภูมิเท่าไร
เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เขากำหนดมาไว้ในเบียร์ของเขา
ในอังกฤษแม้จนถึงทุกวันนี้
เขาไม่ได้นับปริมาณของแอลกอฮอล์ในเบียร์เป็นเปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักหรือปริมาตร
แต่เขานับกันตาม"แรงโน้มถ่วงเดิม"หมายความว่ามีสัดส่วนของสารที่สามารถหมักขึ้น
ได้ต่อปริมาณน้ำเท่าไร เช่นถ้าเบียร์ที่มีสัดส่วนของแรงโน้มถ่วงเดิมเท่ากับ
๑๐๔๐
ก็แปลว่ามีสารที่หมักขึ้นได้อยู่ ๔๐ ส่วนในปริมาณน้ำ ๑๐๐๐ ส่วน
ยิ่งมีสัดส่วนของสารที่หมักขึ้นได้มาก ก็มีแนวโน้มว่าจะมี
แอลกอฮอล์สูงขึ้น
ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ความสมดุลเฉพาะเรื่องของส่วนผสมเพียงอย่างเดียว
มีความสำคัญขนาดไหน
เราในฐานะผู้ดื่มหรือผู้ขายเบียร์จึงไม่ควรเปลี่ยนสมดุลนี้อย่างง่ายๆ
เช่นไม่ควรเอาน้ำแข็งหย่อนลงไปในแก้วเบียร์เป็นอันขาด
เพราะจะทำให้ค่าของแรงโน้มถ่วงเดิมเสียไปทันที
เนื่องจากน้ำแข็งละลายน้ำให้เพิ่มขึ้น
ผมไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด แต่เบียร์ที่ถูกทำให้เป็นวุ้นหรือแข็งแล้ว
แม้เอามาละลายใหม่ก็ทำให้เสียสมดุลไปเหมือนกัน
เพราะรสชาติเสียไปอย่างที่กล่าวข้างต้น
ผมเรียกเบียร์วุ้นหรือเบียร์แช่แข็งเป็นเบียร์ที่เสียแล้วเสมอ
ไม่ควรเอามาเสิร์ฟลูกค้าหรือเพื่อนเป็นอันขาด ผมอยากเดาว่า
เมื่อเบียร์ถูกทำให้เป็นน้ำแข็ง
ก็คือแยกส่วนของน้ำและส่วนผสมอื่นซึ่งเคยผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับน้ำออกจาก
กัน แม้เอามาละลายอีก ก็ไม่สามารถผสมกลมกลืนกับน้ำได้เหมือนเดิม
คือเสียสมดุลไปแล้วนั่นเอง
finish
หรือความรู้สึกที่ได้หลังดื่ม เป็นเรื่องอธิบายยาก
ดื่มลงไปแล้วรู้สึกสดชื่น, อร่อย, กินอาหารอื่นลงไปแล้วก็ไม่รู้สึกพะอืดพะอม,
ฯลฯ พูดสั้นๆก็คือดีล่ะครับ
-"เบียร์" นิธิ เอียวศรีวงศ์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)